
ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพภายนอกให้กับสถานศึกษาทุกระดับ และทุกแห่งในประเทศไทย ทั้งการศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านการอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และระดับอุดมศึกษา มาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้สถานศึกษาทุกประเภทนำผลจากการประเมินไปปรับใช้เพื่อยกระดับ พัฒนา และต่อยอดให้สถานศึกษาก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาที่ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ อันจะส่งผลให้ระบบการศึกษาไทยมีคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งพบว่าสถานศึกษาหลายแห่งได้มีการนำผลประเมินจาก สมศ. ไปปรับใช้กับหลักสูตรการเรียนการสอนต้อนรับเปิดเทอมใหม่นี้ด้วย
ดร.ธัญมัย เดชมา ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 3 (วัดท่ามะปราง) กล่าวว่า จากรายงานผลการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. ที่ผ่านมาพบว่าโรงเรียนเทศบาล 3 (วัดท่ามะปราง) มีจุดเด่นด้านนวัตกรรมที่มุ่งสร้างผู้เรียนให้เป็นนวัตกร ดังนั้นสถานศึกษาจึงจัดทำแผนงานอย่างมีเป้าหมายและวัดผลได้ทุกประเด็น และในภาคเรียนใหม่นี้สถานศึกษายังคงมุ่งสร้างนวัตกร โดยนำความโดดเด่นของนวัตกรรมของสถานศึกษาในหลายด้านมาพัฒนาและต่อยอดการบริหารเพื่อพัฒนาการศึกษาทั้งระบบอย่างยั่งยืน ร่วมกับการใช้หลายศาสตร์มาผสมผสานกันเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย รวมถึงการทำให้นักเรียนเป็นคนดี มีความสุข ใช้ชีวิตเป็น เป็นนวัตกรได้ โดยมุ่งพัฒนาใน 5 ด้าน คือ
1.ทำให้สถานศึกษาเป็นบ้านที่อบอุ่นและปลอดภัย
2.มุ่งพัฒนาปัญญาภายใน
3.สอนโดยใช้กระบวนการ Active Learning ที่นักเรียนจะมีโอกาสได้สืบค้น แสดงบทบาทสมมติ
4.จิตภาคเชิงบวก สนามพลังบวก และพื้นที่ปลอดภัย
5.การมีส่วนร่วมและเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพราะเครือข่ายทั้งหมดต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
ทั้งนี้สถานศึกษาได้เตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียนใหม่โดยมีการปรับปรุงหลักสูตรทุกปี เพื่อให้สนองตอบผู้เรียนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดได้ หากพบว่าหลักสูตรยากไปหรือง่ายไป จะมีการปรับให้เหมาะสม สิ่งที่ทำควบคู่กันไปคือมีการอบรมครูในเชิงปฏิบัติการ อบรมเรื่องการวัดผล ออกแบบเครื่องมือที่วัดผลได้จริง มีการออกแบบความคิด และครูต้องทำหน้าที่เป็นโค้ชสอนให้นักเรียนคิดได้ด้วยการมุ่งส่งเสริมให้มีการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มุ่งไปที่คำว่า “นวัตกร” ตามคำแนะนำที่ได้รับจากการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ทำให้สถานศึกษามุ่งเน้นให้นักเรียนจะต้องคิดเป็น สร้างงานได้ สร้ายรายได้ และเรียนอย่างมีความสุข
“ทั้งนี้ต้องขอบคุณ สมศ. ที่ได้ชี้แนะแนวทางการปรับปรุง พัฒนา ต่อยอด เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานการเรียนการสอนของทางสถานศึกษาผ่านการประเมินคุณภาพภายนอก โดยสถานศึกษาได้นำมาเป็นแนวทางให้ครูผู้สอนได้นำมาพัฒนาแนวทางการสอนเพื่อที่จะเติมเต็มศักยภาพให้กับผู้เรียน เพื่อให้สามารถผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพเพื่อให้พร้อมสำหรับการศึกษาในระดับที่สูงต่อไป” ดร.ธัญมัย กล่าว
ดร.พวงผกา แสงเงิน ผู้อำนวยการโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย (ประถมศึกษา) กล่าวว่า สถานศึกษาได้นำผลการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. มาต่อยอดกับกิจกรรมรักการอ่านของโรงเรียน ทำให้ล่าสุดได้รับคัดเลือกให้เป็นสถานศึกษานำร่องของโครงการ Let’s Read and Play (Thailand) ของมูลนิธิเอเชีย ที่จัดส่งทีมวิทยากรจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมทำกิจกรรมกับผู้เรียนเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ทำให้ผู้เรียนสามารถรู้หนังสือตั้งแต่ระดับปฐมวัย ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมและ best practice ตามที่สถานศึกษาได้รับข้อเสนอแนะจาก สมศ. ด้วยการระดมความคิดเห็นกับครูผู้สอน จนสรุปแนวคิดทั้งหมดออกมาเป็นนวัตกรรมอากาศโมเดล (ARKAAD Model) เพื่อให้ครูผู้สอนใช้เป็นต้นแบบในการวางแผนการเรียนการสอน และสำหรับเปิดเทอมใหม่นี้ก็ยังคงยึดแนวทางโมเดลนี้อย่างต่อเนื่อง คือ
· A = Analysis วิเคราะห์ SWOT เพื่อหาโอกาสและอุปสรรคที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและบริบทของสถานศึกษา
· R = Review ทบทวนและศึกษาแนวคิดที่จะสนับสนุนกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ ARKAAD Model
· K – Knowledge Management กระบวนการจัดการความรู้ภายในสถานศึกษาตามเทคนิคของคุณครูผู้สอน
· A – Active กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning 12 วิธีใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
· A – Assessment การใช้นวัตกรรมมาจัดการเรียนรู้แบบ ARKAAD Model โดยมีการประเมินและตรวจสอบทั้งระหว่างการใช้นวัตกรรมและเมื่อใช้นวัตกรรมไปแล้ว
· D – Development นำข้อมูลที่ได้จากการประเมินมาพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา ที่จะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ และนำมาพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนให้มีความยั่งยืนต่อไป
“การที่สถานศึกษาได้นำผลการประเมินของ สมศ. ไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้การเรียนการสอนมีคุณภาพมากขึ้นนั้น ผลดีที่เกิดขึ้นตามมาคือคุณภาพของตัวผู้เรียนเอง ซึ่งก็จะสะท้อนกลับมาให้เห็นถึงคุณภาพการเรียนการสอนในที่สุด ต้องขอบคุณ สมศ.ที่ให้คำแนะนำที่มีคุณค่ากับทางสถานศึกษา ทำให้สามารถนำมาต่อยอดกับกิจกรรมเล็กๆ ที่จัดขึ้นภายในสถานศึกษา จนขยายผลกลายเป็นโครงการที่มีพันธมิตรภายนอกมาร่วมให้การสนับสนุน และยังได้เป็นโรงเรียนนำร่องของโครงการดังกล่าว ทำให้กิจกรรมรักการอ่านของโรงเรียนโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย (ประถมศึกษา) มีความเข้มข้นมากขึ้นและช่วยพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม” ดร.พวงผกา กล่าว
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 30 พฤษภาคม 2566 14:17 น.
ข่าวเกี่ยวกัน
สมศ.เผยผลประเมินสถานศึกษาครึ่งปีแรกคืบหน้ากว่าร้อยละ 60
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับระบบประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาว่า ที่ผ่านมาพบปัญหา 3 ประการ คือ 1.สถานศึกษาบางส่วนไม่มีแรงจูงใจในการนำผลการประเมินไปใช้ ซึ่งปัจจุบัน สมศ. ได้นำโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาหลังจากเข้ารับการประเมินแล้วสามารถนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกและข้อเสนอแนะไปพัฒนาต่อให้เป็นรูปธรรม โดยดำเนินการร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา 27 แห่งทั่วประเทศ และผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 700 คนที่ขึ้นทะเบียนไว้ร่วมให้คำปรึกษา แนะแนวทางการดำเนินงานให้แก่สถานศึกษาตามความต้องการของสถานศึกษา โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนา และต่อยอดศักยภาพการศึกษาไทย ภายใต้แนวคิด “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนา” 2.ระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาบางแห่งยังไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการดำเนินการเป็นครั้งคราวเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เท่านั้น จึงทำให้สถานศึกษาบางแห่งมองว่าการประเมินของ สมศ. เป็นภาระ และ 3.สถานศึกษาหลายแห่งที่ได้รับข้อเสนอแนะจาก สมศ. แม้จะนำไปปรับใช้กับการทำงาน แต่ไม่ได้นำไปกำหนดไว้ในแผนของสถานศึกษาเพื่อเป็นเป้าหมายการดำเนินงาน ซึ่งจากผลการวิจัยของ สมศ. พบว่า สถานศึกษามากกว่าร้อยละ 50 มีการนำผลการประเมินของ สมศ. ไปใช้วางแผนหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานต่างๆ แต่พบว่ามีสถานศึกษาเพียง ร้อยละ 20 ที่นำผลการประเมินไปใช้ในการกำหนดเป้าหมายในแผนพัฒนา ส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพไม่เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ดร.นันทา กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การนำผลการประเมินไปปรับใช้เพื่อพัฒนาสถานศึกษายังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร สถานศึกษาบางส่วนยังไม่มีการนำไปปรับใช้อย่างจริงจัง ดังนั้น เกณฑ์การประเมินรอบใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของ สมศ. จึงมีการเพิ่มเติมเรื่องการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกที่ผ่านมาของสถานศึกษาแต่ละแห่งมาพิจารณาร่วมด้วย โดยสถานศึกษาต้องนำผลการประเมินที่ผ่านมาไปปรับปรุง พัฒนาสถานศึกษาตามข้อเสนอแนะจากสมศ. ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และการดำเนินงานต้องเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามีส่วนร่วมมากขึ้น อาทิ กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือชุมชน เป็นต้น เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมใจกันต่อยอดพัฒนาให้การดำเนินงานของสถานศึกษาบรรลุเป้าประสงค์ในที่สุด
ทั้งนี้ สมศ. ยังคงให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษา โดยแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จะกำหนดวิธีการประเมินคุณภาพภายนอกที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ทั้งในส่วนของวิธีการและจำนวนวันประเมิน แตกต่างกันตามบริบทสถานศึกษา รวมทั้งเน้นการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สนับสนุนการประเมินตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ตลอดจนการนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการพิจารณาจากการดำเนินงานของสถานศึกษาที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่ต้องจัดทำข้อมูลหลักฐานเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดภาระของสถานศึกษาให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการประเมินสถานศึกษา โดยตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. 65 ซึ่งปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จะเป็นปีสุดท้ายของการประเมินคุณภาพภายนอกภายใต้กรอบแนวทาง รูปแบบ และวิธีการประกันคุณภาพภายนอกภายใต้สถานการณ์จำเป็นและเร่งด่วนเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) จนถึงปัจจุบัน สมศ.ได้ดำเนินการประเมินสถานศึกษาไปแล้วจำนวน 8,283 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 62.54 จากเป้าหมายสถานศึกษาจำนวน 13,245 แห่ง และในขณะนี้ สมศ. อยู่ระหว่างการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาที่เหลือ โดยคาดว่าจะประเมินแล้วเสร็จในช่วงเดือนกันยายน 2566 นี้
สมศ.เผยผลประเมินสถานศึกษาครึ่งปีแรกคืบหน้ากว่าร้อยละ 60 พร้อมพัฒนาเกณฑ์ประเมินหลังโควิด ชูแนวคิดลดภาระ และสอดคล้องกับบริบทสถานศึกษา
ที่มา ; มติชนออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
สถานศึกษาต้องนำผลประเมินฯในปีก่อนไปปรับปรุงและพัฒนา
31 พ.ค.2566-ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.)เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับระบบประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาว่า ที่ผ่านมาพบปัญหา 3 ประการ คือ
1) สถานศึกษาบางส่วนไม่มีแรงจูงใจในการนำผลการประเมินไปใช้ ซึ่งปัจจุบัน สมศ.ได้นำโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาหลังจากเข้ารับการประเมินแล้วสามารถนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกและข้อเสนอแนะไปพัฒนาต่อให้เป็นรูปธรรม โดยดำเนินการร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา 27 แห่งทั่วประเทศและผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 700 คนที่ขึ้นทะเบียนไว้ร่วมให้คำปรึกษาแนะแนวทางการดำเนินงานให้แก่สถานศึกษาตามความต้องการของสถานศึกษา โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดศักยภาพการศึกษาไทย ภายใต้แนวคิด “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนา”
2) ระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาบางแห่งยังไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องแต่เป็นการดำเนินการเป็นครั้งคราวเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เท่านั้นจึงทำให้สถานศึกษาบางแห่งมองว่าการประเมินของ สมศ. เป็นภาระ
3) สถานศึกษาหลายแห่งที่ได้รับข้อเสนอแนะจาก สมศ. แม้จะนำไปปรับใช้กับการทำงาน แต่ไม่ได้นำไปกำหนดไว้ในแผนของสถานศึกษาเพื่อเป็นเป้าหมายการดำเนินงาน ซึ่งจากผลการวิจัยของ สมศ.พบว่า สถานศึกษามากกว่าร้อยละ 50 มีการนำผลการประเมินของ สมศ.ไปใช้วางแผนหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานต่างๆ แต่พบว่ามีสถานศึกษาเพียง ร้อยละ 20 ที่นำผลการประเมินไปใช้ในการกำหนดเป้าหมายในแผนพัฒนาส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพไม่เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา การนำผลการประเมินไปปรับใช้เพื่อพัฒนาสถานศึกษายังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควรสถานศึกษาบางส่วนยังไม่มีการนำไปปรับใช้อย่างจริงจัง ดังนั้น เกณฑ์การประเมินรอบใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ของ สมศ.จึงมีการเพิ่มเติมเรื่องการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกที่ผ่านมาของสถานศึกษาแต่ละแห่งมาพิจารณาร่วมด้วย โดยสถานศึกษาต้องนำผลการประเมินที่ผ่านมาไปปรับปรุง พัฒนาสถานศึกษาตามข้อเสนอแนะจากสมศ. ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และการดำเนินงานต้องเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามีส่วนร่วมมากขึ้น อาทิ กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือชุมชน เป็นต้น
เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมใจกันต่อยอดพัฒนาให้การดำเนินงานของสถานศึกษาบรรลุเป้าประสงค์ในที่สุด
ดร.นันทา กล่าวทั้งนี้ สมศ. ยังคงให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษา โดยแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกปีงบประมาณ พ.ศ. 2567จะกำหนดวิธีการประเมินคุณภาพภายนอกที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาทั้งในส่วนของวิธีการและจำนวนวันประเมิน แตกต่างกันตามบริบทสถานศึกษารวมทั้งเน้นการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สนับสนุนการประเมิน ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการตลอดจนการนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพพร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเน้นการพิจารณาจากการดำเนินงานของสถานศึกษาที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องจัดทำข้อมูลหลักฐานเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ.ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดภาระของสถานศึกษาให้มากที่สุด
อย่างไรก็ดี สำหรับผลการประเมินสถานศึกษา โดยตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. 65 ซึ่งปีงบประมาณ พ.ศ. 2566จะเป็นปีสุดท้ายของการประเมินคุณภาพภายนอกภายใต้กรอบแนวทาง รูปแบบ และวิธีการประกันคุณภาพภายนอกภายใต้สถานการณ์จำเป็นและเร่งด่วนเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) จนถึงปัจจุบัน สมศ.ได้ดำเนินการประเมินสถานศึกษาไปแล้วจำนวน 8,283 แห่งคิดเป็นร้อยละ 62.54 จากเป้าหมายสถานศึกษาจำนวน 13,245 แห่ง และในขณะนี้ สมศ.อยู่ระหว่างการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาที่เหลือ โดยคาดว่าจะประเมินแล้วเสร็จในช่วงเดือนกันยายน2566 นี้
ที่มา ; ไทยโพสต์ 31 พฤษภาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
“สมศ.” ปรับเกณฑ์ประเมินปี 2567 สอดคล้องบริบท ลดภาระโรงเรียน
สมศ. เปิดแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาชูแนวคิดปรับระบบประกันคุณภาพการศึกษาใหม่ มุ่งให้แต่ละสถานศึกษาออกแบบระบบให้เหมาะสม พร้อมนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกที่ได้รับมากำหนดไว้ในวิสัยทัศน์และเป้าหมายของสถานศึกษา นำมาพัฒนาต่อยอดในการพัฒนาการเรียนการสอนของสถานศึกษาต่อไป พร้อมเผยผลการประเมินตั้งแต่เดือน ต.ค. 2565 จนถึงปัจจุบัน สมศ.ประเมินไปแล้ว 8,283 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 62.54 จากเป้าหมายสถานศึกษาจำนวน 13,245 แห่ง และขณะนี้ อยู่ระหว่างการประเมินที่เหลือ โดยคาดว่าจะประเมินแล้วเสร็จในช่วงเดือนกันยายน 2566 นี้
ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)เผยว่า ที่ผ่านมาพบปัญหาเกี่ยวกับการประเมิน 3 ประการ คือ สถานศึกษาบางส่วนไม่มีแรงจูงใจในการนำผลการประเมินไปใช้ บางแห่งมองว่าการประเมินของ สมศ. เป็นภาระ และสถานศึกษาหลายแห่งที่ไม่ได้กำหนดไว้ในแผนและเป้าหมายการดำเนินงาน
สมศ. จึงปรับการทำงาน ได้แก่ เพิ่มเติมเรื่องการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกที่ผ่านมาของสถานศึกษาแต่ละแห่งมาพิจารณาร่วม โดยต้องนำผลการประเมินที่ผ่านมาไปปรับปรุง พัฒนาสถานศึกษาตามข้อเสนอแนะจาก สมศ.ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และต้องเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามีส่วนร่วมมากขึ้น อาทิ กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือชุมชน เป็นต้น เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมใจกันต่อยอดพัฒนาให้การดำเนินงานของสถานศึกษาบรรลุเป้าประสงค์ในที่สุด
“แนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สมศ. ยังคงให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษา ทั้งนี้จะกำหนดวิธีการประเมินให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ทั้งในส่วนของวิธีการและจำนวนวันประเมินให้แตกต่างกันตามบริบทสถานศึกษา รวมทั้งเน้นนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการการประเมิน นำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นการพิจารณาจากการดำเนินงานของสถานศึกษาที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องจัดทำข้อมูลหลักฐานเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดภาระของสถานศึกษาให้มากที่สุด” ดร.นันทากล่าว
ที่มา ; แนวหน้า วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566
สรุปสาระสำคัญ
สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ดำเนินการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาทุกระดับกว่า 23 ปี เพื่อให้สถานศึกษานำผลประเมินไปปรับปรุง พัฒนา และกำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับบริบทจริง โดยหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนเทศบาล 3 และโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ได้นำข้อเสนอแนะจากสมศ.ไปพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และนวัตกรรม เช่น การสร้างนวัตกร การใช้ Active Learning การจัดระบบดูแลความปลอดภัย และโมเดล ARKAAD เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม
สมศ.พบปัญหา 3 ประการ ได้แก่ (1) ขาดแรงจูงใจใช้ผลประเมิน (2) ระบบประกันคุณภาพภายในไม่ต่อเนื่อง (3) ไม่นำข้อเสนอแนะเข้าสู่แผนพัฒนา สถานศึกษาส่วนใหญ่ใช้ผลประเมิน แต่มีเพียงร้อยละ 20 ที่นำเข้าสู่เป้าหมายแผน ทำให้พัฒนาไม่ต่อเนื่อง
ปีงบประมาณ 2567 สมศ.จึงปรับเกณฑ์โดยกำหนดให้ทุกสถานศึกษาต้องนำผลประเมินไปพัฒนาจริง เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนร่วมเข้ามามีบทบาท และใช้เทคโนโลยีลดภาระการประเมิน พร้อมยึดหลัก “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนา” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน.
ข้อสอบ
ก. นำข้อเสนอแนะไปจัดกิจกรรมเสริมเฉพาะกลุ่มสาระภาษาไทย
ข. นำผลประเมินไปปรับกระบวนการเรียนรู้ แต่ไม่บรรจุในแผนพัฒนา
ค. นำผลประเมินไปกำหนดเป้าหมายในแผน ปรับหลักสูตร อบรมครู และติดตามผลต่อเนื่อง
ง. ปรับเอกสารเพื่อรองรับการประเมินในรอบถัดไปเท่านั้น
2. สถานศึกษาที่มีปัญหาตามที่สมศ.พบมากที่สุดควรแก้ไขอย่างเร่งด่วนด้านใด?
ก. เพิ่มกิจกรรมแข่งขันทักษะนักเรียน
ข. กำหนดข้อเสนอแนะของสมศ.เป็นเป้าหมายในแผนพัฒนา
ค. จัดการประเมินภายในเฉพาะปีที่จะประเมินภายนอก
ง. เพิ่มการจัดทำเอกสารให้เพียงพอต่อการประเมิน
3. โมเดล ARKAAD ของโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัยเน้นหลักใดที่เชื่อมโยงกับสมศ.มากที่สุด?
ก. การสร้างนวัตกรทางเทคโนโลยี
ข. การวิเคราะห์บริบทและประเมินผลเพื่อนำมาพัฒนา
ค. การใช้เกมเพื่อสร้างแรงจูงใจ
ง. การบูรณาการชุมชนแบบมีส่วนร่วม
4. หากสถานศึกษาต้องการสอดคล้องกับเกณฑ์ประเมินปี 2567 มากที่สุด ควรดำเนินการใดก่อน?
ก. จัดเก็บเอกสารเพื่อรองรับการประเมิน
ข. เปิดโอกาสให้กรรมการ ผู้ปกครอง ชุมชนมีส่วนร่วมพัฒนา
ค. จัดกิจกรรมนวัตกรรมเพื่อเพิ่มชื่อเสียงโรงเรียน
ง. ลดชั่วโมงสอนเพื่อทำงานประกันคุณภาพ
5. สมศ.สนับสนุนการลดภาระสถานศึกษาด้วยแนวทางใดต่อไปนี้?
ก. ลดจำนวนผู้ประเมินลงครึ่งหนึ่ง
ข. ใช้วิธีประเมินแบบออนไลน์ทั้งหมด
ค. ประเมินจากสภาพจริง ไม่ต้องจัดทำเอกสารเพิ่มเติม
ง. ยกเลิกการประเมินภายนอกบางระดับ
คลิกเฉลย >>>
