
World Population Review เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลประชากรทั่วโลก คาดว่า ในปี 2023 อินเดียจะขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แซงหน้าจีนที่ครองตำแหน่งนี้มายาวนาน

โดยพบว่า จำนวนประชากรในอินเดีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ ในปี 2023 อินเดียจะมีประชากรจำนวน 1,428 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นไปจนถึง 1,670 ล้านคนในปี 2050 ขณะที่จำนวนประชากรจีนเริ่มมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นไป และในปี 2050 คาดว่าประชากรจีนจะเหลือเพียง 1,312 ล้านคน
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการเปิดเผยล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ที่ออกมาระบุว่า ในปี 2022 ที่ผ่านมา จีนมีประชากรลดลงราว 850,000 คน เหลือราว 1,411 ล้านคน ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1961
สาเหตุที่ประชากรจีนลดลง เป็นเพราะจีนมีอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตาย โดยในปี 2022 เด็กเกิดใหม่ในจีนคิดเป็นอัตราส่วนเพียง 6.77 คน ต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่มีการบันทึกสถิติมา ขณะที่คนตายมีอัตราส่วน 7.37 คนต่อประชากร 1,000 คน นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 1974 ส่วนอัตราเด็กเกิดใหม่ในอินเดียปี 2022 อยู่ที่ 17.16 คนต่อประชากร 1,000 คน และอัตราส่วนการตายอยู่ที่ 9.1 คนต่อประชากร 1,000 คน
ปี 2023 อินเดียจ่อแซงหน้าจีน ขึ้นแท่นประเทศ ‘ประชากรมากสุดในโลก’ UN คาดกลาง พ.ย. นี้ ประชากรโลกทะลุ 8 พันล้าน

UN เผยว่า ในปีหน้าอินเดียจะแซงหน้าจีนในฐานะประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
รายงานจากสหประชาชาติสหประชาชาติ (UN) เผยว่า ทั้งจีนและอินเดียต่างมีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน ในปี 2022 และคาดว่าในปี 2023 ประชากรในอินเดียจะแซงหน้าจีน
จำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นรวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ความต้องการทรัพยากรของอินเดียจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในปีถัดๆ ไป สอดคล้องกับข้อมูลจาก Refinitiv ที่รายงานโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า อินเดียนำเข้าถ่านหินสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือน มิ.ย.
นั่นทำให้ข้อตกลงการประชุม COP26 เมื่อเดือน พ.ย. 2021 ต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งการเลิกใช้ถ่านหิน การลดเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และการสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศที่มีรายได้ต่ำ
ตอนนี้ทั้งอินเดียและจีนต่างเป็นผู้ใช้พลังงานถ่านหินมากที่สุดในโลก โดยทั้ง 2 ประเทศยืนกรานจนถึงวินาทีสุดท้ายในข้อตกลง Glasgow Climate Pact โดยขอเปลี่ยนจากการ ‘เลิกใช้’ เป็นการใช้ถ่านหิน ‘น้อยลง’ หลังคัดค้านอย่างหนักแน่นก่อนหน้านี้
สำหรับจำนวนประชากรโลก UN คาดการณ์อยู่ที่ 8,000 ล้านคนในช่วงกลางเดือน พ.ย. 2022 สู่ 8,500 ล้านคนในปี 2030 และ 10,400 ล้านคน ในปี 2100 จากที่ประมาณ 2,500 ล้านคนในปี 1950
ในปีที่แล้ว UN ระบุว่า อัตราการเกิดของประชากรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3 คนต่อตลอดช่วงชีวิตของผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งลดลงมาจาก 5 คนต่อผู้หญิง 1 คน ในปี 1950 โดยคาดว่าในปี 2050 ตัวเลขจะลดลงมาเหลือ 2.1
General Antonio Guterres เลขาธิการ UN กล่าวว่า นี่ถือเป็นโอกาสเฉลิมฉลองทั้งความหลากหลาย การตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ร่วมกัน รวมถึงความก้าวหน้าทางสุขภาพที่ยืดอายุขัยและลดอัตราการเสียชีวิตของแม่และเด็กลงอย่างมาก
อ้างอิง:
ที่มา ; สำนักข่าวทูเดย์ ; MakeTomorrowTODAY
เกี่ยวข้องกัน
อินเดียประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก
ในที่สุดก็เป็นไปตามที่หลายสำนักคาดการณ์ เมื่อ “อินเดีย” หนึ่งในประเทศที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ สามารถโค่นจีนลงได้ด้วยจำนวนประชากรตามคาดการณ์ 1.417 พันล้านคน ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำลังจะส่งผลกระทบต่อมิติสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ไปจนถึงระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ในขณะเดียวกันก็คาดหวังไปถึงการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน และการให้บริการจากภาครัฐที่จะมีคุณภาพมากขึ้น ทั้งน้ำสะอาด อาหาร เครือข่ายไฟฟ้า ระบบสาธารณสุข รวมถึงการศึกษา
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรในอนาคต สอดคล้องกับตัวชี้วัดการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index : GII) ในเรื่อง ขนาดตลาดภายในประเทศ (Domestic Market Scale) อินเดียเป็นผู้ครองแชมป์ร่วมกับอีกหลายๆ ประเทศ เช่น จีน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา อีกทั้ง World Population Review คาดการณ์ว่า ประชากรของอินเดียจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอีกจนถึงประมาณปี 2060 ซึ่งสวนทางจากประเทศอื่นที่กำลังเผชิญปัญหาการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ
อินเดียยังถูกจับตามองในฐานะประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรง เห็นได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Products : GDP) ที่สูงขึ้นทุกปี ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2023 อยู่ที่ 6.1% จากข้อมูล Invest India ได้แสดงให้เราเห็นถึงอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วและสูงสุดแห่งหนึ่งในโลก ส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Inflow) ก็ยังสูงถึง 83.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตัวเลขทั้งหมดที่ว่ามาเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอินเดียที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ แต่หากจะบอกว่าเพราะจำนวนประชากรจึงทำให้อินเดียน่าสนใจ ก็คงจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องทั้งหมด
เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้อินเดียเป็นอีกหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจของเอเชีย ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับศักยภาพของคนซึ่งถูกพิสูจน์มาแล้ว สังเกตได้จากหลายบริษัทระดับโลกล้วนแต่มีผู้นำเป็นชาวอินเดียทั้งสิ้น โดยเฉพาะฝั่งบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่าง Google Microsoft หรือ Mastercard สิ่งนี้เป็นเพราะสภาพสังคมที่บางส่วนยังคงเหลื่อมล้ำ การมีเส้นแบ่งชนชั้นวรรณะ ทำให้ผู้คนพยายามขวนขวายเอาตัวรอดผ่านการศึกษา ซึ่งวิชาที่ได้รับความสนใจมากที่สุดก็คือ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์) จึงทำให้อินเดียมีนักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ที่สำคัญสัดส่วนประชากรยังอยู่ในกลุ่มเยาวชนไปจนถึงวัยทำงาน จึงเป็นการแสดงความพร้อมในการป้อนบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่สายพานการผลิตสินค้า และสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่มีพื้นฐานการคิดเชิงตรรกะ
เมื่อทรัพยากรสำคัญอย่างทุนมนุษย์มีความพร้อมต่อความต้องการของตลาด สามารถนำไปสู่การต่อยอดเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในประเทศและส่งเสริมการวิจัยพัฒนาให้มีศักยภาพอย่างเข้มข้น อินเดียจึงมีโปรแกรมที่ชื่อว่า National Industrial Corridor Program ซึ่งเป็นการพัฒนาเมืองทั้ง 11 แห่ง ให้มีความพร้อมทั้งเป็นฐานการผลิตคล้ายกับโครงการย่านนวัตกรรมของประเทศไทย โดยที่หนึ่งในนั้นคือ “บังคาลอร์” ซึ่งได้ถูกวางไว้ให้เป็นเมืองต้นแบบในการส่งเสริมการลงทุน และพัฒนาด้านอุตสาหกรรมไอที จนทำให้เห็นผลแห่งความสำเร็จ เพราะจากการจัดอันดับตัวชี้วัดของ GII อินเดียถือเป็นอีก 1 ประเทศที่มีการส่งออกอุปกรณ์ไอทีได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว
แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทุกหน่วยงาน ซึ่งไม่เพียงแค่ต้องสร้างคนเก่งและสังคมที่พร้อมให้โอกาส แต่ต้องมีการเกื้อหนุนจากฝั่งของภาครัฐ ตามที่ Narendra Modi นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ได้ดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง มีนโยบายที่ประกาศว่าจะส่งเสริมเศรษฐกิจของอินเดีย ให้ถูกขับเคลื่อนด้วยการลงทุนเป็นหลัก (Investment-led Growth) โดยมีการส่งเสริม โครงการ “เมค อิน อินเดีย” (Make in India) ที่เป็นนโยบายเพื่อกระตุ้นการผลิตภายในประเทศผ่านหลายกลุ่มอุตสาหกรรม สู่ “นโยบาย “Buy in India” ที่ให้การสนับสนุนภาคเอกชนและบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนเพื่อสร้างอินเดียให้กลายเป็นประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจในอนาคต
แม้ว่าเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลกยังคงมีความท้าทาย แต่ด้วยแนวโน้มของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกับการสร้างผลผลิตทางนวัตกรรม ยิ่งทำให้อินเดียกลายเป็นประเทศที่น่าติดตามต่อไปว่าจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอีกประเทศได้หรือไม่ แต่จากการประเมินของ GII ผ่านตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงผลกำไรของ VC ที่เข้ามาลงทุน ซึ่งอินเดียได้พุ่งขึ้นสู่อันดับ 6 ของโลก และจากการประเมินในภาพรวม อินเดียยังเป็นมือวางอันดับ 1 จากการจัดอันดับประเทศในกลุ่มเอเชียกลาง (Central & Southern Asia Region) อีกด้วย นับเป็นสัญญาณที่ดีที่อินเดียอาจจะกลายเป็นประเทศที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่ออีกหลากประเทศ
ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นการพัฒนาในเชิงปริมาณควบคู่ไปกับคุณภาพได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งทำให้ “อินเดีย” สามารถพลิกสู่บทบาทตัวเด่นในฐานะผู้เล่นสำคัญทางเศรษฐกิจของโลกจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น นำมาสู่การพัฒนาระบบการศึกษา และฝีมือแรงงาน โดยที่สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่แค่ความท้าทาย แต่กลับกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งถูกนำไปต่อยอดโดยการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการลงทุน เพื่อจะก้าวขึ้นมามีอำนาจในการต่อรองกับประเทศอื่นๆ ฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที
ที่มา ; https://www.nia.or.th/article/blog.html