สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M176_ครม.เห็นชอบหลักการเพิ่มวันลาคลอดบุตรข้าราชการหญิงเป็น 98 วัน

11 มกราคม 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 ว่า ครม.เห็นชอบหลักการร่างมาตรการสนับสนุนสตรีให้เป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เพื่อเป็นมาตรการคุ้มครอง สนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้ผู้หญิงสามารถเข้ามามีบทบาททางด้านเศรษฐกิจ

ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชายในการเลี้ยงดูบุตร และสร้างกลไกการพัฒนาเด็กเพื่อลดภาระให้กับผู้หญิงที่ทำงาน  ซึ่งสอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ที่ไทยเข้าร่วมเป็นรัฐภาคี ซึ่งมาตรการนี้ครอบคลุม 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ 

  • กลุ่มแรงงานหญิงทั้งในระบบและนอกระบบ จำนวน 17,366,400 คน
  • กลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยว จำนวน 1,061,082 คน
  • กลุ่มผู้หญิงสูงอายุที่เป็นผู้เลี้ยงดูเด็ก จำนวน 379,347 คน 

สำหรับมาตรการสนับสนุนให้สตรีเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 3 มาตรการย่อย ดังนี้

  • จัดบริการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี โดยขยายบริการของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็กให้รับอายุ 0 – 3 ปี และขยายเวลาเปิด – ปิดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็กให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนทำงานตามบริบทของพื้นที่
  • ส่งเสริมการลาของสามี (ข้าราชการชาย) เพื่อช่วยภรรยาดูแลบุตรหลังคลอด โดยให้ข้าราชการชายมีสิทธิลาได้ 15 วันทำการ เป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกันจนครบวันลา (จากเดิมที่ให้ลาครั้งหนึ่งติดต่อกันได้ ไม่เกิน 15 วันทำการ)
  • ขยายวันลาคลอดของแม่ (ข้าราชการหญิง) โดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งระเบียบเดิมข้าราชการหญิงสามารถลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน 90 วัน และข้าราชการหญิงที่ลาคลอดบุตรแล้ว หากประสงค์ลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร ให้มีสิทธิลาต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน 150 วันทำการ โดยไม่ได้รับเงินเดือน ซึ่งมาตรการใหม่นี้

ข้าราชการหญิงสามารถลาคลอดบุตรได้ 98 วัน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 8 วัน) โดยได้รับค่าจ้าง และเมื่อครบ 98 วันแล้ว สามารถลาเพิ่มได้อีกไม่เกิน 90 วัน โดยได้รับเงินเดือนร้อยละ 50 ของเงินเดือน รวมวันลาคลอดทั้งสิ้น 188 วัน หรือประมาณ 6 เดือน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่องค์การอนามัยโลกและกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติระบุว่า ควรให้บุตรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด 

ประโยชน์ที่ได้รับจากมาตรการนี้ คือ

  • ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงด้านการจ้างงาน ทำให้เกิดนโยบายที่มีลักษณะเป็นมิตรกับผู้หญิง สร้างความเท่าเทียมระหว่างเพศ
  • ส่งเสริมให้สามีมีส่วนร่วมในการดูแลบุตร
  • ปรับเปลี่ยนจำนวนวันลาคลอดของข้าราชการให้เท่ากับภาคเอกชน
  • สนับสนุนนโยบายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลกที่ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน 

พร้อมกันนี้ นางสาวรัชดา รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบในหลักการเบื้องต้นของมาตรการและให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาหาข้อสรุปที่ชัดเจน ก่อนเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและหน่วยงานกลางบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนราชการต่าง ๆ ดำเนินการปรับแก้ระเบียบต่อไป 

ครม.เห็นชอบหลักการร่างมาตรการสนับสนุนสตรี เคาะ เพิ่มวันลาคลอดบุตรข้าราชการหญิงจาก 90 วัน เป็น 98 วัน โดยได้รับค่าจ้าง พร้อมขยายเวลาเปิดศูนย์เด็กเล็ก ไฟเขียวข้าราชการชายลาช่วยดูลูกได้ 15 วัน ไม่ต้องติดต่อกัน 

ที่มา :  thansettakij

สรุปสาระสำคัญ

ะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการร่างมาตรการสนับสนุนสตรีให้เป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจ ตามข้อเสนอของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อคุ้มครอง ส่งเสริม และอำนวยความสะดวกให้ผู้หญิงมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น ควบคู่กับการลดภาระการดูแลบุตรของผู้หญิง และส่งเสริมบทบาทของผู้ชายในการเลี้ยงดูบุตร มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและอนุสัญญา CEDAW ที่ไทยเป็นรัฐภาคี โดยครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ แรงงานหญิงทั้งในและนอกระบบ แม่เลี้ยงเดี่ยว และผู้หญิงสูงอายุที่เลี้ยงดูเด็ก

มาตรการหลักประกอบด้วย 3 ด้าน คือ การขยายบริการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้รองรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีและขยายเวลาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแรงงาน การส่งเสริมให้ข้าราชการชายลาช่วยดูแลบุตรได้ 15 วันแบบไม่ต้องติดต่อกัน และการปรับเพิ่มสิทธิการลาคลอดของข้าราชการหญิงเป็น 98 วันโดยได้รับค่าจ้าง พร้อมสิทธิลาเพิ่มรวมสูงสุด 188 วัน สอดคล้องกับแนวทางการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือนขององค์การอนามัยโลก มาตรการนี้มุ่งสร้างความเท่าเทียมทางเพศ พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน และส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาระสำคัญเชิงนโยบายของมาตรการนี้สะท้อนแนวคิดใดเด่นชัดที่สุด
ก. การเพิ่มสวัสดิการข้าราชการเพื่อจูงใจการมีบุตร
ข. การลดภาระงบประมาณด้านแรงงานหญิง
ค. การสร้างความเสมอภาคทางเพศควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ
ง. การเพิ่มอัตราการเกิดในระยะสั้น

 

ข้อ 2

มาตรการใดสะท้อน “การเปลี่ยนบทบาททางสังคมของเพศชาย” อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
ก. การขยายศูนย์เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี
ข. การเพิ่มวันลาคลอดของข้าราชการหญิง
ค. การปรับวันลาคลอดให้เท่าภาคเอกชน
ง. การให้ข้าราชการชายลาช่วยดูแลบุตรแบบไม่ติดต่อกัน

 

ข้อ 3

หากผู้บริหารสถานศึกษานำแนวคิดจากมาตรการนี้ไปใช้ ควรเริ่มจากแนวปฏิบัติใด
ก. เพิ่มงบอาหารกลางวัน
ข. ปรับตารางเวลาการทำงานให้เอื้อต่อครูที่มีบุตรเล็ก
ค. ลดชั่วโมงสอนครูหญิงหลังคลอด
ง. ให้ครูทุกคนลาพร้อมกันได้

 

ข้อ 4

เหตุใดการขยายสิทธิลาคลอดรวม 188 วันจึงมีความสำคัญเชิงนโยบายสาธารณะ
ก. ลดค่าใช้จ่ายสถานรับเลี้ยงเด็ก
ข. เพิ่มเวลาพักผ่อนของมารดา
ค. สอดคล้องหลักการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือน
ง. เพิ่มอัตราการอยู่ต่อของข้าราชการหญิง

 

ข้อ 5

กลุ่มเป้าหมายใดสะท้อนมิติ “ความเปราะบางซ้อนทับ” มากที่สุด
ก. แรงงานหญิงในระบบ
ข. แรงงานหญิงนอกระบบ
ค. แม่เลี้ยงเดี่ยว
ง. ผู้หญิงสูงอายุที่เลี้ยงดูเด็ก

 

ข้อ 6

สาระสำคัญของมาตรการสนับสนุนสตรีครั้งนี้ สะท้อนแนวคิดการบริหารภาครัฐในลักษณะใดมากที่สุด
ก. การบริหารเชิงสวัสดิการ (Welfare State)
ข. การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (RBM)
ค. การกำหนดนโยบายสาธารณะเชิงอ่อนไหวต่อมิติทางเพศ (Gender-responsive policy)
ง. การกระจายอำนาจด้านสังคมสงเคราะห์

 

ข้อ 7

ข้อใดเป็น “เหตุผลเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้รัฐต้องขยายบริการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี
ก. เพื่อลดอัตราการขาดงานของข้าราชการหญิง
ข. เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของผู้หญิงในระยะยาว
ค. เพื่อรองรับการเพิ่มจำนวนเด็กแรกเกิด
ง. เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

ข้อ 8

หากพิจารณาตามหลัก CEDAW มาตรการใดถือเป็น “การแก้ไขความไม่เท่าเทียมเชิงระบบ” มากกว่าการช่วยเฉพาะหน้า
ก. การให้ข้าราชการชายลาช่วยเลี้ยงดูบุตร
ข. การเพิ่มวันลาคลอดข้าราชการหญิง
ค. การขยายเวลาทำการศูนย์เด็กเล็ก
ง. การกำหนดกลุ่มเป้าหมายแรงงานหญิง

 

ข้อ 9

การเพิ่มวันลาคลอดรวมสูงสุด 188 วัน มีนัยสำคัญต่อ “ระบบราชการ” ในมิติใดมากที่สุด
ก. ภาระงบประมาณระยะสั้น
ข. การจัดอัตรากำลังทดแทน
ค. การปรับวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นมิตรกับครอบครัว
ง. การเพิ่มสวัสดิการแข่งขันกับภาคเอกชน

 

ข้อ 10

หากผู้บริหารสถานศึกษา “ไม่ปรับระบบงาน” ใดต่อไปนี้ อาจทำให้การนำนโยบายไปใช้ล้มเหลวมากที่สุด
ก. ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานครู
ข. ระบบเวรประจำวัน
ค. ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง
ง. ระบบสารบรรณ

 

ข้อ 11

กลุ่มใดในสามกลุ่มเป้าหมาย “ต้องการมาตรการเสริมมากที่สุดนอกเหนือจากสิทธิลาคลอด”
ก. แรงงานหญิงในระบบ
ข. แรงงานหญิงนอกระบบ
ค. แม่เลี้ยงเดี่ยว
ง. ผู้หญิงสูงอายุที่เลี้ยงดูเด็ก

 

ข้อ 12

เหตุใดการอ้างอิงหลักการ WHO และ UNICEF จึงมีความสำคัญเชิงนโยบาย
ก. เพื่อเพิ่มความชอบธรรมทางการเมือง
ข. เพื่อใช้เป็นเหตุผลด้านงบประมาณ
ค. เพื่อเชื่อมโยงนโยบายแรงงานกับนโยบายสุขภาพเด็ก
ง. เพื่อให้สอดคล้องกับภาคเอกชน

 

ข้อ 13

หากเกิดข้อโต้แย้งว่ามาตรการนี้ “เอื้อเฉพาะข้าราชการ” ข้อใดคือเหตุผลเชิงนโยบายที่ใช้ชี้แจงได้ดีที่สุด
ก. ข้าราชการเป็นกลุ่มตัวอย่างเชิงนโยบาย
ข. ภาคเอกชนมีสวัสดิการดีกว่าอยู่แล้ว
ค. รัฐไม่สามารถบังคับเอกชนได้
ง. เป็นนโยบายเฉพาะช่วงทดลอง

 

ข้อ 14

มาตรการใดในบทความมีลักษณะ “ป้องกันปัญหาระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาระยะสั้น”
ก. การเพิ่มวันลาคลอด
ข. การให้ข้าราชการชายลาได้ 15 วัน
ค. การขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ง. การกำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน

 

ข้อ 15

หากนำแนวคิดนี้ไปใช้ในสถานศึกษา ข้อใดสะท้อน “การใช้ดุลยพินิจเชิงผู้บริหาร” ได้เหมาะสมที่สุด
ก. อนุญาตให้ครูหญิงหยุดสอนโดยไม่ต้องจัดครูแทน
ข. ปรับตารางสอนและภาระงานตามช่วงชีวิตครู
ค. ลดมาตรฐานการประเมินผลครูที่มีบุตร
ง. ให้สิทธิพิเศษเฉพาะครูหญิง

 

ข้อสอบสถานการณ์

โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง มีข้าราชการครูหญิงตั้งครรภ์และอยู่ระหว่างการลาคลอดตามสิทธิใหม่ 98 วัน และขอลาเพิ่มต่อเนื่องตามระเบียบ ขณะเดียวกันมีครูชายซึ่งเป็นสามีใช้สิทธิลาช่วยดูแลบุตรเป็นช่วง ๆ โรงเรียนประสบปัญหาครูไม่ครบชั้นเรียน ผู้ปกครองบางส่วนร้องเรียนว่าเด็กเรียนไม่ต่อเนื่อง คณะกรรมการสถานศึกษากังวลว่าการอนุญาตให้ลาเต็มสิทธิจะกระทบคุณภาพการจัดการศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษาต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ อัตรากำลัง และแรงกดดันจากหลายฝ่าย

 

ข้อ 16

การตัดสินใจของผู้อำนวยการในสถานการณ์นี้ ควรยึดหลักใดเป็น “กรอบการตัดสินใจสูงสุด”
ก. ความพึงพอใจของผู้ปกครอง
ข. ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนระยะสั้น
ค. การปฏิบัติตามนโยบายรัฐและหลักสิทธิมนุษยชน
ง. ความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นหลัก

 

ข้อ17

หากผู้อำนวยการ “จำกัดสิทธิการลา” ของครูเพื่อแก้ปัญหาขาดครูทันที การกระทำดังกล่าวเสี่ยงต่อผลกระทบใดมากที่สุด
ก. ความขัดแย้งกับผู้ปกครอง
ข. การละเมิดหลักการ CEDAW และนโยบายรัฐ
ค. การลดประสิทธิภาพการบริหาร
ง. การถูกตำหนิจากต้นสังกัด

 

ข้อ 18

แนวทางใดสะท้อน “ภาวะผู้นำเชิงนโยบาย (Policy Leadership)” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. ปฏิเสธคำร้องเพื่อรักษาคุณภาพการเรียน
ข. อนุญาตการลาเต็มสิทธิและปล่อยให้ครูคนอื่นรับภาระแทน
ค. อนุญาตการลา พร้อมปรับโครงสร้างการจัดการเรียนรู้ใหม่
ง. เสนอเรื่องให้เขตพื้นที่ตัดสินใจแทน

 

ข้อ 19

การแก้ปัญหาใด “สอดคล้องนโยบายและลดผลกระทบต่อผู้เรียน” มากที่สุด
ก. รวมชั้นเรียนชั่วคราว
ข. ใช้ครูอัตราจ้างทดแทน
ค. ปรับตารางสอน บูรณาการเรียนรู้ และใช้ครูร่วมสอน
ง. ลดจำนวนชั่วโมงเรียน

 

ข้อ 20

การที่ครูชายใช้สิทธิลาช่วยเลี้ยงดูบุตร ส่งผลเชิงบวกต่อองค์กรในมิติใดมากที่สุด
ก. ลดภาระงบประมาณ
ข. เพิ่มภาพลักษณ์โรงเรียน
ค. เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรด้านบทบาททางเพศ
ง. ลดภาระงานครูหญิง

 

ข้อ21

หากผู้ปกครองร้องเรียน ผู้อำนวยการควรสื่อสารเชิงนโยบายอย่างไรจึงเหมาะสมที่สุด
ก. ชี้แจงว่าทำตามระเบียบเท่านั้น
ข. อธิบายสิทธิครูและขอความเห็นใจ
ค. อธิบายเป้าหมายนโยบายรัฐและมาตรการดูแลคุณภาพผู้เรียน
ง. ขอให้คณะกรรมการสถานศึกษาชี้แจงแทน

 

ข้อ22

หากโรงเรียนไม่มีศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่ ผู้บริหารควรดำเนินการใดเชิงระบบ
ก. ขอเพิ่มอัตรากำลังครู
ข. ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ค. แนะนำครูหาสถานรับเลี้ยงเอกชน
ง. เลื่อนการดำเนินนโยบาย

 

ข้อ 23

การตัดสินใจของผู้อำนวยการในกรณีนี้ สะท้อนสมรรถนะผู้บริหารข้อใดเด่นที่สุด
ก. การบริหารงบประมาณ
ข. การบริหารงานบุคคลเชิงกลยุทธ์
ค. การควบคุมคุณภาพการศึกษา
ง. การบริหารความเสี่ยง

 

ข้อ 24

หากโรงเรียนไม่รองรับนโยบายนี้ในระยะยาว จะเกิดผลเสียใดเชิงโครงสร้าง
ก. ครูลาออกเพิ่มขึ้น
ข. ขาดแคลนครูหญิง
ค. วัฒนธรรมองค์กรไม่สอดคล้องนโยบายรัฐ
ง. งบประมาณไม่เพียงพอ

 

ข้อ 25

บทเรียนเชิงผู้บริหารจากกรณีนี้คือข้อใด
ก. นโยบายดีแต่ใช้ไม่ได้จริง
ข. คุณภาพการศึกษาต้องมาก่อนสิทธิบุคลากร
ค. ผู้บริหารต้องแปลงนโยบายเป็นระบบรองรับ
ง. สิทธิครูควรขึ้นกับดุลยพินิจผู้บริหาร

 

คลิกเฉลย >>>

 

ความเห็นของผู้ชม