
อาการของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เริ่มด้วยขี้ลืม หากละเลยอาการเริ่มต้น คิดว่าเป็นเพียงความขี้ลืมปกติ อาการอาจแย่ลงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้
ผู้ที่มีกรรมพันธุ์โรคอัลไซเมอร์จะมีความเสี่ยงสูง แต่หากดูแลสุขภาพอย่างดี สามารถลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ลงได้ถึง 32% เมื่อเทียบกับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบไม่ใส่ใจสุขภาพ
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาดได้ มีเพียงการรักษาประคับประคองให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและ สามารถช่วยเหลือตัวเองด้วยการใช้ยา ซึ่งผู้ป่วยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรวมถึงควบคุมอาการของโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย
โรคอัลไซเมอร์ เป็นภาวะหนึ่งของโรคสมองเสื่อม ที่พบมากถึง 60-80% ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทั้งหมด เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ในสมองตายหรือไม่ทำงาน ส่งผลให้สมองส่วนที่เหลือทำงานได้ไม่เต็มที่ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา สมองจะเสื่อมลงอย่างมากและรุนแรงขึ้น จนในที่สุดผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
อาการและความรุนแรง
อาการของโรคอัลไซเมอร์จะดำเนินไปเรื่อยๆ กินเวลาหลายปี โดยจะแสดงอาการตามระยะเสื่อมของสมอง 3 ระยะ ดังนี้
อาการแรกของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เริ่มด้วยความขี้หลงขี้ลืม ลืมเรื่องที่เพิ่งพูดไปหรือลืมเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น ย้ำคิดย้ำทำ และถามคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ ลังเล ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ได้ รวมถึงมีความวิตกกังวลมากขึ้น ตื่นตกใจง่าย อาจมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง
หากผู้ป่วยละเลยอาการเริ่มต้น คิดว่าเป็นเพียงความขี้ลืมปกติ ปัญหาความจำอาจแย่ลงจนไม่สามารถจำชื่อคนรู้จัก หรือไม่สามารถลำดับเครือญาติคนใกล้ชิดได้ว่าใครเป็นใคร รวมถึงอาจมีอาการสับสน ลืมวันเวลา นอนไม่หลับ และที่พบบ่อยคือหลงทาง ไม่สามารถหาทางกลับบ้านเองได้ ความรุนแรงของอาการระยะปานกลางอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หรือเกิดภาวะซึมเศร้า
เป็นระยะที่รุนแรง จนผู้ป่วยเกิดภาพหลอน เรียกร้องความสนใจ หรือก้าวร้าวขึ้น อาการทางกาย เช่น เคี้ยวอาหารและกลืนได้ลำบาก เคลื่อนไหวช้าลง หรือไม่สามารถเดินเองได้ ปัสสาวะหรืออุจจาระเล็ด เนื่องจากกลั้นไม่อยู่ และสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ต้องพึ่งพาผู้อื่นในเรื่องง่ายๆ เช่น ป้อนข้าว อาบน้ำ ฯลฯ
10 สัญญาณเตือน โรคอัลไซเมอร์
หากพบสัญญาณเตือนข้อใดข้อหนึ่ง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ตั้งแต่เริ่มแรกและรับการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด รวมถึงสามารถวางแผนอนาคตให้ตัวเองได้
การชะลอการเกิดอัลไซเมอร์
จากการประชุมนานาชาติของสมาคมโรคอัลไซเมอร์ ประจำปี 2562 ที่ลอสแอนเจลิส ระบุว่าการดำเนินชีวิตอย่างรักสุขภาพ จะส่งผลดีต่อสมอง ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมอื่นๆ ได้ โดยการปฏิบัติดังนี้
โดยมีสองงานวิจัยในการประชุมชี้ว่า ผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพหรือเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้
รายงานหนึ่งระบุว่า ผู้ที่มีกรรมพันธุ์โรคอัลไซเมอร์ จะมีความเสี่ยงสูง แต่หากดูแลสุขภาพอย่างดี สามารถลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ลงได้ถึง 32% เมื่อเทียบกับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบไม่ใส่ใจสุขภาพ
สำหรับอีกรายงานได้ยืนยันว่า การพักอาศัยในบริเวณที่มีมลภาวะสูงจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์สูงด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผู้หญิงสูงวัยที่ใช้สมองอยู่เสมอ มีศักยภาพการทำงานสูง (วัดจากคะแนนการทำงานของสมอง ระยะเวลาที่เรียนหนังสือ หน้าที่การงาน และกิจกรรมทางกายภาพ) มีความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นเพียง 21% ต่างจากผู้ที่ไม่ค่อยได้บริหารสมอง จะมีความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นถึง 113%
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดที่สามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาดได้ มีเพียงการรักษาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถช่วยเหลือตัวเอง ด้วยการใช้ยายับยั้งสารอะเซตีลโคลีนเอสเทอเรส (Acetylcholinesterase) เพื่อลดการทำลายสารความจำในสมอง นอกจากนี้ผู้ป่วยยังควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงควบคุมอาการของโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง
ขอบคุณข้อมูล : นายแพทย์เอกพจน์ นิ่มกุลรัตน์ อายุรแพทย์ด้านโรคสมอง และระบบประสาท โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
5 วิธีทำความเข้าใจผู้สูงวัยสมองเสื่อม ให้ผู้ดูแลพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง
ปัจจุบันมีผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม ลูกหลานส่วนใหญ่จึงต้องรับหน้าที่ผู้ดูแลญาติผู้ใหญ่คนใกล้ชิดที่มีภาวะดังกล่าว ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยเพื่อรับมือและปรับตัวปรับใจของตนเองเพื่อไม่ให้เครียดกับการดูแลด้วย
หากพบว่าคนในครอบครัวเริ่มมีอาการสมองเสื่อม ควรเตรียมตัวเตรียมใจ เพราะอาการและการดูแลต่างจากโรคอื่น ผู้มีภาวะสมองเสื่อมจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และถูกวิธี เพราะความสามารถในการใช้ชีวิตและการทำกิจวัตรประจำวันจะลดลงไปเรื่อยๆ
1. ทำความเข้าใจสมองเสื่อม
อาการระยะแรกผู้มีภาวะสมองเสื่อมจะดูเหมือนคนปกติ แค่ขี้ลืมหรือทำอะไรแปลกๆ แต่ก็มักจะหาเหตุผล ที่สมเหตุสมผล ทำให้ญาติแยกไม่ออกว่าปกติหรือป่วย หรือญาติคิดมากไปเอง และลังเลใจที่จะเริ่มชวนไปพบแพทย์
ผู้ป่วยสมองเสื่อมมักมีอาการหลงลืม พูดจาวกวน มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม หงุดหงิดง่าย ไปจนถึงการคิดใช้เหตุผลลดลงหรือหลงผิดคิดว่าเป็นเรื่องจริง ผู้ดูแลจึงต้องอดทนและทำความเข้าใจให้มาก
ผู้มีภาวะสมองเสื่อมมีการรับรู้เปลี่ยนไปจากคนปกติ อาการที่พบได้บ่อย เช่น พูด บอกอะไรก็ลืมง่ายๆ การใช้เหตุผลบิดเบี้ยวไปจากเดิม และไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลที่เราพยายามอธิบาย ในบางรายการมีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย เช่น หลงผิด มโนคิดว่าสิ่งที่ไม่มีจริงเป็นจริง หูแว่ว หรือเห็นภาพหลอน
นิสัยใจคอและพฤติกรรมที่ผิดแปลกไป เรื่องง่ายๆ ที่เคยทำได้กลับทำไม่ได้ ถามซ้ำวกวน เดี๋ยวขี้ใจน้อย เดี๋ยวของขึ้น ญาติก็อาจมองว่าน่ารำคาญ น่าโมโห แต่ก็ต้องเข้าใจว่าทั้งหมดนั้นมาจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมอง
2. ยอมรับความจริง
สมองเสื่อมของผู้ป่วยเกิดจากสาเหตุที่รักษาไม่หาย แต่ชะลออาการได้ด้วยการรักษาและการดูแลจากครอบครัว ดังนั้นลูกหลานผู้ดูแลควรต้องทำใจยอมรับในตัวผู้ป่วยที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนคนเดิม ไม่เก่งเท่าอดีต หลงลืม ทำตัวแปลกๆ เข้าใจอะไรยากขึ้น ฯลฯ และใช้วิธีปรับพฤติกรรมผู้มีภาวะสมองเสื่อมเข้าช่วย
3. เข้าใจ เห็นใจ และเมตตา
ผู้สูงวัยที่มีภาวะสมองเสื่อมอาจทำอะไรให้เราขุ่นเคืองใจ หรือไม่ได้ดั่งใจ บางครั้งมีอารมณ์ร้าย สร้างความปั่นป่วน ที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ดูแลได้ แต่พึงเตือนตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากความเจ็บป่วย และไม่มีใครอยากป่วยเป็นแบบนี้ ก็จะให้อภัยผู้ป่วยได้
4. ปรับตัว ปรับใจ รับความเปลี่ยนแปลง
ในฐานะผู้ดูแลควรท่องไว้ในใจเสมอว่าเมื่อเราเป็นคนที่ไม่ป่วย เราคือคนที่ปรับเปลี่ยนได้ และควรช่วยดูแลกันเป็นทีม ครอบครัวควรปรึกษากัน แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งด้านการดูแลและค่าใช้จ่าย อย่าลืมว่าผู้ดูแล 1 คน ไม่สามารถเฝ้าผู้มีภาวะสมองเสื่อมได้ตลอดเวลา จำเป็นต้องมีการหยุดพัก ผลัดเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นผู้ดูแลอาจเครียดและป่วยเองได้
5. หาความรู้
ผู้ดูแลหลายคนก็เพิ่งมีประสบการณ์ที่มีคนในครอบครัวเป็นผู้ป่วยสมองเสื่อมครั้งแรก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะไม่เข้าใจว่าควรต้องมีวิธีการดูแลผู้สูงวัยสมองเสื่อมอย่างไรให้ถูกวิธี ซึ่งผู้ดูแลสามารถปรึกษาแพทย์ โรงพยาบาล รวมถึงหน่วยงานที่ให้ความรู้ความช่วยเหลือ อ่านหนังสือ และศึกษาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่น่าเชื่อถือได้ เพราะปัจจุบันมีหลายช่องทางที่มีข้อมูลความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมให้เลือกมากมาย
นอกจากนี้ การให้ผู้สูงวัยที่ป่วยโรคสมองเสื่อมเข้าใจและยอมรับในความเจ็บป่วยเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดูแลรักษา แต่ก็ต้องพิจารณาจากพื้นฐานเดิมของแต่ละคนด้วยว่า จะเข้าใจ ทำใจยอมรับข่าวร้ายได้มากเพียงใด ผู้ดูแลควรเลือกวิธีที่เหมาะสม อ่อนโยนกับแต่ละคน ผู้สูงวัยที่เป็นสมองเสื่อมในระยะที่หลงลืมเยอะแล้ว ก็อาจจะลืมว่าตนไม่สบาย เราก็อย่าไปกดดันหรือบังคับว่าเขา “ป่วยนะยอมรับสิ” ประโยคนี้อาจกระทบต่อจิตใจ เกิดผลเสียตามมาแทนขณะเดียวกัน ผู้ดูแลควรให้กำลังใจ พร้อมทั้งกระตุ้น เชียร์ให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมสามารถช่วยเหลือตัวเองเท่าที่ทำได้ เพื่อช่วยสร้างความภูมิใจ ความมั่นใจ และความรู้สึกมีคุณค่าให้แก่เขา
ควรกำหนดกิจวัตรประจำวัน เพื่อคงความสามารถของผู้มีภาวะสมองเสื่อมไว้นานที่สุด เพื่อช่วยลดภาระคนดูแล โดยให้ทำกิจวัตรประจำวันเป็นเวลาเดิมทุกวัน แต่สามารถยืดหยุ่นได้บ้าง พร้อมทั้งทำตารางกิจวัตรประจำวันและสัปดาห์ เพื่อเตือนความจำผู้มีภาวะสมองเสื่อม
ข้อมูลอ้างอิง : CaregiverThai.com พลังใจสู้สมองเสื่อม
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
หลงลืมเรื่องเก่า - ความจำเลอะเลือนไปบ้าง ถือเป็นประโยชน์ต่อสมอง
ความทรงจำที่บกพร่องไม่สมบูรณ์แบบ และการหวนรำลึกนึกถึงเรื่องเก่าโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ให้กำเนิดสมองอัจฉริยะ ซึ่งมีความยืดหยุ่นปรับตัวต่อการเรียนรู้ได้สูง
ข้อความข้างต้นกล่าวโดย ชรัญ รัญกานาถ นักประสาทวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งออกหนังสือเล่มใหม่ “ทำไมเราถึงจดจำ ?” (Why We Remember? ตีพิมพ์โดย Faber & Faber สหราชอาณาจักร) ซึ่งเขาระบุในหนังสือเล่มนี้ว่า “ความทรงจำนั้นเป็นมากยิ่งกว่าคลังข้อมูลที่เก็บรวบรวมอดีต อันที่จริงแล้วมันคือแท่งแก้วปริซึมหักเหแสง ซึ่งเราใช้มองตนเอง ผู้อื่น และโลกทั้งใบ”
รัญกานาถซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเดวิสของสหรัฐฯ ได้สนทนากับเดวิด ร็อบสัน นักเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ถึงงานศึกษาวิจัยที่เขาทำมานาน 30 ปี เพื่อสำรวจกระบวนการทางสมองที่เกิดขึ้นเบื้องหลังความสามารถในการหวนรำลึก การจดจำ และการลืมของมนุษย์
รัญกานาถเสนอสมมติฐานที่ว่า สิ่งที่เราเชื่อกันทั่วไปเกี่ยวกับความทรงจำนั้นไม่ถูกต้อง และมักมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในกระบวนการดึงข้อมูลเก่า ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นประโยชน์มากที่สุด เพราะทำให้เกิดความยืดหยุ่นทางสติปัญญาที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของเรา
ต่อไปนี้คือบทสนทนาถาม-ตอบ ระหว่างร็อบสันกับรัญกานาถ เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจใหม่ล่าสุดของแวดวงวิทยาศาสตร์ที่มีต่อสมอง รวมทั้งหนทางที่เราอาจนำความรู้นี้ไปประยุกต์ เพื่อใช้งานสติปัญญาที่ “ไม่สมบูรณ์แบบอย่างสมบูรณ์” ได้ดีขึ้นกว่าเดิม
หนังสือของคุณเต็มไปด้วยข้อความที่ฟังดูขัดกับสามัญสำนึกของคนทั่วไปอยู่มาก เริ่มจากแนวคิดเรื่อง “การเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยความผิดพลาด” ทำไมเราถึงเรียนรู้ได้ดีที่สุด หากเรายอมให้ตัวเองทำผิดพลาดเสียก่อน
ความทรงจำนั้นก่อตัวขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงในระดับความแข็งแกร่งของการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท ในชั่วขณะหนึ่งการเชื่อมต่อบางเส้นทางอาจจะไม่อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด แต่มีการเชื่อมต่ออื่น ๆ ที่แข็งแกร่งกว่าและมีประสิทธิภาพดีกว่า
หลักการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยความผิดพลาดนั้น สามารถอธิบายง่าย ๆ ได้ว่า เมื่อคุณพยายามดึงความทรงจำเก่าออกมาใช้ การย้อนนึกถึงเรื่องเหล่านี้จะมีความไม่สมบูรณ์แบบอยู่ด้วยเล็กน้อยเสมอ ดังนั้นเมื่อสมองพยายามจะดึงความทรงจำเหล่านี้ออกมา และคุณนำมันไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีการบันทึกในความเป็นจริง การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในเส้นทางที่ผิดจะอ่อนแอลง และไปเสริมความแข็งแกร่งของเส้นทางที่ถูกต้องให้ดียิ่งขึ้น
ดังนั้นหลักในการประยุกต์ใช้ความรู้นี้กับชีวิตประจำวันก็คือ เราควรจะท้าทายตนเองให้ดึงเอาข้อมูลเก่าเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังพยายามเรียนรู้ออกมา ซึ่งเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ได้เพิ่มมากขึ้น เพราะกระบวนการนี้เปิดเผยจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ และเปิดโอกาสให้สมองได้พัฒนาความทรงจำในรูปแบบที่ดีที่สุดขึ้นมา นี่คือเหตุผลที่การเรียนรู้ด้วยเทคนิคการลงมือทำจริง เช่นการขับรถเพื่อเรียนรู้ถนนหนทางในละแวกบ้านแทนการจดจำจากกูเกิลแมปส์ หรือการซ้อมเล่นละครบนเวทีจริงแทนที่จะอ่านบทซ้ำไปซ้ำมา จึงเป็นเทคนิคการเรียนรู้ที่ได้ผลดียิ่ง
หลายคนรู้สึกสับสนกับช่องว่างบางส่วนที่ขาดหายไปในความทรงจำของเรา แต่คุณกลับบอกว่าอาการหลงลืมเลอะเลือนเช่นนี้เป็นประโยชน์เสมอได้อย่างไรกัน
ผมจะเปรียบเทียบให้ฟังนะ ลองจินตนาการว่าผมไปที่บ้านของคุณและถามว่า ทำไมคุณถึงไม่เป็นพวกบ้าสะสมข้าวของล่ะ ทำไมคุณถึงไม่เก็บทุกอย่างเอาไว้ ? อันที่จริงหากเราไม่ลืมอะไรไปเลย สมองก็จะต้องเก็บความทรงจำเอาไว้ทุกเรื่อง ซึ่งเมื่อถึงเวลาค้นหาสิ่งที่ต้องการ คุณจะไม่มีวันหาเจอ
สมมติว่าวันนี้ผมพักอยู่ที่โรงแรม มันจึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะจดจำหมายเลขห้องนี้ต่อไป เมื่อผมกลับบ้านไปแล้วในช่วงสองสัปดาห์ให้หลัง เช่นเดียวกันกับการเดินผ่านคนมากหน้าหลายตาบนท้องถนน เราจำเป็นจะต้องจดจำใบหน้าของพวกเขาทุกคนหรือไม่ ?
ทำไมเราหลงลืมมากขึ้นเมื่อแก่ตัวลง
ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่จำเป็นจะต้องมาจากการไม่อาจสร้างความทรงจำใหม่ ๆ แต่เป็นเพราะเราไม่สามารถจดจ่อมุ่งความสนใจไปยังข้อมูลที่จำเป็นจะต้องจดจำได้ ซึ่งก็คือมีสมาธิสั้นลงนั่นเอง บรรดาเรื่องไร้สาระมากมายเข้ามาแทนที่สิ่งสำคัญซึ่งควรจะจดจำจริง ๆ ไปหมด ดังนั้นเมื่อเราย้อนนึกถึงเรื่องในความทรงจำ จึงไม่พบข้อมูลที่ค้นหาเลย
เราสามารถใช้กลยุทธ์อะไรหลีกเลี่ยงปัญหานี้ เพื่อปรับปรุงความทรงจำให้ดีขึ้น
มีหลักการพื้นฐานอยู่สามข้อ ข้อแรกคือการสร้างความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เพราะข้อมูลความทรงจำของเรานั้นแข่งขันกันเองอยู่เสมอ หากคุณทำให้ข้อมูลใดโดดเด่นขึ้นมาได้นั่นก็ยิ่งดี ความทรงจำที่แจ่มชัดมักจะเชื่อมโยงกับภาพ เสียง และความรู้สึกที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือสิ่งที่จะติดอยู่ในหัวของเราไปตลอด ดังนั้นการมุ่งให้ความสนใจกับรายละเอียดทางประสาทสัมผัส แทนที่จะจดจำเอาไว้เฉย ๆ จะช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น
กลยุทธ์ข้อที่สามคือการสร้างสัญญาณ (cue) ซึ่งสามารถจะเรียกให้ความทรงจำผุดขึ้นมาในหัวของเราทันทีได้ เพราะการค้นหาข้อมูลเก่าในสมองโดยตรงนั้นทั้งเปลืองแรงและมีข้อผิดพลาดแฝงอยู่เต็มไปหมด แต่การให้สัญญาณเช่นเพลงที่ทำให้เราย้อนรำลึกถึงอดีตในบางช่วงวัย จะช่วยให้สมองเรียกคืนความทรงจำได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีสัญญาณในชีวิตประจำวันอีกมากมายที่เรานำมาใช้ได้ เช่นเมื่อต้องการจำวันเวลาที่ต้องนำขยะออกมาทิ้ง เราอาจจินตนาการล่วงหน้าว่าได้เดินไปที่ประตูและมองไปที่ถังขยะ ก่อนจะนึกภาพว่าได้เดินออกไปเทขยะในที่สุด ซึ่งเมื่อถึงเวลาทิ้งขยะในชีวิตจริง ร่างกายของเราจะทำตามสัญญาณที่สร้างไว้โดยอัตโนมัติเมื่อมาถึงหน้าประตู
นอกจากการสูญเสียความทรงจำแล้ว เรายังพบว่ามีรายละเอียดที่ผิดพลาดในการย้อนรำลึกถึงเรื่องเก่า ๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์จริงอยู่อีกด้วย ทำไมเรื่องเช่นนี้จึงเกิดขึ้นได้
คนเรามี “แบบแผน” (schemas) ทางความคิดอยู่หลายชุด ซึ่งช่วยสร้างเรื่องราวสำเร็จรูปให้เราจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ โดยไม่สิ้นเปลืองพลังงานและทรัพยากรของสมองไปมากนัก
เหตุผลอีกข้อหนึ่งก็คือ ความทรงจำนั้นเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเราต้องปรับปรุงข้อมูลความทรงจำให้ทันสมัยอยู่เสมอ หากคุณพบญาติคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ใบหน้าของเขาหรือเธอย่อมเปลี่ยนไปจากตอนที่พบกันครั้งหลังสุด ดังนั้นคุณจึงต้องสร้างความทรงจำใหม่ที่ถูกต้องแม่นยำกว่าเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของญาติผู้นั้นขึ้นมา แต่บางครั้งจินตนาการของตัวเราเองก็อาจแทรกซึมเข้ามาปะปนอยู่ในความทรงจำ จนเกิดการจำผิดพลาดได้
ความทรงจำถือเป็นกระบวนการร่วมได้อย่างไร
เมื่อเราแบ่งปันความทรงจำของตัวเองกับผู้อื่น มันสามารถนำไปสู่การปรับปรุงความทรงจำให้ถูกต้องและทันสมัยได้ เมื่อผมกล่าวอธิบายเหตุการณ์หนึ่งในคุณฟัง การสร้างเรื่องราวขึ้นมาบอกเล่าสามารถเปลี่ยนแปลงความทรงจำที่ผมเคยมีต่อเหตุการณ์นั้น นอกจากนี้ ปฏิกิริยาของคุณที่เป็นผู้ฟังยังมีผลต่อความทรงจำของผมซึ่งจะเปลี่ยนไปหลังจากนั้นด้วย เช่นมันอาจกลายเป็นเรื่องที่ตลกขบขันมากขึ้น หรือคุณอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่จะแทรกซึมลงในความทรงจำของผม จนกลายเป็นการจำข้อมูลผิดพลาดได้ ซึ่งก็คือผมเกิดความสับสนระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริง กับสิ่งที่ผู้ฟังบอกผมระหว่างที่เล่าเรื่องอยู่นั่นเอง ผมขอบอกเลยว่า ความทรงจำของเราหลายเรื่องไม่ใช่ของเราทั้งหมดอีกต่อไป แต่กลายเป็นความทรงจำร่วม (collective memories) ระหว่างคนหลายฝ่าย
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของคุณ ส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่คุณมีกับความทรงจำของตนเองอย่างไร
การเขียนหนังสือเล่มนี้เปิดโอกาสให้ผมได้มีแรงจูงใจที่จะถนอมรักษาความทรงจำของตนเองเอาไว้ ตอนนี้ผมพยายามออกกำลังกายเป็นประจำ ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะยังคงมีสุขภาพสมองและสติปัญญาที่สมบูรณ์ในวัยชรา
ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
ป้องกันโรคหลอดเลือดในสมอง สาเหตุอัมพฤกษ์ อัมพาต
โรคหลอดเลือดสมอง คือ ภาวะที่สมองขาดเลือด เกิดขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งของสมองมีเลือดไหลเวียนไม่เพียงพอ มักเกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดแดงอุดตัน หรือมีเลือดออกในสมอง และเซลล์สมองในบริเวณนั้นจะเริ่มตายจากการขาดออกซิเจน
อาการ
หากคุณหรือคนใกล้ตัวกังวลว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองให้สังเกตเวลาที่เริ่มมีอาการ โดยสัญญาณและอาการของโรคหลอดเลือดสมอง มีดังต่อไปนี้
· มีปัญหาในการพูดและไม่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด รู้สึกสับสน พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการเข้าใจคำพูด
· อัมพาตหรือชาที่ใบหน้า แขนหรือขา อาจมีอาการชา อ่อนแรง หรือเป็นอัมพาตที่ใบหน้า แขน หรือขาอย่างฉับพลัน ซึ่งมักส่งผลต่อร่างกายเพียงด้านเดียว ให้ลองพยายามยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกัน หากแขนข้างใดข้างหนึ่งเริ่มหลุดคุณอาจกำลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ ปากข้างหนึ่งของคุณอาจหุบลงเมื่อคุณพยายามยิ้มด้วย
· ปัญหาในการมองเห็นในตาข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง คุณอาจมีการมองเห็นพร่ามัวหรือมืดมัวในดวงตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้างอย่างฉับพลัน
· ปวดศีรษะรุนแรงอย่างฉับพลัน ซึ่งอาจมีอาการอาเจียน เวียนศีรษะ หรือสติสัมปชัญญะเปลี่ยนแปลง อาจบ่งชี้ว่าคุณกำลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
· มีปัญหาในการเดิน คุณอาจสะดุดหรือเสียการทรงตัว อาจมีอาการวิงเวียนศีรษะกะทันหัน
สาเหตุ
1.หลอดเลือดแดงอุดตัน
หลอดเลือดแดงอุดตัน หรือที่เรียกว่าโรคเส้นเลือดในสมองตีบ บางคนอาจมีการหยุดชะงักชั่วคราวของการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง หรือที่เรียกว่าโรคขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอาการที่ยาวนาน
ซึ่งถือว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลดลงอย่างรุนแรง (ขาดเลือด) โดยหลอดเลือดตีบตันนั้นเกิดจากไขมันสะสมในหลอดเลือด หรือจากลิ่มเลือดหรือเศษอื่น ๆ ที่เดินทางผ่านกระแสเลือด ส่วนใหญ่มักจะมาจากหัวใจและไปค้างอยู่ในหลอดเลือดในสมอง
2.เส้นเลือดในสมองแตก
โรคเส้นเลือดในสมองแตก เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดในสมองรั่วหรือแตก โดยเลือดออกในสมองอาจเกิดจากหลายสภาวะที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคเส้นเลือดในสมองแตก เช่น
· ความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้
· การบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์
· การสะสมของโปรตีนในผนังหลอดเลือดที่นำไปสู่ความอ่อนแอในผนังหลอดเลือด
ปัจจัยเสี่ยง
มีหลายปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้แก่
1.ปัจจัยเสี่ยงจากการใช้ชีวิต
· มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
· ไม่ออกกำลังกาย
· ดื่มหนักหรือเมามาย
· การใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย เช่น โคเคนและเมทแอมเฟตามีน
2.ปัจจัยเสี่ยงทางการแพทย์
· ความดันโลหิตสูง
· การสูบบุหรี่หรือการสัมผัสควันบุหรี่มือสอง
· คอเลสเตอรอลสูง
· โรคเบาหวาน
· โรคหยุดหายใจขณะหลับ
· โรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจบกพร่อง การติดเชื้อที่หัวใจ หรือจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
· คนในครอบครัวมีประวัติเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจวาย หรือภาวะขาดเลือดชั่วคราว
ปัจจัยอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่
· อายุ : ผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า
· เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ : ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์อื่น
· เพศ : ผู้ชายมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าผู้หญิง
· ฮอร์โมน : การใช้ยาคุมกำเนิดหรือการรักษาด้วยฮอร์โมนที่มีเอสโตรเจนจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะแทรกซ้อน
· โรคหลอดเลือดสมองบางครั้งอาจทำให้เกิดความพิการชั่วคราวหรือถาวร ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สมองขาดออกซิเจน รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ดังนี้
· อัมพาตหรือสูญเสียการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ คุณอาจเป็นอัมพาตซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย หรือสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อบางส่วน เช่น กล้ามเนื้อซีกหน้า หรือแขนข้างเดียว
· พูดหรือกลืนลำบาก โรคหลอดเลือดสมองอาจส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อในปากและลำคอ ทำให้คุณพูด กลืน หรือรับประทานอาหารได้ลำบาก นอกจากนี้ คุณยังอาจมีปัญหาในการใช้ภาษา ซึ่งรวมถึงการพูดหรือเข้าใจคำพูด การอ่าน หรือการเขียน
· ความจำเสื่อมหรือมีปัญหาในการคิด หลายคนที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองจะสูญเสียความทรงจำบางส่วน รวมถึงอาจมีปัญหาในการคิด การใช้เหตุผล การตัดสิน และการทำความเข้าใจแนวคิดต่าง ๆ ยากขึ้น
· ปัญหาทางอารมณ์ ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองอาจควบคุมอารมณ์ได้ยากขึ้น หรืออาจมีอาการซึมเศร้า
· ความเจ็บปวด อาการปวด ชา หรือความรู้สึกผิดปกติอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ได้รับผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมอง เช่น ทำให้คุณสูญเสียความรู้สึกที่แขนซ้าย และอาจรู้สึกเสียวแปลบที่แขนข้างนั้น
วิธีการป้องกัน
· การทราบปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง การปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพเป็นขั้นตอนที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หากคุณเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) วิธีเหล่านี้อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อีก
· วิธีการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองหลายอย่างเหมือนกับวิธีในการป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งมีวิธีดังนี้
· การควบคุมความดันโลหิตสูง เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดสมอง หากคุณเป็นโรคหลอดเลือดสมอง การลดความดันโลหิตจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้ โดยคุณต้องการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพ หรือใช้ยาเพื่อรักษาความดันโลหิตสูง
· ลดปริมาณคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวในอาหาร เพราะการรับประทานคอเลสเตอรอลและไขมันให้น้อยลง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ อาจลดการสะสมตัวในหลอดเลือดแดง หากคุณไม่สามารถควบคุมคอเลสเตอรอลได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงอาหารเพียงอย่างเดียว แพทย์อาจสั่งจ่ายยาลดคอเลสเตอรอลให้
· เลิกสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสำหรับผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ที่สัมผัสกับควันบุหรี่มือสอง
· การจัดการโรคเบาหวาน อาหาร การออกกำลังกาย และการลดน้ำหนักสามารถช่วยให้คุณรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่ดีต่อสุขภาพได้
· รักษาน้ำหนักให้เหมาะสม การมีน้ำหนักเกินทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเบาหวาน
· การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยผักและผลไม้ อาหารที่มีผักหรือผลไม้อย่างน้อย 5 มื้อต่อวัน อาจลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองได้
· ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายแบบแอโรบิคช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้ เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี และทำให้สุขภาพโดยรวมของหลอดเลือดและหัวใจดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดน้ำหนัก ควบคุมเบาหวาน และลดความเครียดได้ด้วย
· ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักจะเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดสมองตีบ อย่างไรก็ตาม การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยถึงปานกลาง เช่น 1 แก้วต่อวัน อาจช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบ และลดแนวโน้มการแข็งตัวของเลือดได้
·
ข้อมูล mayoclinic , clevelandclinic
พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
ที่มา ; Beartai
เกี่ยวข้องกัน
ส่องสัญญาณ เสี่ยง ‘โรคซึมเศร้า’ หรือไม่
“ซึมเศร้า” ทางการแพทย์ หมายถึง ภาวะซึมเศร้าที่มีความรุนแรงมากกว่าอารมณ์เศร้าตามปกติ โดยบางรายอาการเด่นอาจจะมีลักษณะความสุขหายไปก็ได้ สาเหตุของโรคเกิดจากมีความผิดปกติในการหลั่งสารเคมีของสมองบริเวณส่วนของความคิด อารมณ์ ความรู้สึกและพฤติกรรม พบได้ทั้งในวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ แต่ส่วนใหญ่จะเริ่มพบได้ในช่วงวัยรุ่น โดยเฉพาะผู้ที่มีความเครียดสูง
ซึ่งในปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษาหายขาดได้ด้วยการใช้ยา หรือการใช้ยาร่วมกับการทำจิตบำบัด

โรงพยาบาล Bangkok Mental Health Hospital (BMHH) ได้เผย 3 อาการทางกาย อารมณ์ ความคิด ที่เป็นสัญญาณของโรค โดยสามารถสังเกตได้ดังนี้
· ทางกาย 1. พฤติกรรมการกินเปลี่ยน น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 2. การนอนผิดปกติ บางคนอาจจะมีการนอนไม่หลับแต่บางคนอาจจะนอนมากเกินกว่าปกติ 3. ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว ปวดคอบ่าไหล่ อ่อนเพลีย ไม่สดชื่นเท่าปกติ 4. มีการสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้ามากขึ้น 5. โรคประจำตัวเดิมอาจจะคุมได้ลำบากขึ้น เช่นความดันขึ้น
· ทางอารมณ์ 1. มีความกังวล รู้สึกเครียดตลอดเวลา 2. ซึมเศร้ารู้สึกทุกข์ใจมากกว่าปกติ 3. อารมณ์หงุดหงิดมากผิดปกติ 4. มีความกระวนกระวายใจ ว้าวุ่นใจ
· “ทางความคิด 1.ไม่มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ หลงลืมมากกว่าปกติ 2.การตัดสินใจหรือการแก้ไขปัญหาแย่ลง 3.คิดฟุ้งซ่าน คิดหมกมุ่นในเรื่องอดีต 4.ความมั่นใจในตนเองลดลง 5.มีความคิดทำร้ายตนเอง คิดเรื่องตาย
หากมีอาการเหล่านี้หลายข้อ หรือ ครบทุกข้อ และมีอาการต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ อาจจะต้องระวังว่ากำลังเสี่ยงเป็น โรคซึมเศร้า จำเป็นต้องปรึกษาและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์เฉพาะทาง เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงขึ้นและนำไปสู่การสูญเสียได้
ฉะนั้นการปล่อยให้มีอาการที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดโทษกับชีวิตได้
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
8 วิธีป้องกันสมองเสื่อม แก่ไปไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์
เมื่อผ่านพ้นวันหนุ่มสาวไปแล้วก็ไม่อาจปฏิเสธคำกล่าวนี้ได้ แต่เรายังเชื่อว่าถ้าได้ฝึก “สมอง” หรือใช้สมองบ่อยๆ จะช่วยให้สมองมีความฉับไว คิดได้เร็ว และชะลอความเสื่อมลงได้ แถมยังจะช่วยลดโอกาสการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย และแน่นอนหากเราใส่ใจเรื่องสุขภาพ แก่ตัวไปก็ไม่จำเป็นต้องสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ คุณภาพชีวิตดี สุขภาพแข็งแรง! และถึงแม้เราจะหลีกเลี่ยงพันธุกรรม อายุ และเพศของตัวเองไม่ได้ แต่ยังมีองค์ประกอบอีกมากมายที่เราสามารถดูแลตัวเองให้ห่างไกลอัลไซเมอร์ได้
ปัจจัยสมองเสื่อม
· พันธุกรรม : หากพ่อแม่เรามียีนที่ชื่อว่า APOE gene ซึ่งเป็นยีนของโรคอัลไซเมอร์ แถมพวกเขายังเป็นโรคอัลไซเมอร์ด้วยแล้ว
· อายุ : เราห้ามอายุหรือความแก่ชราไม่ได้ ดังนั้น... เมื่อเรามีอายุ 65 ปีขึ้นไป โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ
· เพศ : 3 ต่อ 2 คน คือผู้หญิงมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ชาย เป็นผู้หญิงจึงต้องยิ่งระวังโรคนี้
8 วิธีป้องกันสมองเสื่อม อัลไซเมอร์
เล่นเกม ฝึกสมอง ศึกษาเรียนรู้ไม่หยุด
อย่าให้สมองหยุดการเรียนรู้สิ่งใหม่ เพราะสมองยิ่งใช้ ยิ่งฉลาด ยิ่งแข็งแรง การหมั่นศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความรู้วิชาการ หรือแม้แต่การใช้สมองเพื่อเล่นเกม ก็นับเป็นการฝึกสมองอยู่ตลอดเวลา เป็นการช่วยลดความเสี่ยงโรคสมอ เสื่อมอัลไซเมอร์ได้
อ้วนไปผอมไป ต้องรีบแก้ไขน้ำหนักตัว
ไม่น่าเชื่อว่าน้ำหนักตัวที่ผิดปกติจะมีผลต่อการเป็นอัลไซเมอร์ ดังนั้น เราควรรักษาน้ำหนักตัวให้ได้มาตรฐาน คือมีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่อ้วนลงพุงหรือผอมเป็นหนังหุ้มกระดูก ใครที่รู้ตัวว่าอ้วนหรือผอมเกินไป ต้องจัดสรรการกิน การนอน และหมั่นออกกำลังกายลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอด้วยนะ
อย่าปล่อยให้หูเป็นอะไร
การที่เรามีหูตึง หูเสีย ได้ยินไม่ชัดเจน จนทำให้การรับรู้เสียงต่างๆ แย่ลง สมองที่ทำหน้าที่แปลงเสียงเป็นความหมายก็จะค่อยๆ ถูกปิดกั้นไปด้วย ซึ่งถือเป็นการกระทบต่อการพัฒนาสมองส่วนอื่นๆ เป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้โดยไม่รู้ตัว ใครที่ชอบฟังเพลงเสียงดังๆ หรือทำงานอยู่ในที่ที่เสียงดังๆ ควรเลิกหรือหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะหูเสื่อมไว้ด้วย
รักษาความดันโลหิตให้เป็นปกติ
ใครที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ควรควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้ได้ นอกจากจะเป็นผลดีช่วยลดความเสี่ยงในทุกๆ โรคแล้ว ยังลดเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้ด้วย นอกจากนี้ก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนดึก เลิกดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และจำกัดการกินของเค็ม หวาน มัน อาหารรสจัดและอาหารแปรรูปด้วย
เบาหวาน ต้นเหตุอีกหลายโรค
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีเลย เพราะผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจะส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆ ได้อีกหลายโรค เช่น โรคหลอดเลือดตีบ โรคหัวใจ รวมถึงอัลไซเมอร์ด้วย ดังนั้น ควรพบแพทย์เป็นประจำ กินยาตามคำแนะนำ และควบคุมการกินให้ดีเพื่อสุขภาพโดยรวม
ทำตัวให้คึกคัก หาเวลาพักร้อนไปเที่ยวบ้าง
การคิดบวก มองโลกในแง่ดี เปิดโลกให้กว้าง การเดินทางพักร้อน จะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง นอกจากจะช่วยลดเสี่ยงโรคซึมเศร้าแล้ว ยังช่วยลดเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย และหากใครที่กำลังมีปัญหาชีวิต ควรรีบไปปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนวิธีคิด และใช้ชีวิตให้มีความสุขขึ้นให้ได้
ออกกำลังกายช่วยได้
หันมาออกกำลังกายแบบที่ทำให้หัวใจเต้นแรงที่เรียกว่า “คาร์ดิโอ” กันเถอะ เพราะอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นระหว่าง 60-85% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดจะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดสูบฉีด สมองแจ่มใส และควรทำให้ได้อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ หรือจะฟิตกล้ามด้วยก็ได้นะ เพราะการมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะทำให้ออกกำลังกายได้ดีขึ้นด้วย
เข้าสังคม ไม่อมทุกข์
การเข้าสังคม ได้พูดคุย ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เป็นการกระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น อาจเลือกทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น เต้นรำ งานประดิษฐ์ เป็นอาสาสมัคร เข้าร่วมชมรมร้องเพลง เพื่อสร้างความบันเทิง ได้หัวเราะ ได้ท่องเที่ยว หรือการไปเล่นกับเด็กๆ เป็นครูอาสา หรือแม้แต่การเลี้ยงหลานเล็กๆ ก็จะช่วยให้สมองมีชีวิตชีวา สดชื่นแจ่มใส
หลากหลายวิธีที่จะช่วยบริหารสมอง ให้กลับมาสดใส ห่างไกลอัลไซเมอร์ ลองเลือกทำตามที่ชอบ เลือกมาปรับใช้ให้ชีวิตและสุขภาพดีขึ้น ก็จะสุขทั้งกายและใจ แถมโรคอื่นใดก็จะห่างไกลไปอีกด้วย คราวนี้ก็จะแข็งแรงและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปเต็มเปี่ยมด้วยพลังกันเลยทีเดียว
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล
4 ระยะภาวะสมองเสื่อม อาการเสี่ยงระบบประสาทถดถอย ใกล้สูญเสียความทรงจำ
ภาวะสมองเสื่อมคือการเสื่อมถอยของสมองและระบบประสาท ทำให้สูญเสียความจำ การคิด การตัดสินใจ พบบ่อยในผู้สูงอายุ ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ โรคประจำตัว พฤติกรรม และพันธุกรรม
ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) คือ ภาวะที่การทำงานของสมองและระบบประสาทถดถอยเสื่อมลง เกิดจากจำนวนเซลล์สมองทำงานลดลงและการสูญเสียเซลล์สมองในหลายส่วน ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความทรงจำ โดยส่วนใหญ่มักเริ่มจากความจำระยะสั้น ตามมาด้วยความบกพร่องทางความจำระยะยาว ความคิด การตัดสินใจ การวางแผน การเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ การเข้าสังคม ซึ่งไม่ใช่แค่หลงลืมตามวัย แต่นำไปสู่การสูญเสียความจำรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
พบได้บ่อยในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แต่ในผู้ที่มีโรคพันธุกรรมบางอย่าง เช่น ดาวน์ซินโดรม (Down’s Syndrome) หรือมีโรคทางสมองที่ทำให้เสียการทำงาน เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคติดเชื้อในระบบประสาท ภาวะบาดเจ็บทางสมองจากอุบัติเหตุ อาจทำให้มีภาวะสมองเสื่อมตั้งแต่อายุยังน้อยได้เช่นกัน
สมองเสื่อมเกิดจากอะไร
· การเสื่อมของระบบประสาท (Neurodegeneration) พบมากในคนอายุมากกว่า 65 ปี โดยโรคที่พบบ่อยในกลุ่มนี้คือ โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) โรคอื่น ๆ ที่พบได้ในกลุ่มนี้ เช่น สมองเสื่อมในกลุ่มอาการพาร์กินสัน โรคสมองส่วนหน้าเสื่อม (Frontotemporal Dementia)
· โรคหลอดเลือดสมอง พบในผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้หลอดเลือดมีปัญหา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง ฯลฯ
· โรคทางศัลยกรรมระบบประสาท เช่น ภาวะเลือดคั่งในสมองหรือเยื่อหุ้มสมอง โรคมะเร็งหรือเนื้องอกในสมอง ภาวะน้ำเกินในโพรงสมอง (Normal Pressure Hydrocephalus)
· การติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคสมองอักเสบ
· ภาวะขาดวิตามินบี 12 โดยพบในผู้ที่การดูดซึมบกพร่อง เช่น โรคหรือยาบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถดูดซึมวิตามินได้ เคยมีการผ่าตัดกระเพาะอาหารมาก่อน หรือพบในผู้ที่ได้รับวิตามินจากอาหารไม่เพียงพอ เช่น การรับประทานมังสวิรัติ
· ภาวะที่มีการทำงานผิดปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะตับวาย โรคไตเรื้อรัง
· การได้รับสารพิษ ยาบางชนิด หรือสารเสพติด
· โรคทางจิตเวชบางอย่าง เช่น ภาวะซึมเศร้า (Depression) โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)
· การบาดเจ็บของสมองอย่างรุนแรง เช่น ภาวะขาดออกซิเจน ภาวะชักต่อเนื่อง ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นระยะเวลานาน ภาวะบาดเจ็บทางสมองจากอุบัติเหตุ
สังเกตอาการสมองเสื่อม
· สูญเสียความจำระยะสั้น
· สับสนเวลาและสถานที่
· ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ สมาธิไม่ดี ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน
· อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด โมโหง่าย ก้าวร้าว
· มีปัญหามากขึ้นในการสื่อสาร เช่น ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างที่เคยเป็น เรียกสิ่งของไม่ถูก พูดตะกุกตะกักหรือติดอ่าง
· ซึม ไม่กระตือรือร้น นิ่งเฉย
· สูญเสียการช่วยเหลือตัวเองในด้านต่าง ๆ เช่น การอาบน้ำ การรับประทานอาหาร การขับถ่าย หรือ ไม่สามารถทำงานหรือกิจกรรมที่ตนเองเคยทำได้มาก่อน เช่น การขับรถ การวางแผนงาน การจัดยาทานเอง การตัดสินใจสิ่งต่าง ๆด้วยตัวเอง
สมองเสื่อมมีกี่ระยะ
· ระยะที่ 1 ภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น สูญเสียความสามารถในการทำสิ่งที่ซับซ้อน แต่ระยะนี้ผู้ป่วยยังสามารถดูแลตนเองขั้นพื้นฐานได้ เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว ทานข้าว เข้าห้องน้ำ อาจมีปัญหาด้านอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้า หงุดหงิดง่ายร่วมด้วยได้
· ระยะที่ 2 ภาวะสมองเสื่อมระยะกลาง เริ่มมีการสูญเสียการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานบ้างเล็กน้อย มีปัญหาด้านความเข้าใจ บกพร่องทางการเรียนรู้ เริ่มสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจบางอย่าง อาจมีอาการทางจิตได้ในบางครั้ง เช่น การหลงผิด ภาวะหูแว่วหรือเห็นภาพหลอน ฯลฯ
· ระยะที่ 3 ภาวะสมองเสื่อมระยะรุนแรง สูญเสียความสามารถทางสมองเกือบทั้งหมด ทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ขั้นพื้นฐานด้วยตัวเองไม่ได้ กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ จำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด
· ระยะที่ 4 ภาวะสมองเสื่อมระยะติดเตียงหรือระยะสุดท้าย ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร การสื่อสาร อาจมีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ภาวะขาดสารอาหาร ภาวะติดเชื้อในระบบต่าง ๆ มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ
ปัจจัยเสี่ยงสมองเสื่อม
· อายุที่มากขึ้น
· พันธุกรรมบางอย่าง
· ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยงด้านหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคตับหรือไตเรื้อรัง
· รับประทานยาบางอย่างที่มีผลต่อการทำงานของสมอง เช่น ยาที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอจิก (Anticholinergic Drugs) ยาเสพติด
· การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก (มากกว่า 21 ยูนิตต่อสัปดาห์ ; 1 unit = 8 กรัม แอลกอฮอล์)
· การสูบบุหรี่
· ภาวะบาดเจ็บทางสมองรุนแรง
· การได้รับมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะ PM 2.5
· ภาวะหูตึงหรือการมองเห็นที่ไม่ดี
· ภาวะซึมเศร้า
· การไม่มีกิจกรรมทางกาย (Physical Inactivity) เช่น การไม่ค่อยขยับ ไม่ออกกำลังกาย ฯลฯ
· การเก็บตัวหรือไม่มีการพบปะผู้คนหรือเข้าสังคม เช่น สถานการณ์โควิด-19 ที่ต้องกักตัว ฯลฯ
ภาวะสมองเสื่อมส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสม่ำเสมอ แก้ไขและควบคุมปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง จะสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของสมองและอาการของโรคได้ เช่น ควบคุมเบาหวาน ความดัน ไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ แก้ไขภาวะหูตึงหรือการมองเห็นที่ผิดปกติ หลีกเลี่ยงยาหรือสารต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อสมอง ฝึกบริหารสมอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พบปะผู้คน เข้าสังคมไม่เก็บตัวอยู่กับบ้านจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงสารเสพติด หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บทางสมอง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล
อัลไซเมอร์เกิดจากเซลล์สมองถูกทำลาย แพทย์เผยสัญญาณและวิธีตรวจคัดกรอง รู้ก่อนช่วยป้องกันชะลอโรคร้ายได้
อัลไซเมอร์ หรือโรคสมองเสื่อม เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สมองถูกทำลาย มีหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย พันธุกรรม อุบัติเหตุทางสมอง โรคหลอดเลือดสมอง โรคการติดเชื้อของสมอง โรคทางกายที่มีผลกระทบต่อเซลล์สมอง เป็นต้น ปัจจุบันไม่ได้เริ่มเกิดในผู้ป่วยอายุ 65 ปี เพราะจากการศึกษาพบว่าการเกิดโรคจะเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 40 – 65 ปี ซึ่งในเมืองไทยมีสถิติผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ถึงเกือบ 2 ล้านคน
โรคอัลไซเมอร์อาการเป็นอย่างไร
โรคอัลไซเมอร์์มีระยะเวลาก่อโรคนาน 15 – 20 ปีกว่าจะมีอาการสมองเสื่อมชัดเจน การแสดงอาการของโรคจะเป็นไปอย่างช้า ๆ เริ่มต้นจากไม่มีความผิดปกติเรื่องความจำ และเริ่มมีอาการความจำถดถอย ซึ่งการที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการความจำถดถอยเกิดขึ้นเป็นผลมาจากการสะสมของสารเบต้าอมีลอยด์ที่ทำลายเซลล์สมองมาแล้ว 10 – 15 ปี ต่อมาผู้ป่วยจึงจะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีอาการสมองเสื่อมชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยและรักษาทำได้ไม่ทันท่วงที ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเพิกเฉยคิดว่าผิดปกติทางความจำเล็กน้อยไม่ได้เป็น อาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม และเข้าใจผิดที่คิดว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เกิดในผู้สูงอายุ ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาให้หายขาดได้และต้องทานยาอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
สัญญาณโรคอัลไซเมอร์
ควรสังเกตตัวเองหรือบุคคลใกล้ชิดว่าเริ่มมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ผิดปกติหรือไม่ แล้วรีบพบแพทย์ระบบประสาททันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุแต่เนิ่น ๆ เช่น
· ลืมรับประทานยาประจำตัว
· ลืมปิดเตาแก๊ส ลืมกุญแจ ลืมปิดประตูบ้าน ลืมปิดไฟ
· ลืมทำในสิ่งที่เคยทำในชีวิตประจำต่าง ๆ มากขึ้น
· มีปัญหาด้านการเรียนรู้
· ใครบอกอะไรแล้วไม่จำ ซึ่งแต่ก่อนไม่เป็น
· นึกชื่อสิ่งของไม่ออก
· ภาวะการนอนผิดปกติหรือเห็นภาพหลอน
ตรวจวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างไร
เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปมาก มีการตรวจความผิดปกติของสมองด้วยเครื่อง PET Scan หรือสแกนด้วยรังสีเพื่อตรวจหาความผิดปกติทางสมอง การตรวจเรื่องความจำและผลจากการตรวจทาง PET Scan สามารถยืนยันความผิดปกติได้ถูกต้องมากกว่า 90% นอกจากนี้การค้นพบสารชื่อว่า เบต้าอมีลอยด์ เป็นสารที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ มีการใช้ PET Scan โดยใช้สาร C11-PIB (Pittsburgh Compound B) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในเรื่องการตรวจวินิจฉัยภาวะอัลไซเมอร์เข้ามาช่วย
ข้อดีของการตรวจด้วยสาร Pittsburgh Compound B
สามารถตรวจหาสารเบต้าอมีลอยด์ในสมองผู้ป่วยได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่ปรากฏ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเจาะไขสันหลังเพื่อตรวจดูภาวะผิดปกติของโรคอัลไซเมอร์ ให้ผลการตรวจที่ถูกต้อง ไม่ทำให้ผู้ป่วยต้องเจ็บตัว เมื่อผู้ป่วยรู้ตัวล่วงหน้าว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมในอนาคต ย่อมช่วยให้วางแผนปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อป้องกันโรค
ป้องกันโรคอัลไซเมอร์
· อ่านหนังสือเป็นประจำ
· เล่นเกมที่อาศัยการคิดคำนวณ
· พบปะพูดคุยเข้าสังคม
· คิดบวกพยายามไม่เครียด
· รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
· ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตามในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ เพราะยิ่งพบอาการได้เร็วเท่าไร โอกาสในการยับยั้งอาการและรักษาโรคก็จะมีมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล
ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
โรคหลงลืมชั่วคราว ; สาเหตุ อาการที่พบบ่อย ปัจจัยเสี่ยง
โรคหลงลืมชั่วคราว ว่า เป็นโรคที่ทำให้เกิดภาวะสูญเสียความจำเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และเหตุการณ์อย่างเฉียบพลัน แต่ความจำอื่นๆยังปกติ และผู้ป่วยมีความรู้สึกตัวปกติ
การหลงลืมเล็กๆ น้อยๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่หากไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขณะนั้น ถือเป็นอาการของโรคที่เรียกว่า “โรคหลงลืมชั่วคราว” ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์หรือไม่
สาระน่ารู้จาก “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” พูดถึงโรคหลงลืมชั่วคราว ว่า เป็นโรคที่ทำให้เกิดภาวะสูญเสียความจำเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และเหตุการณ์อย่างเฉียบพลัน โดยลำดับข้อมูลที่ลืมนั้นเป็นทั้งเรื่องที่ผ่านมาแล้ว และที่เกิดขึ้นขณะที่มีอาการ แต่ความจำอื่นๆยังปกติ และผู้ป่วยมีความรู้สึกตัวปกติ ทั้งนี้อาการมักจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง และหายเป็นปกติโดยส่วนใหญ่ความจำจะกลับคืนมาภายใน 1-24 ชั่วโมง
สาเหตุ
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุ มีข้อมูลว่า อาจมีความสัมพันธ์ กับ โรคไมเกรน และ การไหลเวียนเลือดที่ติดขัดชั่วคราวในหลอดเลือดบริเวณของสมองที่เกี่ยวกับความจำ
อาการที่พบบ่อย
-ลืมเหตุการณ์ล่าสุด หรือจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
-มีความวิตกกังวลหรือรู้สึกว่าตัวเองมีความผิดปกติ
-ถามซ้ำบ่อยๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ปัจจัยเสี่ยง
-อายุ 50-80 ปี
-มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
-มีความเครียดหรือความตื่นเต้นรุนแรง
-มีประวัติเป็นโรคไมเกรน
-ออกกำลังกายหนัก
แนวทางการดูแลรักษา
-พบแพทย์เพื่อซักประวัติตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัย และแยกโรคที่มีอาการหลงลืมคล้ายกัน เช่น โรคหลอดเลือดสมอง และลมชัก
-ตรวจภาพสมองด้วย MRI หลังจากเกิดอาการ 48 – 72 ชั่วโมง จะพบรอยโรคคล้ายสมองขาดเลือด
-ผู้ป่วยจะค่อย ๆ จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และหายเป็นปกติ โดยเฉลี่ยภายใน 24 ชั่วโมง
-เนื่องจากอาการหายได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องได้ยาเพื่อการรักษา หรือป้องกันใดใด
โรคหลงลืมชั่วคราว เสี่ยงเป็น “อัลไซเมอร์” หรือไม่
โรคหลงลืมชั่วคราวไม่ได้เป็นสัญญาณเตือนของโรคอัลไซเมอร์ และไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในอนาคต อย่างไรก็ตาม หากมีอาการหลงลืมบ่อยขึ้น หรือความจำแย่ลงเรื่อยๆ ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยว่าเข้าข่ายภาวะสมองเสื่อมหรือไม่
ที่มา ; เดลินิวส์ออนไลน์