
โลกหลังยุคโควิดจะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน และเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นถกเถียงกันคือรูปแบบและลักษณะของออฟฟิศหรือที่ทำงานจะเป็นยังอย่างไร หลังโควิดคลี่คลายลง?
โควิดทำให้ทุกคนทุกองค์กรต้องปรับตัวเข้าสู่การทำงานแบบทางไกล (Remote Working) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานที่บ้าน (Work from Home) และสิ่งที่พบก็คือการทำงานที่บ้านไม่ได้ทำให้ผลิตภาพในการทำงานลดลงมากอย่างที่กังวล ขณะเดียวกันก็ทำให้พนักงานได้มีความสมดุลในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว และมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น อย่างไรก็ดี การทำงานจากที่บ้านกันเยอะๆ ก็ทำให้ผู้บริหารบางท่านกังวลเรื่องของความร่วมมือกันระหว่างพนักงาน รวมทั้งเรื่องของการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร
คำถามที่อยู่ในใจคือหลังจากโควิดคลี่คลายออฟฟิศในอนาคตจะเป็นในรูปแบบใด?
ก่อนยุคโควิด พนักงานจะเข้ามาทำงานตามเวลาที่ชัดเจน ทุกคนมีโต๊ะทำงาน รูปแบบของออฟฟิศมักจะเป็นแบบเปิดเพื่อให้พนักงานได้เกิดการสื่อสารกันตลอดเวลา ขณะที่บางองค์กรผู้บริหารจะให้ความสำคัญของการเสนอหน้าหรือปรากฏตัวของพนักงาน ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ได้เปลี่ยนไปเนื่องจากโควิด และจริงๆ แล้วกลับเป็นโอกาสอันดีที่องค์กรจะคิดและออกแบบออฟฟิศใหม่ โดยมีสามแนวทางหลักๆ ในการออกแบบรูปแบบการทำงานและออฟฟิศสำหรับอนาคต
1.แนวทางแรกเป็นแบบที่ปรับเปลี่ยนแบบสุดๆ ตัวอย่างเช่น Dropbox ที่นำแนวคิดในเรื่องของ Deskless มาใช้ นั้นคือในออฟฟิศของบริษัทจะไม่ให้พนักงานเข้ามาเพื่อทำงานในลักษณะของการทำงานคนเดียวอีกต่อไป แต่จะเข้ามาทำงานได้ก็ต่อเมื่อต้องมีกิจกรรมหรือการประชุมร่วมกับผู้อื่น
Dropbox คิดไกลถึงขั้นที่ว่าพนักงานอาจจะเข้าออฟฟิศเพียงสัปดาห์หรือเดือนละครั้งเพื่อประชุมเท่านั้น พนักงานส่วนใหญ่จะมีอิสระและความยืดหยุ่นในการเลือกว่าจะอาศัยและทำงานที่ไหน สำหรับพนักงานที่ไม่ชอบที่จะนั่งทำงานที่บ้าน ก็สามารถเลือกที่จะไปนั่งทำงานตาม Co-working Space ต่างๆ ที่บริษัทเป็นสมาชิก
Dropbox มองว่าการออกแบบออฟฟิศในรูปแบบใหม่ข้างต้นจะทำให้พนักงานมีความพึงพอใจเนื่องมาจากความยืดหยุ่นและความเป็นอิสระในการเลือกสถานที่ทำงาน ขณะเดียวกันก็ยังสามารถรักษารูปแบบการทำงานร่วมกันที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทได้ นอกจากนี้ประโยชน์สำคัญที่จะได้คือการประหยัดและลดต้นทุนในเรื่องของการต้องเช่าพื้นที่เพื่อทำเป็นสำนักงาน
2.แนวทางที่สอง เป็นแนวทางที่ถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากยุคก่อนโควิดเลย นั้นคือไม่ได้ใช้โอกาสจากโควิดในการปรับเปลี่ยนใดๆ ทั้งสิ้น ยังคงกลับไปสู่รูปแบบและวิธีการทำงานแบบเดิมๆ นั้นคือพนักงานก็เข้ามาทำงานในออฟฟิศ 100% ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในรูปแบบหรือวิธีการทำงานจากก่อนยุคโควิดแต่อย่างใด
3.แนวทางที่สาม เป็นแนวทางแบบผสมผสานหรือ Hybrid ที่ในแต่ละวันจะมีพนักงานบางส่วนเข้ามาทำงาน ขณะเดียวกันก็มีพนักงานบางส่วนที่ทำงานแบบทางไกล ซึ่งในรูปแบบผสมผสานนั้นแต่ละบริษัทก็จะมีรูปแบบการบริหารจัดการที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น VMware บริษัทด้านไอทีชื่อดัง กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงทางกายภาพ เพื่อให้พื้นที่ 50-70% ได้รับการออกแบบเพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันของพนักงาน ขณะเดียวกันประมาณ 20% ของพนักงานก็จะยังคงเข้ามาทำงานในออฟฟิศตามปกติ
ถ้าออฟฟิศในอนาคตเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้นจะไม่ใช่เพียงแค่ทางด้านกายภาพและการเข้ามาทำงานของพนักงานเท่านั้น แต่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในประเด็นอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นการไม่จำเป็นต้องมีเวลาเข้าออกการทำงาน นโยบายและบริการในด้าน HR จะต้องเปลี่ยนไป รูปแบบการทำงานกลุ่มและปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในกลุ่มที่จะต้องเปลี่ยนไป แนวทางในการสร้างและรักษาวัฒนธรรมองค์กรจะเปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งวิธีการและระบบประเมินผลก็จะต้องเปลี่ยนไป เป็นต้น
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้บริหารจะต้องพิจารณาและตัดสินใจก่อนคือ เมื่อโควิดผ่านพ้นไปแล้วจะมองการทำงานของออฟฟิศไปในรูปแบบใด ระหว่างรักษารูปแบบเดิมไว้ ผสมผสานหรือปรับออฟฟิศเป็นสถานที่ประชุมและการทำงานกลุ่มเท่านั้น?
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ
โลกหลังยุคโควิดทำให้รูปแบบการทำงานและออฟฟิศเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการทำงานทางไกล (Remote Working) และการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งพบว่าไม่ส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสมดุลชีวิตของพนักงาน อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารยังมีความกังวลต่อความร่วมมือ การสร้างสรรค์นวัตกรรม และวัฒนธรรมองค์กร
อนาคตของออฟฟิศมี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) แนวทางปรับเปลี่ยนสุดขั้ว (Deskless Office) เช่น Dropbox ที่ลดการเข้าออฟฟิศ เหลือเพียงการประชุมหรือกิจกรรมร่วมกัน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดต้นทุน 2) แนวทางเดิม คือกลับไปทำงานในออฟฟิศ 100% โดยไม่เปลี่ยนแปลงจากก่อนโควิด 3) แนวทางผสมผสาน (Hybrid) ที่แบ่งการทำงานระหว่างออฟฟิศและทางไกล เช่น VMware ที่ออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับการทำงานร่วมกันเป็นหลัก
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องสถานที่ทำงาน แต่ยังส่งผลต่อระบบบริหารทรัพยากรมนุษย์ เวลาเข้างาน การทำงานเป็นทีม วัฒนธรรมองค์กร และระบบการประเมินผล ผู้บริหารจึงต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ว่าองค์กรจะเลือกแนวทางใดเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทและเป้าหมายขององค์กรในอนาคต
ประเด็นสำคัญของบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มเงินเดือนพนักงานหลังโควิด
ข. การพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์
ค. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบออฟฟิศและการทำงานหลังโควิด
ง. การลดจำนวนพนักงานในองค์กร
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นการปรับรูปแบบการทำงานและออฟฟิศเป็นหลัก
ข้อใดสะท้อนผลดีของ Work from Home ได้ถูกต้องที่สุด
ก. ลดต้นทุนทุกองค์กรโดยสิ้นเชิง
ข. เพิ่มความยืดหยุ่นและสมดุลชีวิต
ค. ทำให้การสื่อสารในองค์กรดีขึ้นทันที
ง. ทำให้ต้องเข้าออฟฟิศมากขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าเพิ่ม work-life balance และความยืดหยุ่น
ความกังวลของผู้บริหารเกี่ยวกับการทำงานทางไกลคือข้อใด
ก. ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ข. การขาดความร่วมมือและวัฒนธรรมองค์กร
ค. พนักงานลาออกมากขึ้น
ง. ออฟฟิศว่างเกินไป
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นเรื่อง collaboration และ culture
แนวคิด “Deskless Office” ของ Dropbox หมายถึงข้อใด
ก. ทำงานที่ออฟฟิศตลอดเวลา
ข. ยกเลิกการประชุมทั้งหมด
ค. เข้าออฟฟิศเฉพาะกิจกรรมหรือประชุม
ง. เพิ่มโต๊ะทำงานให้พนักงาน
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้ออฟฟิศเพื่อ collaboration เท่านั้น
ข้อใดเป็นจุดเด่นของแนวทาง Hybrid
ก. ทำงานที่บ้าน 100%
ข. ทำงานในออฟฟิศ 100%
ค. ผสมผสานการทำงานในและนอกออฟฟิศ
ง. ยกเลิกระบบออฟฟิศทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: Hybrid คือผสมผสานรูปแบบการทำงาน
แนวทางใด “ไม่เปลี่ยนแปลงจากก่อนโควิด”
ก. Hybrid
ข. Deskless
ค. Remote working
ง. Traditional office
เฉลย: ง
เหตุผล: กลับไปทำงานออฟฟิศ 100%
ผลกระทบสำคัญของการเปลี่ยนรูปแบบออฟฟิศคือข้อใด
ก. ลดจำนวนลูกค้า
ข. ต้องเปลี่ยนระบบ HR และการประเมินผล
ค. เพิ่มวันหยุดพนักงาน
ง. ลดการใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ข
เหตุผล: กระทบระบบบริหารทั้งหมด
VMware ใช้แนวทางใดในการจัดการออฟฟิศ
ก. ปิดออฟฟิศทั้งหมด
ข. ใช้ระบบ Remote 100%
ค. Hybrid โดยเน้นพื้นที่ทำงานร่วมกัน
ง. กลับไปแบบเดิมทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น collaboration space 50–70%
เหตุผลสำคัญที่องค์กรเลือก Hybrid คืออะไร
ก. ลดจำนวนพนักงาน
ข. เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง
ค. สมดุลระหว่างความยืดหยุ่นและการทำงานร่วมกัน
ง. ลดภาษีองค์กร
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องการ balance flexibility & collaboration
ผู้บริหารควรตัดสินใจเรื่องใดเป็นอันดับแรก
ก. การซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่
ข. การเลือกแนวทางการทำงานขององค์กรหลังโควิด
ค. การเพิ่มเงินเดือน
ง. การย้ายประเทศ
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร