
อาการไฟตก ภาวะทางจิตใจที่พบได้ในคนวัยทำงาน ผู้ที่เผชิญกับภาวะนี้จะรู้สึกขาดแรงจูงใจในการทำงาน จากที่เคยกระตือรือร้น นับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่องค์กรต้องตระหนัก
ภาวะ "Brown Out" หรืออาการ “ไฟตก” จะมีอาการที่แตกต่างจากภาวะ Burnout เนื่องจากอาการหมดไฟเกิดจากความเครียดสะสม อันส่งผลให้มีพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไป รู้สึกเบื่องาน ไม่อยากทำงาน มีความคิดลบต่องานและเพื่อนร่วมงาน ตลอดจนประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทั้งนี้ การขาดสมดุลในชีวิตและในการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนวัยทำงานรู้สึกว่าตัวเองยังจัดการกับหน้าที่การงานไม่ดีพอ ทำให้รู้สึกล้มเหลว ไม่มีแรงใจในการทำงาน และรู้สึกหมดไฟในการทำงานในที่สุด รวมถึงยังส่งผลไปถึงสุขภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลงอีกด้วย
ในส่วนของภาวะ Brown Out นั้น หากมองในกลุ่มวัยคนทำงานให้เข้าใจง่ายคือ ภาวะหมดใจในการทำงาน จากที่เคยมีความกระตือรือร้น มุมานะ และมีไฟในการทำงานด้านต่างๆ กลับกลายเป็นรู้สึกว่าภาระงานที่ได้รับมากเกินไป จนไม่อยากสนใจงาน ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายไปวัน ๆ แสดงความคิดเห็นหรือแสดงตัวตนในที่ประชุมหรือที่ทำงานน้อยลง ไม่อยากรับรู้หรือทำงานอะไรที่นอกเหนือจากความรับผิดชอบของตัวเอง ตลอดจนมีความทุกข์ทางใจอันส่งผลกระทบไปยังเนื้องานและผู้ร่วมงาน
โดยอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการหมดไฟในการทำงาน แต่เป็นการหมดใจต่องานที่ทำและต่อองค์กร ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวขององค์กร เนื่องจากพนักงานอาจขอลาออกทั้งที่ทำงานได้ดีมาโดยตลอด เป็นอาการที่สังเกตได้ยาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจและไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นมากเท่าผู้ที่อยู่ในภาวะหมดไฟที่ทำพฤติกรรมเปลี่ยนไป บางคนอาจดูเหมือนทำงานได้ปกติ ยิ้มแย้ม แจ่มใส แต่ภายในอาจกำลังรู้สึกหมดใจต่องานและต่อองค์กรอยู่ก็เป็นได้ ดังนั้น ปัญหานี้จึงไม่ได้เป็นปัญหาส่วนตัวอีกต่อไป ทว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่องค์กรต้องตระหนักและหาวิธีแก้ไข เพื่อที่จะสามารถรักษาบุคลากรและความมั่นคงขององค์กรต่อไปได้
ข้อมูลจากเว็บไซต์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุว่า องค์กรมีส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะดังกล่าว
พร้อมแนะนำวิธีแก้ไขและป้องกันภาวะ Brown Out ดังนี้
เพื่อให้พนักงานรู้ทิศทางขององค์กรและดำเนินงานภายใต้เป้าหมายเดียวกัน นอกจากจะเป็นการทำให้งานขององค์กรออกมาดีแล้ว ยังทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาองค์กร และนั่นจะทำให้พวกเขามีแรงกายแรงใจในการทำงานเพื่อองค์กรต่อไป
การกำหนดกฎระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันเพื่อให้ง่ายต่อการปกครองเป็นเรื่องที่ดี แต่จะต้องไม่เป็นการกำหนดที่เข้มงวดและเป็นเส้นตรงเกินไป ให้อิสระและความยืดหยุ่นในการทำงาน ควบคู่ไปกับการให้พื้นที่ที่พนักงานจะสามารถทำงานและมีชีวิตส่วนตัวได้อย่างสมดุล
หากภายในองค์กรขาดความเท่าเทียมและความเป็นธรรม นอกจากจะส่งผลให้ทิศทางขององค์กรไม่มั่นคงแล้ว ยังทำให้พนักงานรู้สึกด้อยค่า ไม่เกิดการเติบโตในสายอาชีพ และภักดีต่อองค์กรน้อยลง จนกลายเป็นทำงานเพื่อให้ผ่านพ้นไป ไม่ได้สนใจที่จะพัฒนาให้องค์กรดีขึ้น อันนำมาสู่ภาพลักษณ์องค์กรที่ขาดความเชื่อมั่น
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่องค์กรจะคาดหวังให้พนักงานทำและเป็นในสิ่งที่ตัวเองต้องการ หากแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจ มีเหตุผล ไม่กดดันจนมากเกินไป รวมถึงคอยสนับสนุน ให้การช่วยเหลือ ไม่ละเลยหรือปล่อยให้พนักงานแบกรับความคาดหวังอยู่เพียงฝ่ายเดียว
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ จำเป็นต้องมีการพูดคุยสื่อสารกับพนักงาน รับฟังความรู้สึก ความต้องการ และคาดหวัง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน
นอกจากต้องหมั่นสังเกตและพูดคุยสื่อสารกับพนักงานอยู่เสมอแล้ว เมื่อพบปัญหาองค์กรจะต้องมีการมอบหมายงานหรือตำแหน่งหน้าที่ใหม่ อาทิ แบ่งเบาภาระงาน ให้ลาหยุดหรือให้อิสระในการทำงาน เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และนำพาพวกเขาให้สามารถพัฒนาตนเองไปพร้อมกับองค์กรได้
ทั้งนี้ ภาวะ "Brown Out" เป็นอาการที่หากเกิดขึ้นแล้วจะเป็นภาวะที่อยู่ระยะยาว เนื่องจากเกิดจากการสะสมของความรู้สึกภายในจิตใจที่จะแสดงออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว องค์กรจำเป็นที่จะต้องหมั่นเติมขวัญและกำลังใจ ยินดีกับการเติบโตและการมีอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงคอยให้การสนับสนุน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถบรรลุเป้าหมายของงานและการดำเนินชีวิตไปพร้อมกันได้
“Burnout” หรืออาการ "หมดไฟ" เป็นหนึ่งในภาวะทางจิตใจที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในทุกกลุ่มอายุ แต่มักพบในกลุ่มวัยทำงานมากกว่า เนื่องจากการทำงานในปัจจุบันเต็มไปด้วยความเครียด กดดัน ไม่มีเวลาให้กับตัวเอง รวมถึงอาจต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อึดอัด ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนวัยทำงานขาดสมดุลในการใช้ชีวิตไป
วิธีสังเกตอาการ Burnout ว่าเกิดได้ทั้งทางกายและทางใจ โดยทางกายจะพบอาการตั้งแต่ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อย รู้สึกอ่อนล้าอยู่ตลอดเวลา นอนไม่หลับ ไปจนถึงมีความอยากอาหารน้อยลง ในส่วนทางด้านจิตใจก็จะมีตั้งแต่ หงุดหงิดง่าย รู้สึกล้มเหลว ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน มีความรู้สึกลบต่องาน เพื่อนร่วมงาน และผู้คนรอบข้าง ขาดสมาธิหรือความคิดสร้างสรรค์ ถอยห่างจากสังคม ตลอดจนขาดงานและไม่มีความรับผิดชอบต่องาน ซึ่งอาการเหล่านี้ส่งผลกระทบทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จึงได้
นำเสนอวิธี “ปรับพฤติกรรมง่ายๆ ป้องกันใจ Burnout” ไว้ดังนี้
10 เคล็ดลับสร้างภูมิ ห่างไกลภาวะ "Burnout"
1. หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย
คอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ทั้งในด้านของจิตใจและพฤติกรรมของตัวเอง ว่าเข้าข่ายมีอาการ Burnout หรือไม่ เพื่อหาทางผ่อนคลายและเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เหมาะกับตัวเอง
2. ทบทวนลำดับความสำคัญงาน
เรียงลำดับความสำคัญของงานให้ดีว่างานไหนควรที่จะต้องทำก่อน-หลัง รวมถึงตั้งขอบเขตในการทำงานให้ชัดเจน เพื่อลดปัญหาในการทำงานที่อาจพบเจอ
3. จัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวทั้งที่บ้านและที่ทำงาน
สถานที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงานล้วนมีปัจจัยส่งผลกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ ดังนั้นควรจัดสภาพแวดล้อมให้ดีและเหมาะกับการนั่งทำงาน เพื่อลดสิ่งที่จะก่อให้เกิดความเครียด
4. ปรับเปลี่ยนทัศนคติกับงาน
เนื่องจากไม่มีงานไหนที่เราจะชอบทำได้แบบ 100% ไปตลอด เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกไม่เหมือนเดิมกับงานที่ทำ ให้ลองเปลี่ยนทัศนคติ พร้อมกับมองหาคุณค่าในงานที่ทำ เพื่อเป็นแรงใจในการทำงานต่อไป
5. ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่
เราไม่สามารถทำงานบรรลุเป้าหมายได้ด้วยตัวคนเดียว การออกไปทำความรู้จักกับผู้อื่นเพื่อเพิ่มสังคมทั้งในและนอกที่ทำงานอาจทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เพราะนอกจากจะมีคนคอยช่วยเหลือกันในด้านการทำงานแล้ว ยังเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีนอกเหนือจากเรื่องงานอีกด้วย
6. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับให้เพียงพอ เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการใช้ชีวิต หากร่างกายไม่พร้อมก็จะส่งผลไปยังจิตใจ ซึ่งอาจทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพหรือคุณภาพการทำงานลดลงได้ รวมถึงหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับสมดุลกายใจ
7. แบ่งเวลาทำในสิ่งที่ชอบ
เราควรมีเวลาให้กับตัวเองในการทำสิ่งที่ชอบอยู่เสมอ อาทิ ดูภาพยนตร์ ทำอาหาร เล่นเกม หรือออกไปสังสรรค์ เพราะนอกจากจะเพื่อคลายความเครียดแล้ว ยังเป็นการเติมพลังไว้ใช้ในการทำงานและทำสิ่งที่ยากได้อีกด้วย
8. สร้างสมดุลให้ชีวิตการทำงาน
การมี Work-life Balance ที่ดี จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากการทำอะไรแบบขาดสมดุลความพอดีอาจส่งผลให้เกิดความกดดัน ความเครียด และก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจในระยะยาว
9. ลดการใช้เวลากับคนที่ทำให้รู้สึกไม่ดีหรืออึดอัด
การใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรานั้นยากอยู่แล้ว การต้องใช้เวลาไปกับคนที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดียิ่งทำให้สุขภาพจิตของเราเสียไปด้วย การพาตัวเองออกมาจากพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกอึดอัดและหลีกเลี่ยงการพูดคุยหรือพบเจอกับบุคคลเหล่านั้นได้ เราก็จะสามารถทำงานได้อย่างสบายใจ
10. ปรึกษาผู้ที่วางใจได้
คนเราควรมีใครสักคนที่สามารถระบายความทุกข์ในใจด้วยได้ เพื่อเป็นการลดความเครียดและปลดปล่อยตัวเองจากเรื่องที่เป็นทุกข์ โดยควรที่จะมีเวลาระบายความรู้สึกกับบุคคลที่ไว้ใจได้เป็นระยะ เพื่อสุขภาพจิตใจที่แข็งแรง
ระวัง “Burnout Syndrome” อาการ เบื่องาน หมดไฟ คุกคาม คนGen Y
“Burnout Syndrome” ภาวะคุกคามคนทำงาน Gen Y ภาวะเบื่องาน หมดไฟ รู้สึกไร้ค่าทั้งในงานที่ทำ และในตนเอง ทำความรู้จักสาเหตุ สำรวจอาการ หาทางแก้ ก่อนที่จะสาย
คน Gen Y หรือ Millenials คือกลุ่มคนในช่วงอายุระหว่าง 24 - 40 ปี คนกลุ่มนี้ในปัจจุบันมักกลายเป็นผู้มีส่วนสำคัญในองค์กร เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เริ่มเป็นหัวหน้างาน และมักมีลูกน้องเป็นคน Gen Z อายุไม่เกิน 23 ปี ที่มีมุมมอง และทัศนะคติที่แตกต่างไปจากคนรุ่นก่อนๆ เช่น การสนใจในคุณภาพงาน มากกว่าสถานที่ และเวลาทำงาน (Remote working) หรือ เชื่อว่าสามารถออกแบบชีวิตการทำงานด้วยตัวเองได้ รักอิสระ ไม่ชอบการผูกมัด มองว่าการทำงานไม่จำเป็นต้องมีเวลา สถานที่ หรือตารางที่เข้มงวดอีกต่อไป(Generation Flex)
แต่ในขณะเดียวกัน คน Gen Y หรือ Millenials ก็ยังต้องสื่อสาร และตอบสนองต่อนโยบายของผู้บริหาร Gen X คือกลุ่มคนในช่วงอายุระหว่าง 40 - 53 ปี ไปจนถึง ผู้บริหารรุ่น Baby Boomer คือกลุ่มคนในช่วงอายุระหว่าง 54 - 72 ปี ซึ่งมีมุมมอง และทัศนะคติที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากคน Gen Z
ผลการศึกษาของ Rainmakers CSI ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ ข้อมูลเชิงลึก และการวางแผนระดับนานาชาติ จากตัวอย่างพนักงานประจำอายุ 21 ปีขึ้นไป จำนวน 2,652 คน ทำการสำรวจระหว่างมิถุนายน - กรกฎาคม 2021 พบว่าคน Gen Y มีสัดส่วนของคนที่ burnout มากที่สุดถึง 42% ซึ่งคิดเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่ม Baby Boomers ที่ 21%
"Burnout Syndrome" ภาวะหมดไฟ ของคนทำงาน
"Burnout Syndrome" หรือ ภาวะหมดไฟ เป็นภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียด รู้สึกสูญเสียพลังงานทางจิตใจ มองงานที่กำลังทำอยู่ในเชิงลบ ขาดความสุข สนุกในเนื้องาน หมดแรงจูงใจประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง จนอาจรู้สึกเหินห่างจากเพื่อนร่วมงาน หมดเรี่ยวแรงในการทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน
อาการเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มอาการ ยังไม่รุนแรงเท่ากับโรคซึมเศร้า แต่หากปล่อยไว้และอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ สภาพอารมณ์ลักษณะเช่นเดิม อาจส่งผลต่อการทำงาน เช่น ขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง คิดเรื่องลาออก หรือหากปล่อยให้มีอาการต่อเนื่องในระยะยาว อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้
สาเหตุ "BURNOUT SYNDROME" · ภาระงานหนัก และปริมาณงานมาก · งานมีความซับซ้อน ต้องทำในเวลาเร่งรีบ · มีปัญหาการเรียงลำดับความสำคัญของงาน ขาดอำนาจในการตัดสินใจ · ทำงานที่ไม่ถนัด ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียวโดยขาดที่ปรึกษา · รู้สึกไร้ตัวตนในที่ทำงาน หรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม · ไม่ได้รับการตอบแทน หรือรางวัลที่เพียงพอต่อสิ่งที่ทุ่มเทไป · มีปริมาณงานไม่สอดคล้องกับจำนวนบุคลากร · ระบบบริหารในที่ทำงานที่ขัดต่อคุณค่า และจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง แบ่งระยะ ก่อน "Burnout" (Miller & Smith, 1993) 1. ระยะฮันนีมูน (the honeymoon) เป็นช่วงเริ่มงาน คนทำงานมีความตั้งใจ เสียสละเพื่องานเต็มที่ พยายามปรับตัวกับเพื่อนร่วมงาน และองค์กร 2. ระยะรู้สึกตัว (the awakening) เมื่อเวลาผ่านไป คนทำงานเริ่มรู้สึกว่าความคาดหวังของตนอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เริ่มรู้สึกว่างานไม่ตอบสนองกับความต้องการของตนทั้งในแง่การตอบแทน และการเป็นที่ยอมรับ คนทำงานอาจรู้สึกว่าชีวิตดำเนินอย่างผิดพลาด และไม่สามารถจัดการได้ ทำให้เกิดความขับข้องใจ และเหนื่อยล้า 4. ระยะหมดไฟเต็มที่ (full scale of burnout) หากช่วงไฟตกไม่ได้รับการแก้ไข คนทำงานจะเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง มีความรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว สูญเสียความมั่นใจในตนเองไป มีอาการของภาวะหมดไฟเต็มที่ 5. ระยะฟื้นตัว (the phoenix phenomenon) หากคนทำงานได้มีโอกาสผ่อนคลาย และพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะสามารถกลับมาปรับตนเองและความคาดหวังต่องานให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น รวมถึงสามารถปรับแรงบันดาลใจ และเป้าหมายในการทำงานด้วย วิธีรักษา และป้องกัน "Burnout Syndrome" 1. ขอความช่วยเหลือ การพูดคุยระบายความเครียด การปรึกษาหารือคนที่อาจช่วยได้ ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง หรือครอบครัว 2. พบปะสังสรรค์ มีกิจกรรมนอกงานกับเพื่อนร่วมงานบ้าง ทั้งช่วงพัก พักทานอาหารกลางวันและช่วงนอกเวลางาน ในขณะเดียวกันให้ลดการพบปะสังสรรค์พูดคุย กับคนที่ทำให้รู้สึกแย่หรือเป็นลบ 3. การเข้าร่วมกลุ่มที่อาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ชีวิตมีความหมายมากขึ้น เช่น กลุ่มศาสนา กลุ่มทางสังคม จิตอาสาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ได้เพื่อนใหม่ ไปพร้อมๆกับเกิดความปลื้มใจ และช่วยลดความเครียด 4. การปรับเปลี่ยนมุมมองต่องานที่ทำ มองหาคุณค่าในงานที่ทำ พยายามทำให้งานและชีวิตอื่น ๆ มีความสมดุล 5. การผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยลดความเครียดในการทำงาน และได้ความช่วยเหลือ มีโอกาสทำงานได้ผลดีขึ้น และผ่านเวลาที่ยากลำบากในการทำงานได้ง่ายขึ้น 6. หยุดพัก ลาพักร้อน พาตัวออกจากสภาพแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้ดีขึ้น Burnout Syndrome เครียดเกินไป หรือหมดไฟในการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ BurnoutSyndrome ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่า เป็นอาการป่วยที่มีผลมาจากความเครียดเรื้อรังในสถานที่ทำงาน และควรได้รับการดูแลจากแพทย์ก่อนรุนแรงและคุกคามต่อการใช้ชีวิต ดังนั้นการหมั่นสังเกตสัญญาณอาการและรู้เท่าทันโรคจะช่วยให้รับมือได้อย่างถูกวิธี ก่อนจะสายเกินไป อาจส่งผลเป็นโรคทางสมอง บางรายอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าได้ เรื่องนี้ “นพ.อโณทัย สุ่นสวัสดิ์” จิตแพทย์ ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ เล่าว่า ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout Syndromeคือ ภาวะหนึ่งที่เกิดจากการเผชิญกับความเครียดในที่ทำงานเป็นระยะเวลายาวนาน เป็นภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจที่เป็นผลมาจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานและไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จนขาดแรงจูงใจ หดหู่ ไม่มีสมาธิในการทำงาน ลามไปจนประสิทธิภาพในการทำงานลดลง นอกจากนี้ Burnout ยังเป็นภาวะที่ทำให้คนคน นั้น สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าตามมาได้ Burnout แบ่งลักษณะอาการออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1. ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ รู้สึกหมดพลัง 2. มีทัศนคติเชิงลบต่อความสามารถในการทำงานของตนเอง ขาดความเชื่อมั่นในความสำเร็จ 3. ประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง คนไข้จะรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่เหมือนเดิม รู้สึกว่าทำงานได้ไม่ดี ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ความสัมพันธ์ในที่ทำงานเหินห่างหรือเป็นไปทางลบทั้งกับผู้ร่วมงานและลูกค้า ซึ่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัจจัยสุ่มเสี่ยงที่บอกว่ากำลังเข้าสู่ภาวะ Burnout Syndrome ได้เช่นกัน อาการ Burnout เบื้องต้นสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง เช่น หากรู้สึกว่าทำงานมากเกินไปควรหันมาให้เวลากับตัวเองให้มากขึ้น เช่น ออกกำลังกาย ทานอาหารตามเวลา หาเวลาไปท่องเที่ยวพักผ่อน อาจสร้างตารางชีวิตประจำวันใหม่ให้มีความหลากหลายในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น แต่สิ่งที่ยากคือ ความร่วมมือในระดับองค์กร องค์กรต้องตระหนักว่า Burnout เป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งคนทำงานและองค์กร การจัดการภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ ไม่ทำงานหักโหมมากเกินไป ไม่นำปัญหาที่ทำงานสะสมไปที่บ้าน เปิดใจฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ยอมรับในความแตกต่าง รู้จักขอความช่วยเหลือและปฏิเสธอย่างเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ มองหาที่ปรึกษาที่รับฟังและแนะนำได้ หรือปรึกษาแพทย์ ส่วนโรคซึมเศร้า เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งมีองค์ประกอบทางชีววิทยาค่อนข้างมาก การให้ยาเป็นการปรับสมดุล แต่โรคซึมเศร้าจะโจมตีตัวตน ทำให้คนคน นั้นรู้สึกไม่มีแรง ไม่อยากทำงาน รู้สึกไม่เป็นคนเดิม บางครั้ง ความยากไม่ได้อยู่ที่คนไข้แต่อยู่ที่สิ่งรอบข้างคนไข้ด้วย เช่น ญาติพี่น้อง สามี ภรรยา สิ่งแวดล้อม รวมถึงที่ทำงาน เพราะคนเป็นโรคซึมเศร้ามุมมองต่อโลกจะลบในทุกด้านที่ต้องใช้ความเข้าใจค่อนข้างมาก ความยากอีกเรื่องหนึ่งคือการตระหนักรู้ว่าเกิดปัญหาขึ้นแล้ว คนไข้ควรมาโรงพยาบาล มาพบแพทย์ มาค้นหาต้นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถกลับไปทำงานได้ ซึ่งต้องแก้ไปทีละจุด ต้องอาศัยความเข้าใจว่าโรคซึมเศร้าสามารถเป็นได้ แต่ก็รักษาได้เช่นกัน “นพ.อโณทัย สุ่นสวัสดิ์” จิตแพทย์ ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ เล่าต่อว่า คนที่ไม่รู้ว่าจะต้องหันหน้าไปพึ่งใคร ไม่ว่าจะเป็นคนที่กำลังทุกข์ทรมานด้วยโรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) โรควิตกกังวล หรือคนไข้ที่เป็นโรคเรื้อรังบางอย่าง เช่น stroke (หลอดเลือดสมอง) อัมพฤกษ์อัมพาต มะเร็ง โรคปอด ลมชักผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อม พาร์กินสัน เป็นต้น คนไข้เหล่านี้อาจต้องเผชิญกับภาวะเครียดกับโรคที่เป็นอยู่ สิ่งสำคัญคือ กำลังใจในการต่อสู้กับโรคที่เกิดขึ้น ศูนย์จิตรักษ์ มีกิจกรรมบำบัดดูแลและฟื้นฟูสุขภาพจิต (Psychosocial Rehabilitation)อาทิ จิตบำบัดหลากหลายรูปแบบ กิจกรรมจะถูกออกแบบให้ตรงกับความต้องการและความถนัดของแต่ละคน ตัวอย่างการทำกิจกรรมบำบัด อาทิ 2. การเคลื่อนไหวบำบัด Dance & Movement therapy 3. ดนตรีบำบัด Music therapy 4. โยคะบำบัด Yoga therapy 5. ศิลปะบำบัด Art therapy 6. ละครบำบัด Dramatherapy การนำศาสตร์ของละครอาจเป็นบทบาทหรือการเคลื่อนไหวต่างๆ มาทำความเข้าใจกับอารมณ์และความรู้สึก เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ เติมเต็มความสุข และหลายกิจกรรมยังช่วยให้ค้นหาศักยภาพและคุณค่าในตนเอง อย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการอัมพฤกษ์อัมพาต อ่อนแรง ไม่สามารถขยับหรือใช้งานร่างกายได้ดีเหมือนเดิม การทำกายภาพบำบัดและการกินยาเป็นเรื่องสำคัญ แต่การรักษาอาการให้ดีขึ้นในระยะยาว คือทำอย่างไรให้คนไข้อยู่ได้กับตัวตนของเขาในแบบใหม่ การให้ยาอาจช่วยให้อาการทางกายไม่กลับมาเป็นซํ้า แต่การที่คนไข้ไม่สามารถควบคุมแขนขาได้ดีเหมือนเดิม ฉะนั้นการรักษาทางใจควบคู่ไปกับทางกายจึงเป็นเรื่องสำคัญ การนำกิจกรรมเข้ามาบำบัด ทำให้คนไข้สามารถอยู่กับร่างกายตัวเองได้มากขึ้น ควบคุมการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้มากขึ้น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองคนหนึ่งอาจต้องการฟื้นฟูตนเองเพียงขอแค่ตักอาหารรับประทานเองให้ได้เป็นอันดับแรก เป็นต้น หรือคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง โรคอาจยังไม่หายแต่ทำอย่างไรให้คนไข้อยู่กับโรคได้อย่างมีความสุข ไม่เครียด ให้เข้าใจมากขึ้น คนที่เป็นมะเร็งจะมีความเจ็บปวดจากอาการของโรค อารมณ์ไม่ค่อยดีอาการเหล่านี้เป็นความเจ็บที่เรื้อรัง การให้คนไข้ Cooking therapy ได้มาทำกับข้าว อบขนม ได้มีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าไปพะวงกับความเจ็บปวดจากอาการของโรคที่เป็นอยู่ ก็ช่วยให้คนไข้รู้สึกดีขึ้นระหว่างทำกิจกรรม ซึ่งความรู้สึกดีๆ ตรงนั้นมีค่ามาก และคนไข้ก็สามารถหยิบเอาความรู้สึกดีๆ นำกลับไปใช้ต่อที่บ้าน ได้เป็นการเยียวยาสภาพจิตใจได้อีกทางหนึ่ง ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ 24 มีนาคม 2567
3. ระยะไฟตก (brownout) คนที่งานรู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง และหงุดหงิดง่ายขึ้นอย่างชัดเจน อาจมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อหนีความขับข้องใจ เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ดื่มสุรา ส่งผลให้ความสามารถในการทำงานเริ่มลดลง อาจเริ่มมีการแยกตัวจากเพื่อนร่วมงาน มีการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรของตนเอง
1. อาหารบำบัด Cooking therapy เป็นการใช้ทักษะ สมาธิในแต่ละขั้นตอน ให้คนไข้อยู่กับตัวเอง และจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า