สมาชิกเข้าสู่ระบบ

บูรณาการในระบบราชการไทย ; กระจายหรือรวมศูนย์อำนาจ

การบริหารที่เกี่ยวกับเรื่องบูรณาการ รัฐบาลในขณะนั้นนอกจากจะไม่แก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับคือ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ทั้งนี้ เพื่อที่จะกระจายอำนาจการบริหารราชการจากส่วนกลางไปให้กับจังหวัด เพื่อให้จังหวัดมีเอกภาพในการบริหารจัดการในระดับจังหวัดมากขึ้นแล้ว รัฐบาลในเวลานั้นยังทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่รัฐบาลแถลงการณ์ไว้ก่อนหน้านั้นด้วย กล่าวคือ ในปี พ.ศ.2545 รัฐบาลได้ดำเนินการปฏิรูประบบราชการขึ้น ซึ่งในการปฏิรูประบบราชการครั้งนั้น รัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการปฏิรูประบบราชการไว้อย่างสวยหรูว่า "เพื่อการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น กระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น กระจายอำนาจการตัดสินใจ การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน" แต่ผลของการปฏิรูประบบราชการที่ออกมาในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2545 กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ "ไม่ได้มีการลดภารกิจหรือมีการยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น ไม่มีการกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น รวมทั้งไม่มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจ การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน ไปให้กับราชการบริหารส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นแต่อย่างใด" เพราะผลของการปฏิรูประบบราชการในครั้งนั้น ทำให้เกิด "การรวมศูนย์อำนาจการบริหารราชการ" ไปไว้ที่หน่วยราชการบริหารส่วนกลางในระดับกระทรวงและกรมต่างๆมากขึ้น รวมทั้งทำให้เกิดหน่วยงานระดับ "กระทรวงและกรม" เพิ่มขึ้นด้วย จากเดิมมี 14 กระทรวง 140 กรม เพิ่มขึ้นเป็น 20 กระทรวง 168 กรม นี่ไม่เรียกว่า "การรวมศูนย์อำนาจ" เพิ่มขึ้นแล้ว จะให้เรียกว่าอะไร?

          การ "รวมศูนย์อำนาจการบริหารราชการ" มาไว้ที่ราชการบริหารส่วนกลางมากขึ้นในเวลานั้นเห็นได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น
           1.กระทรวงศึกษาธิการ ก่อนการปฏิรูประบบราชการกระทรวงฯแบ่งการบริหารราชการส่วนกลางออกเป็น 14 กรม" เรียกกันในตอนนั้นว่า "14 องค์ชาย" มีปลัดกระทรวงฯคอยควบคุม กำกับ ดูแล แต่หลังการปฏิรูประบบราชการมีการยุบรวมกรมทั้ง 14 กรม จัดตั้งเป็นหน่วยงานระดับสำนักขึ้น 5 แท่ง ทั้ง 5 แท่งมีผู้บริหารสูงสุดเป็นข้าราชการระดับ 11 เท่ากันหมด ถึงตอนนี้ก็ใหญ่เท่าๆกันไม่มีใครฟังใคร
           ในส่วนของราชการบริหารส่วนภูมิภาค ในระดับจังหวัดเดิมมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด และสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับ ดูแล แต่หลังการปฏิรูประบบราชการ หน่วยงานระดับจังหวัดดังกล่าวถูกยกเลิกไปทั้งหมด เปลี่ยนไปเป็น "สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา" จำนวน 175 เขต (จังหวัดหนึ่งมี 1-5 เขต แต่ละเขตมี "ผู้อำนวยการสำนักงาน" เป็นหัวหน้าบังคับบัญชาข้าราชการเท่าเทียมกัน ทุกเขตขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ) ตัดอำนาจการกำกับ ดูแลหน่วยงานด้านการศึกษาในระดับจังหวัดของผู้ว่าราชการจังหวัดทิ้งไปโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่า ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการในตอนนั้นคงจะคิดว่า งานด้านการบริหารจัดการศึกษาเป็นงานเฉพาะของคนในกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ไม่มีใครมีความรู้และเชี่ยวชาญงานด้านการศึกษาเท่ากับคนในกระทรวงฯ
           2.กระทรวงการคลัง ก่อนการปฏิรูประบบราชการ กระทรวงการคลังมีหน่วยงานราชการบริหารในระดับจังหวัด เช่น สำนักงานคลังจังหวัด สำนักงานสรรพากรจังหวัด สำนักงานราชพัสดุจังหวัด สำนักงานสรรพสามิตจังหวัดเป็น "หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค" ขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด แต่หลังการปฏิรูประบบราชการมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานดังกล่าว เป็น "หน่วยราชการบริหารส่วนกลาง" เช่น สำนักงานสรรพากรพื้นที่ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ ขึ้นตรงกับอธิบดีเจ้าสังกัดโดยตรง ไม่ได้ขึ้นการบังคับบัญชาต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอีกต่อไปแล้ว
           3.กรมป่าไม้ เดิมเป็นหน่วยงานขึ้นกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในระดับจังหวัดมี "สำนักงานป่าไม้จังหวัด" เป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อมีปัญหาเรื่องการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ขึ้นในจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็สามารถสั่งให้ป่าไม้จังหวัดออกไปป้องกันและปราบปรามได้ แต่หลังการปฏิรูประบบราชการ "กรมป่าไม้" ถูกผ่าออกเป็น 3 กรม คือ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เดิมมี "อธิบดี" คนเดียวสามารถบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ทั้งประเทศได้อย่างมีเอกภาพ แต่พอถูกแบ่งออกเป็น 3 กรม มีอธิบดีเพิ่มขึ้นมาอีก 2 คน งานบริหารทรัพยากรป่าไม้ทั้งประเทศซึ่งเคยมีเอกภาพในการบริหารจัดการก็ถูกแบ่งแยกออกไป ทำให้เกิดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนและไม่มีเอกภาพขึ้น
           เมื่อ "กรมป่าไม้" เดิมถูกผ่าออกไปเป็น 3 กรม ทำให้ "กรม" มีขนาดเล็กลง จึงไม่มีบุคคลากรเพียงพอที่จะแบ่งส่วนราชการเป็น "หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค" อีกต่อไป สำนักงานป่าไม้จังหวัดทุกจังหวัดจึงถูกยุบเลิกไป " กรม" แต่ละกรมฯจึงเปลี่ยนไปจัดตั้งหน่วยงานบริหารราชการในส่วนภูมิภาคเป็นหน่วยงานระดับ "สำนัก" ขึ้นตรงกับกรมต้นสังกัด (ไม่ได้ขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัดอีกแล้ว) ได้แก่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1-16 สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1-13 สังกัดกรมป่าไม้ และสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ี 1-7 สังกัดกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
           นี่คือตัวอย่างของผลการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.2545 ที่ทำให้เกิด "การรวมศูนย์อำนาจการบริหารราชการ" มาไว้ที่หน่วยราชการส่วนกลางเพิ่มขึ้น สวนทางกับกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลกระจายอำนาจไปให้ภูมิภาคและท้องถิ่นต่างๆ
           ผลการปฏิรูประบบราชการในครั้งนั้น มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษาได้เผยแพร่ข้อเท็จจริงเรื่อง "10 ปีในระบบราชการไทย" (ข่าว ThaiPublica -12 มีนาคม 2559) ไว้ว่า
           1.จำนวนกำลังคนภาครัฐ(ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการและพนักงานจ้าง) เพิ่มขึ้นเกือบ 50% อยู่ที่ประมาณ 2.2 ล้านคน
           2.ข้าราชการตั้งแต่ซี 9 ขึ้นไปเพิ่มขึ้น 2 เท่า
           3.งบบุคคลากรภาครัฐเพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็นเงินร่วม 1.1 ล้านล้านบาท/ปี
           4.ด้านประสิทธิภาพของรัฐบาลกลับลดลงกว่าเมื่อ 10 ปีที่ีแล้ว จากผลการศึกษาวิจัยของธนาคารโลก พบว่า ความมีประสิทธิภาพของรัฐบาลไทยอยู่อันดับ 74 จาก 196 ประเทศ ตกลงจากอันดับ 65 เมื่อ 10 ปีก่อน
           เมื่อผลการปฏิรูประบบราชการทำให้เกิดการ "รวมศูนย์อำนาจการบริหารราชการ" มาไว้ที่ราชการบริหารส่วนกลางมากขึ้น การบูรณาการทำงานในพื้นที่จังหวัดต่างๆก็ยากยิ่งขึ้น นี่คงจะเป็นที่ีมาของคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ี สพฐ.11/2564 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2564

ทำไมระบบราชการจึงต้องมีการบูรณาการ ?

          อาจมีบางคนตั้งคำถามว่า "ทำไมระบบราชการจึงต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน?" ในเมื่อหน่วยงานราชการทุกหน่วยไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น ต่างก็ได้รับมอบหมายภารกิจและหน้าที่เฉพาะของตนเอง โดยมีระเบียบ กฎหมายและงบประมาณรองรับการทำงานของแต่ละหน่วยงาน ตามภารกิจและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอยู่แล้ว
          ก่อนที่จะตอบคำถามดังกล่าว ผมอยากให้ย้อนไปคิดดูว่า ทำไม "รัฐ" ทุกรัฐในโลกจะต้องจัดให้มี "ระบบราชการ" ขึ้น เพื่อให้หน่วยงานราชการต่างๆมีหน้าที่จัดทำ "บริการสาธารณะ" เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เพื่อความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ ตัวอย่างเช่น
          - การจัดให้มีระบบการรักษาความมั่นคงของชาติ (กระทรวงกลาโหม สภาความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ) เพื่อที่จะทำให้ประเทศมั่นคง ประชาชนปลอดภัย
          - การจัดให้มีระบบการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (ตำรวจ อัยการ ศาล กระทรวงยุติธรรม มหาดไทย) เพื่อที่จะทำให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมและอยู่อย่างสงบสุข
          - การจัดการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ฯลฯ ) เพื่อที่จะทำให้ประชาชนมีความรู้ มีคุณภาพ มีงานทำ มีรายได้ มีชีวิตครอบครัวที่ีดี และเพื่อให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า
          - การแพทย์และสาธารณสุข (กระทรวงสาธารณสุข) เพื่อที่จะทำให้ประชาชนปลอดโรค ปลอดภัยและสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง ประเทศชาติมั่นคง
          - การเกษตรและการชลประทาน (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เพื่อที่ีจะทำให้ประชาชนมีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ ประเทศชาติอุดมสมบูรณ์
          ตัวอย่างของบริการสาธารณะที่ "รัฐ" จัดให้มีขึ้นและมอบหมายให้ส่วนราชการต่างๆไปจัดทำดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า "ระบบราชการ" ในทุกประเทศนั้น มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ
          1.เพื่อความผาสุกของประชาชน
          2.เพื่อความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
          เมื่อ "ระบบราชการ" มีขึ้นเพื่อทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติ "งานราชการ" จึงเป็นงานที่ต้องทำร่วมกันหลายหน่วยงาน และต้อง "ทำอย่างต่อเนื่องและส่งต่อกันเป็นทอดๆ" หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น "งานที่ไม่มีที่ีสิ้นสุด (Endless Job) หน่วยงานราชการหนึ่งๆจึงไม่สามารถทำงานราชการเพียงลำพังหน่วยงานเดียวแล้วจบสิ้นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น งานด้านการจัดการศึกษา
          - ระดับอนุบาล-ประถมศึกษา จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็ก เสร็จแล้วต้องส่งต่อ
          - ระดับมัธยมศึกษา จัดขึ้นเพื่อให้เด็กมีความรู้พื้นฐาน เสร็จแล้วต้องส่งต่อ
          - ระดับอาชีวศึกษา จัดขึ้นเพื่อให้เด็กมีความรู้ออกไปทำงาน เสร็จแล้วต้องส่งต่อให้ภาครัฐหรือเอกชนเพื่อการมีงานทำ หรืออาจส่งต่อไปสู่ระดับการศึกษาที่ีสูงขึ้น
          - ระดับมหาวิทยาลัย จัดขึ้นเพื่อให้เด็กมีความรู้ มีทักษะและมีความพร้อมที่จะทำงาน เสร็จแล้วก็ส่งต่อไปสู่ภาคส่วนที่ต้องการใช้แรงงาน

          คงจะเห็นได้แล้วว่า "งานราชการ" นั้น เป็นงานที่ไม่มีที่สิ้นสุด (Endless Job) ต้องทำร่วมกันหลายฝ่าย ต้องมีความต่อเนื่องและส่งต่อกันเป็นทอดๆ ดังนั้น หน่วยงานราชการแต่ละกระทรวง กรม กอง จังหวัด ฯลฯ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนและบูรณาการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างหน่วยงานต่างทำโดยไม่เกี่ยวข้องกัน ในระดับประเทศจะมีหน่วยงานหนึ่งทำหน้าที่เป็นมันสมองในการวางแผนการพัฒนาประเทศ เพื่อทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าและประชาชนอยู่ดีมีสุข คือ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน่วยราชการทุกหน่วยทั้งหน่วยราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ร่วมกันที่ีจะต้องรับช่วงต่อไป เพื่อทำให้แผนพัฒนาประเทศบรรลุเป้าหมาย
          เมื่อโลกก้าวเข้าสู่สังคมดิจิตอล รัฐบาลปัจจุบันจึงได้กำหนด "วิสัยทัศน์" ในการยกระดับการพัฒนา "ระบบการบริหารงานภาครัฐ" ไปสู่การเป็น "รัฐบาลดิจิตอล" ที่ีมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในการบริหารราชการและการบริการประชาชน ซึ่งประกอบด้วย


          1.Government Integration
              - ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูล
              - การบริการประชาชนด้วยระบบเทคโนโลยี
           2.Driven Transformation
               - การปรับเปลี่ยนองค์กร/ขั้นตอนการทำงาน กฎระเบียบ เทคโนโลยี
           3.Smart Operations
               - การนำเทคโนโลยีดิจิตอลมาสนับสนุนการทำงาน
               - การเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงาน
               - การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่(Big Data)
           4.Citizen - centric Services
               - ยกระดับงานบริหารภาครัฐ
               - ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน
               - บนความปลอดภัยในชีวิต/ทรัพย์สิน/ข้อมูล
           เห็นได้ชัดว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งการเกิดขึ้นของ Digital disrupt, Covid-19 ฯลฯ หน่วยงานราชการไทยคงจะต่างคนต่างทำเหมือนเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว

           สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             26 มกราคม 2564

สรุปสาระสำคัญ 

บทความนี้วิพากษ์การปฏิรูประบบราชการไทยปี พ.ศ.2545 ว่าแม้รัฐบาลประกาศเป้าหมายเพื่อ “ลดขั้นตอน กระจายอำนาจ และเพิ่มประสิทธิภาพ” แต่ผลจริงกลับเป็นการ “รวมศูนย์อำนาจ” ไว้ที่ส่วนกลางมากขึ้น มีการเพิ่มจำนวนกระทรวงและกรม ทำให้โครงสร้างราชการใหญ่ขึ้นและซับซ้อนขึ้น แทนที่จะกระจายอำนาจไปยังจังหวัดและท้องถิ่น

ตัวอย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการยุบโครงสร้างระดับจังหวัดและให้เขตพื้นที่การศึกษาขึ้นตรงส่วนกลาง ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีบทบาทลดลง กระทรวงการคลังและกรมป่าไม้ก็ปรับโครงสร้างให้หน่วยงานพื้นที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ส่งผลให้เกิดปัญหาความซ้ำซ้อน ขาดเอกภาพ และการประสานงานในพื้นที่ยากขึ้น

ผลลัพธ์โดยรวมคือ จำนวนบุคลากรและงบประมาณภาครัฐเพิ่มขึ้น แต่ประสิทธิภาพการบริหารกลับลดลงเมื่อเทียบกับอดีต ทำให้การบูรณาการงานระหว่างหน่วยงานยากขึ้น ทั้งที่ภารกิจของรัฐเป็น “งานต่อเนื่อง (Endless Job)” ที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกระดับ

บทความจึงชี้ว่า การบริหารภาครัฐยุคใหม่จำเป็นต้องบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูล การทำงาน และเทคโนโลยี โดยมุ่งสู่ “รัฐบาลดิจิทัล” ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อแก้ปัญหาความแยกส่วนของระบบราชการเดิม

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาระสำคัญของการปฏิรูประบบราชการปี 2545 ตามบทความคือข้อใด
ก. การลดจำนวนกระทรวงลงอย่างต่อเนื่อง
ข. การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ค. การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางมากขึ้น
ง. การยุบระบบราชการส่วนภูมิภาคทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าผลจริงคือเพิ่มอำนาจส่วนกลาง ไม่ได้กระจายอำนาจ

 

ข้อ 2

เหตุใดการปฏิรูปจึงถูกมองว่าไม่บรรลุเป้าหมาย
ก. งบประมาณลดลงมากเกินไป
ข. มีการยุบหน่วยงานมากเกินไป
ค. โครงสร้างซับซ้อนและรวมศูนย์มากขึ้น
ง. ไม่มีการใช้เทคโนโลยี

เฉลย: ค
เหตุผล: โครงสร้างเพิ่มความรวมศูนย์ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง

 

ข้อ 3

ผลกระทบสำคัญต่อการบริหารในระดับจังหวัดคืออะไร
ก. จังหวัดมีอำนาจมากขึ้น
ข. ผู้ว่าราชการมีบทบาทเพิ่มขึ้น
ค. การสั่งการจากส่วนกลางลดลง
ง. อำนาจจังหวัดถูกลดบทบาทลง

เฉลย: ง
เหตุผล: หลายหน่วยงานย้ายขึ้นตรงส่วนกลาง ลดอำนาจจังหวัด

 

ข้อ 4

แนวคิด “Endless Job” หมายถึงข้อใด
ก. งานที่ทำครั้งเดียวจบ
ข. งานที่ต้องทำต่อเนื่องและส่งต่อกัน
ค. งานที่ทำโดยหน่วยงานเดียว
ง. งานที่ไม่มีความสำคัญ

เฉลย: ข
เหตุผล: งานราชการต้องต่อเนื่องและหลายหน่วยร่วมกัน

 

ข้อ 5

เหตุใดจึงต้องมีการบูรณาการในระบบราชการ
ก. เพื่อเพิ่มจำนวนหน่วยงาน
ข. เพราะแต่ละหน่วยงานทำงานแยกกันไม่ได้
ค. เพื่อเพิ่มงบประมาณ
ง. เพื่อให้แข่งขันกันทำงาน

เฉลย: ข
เหตุผล: งานรัฐต้องเชื่อมโยงหลายหน่วย ไม่สามารถทำเดี่ยวได้

 

ข้อ 6

ปัญหาสำคัญจากการแยกกรมป่าไม้เป็น 3 กรมคืออะไร
ก. ลดงบประมาณ
ข. ขาดบุคลากร
ค. ขาดเอกภาพและเกิดงานซ้ำซ้อน
ง. เพิ่มประสิทธิภาพทันที

เฉลย: ค
เหตุผล: การแบ่งกรมทำให้การทำงานกระจัดกระจาย

 

ข้อ 7

ข้อใดเป็นแนวโน้มการพัฒนาระบบราชการยุคใหม่
ก. ลดการใช้เทคโนโลยี
ข. เพิ่มการรวมศูนย์มากขึ้น
ค. มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล
ง. ลดการบริการประชาชน

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเสนอ Digital Government เป็นแนวทางอนาคต

 

ข้อ 8

Government Integration หมายถึงข้อใด
ก. การแยกฐานข้อมูลหน่วยงาน
ข. การเชื่อมโยงข้อมูลและบริการ
ค. การเพิ่มกระทรวงใหม่
ง. การลดบทบาทเทคโนโลยี

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการประชาชน

 

ข้อ 9

เหตุใดประสิทธิภาพรัฐบาลไทยจึงลดลงตามบทความ
ก. จำนวนประชากรลดลง
ข. ระบบราชการขาดงบประมาณ
ค. โครงสร้างซับซ้อนและรวมศูนย์
ง. ไม่มีแผนพัฒนา

เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบใหญ่ขึ้นแต่ไม่คล่องตัว ส่งผลต่อประสิทธิภาพ

 

ข้อ 10

แนวคิด Citizen-centric Services เน้นอะไร
ก. หน่วยงานเป็นศูนย์กลาง
ข. เทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง
ค. ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ง. งบประมาณเป็นศูนย์กลาง

เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งตอบสนองความต้องการประชาชนเป็นหลัก

ความเห็นของผู้ชม