
บทความโดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ
โรคความจำเสื่อมและสมองเสื่อมนั้นเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุทั่วโลก
การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาช่วงปลายปีนี้ส่อแวววุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นความพร้อมของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่อายุเกินกว่า 80 ปีและเริ่มมีสัญญาณของการเป็นโรคสมองเสื่อมให้เห็นบ้างแล้ว
ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งไม่ใช่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้นำโลกเสรีในยุคปัจจุบัน แต่ทั้งโรคความจำเสื่อมและสมองเสื่อมนั้นเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุทั่วโลก ไม่จำกัดว่าอยู่ในประเทศไหน เพราะแนวโน้มอัตราส่วนประชากรสูงวัยก็เพิ่มขึ้นในทุกประเทศทั้งนั้น
คนทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว และผู้สูงวัยในหลายประเทศรวมถึงบ้านเราก็เริ่มตระหนักในปัญหานี้จนถึงกับหากิจกรรมต่างๆ ให้กับเหล่าผู้สูงวัยที่เกษียณอายุจากงานประจำมาแล้วให้ได้ฝึกสมองกันอย่างเป็นประจำและสม่ำเสมอ หลายๆ คนก็เชื่อว่าตั้งวงเล่นไพ่กับเพื่อน ๆ ทุกวันก็น่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการสมองเสื่อมได้แล้ว แต่นั่นจะได้ผลจริงหรือ ?
ก่อนอื่นก็คงต้องเข้าใจกระบวนการทำงานของร่างกายของเราเสียก่อน ซึ่งระบบการทำงานอันมหัศจรรย์ของเรานั้นเรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพสูงอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะความต้องการพลังงานในแต่ละวันของเรานั้นจะกระตุ้นให้เราต้องหาอาหารมารับประทานให้เหมาะสม
มนุษย์ในยุคโบราณจึงต้องเคลื่อนไหวเพื่อหาอาหารให้ตัวเองได้บริโภคด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งล่าสัตว์ เพาะปลูก ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องใช้กล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ อย่างหนัก แต่ในปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นแล้ว กล้ามเนื้อต่าง ๆ จึงถูกใช้งานน้อยลง เพราะร่างการต้องรักษาสมดุลการใช้พลังงาน จนเราต้องหาวิธี ออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ เพื่อชดเชย
ซึ่งไม่ใช่เพียงกล้ามเนื้อ แต่กระดูก ข้อต่อต่าง ๆ หัวใจ ฯลฯ ของเราก็ล้วนมีประสิทธิภาพลดลง เมื่อไม่มีการใช้งาน และหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปนาน ๆ ก็จะนำมาสู่ภาวะถดถอยของร่างกาย ดังนั้นการตรวจร่างกายประจำปีจึงเป็นกิจกรรมสำคัญที่ทำให้เรารู้ว่ามีส่วนใดในร่างกายเราบ้าง ที่เริ่มส่งสัญญาณของการเสื่อมถอย
และการเสื่อมถอยดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะกล้ามเนื้อ กระดูก หรือหัวใจ แต่เกิดขึ้นกับทุกส่วน โดยเฉพาะสมองที่ต้องการการกระตุ้นให้เกิดการใช้งานอยู่เสมอ ซึ่งการคิด การแก้ปัญหาต่าง ๆ ล้วนกระตุ้นให้เซลล์สมองทำงานประสานกัน เป็นการใช้สมองให้ทำงานเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย
สิ่งที่ต้องคิดต่อมา คือ กิจกรรมแบบใดที่ทำให้สมองทำงานได้อย่างจริงๆ จังๆ การล้อมวงเล่นไพ่เป็นประจำจะช่วยได้จริงไหมประเด็นนี้ก็ต้องมาวิเคราะห์กันต่อว่าการเล่นไพ่นั้นเราใช้การคิดหรือการคำนวณ อย่างจริงจัง หรือเป็นเพียงการเล่นไปตามความเคยชินไปวัน ๆ
เพราะกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่เราทำจนเป็นปกติธรรมดา หรือทำจนเป็นชีวิตประจำวันแล้ว เราจะแทบไม่ต้องใช้สมองคิดแต่อย่างใด เช่นการขับรถไปทำงาน เมื่อเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ๆ เราอาจต้องวางแผนการเดินทางมากมาย ต้องหาเส้นทางที่เหมาะสม หรือใช้กูเกิ้ลช่วยดูเส้นทางที่รถติดน้อยที่สุด ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการใช้สมองวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการหาเส้นทางต่าง ๆ อย่างหนักหน่วง
แต่เมื่อเราขับในเส้นทางนั้นเป็นประจำจนเคยชินแล้ว เราจะแทบไม่ต้องใช้สมองคิดเหมือนแต่ก่อน เพราะเราจะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา กลับรถ ฯลฯ ไปตามถนนได้โดยอัตโนมัติด้วยความเคยชินที่ขับติดต่อกันมานานหลายเดือนหรือหลายปี
นั่นหมายความว่า อัตราการใช้สมองของเราในการขับรถไปทำงาน-กลับบ้านในช่วงแรก ๆ กับช่วงหลังที่คุ้นเคยกับเส้นทางแล้วนั้นแตกต่างกันมาก และผมเชื่อว่าการเล่นไพ่ก็อาจมีลักษณะคล้ายคลึงกัน นั่นคือเมื่อไรก็ตามที่เราเล่นมานานจนคุ้นเคยแล้วเราก็แทบจะไม่ต้องใช้ความคิดกับมันมากนัก แต่เป็นการเล่นแบบอัตโนมัติ เพราะร่างกายเราลดการประมวลผลเพื่อประหยัดพลังงานให้ได้มากที่สุด
การเล่นไพ่จึงอาจไม่ตอบโจทย์อะไรมากนัก ยกเว้นว่าจะเปลี่ยนรูปแบบของไพ่ หรือเสริมด้วยกิจกรรมใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ซึ่งยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากที่ช่วยให้สมองได้ทำงานอยู่เสมอและลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคสมองเสื่อมในอนาคต
แต่ละคนย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันและอาจมีบางแง่มุมที่เป็นประโยชน์กับเราได้ การอยากได้ความสะดวกสบายในชีวิตก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายให้สำเร็จ
ความสะดวกสบายของวิถีชีวิตมนุษย์สมัยใหม่ทำให้กิจวัตรหลายๆ อย่างที่เราควรทำเป็นปกติเช่น การใช้กำลังร่างกายให้เหมาะสมผิดเพี้ยนไป เพราะเราไม่จำเป็นต้องออกไปล่าสัตว์เพื่อจับมาเป็นอาหารเหมือนที่บรรพบุรุษเราเคยทำเมื่อกว่าหลายพัน หายหมื่นปี ที่แล้ว
ผนวกกับอาหารขยะที่เกิดขึ้นมากมายแถมกลายเป็นอาหารหลักเพราะหาซื้อได้ง่าย ผลที่เกิดขึ้นคือภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ในประชากรรุ่นใหม่ เพราะขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม ก่อให้เกิดโรคภัยตามมามากมาย
เช่นเดียวการการใช้สมองของคนยุคโบราณที่ต้องคิดตลอดเวลาว่าจะไปหาอาหารจากที่ไหน แหล่งน้ำสะอาดอยู่ตรงไหน และจะมีสัตว์ร้ายตัวไหนแอบซุ่มอยู่นะหว่างที่เขาออกไปหาอาหารหรือไม่ เมื่อต้องใช้สมองประมวลผลเรื่องราวต่างๆ มากมายเหล่านี้ก็ลดโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมและสมองเสื่อมลงได้มาก
ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่เอื้อให้มนุษย์มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่พฤติกรรมของเรากลับสวนทาง ด้วยการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ช่วยคิดหรือช่วยจัดการแม้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนน่ากังวลว่าในอนาคตเมื่อเราใช้สมองน้อยลงมากแบบนี้จะเพิ่มโอกาสเป็นโรคความจำเสื่อมและสมองเสื่อมมากขนาดไหนในอนาคต
กลุ่มผู้สูงอายุที่อาจเกษียณจากงานประจำแล้วจึงจำเป็นต้องมีกิจกรรมที่กระตุ้นให้ใช้ความคิดอยู่เสมอ โดยผมขอแนะนำแนวทางหลักสัก 2 ข้อ
แต่อาจเป็นเรื่องเบาๆ ที่เราไม่มีโอกาสได้ทำในอดีตเช่นการวาดภาพ การเรียนดนตรีทั้งกีตาร์ เปียโน กลอง ฯลฯ หรือการทำอาหาร ขนม การปลูกต้นไม้ ดอกไม้นานาชนิด หรือจะเรียนการจัดดอกไม้สวยงามฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน ยิ่งแปลกใหม่ ยิ่งยาก ยิ่งไม่คุ้นเคย ยิ่งกระตุ้นให้สมองต้องทำงานหนัก
ความคิดที่ว่าชีวิตหลังเกษียณต้องเน้นความสบายและความปลอดภัยนั้นไม่เหมาะสมกับยุคสมัยนี้แล้ว เพราะยิ่งเกษียณยิ่งต้องหาโอกาสออกไปแสวงหาความแปลกใหม่ในสถานที่ต่างๆ จะเป็นต่างจังหวัดก็ได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ใหม่ๆ ของคนในท้องถิ่น
หรือจะข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านก็ได้เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งทุกที่ที่เราได้ไปจะได้พบประสบการณ์ที่แตกต่างจากตอนที่ยังไม่เกษียณอายุแน่นอน และประสบการณ์ที่แตกต่างก็จะมีพร้อมมิตรสหายร่วมทางใหม่ๆ ที่จะช่วยทำให้เราเห็นโลกในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน
การคิดแบบนี้เป็นการปิดกั้นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ความคิดในมุมมองที่แตกต่างจากผู้คนรอบข้าง เพราะไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ทำงานอะไร มีประสบการณ์แค่ไหน ฯลฯ แต่ละคนย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันและอาจมีบางแง่มุมที่เป็นประโยชน์กับเราได้
ที่สำคัญการจำกัดวงพูดคุยเฉพาะญาติหรือเพื่อนสนิทแต่เพียงอย่างเดียวก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่อาจงอกเงยเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้อีกแล้ว บางคนเริ่มป่วย บางคนก็ล้มหายตายจากไปทำให้มีคนพูดคุยกับเราน้อยลงไปเรื่อยๆ
การเปิดรับเพื่อนใหม่โดยไม่เกี่ยงว่าเขาเป็นใครจึงเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะช่วงแรกที่ปรับตัวเข้าหากัน ต่างฝ่ายต่างก็ต้องเรียนรู้ว่าใครชอบอะไรไม่ชอบอะไร เป็นการใช้ความคิดที่กระตุ้นการใช้สมองได้เป็นอย่างดี
ทั้งหมดนี้อาจทำให้เราไม่ได้อยู่ในภาวะที่สบายมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการออกเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ หรือต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่มีนิสัยใจคอแตกต่างกัน แต่ความไม่สบายแบบนี้จะกระตุ้นให้สมองทำงานอย่างเต็มที่ ลดโอกาสที่เราจะเป็นโรคสมองเสื่อมได้ในอนาคต
การแสวงหาความเจริญนั้นต้องผ่านความยากลำบากมาก่อน เช่นเดียวกับการอยากได้ความสะดวกสบายในชีวิตก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายเหล่านี้ให้ได้สำเร็จ
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 27 ก.พ. 2567
โครงการทุนการศึกษาของมูลนิธิเอเอฟเอส หรือโครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม ทีเริ่มแรกกำเนิดในประเทศไทยเมื่อพ.ศ.2505 หรือ 62ปีที่แล้ว ต่อมาพ.ศ.2513 ได้เปลี่ยนเอเอฟเอสประเทศไทยเปลี่ยนเป็น “องค์การนานาชาติ” (AFS International Organization) ให้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศอื่น ๆ ด้วย อาทิ โครงการแลกเปลี่ยนกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ละติน-อเมริกา ยุโรป และอีกหลายประเทศ ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ จากนั้นเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “AFS International Intercultural Programs
จุดแข็งของโครงการเอเอสเอฟ ยังคงเป็นเรื่องที่นักศึกษาแลกเปลี่ยนจะได้รับประสบการณ์อันมีค่ายิ่งในชีวิต จากการได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนประเทศต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการใหญ่ เอเอฟเอส ประเทศไทย จึงได้ออกบทความที่จะชี้ให้เห็นว่าโลกปัจจุบันนั้นไร้ขอบเขต และมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความฉลาดทางสติปัญญาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอการดำรงอยู่ แต่ต้องมีความฉลาดทางอารมณ์และ”การรู้เขารู้เราทางวัฒนธรรม “มาช่วยขับเคลื่อนยืนหยัดด้ว
เนื้อหาบทความมีดังนี้ ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกต่างมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และความคิด ทำอย่างไรที่เราสามารถใช้ชีวิตภายใต้ความหลากหลายเหล่านี้ได้อย่างมีความสุข สามารถติดต่อและทำงานร่วมกันได้อย่างมืออาชีพ การสื่อสารถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งและหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงความแตกต่างหลากหลายเข้าด้วยกัน แต่ไม่ว่าจะสื่อสารภาษาเดียวกันหรือต่างกัน ก็จะมีอุปสรรคบางอย่างที่เข้ามาทำให้มีปัญหาในการทำงานร่วมกัน เกิดความไม่เข้าใจระหว่างกัน และนำมาสู่ความขัดแย้งหรือพลาดโอกาสสำคัญ ความฉลาดทางวัฒนธรรมจึงเป็นทักษะหนึ่งให้เราใช้ชีวิตบนโลกใบนี้อย่างมีความสุข
หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับคำว่าความฉลาดทางปัญญา (Intelligence Quotient: IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient: EQ) กันมาแล้ว เนื่องจากเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต แต่นอกจาก IQ และ EQ แล้ว อีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมที่ผู้คนต่างวัฒนธรรมสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างง่ายดาย นั่นคือก็ ความฉลาดทางวัฒนธรรม (Cultural Quotient: CQ)
ในสังคมการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาทางธุรกิจ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ หรือการติดต่อกับลูกค้า เราต้องพบปะผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างความคิด ต่างวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งต่างเชื้อชาติ ดังนั้นทักษะความฉลาดทางวัฒนธรรมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงาน โดยนิตรสาร Forbes ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของความฉลาดทางวัฒนธรรมในสังคมการทำงานว่าทักษะนี้จะมีส่วนช่วยพัฒนาให้เราสามารถสื่อสารและร่วมงานกับผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เรามีศักยภาพในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ อันเนื่องมาจากความสามารถในการบูรณาการข้อมูลและมุมมองที่หลากหลายได้นั่นเอง
ดังนั้น เราจึงสามารถเริ่มต้นพัฒนาทักษะความฉลาดทางวัฒนธรรมด้วยตัวเองได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากการเปิดใจ ใฝ่เรียนรู้ และปรับตัว
เปิดใจ ยอมรับในความหลากหลายของผู้คนที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ค่านิยม ความคิด ตลอดจนลักษณะการสื่อสารและการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ต่างกันไปตามแต่ละบริบททางสังคมและวัฒนธรรม เช่น เมื่อต้องปฏิสัมพันธ์กับความที่มีความแตกต่างให้เริ่มเปิดใจที่จะทำความเข้าใจ รับฟัง ไม่ปิดกั้นหรือสร้างกำแพงที่จะเป็นอุปสรรคให้เข้าถึงความเข้าใจในความแตกต่างได้
ใฝ่เรียนรู้ ทำความเข้าใจลักษณะการสื่อสาร การแสดงออก นิสัย รวมถึงสไตล์การทำงานของแต่ละวัฒนธรรม ผ่านการสังเกต ตั้งคำถาม และหาคำตอบจากผู้ใกล้ชิดหรือมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมนั้นๆ ก็ยิ่งช่วยทำให้เข้าใจรูปแบบการแสดงออกของผู้คนจากวัฒนธรรมนั้นๆ ได้มากขึ้น เช่น เมื่อเจอคนที่นิสัยแตกต่างจากเรา ควรจะแสวงหาความรู้เพื่อเข้าใจพฤติกรรมที่แตกต่างจากเรา ตั้งคำถามว่าวัฒนธรรมหรือสังคมที่เขาอยู่ส่งผลต่อพฤติกรรมหรือนิสัยของเขาหรือไม่ อย่างน้อยจะทำให้เรามีความรู้และความเข้าใจในความแตกต่างได้
ปรับตัว ทั้งความคิด การสื่อสาร การแสดงออกให้เหมาะสมและสอดคล้องกับวัฒนธรรมนั้นๆ เพื่อให้การประสานงานและการติดต่อสื่อสารเป็นไปได้อย่างราบรื่น เราไม่สามารถเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้เสมอไป ความสามารถในการปรับตัวจึงเป็นทักษะสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหลากหลายได้ แต่ละสังคมต่างก็มีบริบทที่แตกต่างกันไป อยู่บ้านเราอาจจะทำอะไรก็ได้ แต่เมื่ออยู่ที่ทำงานเราก็ควรต้องปรับตัว อยู่ประเทศไทยเราอาจจะทำอะไรก็ได้ แต่เมื่ออยู่ต่างประเทศเราก็ควรต้องปรับตัว
ดังนั้น เปิดใจ ใฝ่เรียนรู้ และปรับตัว จะเป็นสะพานที่พาเราออกจาก Comfort zone ไปสู่พื้นที่ที่มีความหลากหลายได้อย่างมีความสุข การให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะความฉลาดทางวัฒนธรรม จึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่ความสำเร็จสำหรับคนทุกช่วงวัย
เอเอฟเอส ประเทศไทย เป็นองค์กรซึ่งดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนเยาวชนไทยกับนานาชาติกว่า 60ประเทศทั่วโลก เป็นระยะเวลา 61 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม ทั้งโครงการแลกเปลี่ยนระยะ 1 ปี โครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้น โครงการค่ายภาษาและวัฒนธรรม โครงการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมรูปแบบออนไลน์ และโครงการอุปถัมภ์นักเรียนต่างชาติที่ส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณค่าและมีคุณภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ
ที่มา ; ไทยโพสต์ มีนาคม 2567
ความสะดวกสบายของวิถีชีวิตมนุษย์สมัยใหม่ทำให้กิจวัตรหลายๆ อย่างที่เราควรทำเป็นปกติเช่น การใช้กำลังร่างกายให้เหมาะสมผิดเพี้ยนไป เพราะเราไม่จำเป็นต้องออกไปล่าสัตว์เพื่อจับมาเป็นอาหารเหมือนที่บรรพบุรุษเราเคยทำเมื่อกว่าหลายพัน หายหมื่นปี ที่แล้ว
ผนวกกับอาหารขยะที่เกิดขึ้นมากมายแถมกลายเป็นอาหารหลักเพราะหาซื้อได้ง่าย ผลที่เกิดขึ้นคือภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ในประชากรรุ่นใหม่ เพราะขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม ก่อให้เกิดโรคภัยตามมามากมาย
เช่นเดียวการการใช้สมองของคนยุคโบราณที่ต้องคิดตลอดเวลาว่าจะไปหาอาหารจากที่ไหน แหล่งน้ำสะอาดอยู่ตรงไหน และจะมีสัตว์ร้ายตัวไหนแอบซุ่มอยู่นะหว่างที่เขาออกไปหาอาหารหรือไม่ เมื่อต้องใช้สมองประมวลผลเรื่องราวต่างๆ มากมายเหล่านี้ก็ลดโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมและสมองเสื่อมลงได้มาก
ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่เอื้อให้มนุษย์มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่พฤติกรรมของเรากลับสวนทาง ด้วยการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ช่วยคิดหรือช่วยจัดการแม้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนน่ากังวลว่าในอนาคตเมื่อเราใช้สมองน้อยลงมากแบบนี้จะเพิ่มโอกาสเป็นโรคความจำเสื่อมและสมองเสื่อมมากขนาดไหนในอนาคต
กลุ่มผู้สูงอายุที่อาจเกษียณจากงานประจำแล้วจึงจำเป็นต้องมีกิจกรรมที่กระตุ้นให้ใช้ความคิดอยู่เสมอ โดยผมขอแนะนำแนวทางหลักสัก 2 ข้อ เริ่มจากข้อแรกคือหมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งการเรียนรู้นั้นไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นสาระความรู้หนักๆ เพื่อใช้ทำงานแต่เพียงอย่างเดียว
แต่อาจเป็นเรื่องเบาๆ ที่เราไม่มีโอกาสได้ทำในอดีตเช่นการวาดภาพ การเรียนดนตรีทั้งกีตาร์ เปียโน กลอง ฯลฯ หรือการทำอาหาร ขนม การปลูกต้นไม้ ดอกไม้นานาชนิด หรือจะเรียนการจัดดอกไม้สวยงามฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน ยิ่งแปลกใหม่ ยิ่งยาก ยิ่งไม่คุ้นเคย ยิ่งกระตุ้นให้สมองต้องทำงานหนัก
ความคิดที่ว่าชีวิตหลังเกษียณต้องเน้นความสบายและความปลอดภัยนั้นไม่เหมาะสมกับยุคสมัยนี้แล้ว เพราะยิ่งเกษียณยิ่งต้องหาโอกาสออกไปแสวงหาความแปลกใหม่ในสถานที่ต่างๆ จะเป็นต่างจังหวัดก็ได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ใหม่ๆ ของคนในท้องถิ่น
หรือจะข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านก็ได้เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งทุกที่ที่เราได้ไปจะได้พบประสบการณ์ที่แตกต่างจากตอนที่ยังไม่เกษียณอายุแน่นอน และประสบการณ์ที่แตกต่างก็จะมีพร้อมมิตรสหายร่วมทางใหม่ๆ ที่จะช่วยทำให้เราเห็นโลกในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน
ข้อที่สองคือ การเรียนรู้จากผู้อื่นโดยไม่จำกัดว่าเขาเป็นใครและเราเป็นใคร เพราะการเกษียณอายุของหลายๆ คนมักเป็นการลงจากตำแหน่งใหญ่โตที่มีแต่ผู้ใต้บังคับบัญชามากมาย เมื่อพบปะกับคนทั่วไปก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาเป็นใครและจะต้องไปฟังเขาทำไม เนื่องจากตัวเองมีบทบาทและประสบการณ์ที่มากกว่าหลายเท่า
การคิดแบบนี้เป็นการปิดกั้นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ความคิดในมุมมองที่แตกต่างจากผู้คนรอบข้าง เพราะไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ทำงานอะไร มีประสบการณ์แค่ไหน ฯลฯ แต่ละคนย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันและอาจมีบางแง่มุมที่เป็นประโยชน์กับเราได้
ที่สำคัญการจำกัดวงพูดคุยเฉพาะญาติหรือเพื่อนสนิทแต่เพียงอย่างเดียวก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่อาจงอกเงยเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้อีกแล้ว บางคนเริ่มป่วย บางคนก็ล้มหายตายจากไปทำให้มีคนพูดคุยกับเราน้อยลงไปเรื่อยๆ
การเปิดรับเพื่อนใหม่โดยไม่เกี่ยงว่าเขาเป็นใครจึงเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะช่วงแรกที่ปรับตัวเข้าหากัน ต่างฝ่ายต่างก็ต้องเรียนรู้ว่าใครชอบอะไรไม่ชอบอะไร เป็นการใช้ความคิดที่กระตุ้นการใช้สมองได้เป็นอย่างดี
ทั้งหมดนี้อาจทำให้เราไม่ได้อยู่ในภาวะที่สบายมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการออกเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ หรือต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่มีนิสัยใจคอแตกต่างกัน แต่ความไม่สบายแบบนี้จะกระตุ้นให้สมองทำงานอย่างเต็มที่ ลดโอกาสที่เราจะเป็นโรคสมองเสื่อมได้ในอนาคต
การแสวงหาความเจริญนั้นต้องผ่านความยากลำบากมาก่อน เช่นเดียวกับการอยากได้ความสะดวกสบายในชีวิตก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายเหล่านี้ให้ได้สำเร็จ
เกี่ยวข้องกัน
สมองล้าบ่อย เสี่ยงสมองเสื่อมก่อนวัย
· มีงานวิจัยพบว่า ในผู้ที่ต้องใช้ความคิดหรือทำงานหลายทักษะไปพร้อมกัน หากไม่สามารถปรับตัวกับงานได้ จะทำให้ประสิทธิภาพและคุณภาพในงานลดลง เกิดปัญหาสุขภาพเช่น ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ภาวะสมองล้า (Brain Fog) อีกทั้งยังมีผลต่อระดับไอคิวที่ลดลงในบางคนด้วย
· ภาวะสมองล้า หรือ Brain Fog เกิดจากสมองทำงานหนักมาก อาการที่พบบ่อยคือ รู้สึกหัวตื้อ มึนงง ปวดหัว คิดช้า จำเรื่องราวหรือสิ่งที่เพิ่งจะทำลงไปไม่ได้ เหนื่อยล้าทางจิตใจง่าย อารมณ์แปรปรวน หากปล่อยไว้เรื้อรัง อาจมีโอกาสเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อมก่อนวัยได้
ในยุคที่องค์กรใหญ่หรือบริษัทเอกชนไม่ว่าที่ไหน ต่างก็นิยมพนักงานที่สามารถทำงานได้หลากหลายทักษะในคนเดียวกัน เรียกว่า มัลติทาสกิ้ง (MULTI-TASKING EMPLOYEE) ซึ่งคนที่ทำงานแบบนี้ได้ดีโดยสามารถจัดสรรเวลาเองได้แบบลงตัว หาไม่ง่าย หลายคนที่ต้องทำงานภายใต้สภาวะเช่นนี้ อาจเกิดความล้าของร่างกายและจิตใจ เพราะการที่จะทำได้ดีจริงๆ มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องได้แก่ นิสัยพื้นฐานในการยอมรับและปรับตัว ความฉลาดทางสติปัญญาและอารมณ์
ในผู้ที่ต้องใช้ความคิดหรือทำงานหลายทักษะไปพร้อมกัน เช่น เช็กอีเมล คุยโทรศัพท์ พิมพ์ไลน์ ประชุม คิดกลยุทธ์ ประสานงานกับผู้อื่น ทำสรุปและนำเสนอเจ้านาย ซึ่งพบเจอได้ในหลายสายงาน เช่น สายการตลาดดิจิตอล สายวางแผน สายวิเคราะห์ สายออกแบบ ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า หากไม่สามารถปรับตัวกับงานได้ จะทำให้ประสิทธิภาพและคุณภาพในงานลดลง เกิดปัญหาสุขภาพเช่น ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ภาวะสมองล้า (Brain Fog) อีกทั้งยังมีผลต่อระดับไอคิวที่ลดลงในบางคนด้วย
สมองล้า (Brain Fog) อาการเป็นอย่างไร
หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน ซึ่งเกิดจากความเครียดสะสมเรื้อรังจากการทำงาน จนคุกคามชีวิต ส่งผลต่อสภาพจิตใจ และมีผลต่อการลาออกของพนักงาน แต่หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า Brain Fog หรือภาวะสมองล้า ซึ่งเกิดจากสมองทำงานหนักมากเนื่องจาก
· พักผ่อนน้อย จนมีอาการอ่อนล้า
· ขาดการดูแลด้านโภชนาการที่ดี
· มีการสะสมของสารพิษโลหะหนัก สารพิษจากยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนมากับอาหาร
· ความเครียดสะสม
· อนุมูลอิสระในร่างกาย
· การอักเสบซ่อนเร้น
· ขาดการออกกำลังกาย
· ความไม่สมดุลของฮอร์โมนต่างๆ
· ขาดน้ำหรือดื่มน้ำไม่เพียงพอ
· มีอาการทางจิตประสาทหรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ร่วมด้วย
สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ความสามารถในการทำงานของร่างกายถดถอย ต่อมหมวกไตจึงทำงานหนักขึ้น สารสื่อประสาทในสมองเริ่มแปรปรวน การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองเริ่มลดลง จึงมักจะรู้สึกหัวตื้อ มึนงง ปวดหัว คิดช้า จำเรื่องราวหรือสิ่งที่เพิ่งจะทำลงไปไม่ได้ เหนื่อยล้าทางจิตใจง่าย อารมณ์แปรปรวน หากปล่อยไว้อาจมีโอกาสเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อมก่อนวัยได้
ปรับพฤติกรรมลดความเสี่ยงภาวะสมองล้า
· จัดลำดับงานที่สำคัญจากมากไปน้อย
· หยุดเล่นโทรศัพท์สักพักหรือหยุดเสพติดข่าวหรือสื่อที่ทำให้เครียดในช่วงที่กำลังเครียดจากงาน
· มองโลกในแง่บวก และหาเวลาทำกิจกรรมโปรด เพื่อปรับอารมณ์และผ่อนคลาย
· นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง
· รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารเช้า
· ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์
· หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือบุหรี่ ในช่วงที่มีความเครียด เพราะยิ่งทำให้สมองล้า
ฝึกสมาธิ
อาหารเสริมที่ช่วยบำรุงสมอง
· น้ำมันปลา (Fish Oil) ซึ่งประกอบด้วย ดีเอชเอ (DHA) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 ช่วยเสริมความแข็งแรงของสมอง ระบบเส้นประสาท และระบบการมองเห็นของจอประสาทตา (Retina)
· สารสกัดจากแปะก๊วย (Ginkgo Biloba Extract) ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนเลือดให้ไปเลี้ยงสมองและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ดีขึ้น ป้องกันภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน นอกจากนั้นยังมีสารจำพวกกลุ่มฟลาโวนอยด์ช่วยป้องกันความเสื่อมของสมองและหลอดเลือด
· สารสกัดจมูกข้าว (Gamma Oryzanol) ซึ่งมีสาร GABA ช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมองที่ได้รับการกระตุ้นอยู่ตลอดเวลาให้เกิดการผ่อนคลาย
· กรดอะมิโนแอลธีอะนีน (L – Theanine) ช่วยเพิ่มสารซีโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน (Dopamine) และกาบา (GABA) ทำให้เกิดความผ่อนคลาย (Relaxation) และลดความเครียดได้
· ฟอสฟาติดิลซีรีน (Phosphatidylserine) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง จึงช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมอง ลดความเครียด ลดความอ่อนล้าของสมอง
· โคลีน (Choline Bitartrate) และอิโนซิทอล (Inositol) ทั้ง 2 ชนิดเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท อีกทั้งยังเป็นสารตั้งต้นในการสร้างอะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ใช้ในการจดจำ ช่วยป้องกันภาวะความจำเสื่อมได้
· วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและระบบประสาท กระตุ้นระบบการย่อยอาหาร เผาผลาญและดูดซึมอาหาร ทำให้สมองได้รับพลังงานจากสารอาหารอย่างเต็มที่
การตรวจวินิจฉัย ภาวะสมองล้า
ปัจจุบันมีการตรวจสุขภาพในกลุ่มที่เริ่มมีภาวะสมองล้า เพื่อป้องกันความเสื่อมของสมองก่อนที่จะเกิดโรค ซึ่งจะมีการตรวจดังนี้ (รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก)
ฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH, Free T3, Free T4) เนื่องจากฮอร์โมนไทรอยด์ช่วยทำให้สมองทำงานได้ปกติ กระฉับกระเฉง และกระตุ้นระดับการเผาผลาญในร่างกาย
ฮอร์โมนดีเอชอีเอ (DHEA: Dehydroepiandrosterone) หรือฮอร์โมนต้านความเครียด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ และชะลอความเสื่อมของร่างกาย ผู้ที่มีความเครียดสะสมนานๆ ระดับฮอร์โมนตัวนี้จะลดลง
ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียด หากมีมากจนเกินไปจะส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ
การตรวจหากรดอินทรีย์ในปัสสาวะ (Urine Organic) เป็นการตรวจการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย โดยมีรายการตรวจดังนี้
· ระบบการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต, กรดไขมัน, วิตามินบี, โปรตีน
· สมดุลสารสื่อประสาทในสมอง
· สมดุลแบคทีเรียในลำไส้
· การสัมผัสสารพิษในร่างกายและการดีท็อกซ์
การตรวจสารพิษโลหะหนักสะสมในปัสสาวะ (Toxic Heavy Metal) เพราะอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะสมองล้า จนมีอาการสับสน และสูญเสียความจำ เกิดจากสารพิษโลหะหนักที่สะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น สมอง ดังนั้นการหาสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย จึงต้องอาศัยการตรวจจากปัสสาวะ
ข้อมูลโดย : พญ. จิตแข เทพชาตรี แพทย์ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์ 3 มี.ค. 2568