
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2566 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ทำหนังสือถึง ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด ขอให้แจ้งสํานักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด ให้กลุ่มงานการเงิน บัญชี และการตรวจสอบ ดําเนินการตรวจสอบการใช้รถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแผนการตรวจสอบประจําปี และกําชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือปฏิบัติตามระเบียบและหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
สำนักข่าวอิศรายงานว่า หนังสือสั่งการดังกล่าวเป็นผลมาจากที่สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้มีหนังสือขอทราบผลการดําเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เกี่ยวกับการนํารถยนต์ส่วนกลางไปใช้เสมือนเป็นรถประจําตําแหน่งว่า ข้าราชการผู้ใดที่มิได้ดํารงตําแหน่งที่มีรถประจําตําแหน่งจะนํารถยนต์ส่วนกลางไปใช้เสมือนเป็นรถประจําตําแหน่งมิได้ ข้าราชการผู้ใดกระทําการดังกล่าว ให้ถือว่ามีความผิดวินัยร้ายแรง
รายละเอียดของหนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรื่อง การตรวจสอบการใช้รถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถึงผู้ว่าราชการจังหวัด มีดังนี้
ตามที่ กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งแนวทางการปฏิบัติงานตรวจสอบการคลัง การเงิน การบัญชี และการพัสดุองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของสํานักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด เพื่อให้การปฏิบัติงานตรวจสอบเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 104 โดยได้กําหนดให้มีการตรวจสอบการใช้และรักษารถยนต์ไว้ในกระดาษทําการ (แบบ ตส.2) นั้น
เนื่องจากสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้มีหนังสือขอทราบผลการดําเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เกี่ยวกับการนํารถยนต์ส่วนกลางไปใช้เสมือนเป็นรถประจําตําแหน่งว่าข้าราชการผู้ใดที่มิได้ดํารงตําแหน่งที่มีรถประจําตําแหน่ง จะนํารถยนต์ส่วนกลางไปใช้เสมือนเป็นรถประจําตําแหน่งมิได้ ข้าราชการผู้ใดกระทําการดังกล่าว ให้ถือว่ามีความผิดวินัยร้ายแรง และกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงให้สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบ โดยกําหนดแผนดําเนินการในระยะต่อไปจะให้สํานักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด จัดทําแผนการตรวจติดตามการใช้รถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในกระดาษทําการ (แบบ ตส.2) ได้กําหนดให้มีการตรวจสอบการใช้และรักษารถยนต์ไว้แล้ว
ดังนั้น จึงขอให้จังหวัดแจ้งสํานักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด ให้กลุ่มงานการเงิน บัญชี และการตรวจสอบ ดําเนินการ ตรวจสอบการใช้รถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแผนการตรวจสอบประจําปี และกําชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือปฏิบัติตามระเบียบและหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณาดําเนินการต่อไป

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งหนังสือแจ้งผู้ว่าฯ ตรวจสอบกรณีใช้รถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยึดแนวปฏิบัติ ป.ป.ช. ห้าม ขรก.ที่มิได้ดํารงตําแหน่งที่มีรถประจําตําแหน่ง จะนํา‘รถยนต์ส่วนกลาง’ไปใช้ ‘เสมือนเป็นรถประจําตําแหน่ง’มิได้ ฝ่าฝืนผิดวินัยร้ายแรง
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอาทิตย์ ที่ 02 เมษายน 2566
ข่าวคล้ายกัน
ศาลยกฟ้อง ผอ.สสว.‘เมีย’อดีตตุลาการศาล รธน.ใช้รถส่วนกลาง 'ยกฟ้อง'
ปิดฉากคดี 'จิตราภรณ์ เดชาชาญ' เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สสว.‘เมีย’อดีตตุลาการศาล รธน. -พวก นำรถส่วนกลางมาใช้ หลัง อสส.เห็นแย้ง ป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์สู้ต่อศาลชั้นต้นยกฟ้อง ชี้ทำตามผู้บริหารเก่า-ขาดเจตนากระทําความผิด ไม่มีเหตุอุทธรณ์เพื่อเปลี่ยนแปลงคําพิพากษา
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า จากกรณีปรากฏข่าวในช่วงเดือนเมษายน 2562 ว่า ศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษายกฟ้อง นางจิตราภรณ์ เดชาชาญ (ภรรยานายศักดิ์ เตชาชาญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นางศลีพร เนตรพุกกณะ ผอ.ฝ่ายบริหารส่วนกลาง นายถาวร หรือนวัช หรือนวัฏย์ หรือนณ์วัชฒ์ กุลภัทรนิรันดร์ หัวหน้าส่วนการพัสดุและรักษาการหัวหน้าส่วนธุรการ นางนิจนิรันดร์ สุวรรณเกต รอง ผอ.สสว. เป็นจำเลยที่ 1-4 คดีกล่าวหาทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวกับการเช่ารถยนต์เป็นส่วนกลาง แต่นำไปใช้เป็นรถประจำตำแหน่ง และเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่มีสิทธิ
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นว่ากรณีเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ควรได้รับการอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ จึงขอความอนุเคราะห์ไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อพิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลดังกล่าว
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวในสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ว่า เกี่ยวกับคดีนี้ อสส. มีความเห็นไม่อุทธรณ์สู้คดี ตามที่ ป.ป.ช.ทำเรื่องขอความอนุเคราะห์ไปแล้ว เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจําเลยที่ 1-4 เนื่องจากเห็นว่าการที่จําเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ส่วนกลาง และให้จําเลยที่ 4 ใช้รถยนต์ส่วนกลาง ในการปฏิบัติงานของสํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นส่วนใหญ่ โดยมีการเบิกจ่ายค่าน้ำมัน ซึ่งจําเลยที่ 1, 2, 3 ได้ปฏิบัติตามที่ผู้อํานวยการสํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมคนเดิมที่เป็นคนออกระเบียบไว้ปฏิบัติมา โดยเข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบสํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมว่าด้วยการใช้รถส่วนกลางหรือรถประจําตําแหน่งก็สามารถเบิกจ่ายค่าน้ำมันได้ เป็นการขาดเจตนากระทําความผิด
การกระทําของจําเลยที่ 4 จึงไม่เป็นความผิด ฐานสนับสนุนจําเลยที่ 1 ถึงจําเลยที่ 3 กระทําความผิด
คดีจึงไม่มีเหตุอุทธรณ์ เพื่อเปลี่ยนแปลงคําพิพากษา
สำหรับคดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติชี้มูลความผิดเมื่อปี 2559 ว่า นางจิตราภรณ์ฯ, นางศลีพรฯ และนายถาวรฯ มีมูลความผิดทางอาญาตามมาตรา 11(3) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ส่วนนางนิจนิรันดร์ฯ มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงานกระทำความผิดตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ประกอบมาตรา 86(4) แห่งประมวลกฎหมายอาญา และส่งสำนวนรายงานผลการไต่สวน ให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษายกฟ้องดังกล่าว
เกี่ยวกัน
ยกฟ้อง ผอ.สสว.‘เมีย’อดีตตุลาการศาล รธน.นำรถส่วนกลางมาใช้-ป.ป.ช.ชง อสส.อุทธรณ์สู้
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ นางจิตราภรณ์ เดชาชาญ (ภรรยานายศักดิ์ เตชาชาญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นางศลีพร เนตรพุกกณะ ผอ.ฝ่ายบริหารส่วนกลาง นายถาวร หรือนวัช หรือนวัฏย์ หรือนณ์วัชฒ์ กุลภัทรนิรันดร์ หัวหน้าส่วนการพัสดุและรักษาการหัวหน้าส่วนธุรการ นางนิจนิรันดร์ สุวรรณเกต รอง ผอ.สสว. เป็นจำเลยที่ 1-4
จำเลยที่ 1-4 ถูกกล่าวหาว่า ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวกับการเช่ารถยนต์เป็นส่วนกลาง แต่นำไปใช้เป็นรถประจำตำแหน่ง และเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่มีสิทธิ โดยนางจิตราภรณ์ นางศลีพร และนายถาวร ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับพนักงานในองค์การของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นางนิจนิรันดร์ ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับพนักงานในองค์การของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษา ยกฟ้อง
อย่างไรก็ดีที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อกลางเดือน ก.พ. 2562 มีมติไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นว่ากรณีเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ควรได้รับการอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ จึงขอความอนุเคราะห์มายัง อสส. เพื่อพิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อปี 2559 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนางจิตราภรณ์ เตชาชาญ(ภรรยานายศักดิ์ เตชาชาญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) เมื่อครั้งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กับพวก ได้แก่ นางศลีพร เนตรพุกกณะ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารส่วนกลาง นายถาวร กุลภัทรนิรันดร์ หัวหน้าส่วนการพัสดุและรักษาการหัวหน้าส่วนธุรการ นางนิจนิรันดร์ สุวรรณเกต รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฐานทุจริตเกี่ยวกับการเช่ารถยนต์เป็นรถส่วนกลาง แต่นำไปใช้เป็นรถประจำตำแหน่งและเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่มีสิทธิ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า นางจิตราภรณ์ฯ, นางศลีพรฯ และนายถาวรฯ มีมูลความผิดทางอาญาตามมาตรา 11(3) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ส่วนนางนิจนิรันดร์ฯ มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงานกระทำความผิดตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ประกอบมาตรา 86(4) แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ยกฟ้อง ‘จิตราภรณ์ เดชาชาญ’ อดีต ผอ.สสว. ภรรยาอดีตตุลาการศาล รธน. กับพวก เมื่อครั้งบริหารสำนักงาน สสว. ปมเช่ารถยนต์ส่วนกลางไปใช้ประจำตำแหน่ง-เบิกค่าน้ำมันโดยไม่มีสิทธิ – ป.ป.ช. ไม่เห็นพ้องด้วย มีประเด็นปัญหาสำคัญที่ต้องวินิจฉัย ขอ อสส. อุทธรณ์สู้ต่อ

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
ใช้รถหลวงไปเรียนหนังสือ! เผยพฤติการณ์ อดีตนายก อบต.นาตงวัฒนา โดนโทษหนักคุก 20 ปี
เผยพฤติการณ์ 'นิสมัย ปุ่งคำน้อย' อดีตนายก อบต.นาตงวัฒนา โดนโทษหนัก คุก 20 ปี คดีรถหลวง ใช้รถยนต์ส่วนกลางไปเรียนหนังสือ มรภ.สกลนคร หลักสูตรนิติศาสตรบัณทิตช่วงดำรงตำแหน่งจนจบการศึกษา คำฟ้องระบุโทษรวม 191 กระทง เจ้าตัวให้การปฏิเสธ แต่พยานหลายปากยืนยันพบเห็น บางรายระบุชีวิตประจำวันมีแค่รถจักรยานยนต์ส่วนตัวเป็นพาหนะ
กรณี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายนิสมัย ปุ่งคำน้อย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นาตงวัฒนา อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร นำรถยนต์ส่วนกลางของ อบต.นาตงวัฒนา ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และตามพ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช.พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2565 ที่ผ่านมา
โดยเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำพิพากษาว่า นายนิสมัย ปุ่งคำน้อย จำเลย มีความผิดลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 151 (บทหนักที่สุด) จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ตามที่สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ของ นายนิสมัย ปุ่งคำน้อย เป็นทางการว่า เป็นกรณีถูกกล่าวหานำรถยนต์ส่วนกลาง อบต.นาตงวัฒนา ซึ่งเป็นรถยนต์กระบะสี่ประตู ยี่ห้อมาสด้า หมายเลขทะเบียน กข 3396 สกลนคร ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวในการไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร ตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค.2547 ถึงเดือน ก.ย. 2551 ซึ่งในการใช้รถดังกล่าวไม่ได้ปฏิบัติการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีหนังสือขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางแต่อย่างใด ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง
เหตุเกิดในช่วงที่ นายนิสมัย ดำรงตำแหน่งเป็น อบต. นาตงวัฒนา นายนิสมัย ได้เข้าศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรบัณทิต (น.บ.) ภาคพิเศษ (เสาร์-อาทิตย์) โครงการ กศ.ป. มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เริ่มเข้าศึกษาเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2547 จนสำเร็จการศึกษา เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2551
ในคำฟ้อง อัยการสูงสุด (อสส.) โจทก์ฟ้องแทน ป.ป.ช. ระบุว่า นายนิสมัย จำเลย นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครดังกล่าว รายกระทงรวมจำนวน 191 กระทง ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ เริ่มตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 ถึงจบการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ซึ่งมีพยานหลายปากให้การว่า เห็นนายนิสมัย นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เรียนหนังสือ ขณะที่พยานบางรายให้การยืนยันว่า จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ส่วนตัวเป็นพาหนะในการดำรงชีวิตประจำวัน จำเลยไม่มีรถยนต์ส่วนตัว
เบื้องต้น นายนิสมัย ให้การปฏิเสธ
ก่อนที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 จะมีคำพิพากษาตัดสินว่า นายนิสมัย ปุ่งคำน้อย จำเลย มีความผิดลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 151 (บทหนักที่สุด)
จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ไม่รอลงอาญา
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับคดีนี้ สำนักข่าวอิศรารายงานว่าไปแล้วว่า คดียังไม่สิ้นสุด นายนิสมัย ในฐานะจำเลย มีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้อีกได้
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอังคาร ที่ 30 มกราคม 2567
ข่าวเกี่ยวข้อง
ป.ป.ช.ตีตกคดี อดีต รองปลัดฯ สธ.-พวก ใช้รถส่วนกลางมิชอบ
หลังพิจารณารายงานสำนวนไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่ากระทําความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาในทางอาญาไม่มีมูล ให้ตกไป ขณะที่นายนิทัศน์ แม้จะมีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง แต่เกษียณอายุราชการเกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแล้ว สิทธิดําเนินการทางวินัยกับนายนิทัศน์ ย่อมระงับไป ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากค่าทางด่วน 1,570 บาท พร้อมดอกเบี้ยด้วย
สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำผิดโดยสรุป เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2554 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้กำกับดูแลสถาบันพระบรมราชชนก มีอำนาจหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ของสถาบันพระบรมราชชนก รวมทั้งปกครองบังคับบัญชาผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการและผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 หัวหน้างานยานพาหนะ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตให้ใช้รถส่วนกลางของสถาบันพระบรมราชชนกโดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 หัวหน้างานยานพาหนะ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันพระบรมราชชนกเป็นผู้เขียนใบขออนุญาตใช้รถส่วนกลางของสถาบันพระบรมราชชนก โดยมีผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการเป็นผู้อนุญาตให้ใช้รถส่วนกลาง หมายเลขทะเบียน ฮธ 267 กรุงเทพมหานคร หมายเลขทะเบียน กต 3290 อุดรธานี หมายเลขทะเบียน นข 3537 ขอนแก่น หมายเลขทะเบียน ฮธ 266 กรุงเทพมหานคร หมายเลขทะเบียน นค 7108 ชลบุรี หมายเลขทะเบียน ฮจ 7025 กรุงเทพมหานคร เพื่อรับ - ส่ง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไปปฏิบัติภารกิจตามสถานที่ต่าง ๆ นับตั้งแต่ที่ได้รับมอบรถส่วนกลางหมายเลขทะเบียน กต 3290 อุดรธานี จากโรงพยาบาลอุดรธานี ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 จนกระทั่งสถาบันพระบรมราชชนก ส่งมอบรถส่วนกลาง หมายเลขทะเบียน กต 3290 อุดรธานี ให้แก่สำนักตรวจและประเมินผล ในวันที่ 25 ธันวาคม 2555 จำนวน 26 ครั้ง รวมเป็นเงิน 15,295 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็นค่าผ่านทางพิเศษ จำนวน 2,845 บาท และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 12,450 บาท
ทั้งที่ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้มีบันทึกข้อความ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ สธ 0201.014/10 ลงวันที่ 16 มกราคม 2555 นำเรียน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งประจำปีงบประมาณ 2555 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป ในอัตราค่าตอบแทน 31,800 บาท/คน/เดือน (1 ตุลาคม 2554 - 30 กันยายน 2555 รวมเป็นเงิน 381,600 บาท) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้อีก อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินหรือทรัพย์สินของสถาบันพระบรมราชชนก สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นเงินจำนวน 15,295 บาท
ผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวน ดังนี้
1. จากการไต่สวนข้อกล่าวหายังฟังไม่ได้ว่า การกระทำของนายนิทัศน์ รายยวา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นางสุพรรณ กาญจนเจตนี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และนางสุกัญญา แสงรุ่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มีมูลเป็นการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ข้อกล่าวหาในทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
2. การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานละเว้นการกระทำหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 82 หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 83 อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบข้อ 23 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติมซึ่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้พิจารณากรณีดังกล่าวแล้วว่าไม่มีอำนาจดำเนินการทางวินัยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ต่อไปได้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้เกษียณอายุราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 และนับจากวันเกษียณอายุราชการเกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแล้ว ปลัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา จึงไม่มีอำนาจดำเนินการทางวินัยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เสมือนว่ายังมิได้ออกจากราชการได้ ตามมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น กรณีดังกล่าวจึงไม่สามารถดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ต่อไปได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการตามนัยมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
3. สำหรับความเสียหายในส่วนของค่าผ่านทางพิเศษที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้รถส่วนกลาง หมายเลขทะเบียน ฮธ 267 กรุงเทพมหานคร หมายเลขทะเบียน นข 3537 ขอนแก่น หมายเลขทะเบียน ฮธ 266 กรุงเทพมหานคร หมายเลขทะเบียน นค 7108 ชลบุรี หมายเลขทะเบียน ฮจ 7025 กรุงเทพมหานคร รวมเป็นเงินจำนวน 1,570 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด ซึ่งความเสียหายในส่วนนี้ยังไม่ระงับไป เห็นควรมีหนังสือแจ้งให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเบิกจ่ายค่าผ่านทางพิเศษ รวมเป็นเงินจำนวน 1,570 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดต่อไป
ผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 5 เสียง เห็นว่า จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่า นายนิทัศน์ รายยวา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้กระทําการอันมีมูลความผิดอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาในทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
แต่การกระทําของนายนิทัศน์รายยวา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82 (2) ประกอบมาตรา 84 แต่ด้วยเหตุที่นายนิทัศน์ รายยวา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้เกษียณอายุราชการไปตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 และนับจากวันเกษียณอายุราชการเกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแล้ว ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา จึงไม่มีอํานาจดําเนินการทางวินัย ดําเนินการสืบสวนหรือพิจารณากับนายนิทัศน์ รายยวา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เสมือนว่านายนิทัศน์ รายยวา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ยังมิได้ออกจากราชการได้ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 100 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น สิทธิดําเนินการทางวินัยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ย่อมระงับไป ดังนั้น จึงไม่ต้องส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการทางวินัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 ให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
การกระทําของนางสุพรรณ กาญจนเจตนี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และนางสุกัญญา แสงรุ่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะฟังได้ว่า นางสุพรรณ กาญจนเจตนี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และนางสุกัญญา แสงรุ่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้กระทําความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
ทั้งนี้ เนื่องจากนายนิทัศน์ รายยวา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้เกษียณอายุราชการไปตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 จึงมิให้มีหนังสือแจ้งให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขดําเนินการให้นายนิทัศน์ รายยวา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเบิกจ่ายค่าผ่านทางพิเศษ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 เสียงเอกฉันท์ตีตกข้อกล่าวหา นายนิทัศน์ รายยวา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และพวก คือ นางสุพรรณ กาญจนเจตนี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการ สถาบันพระบรมราชชนก นางสุกัญญา แสงรุ่งเรือง เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน หัวหน้างานยานพาหนะ สถาบันพระบรมราชชนก นำรถส่วนกลางของสถาบันพระบรมราชชนกไปใช้โดยมิชอบ ทั้งที่ ได้เลือกรับเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งแล้ว จึงไม่มีสิทธินำรถส่วนกลางไปใช้อีก
แพร่มติ ป.ป.ช.เสียงเอกฉันท์ตีตกข้อกล่าวหา 'นิทัศน์ รายยวา' อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข-พวก คดีนำรถส่วนกลางสถาบันพระบรมราชชนกไปใช้โดยมิชอบ หลังพิจารณารายงานสำนวนไต่สวนเบื้องต้นไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอฟังได้ว่ากระทําความผิดทางอาญา ส่วนวินัยโดนชี้ไม่ร้ายแรง แต่รอดเนื่องจากเกษียณอายุราชการไปแล้ว ไม่ต้องชดใช้ค่าทางด่วน 1,570 บาท พร้อมดอกเบี้ยด้วย
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567
เกี่ยวข้องกัน
เด้ง ผอ.รพ.ตาพระยา ใช้รถหลวงไปฟอกไต อาทิตย์ละ 3 วัน สสจ.ตั้ง กก.สอบเอาผิด
จากกรณีเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ระบุว่า “ผอ.รพ.ใช้รถหลวง ไปเรื่องส่วนตัวอาทิตย์ละสามวัน” พร้อมอธิบายว่า ผอ.รพ.ใช้รถหลวงไปเรื่องส่วนตัวอาทิตย์ละสามวัน ผอ.โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง รักษาการในตำแหน่ง ผอ.โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ใน จ.สระแก้ว ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ มีนัดต้องไปที่ รพ.ในจังหวัดใกล้เคียงทางภาคอีสาน รวมระยะทางไป-กลับ 342 กม. รถตัวเองมีแต่ไม่ใช้ จอดทิ้งไว้บ้านพักใน รพ. แล้วสั่งพนักงานขับรถเอารถยนต์โตโยต้า รีโว่ พรีรันเนอร์ สี่ประตู สีบรอนซ์เงิน ทะเบียนสระแก้ว ข้างรถติดโลโก้เป็นของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขไปใช้แทน วันไหนคนขับไม่ว่างก็ขับรถหลวงไปเองตั้งแต่เช้า กลับบ่ายเป็นประจำ
จากการตรวจสอบพบว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนดังกล่าวคือ ผอ.โรงพยาบาลตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ซึ่งมีความจำเป็นต้องต้องเดินทางไป-กลับจาก อ.ตาพระยา ไปยังโรงพยาบาลนางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ อาทิตย์ละ 3 วัน คือวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ระยะทางไป-กลับ 342 กิโลเมตร เพื่อฟอกไตที่โรงพยาบาลดังกล่าว แต่การเดินทางแต่ละครั้งได้ใช้รถยนต์ของ รพ.ตาพระยา และพนักงานขับรถของโรงพยาบาลเป็นคนขับรถให้ทุกครั้ง
ต่อมา นพ.ธราพงษ์ กัปโก นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และย้าย ผอ.โรงพยาบาลขาดจากตำแหน่งเดิม ให้ไปช่วยราชการที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงมีอิสระในการทำงานสอบสวนอย่างเต็มที่
ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นพ.สสจ.สระแก้วกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า มีคำสั่งย้ายขาด ผอ.โรงพยาบาลตาพระยาจากตำแหน่งเดิม มาปฏิบัติงานที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการสอบสวนที่ สสจ.แต่งตั้งขึ้นมา จากนั้นจะส่งข้อมูลการสอบสวนทั้งหมดไปยังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อวินิจฉัย ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมาย จึงไม่สามารถดึงเรื่องไว้ หรือหยุดการสอบสวนได้
สสจ.สระแก้ว สั่งย้าย ผอ.รพ.ตาพระยา ขาดจากตำแหน่งเดิม ไปช่วยราชการ สนง.สสจ. ยันทุกขั้นตอนอยู่ในกระบวนการสอบสวน ไม่มีการช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 25 กรกฎาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
คุก 50 ปี รอลงอาญา อดีตผอ.ซิป้า กับคดีรถหลวง
จากกรณีปรากฏข่าวศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายหรือ พระรุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) ใช้เงินงบประมาณปี พ.ศ. 2552 ส่อไปในทางทุจริต จำนวน 4 ข้อกล่าวหา และนำรถยนต์ของราชการไปใช้ส่วนตัวโดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 และมาตรา 11 ป.อ.มาตรา 91
โดยศาลฯ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 102 ปี 306 เดือน และปรับ 51,000 บาท แต่เมื่อรวมทุกกระทงแล้ว จำคุกจำเลยไม่เกิน 50 ปี พิเคราะห์รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลย เห็นว่า จำเลยใช้รถยนต์ส่วนกลางไปปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (องค์การมหาชน) มิได้นำไปใช้ในลักษณะส่วนตัว ประวัติและภูมิหลังไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน มีปัญหาสุขภาพ ปัจจุบันอุปสมบทเป็นพระภิกษุประพันธ์หนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศและพระพุทธศาสนาที่เป็นประโยชน์ไว้หลายเล่มเป็นธรรมทาน รวมทั้งแสดงธรรรมเทศนาอยู่เนื่อง ๆ ด้วยความรู้ของจำเลยจะสามารถสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมและพุทธศาสนาด้วยการเผยแพร่แก่พหุชนได้ อีกทั้งได้วางเงินบรรเทาความเสียหาย ซึ่งผู้เสียหายรับไปแล้ว
ผลการประเมิน-การหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอยู่ในระดับต่ำโทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ล่าสุด สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ได้เผยแพร่คำสั่งอัยการสูงสุด (อสส.) ไม่อุทธรณ์บทลงโทษในคดีนี้ ที่รอลงอาญาโทษจำคุก 50 ปี เป็นเวลา 2 ปี เนื่องจากเห็นว่าชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเหมาะสมแล้ว แต่มีคำสั่งให้อุทธรณ์กรณีศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในประเด็นอื่นๆ
คำสั่งอัยการสูงสุด ระบุรายละเอียดว่า คดีนี้ อัยการสูงสุดมีคําสั่งรับดําเนินคดีอาญาฟ้อง จําเลย โดยมอบหมายให้พนักงานอัยการ สํานักงาน อัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระรุ่งเรือง หรือนายรุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ โดยฟ้องจําเลยว่าเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อํานาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่ องค์การ บริษัทจํากัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น และความผิดฐานเป็นพนักงาน ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ,11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2526 มาตรา 4
โจทก์ยื่นฟ้องจําเลย เป็นคดีอาญาหมายเลขดําที่ อท.180/2566 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ชั้นพิจารณา จําเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 โดยพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ฐานเป็น เจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทํา จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อํานาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่ องค์การ บริษัทจํากัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น เมื่อการกระทําของจําเลยเป็นความผิดตามบทเฉพาะแล้วจึงไม่จําต้องปรับบทเป็นความผิดบททั่วไป ตามมาตรา 11 อีก
การกระทําของ จําเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11, ข้อ 2.13 ถึงข้อ 2.19, ข้อ 2.21 ถึงข้อ 2.25, ข้อ 2.27 ถึง ข้อ 2.29, ข้อ 2.31 ถึงข้อ 2.40 และข้อ 2.42 ถึงข้อ 2.56 รวม 51 กระทง จําคุกกระทงละ 5 ปี และปรับ กระทงละ 2,000 บาท จําเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่ง หนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจําคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 1,0 บาท รวมจําคุก 102 ปี 306 เดือน และปรับ 51,000 บาท
แต่เมื่อรวมทุกกระทงแล้ว จําคุกจําเลยไม่เกิน 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)
พิเคราะห์รายงานสืบเสาะและพินิจจําเลยแล้ว เห็นว่า จําเลย ใช้รถส่วนกลางไปปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้อํานวยการสํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การ มหาชน) มิได้นําไปใช้ในลักษณะส่วนตัว ประวัติและภูมิหลังไม่เคยกระทําผิดมาก่อน มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แน่นอน มีปัญหาสุขภาพ ปัจจุบันอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ประพันธ์หนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศและพุทธ ศาสนาที่เป็นประโยชน์ไว้หลายเล่มเป็นธรรมทาน รวมทั้งแสดงธรรมเทศนาอยู่เนืองๆ ด้วยความรู้ของจําเลยจะ สามารถสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมและพุทธศาสนาด้วยการเผยแพร่แก่พหุชนได้ อีกทั้งวางเงินบรรเทาความ เสียหายแก่ผู้เสียหายรับไปแล้ว ผลการประเมินการหวนกลับไปกระทําผิดซ้ําอยู่ในระดับต่ำ โทษจําคุกให้รอมีไว้ กําหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ข้อ 2.12, ข้อ 2.20, ข้อ 2.26, ข้อ 2.30 และข้อ 2.41
สําหรับความผิดตามคําฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11, ข้อ 2.13 ถึง 2.19, ข้อ 2.21 ถึงข้อ 2.25, ข้อ 2.27 ถึงข้อ 2.29, ข้อ 2.31 ถึงข้อ 2.40 และข้อ 2.42 ถึงข้อ 2.56 รวม 51 กระทง ซึ่งอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์ คําพิพากษารอการลงโทษนั้น
เห็นว่า การที่ศาลพิพากษาว่าจําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด ของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ไม่จําเป็นต้องปรับ บทความผิดตามมาตรา 11 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก และเมื่อศาลพิพากษาว่าเป็นความผิดตาม มาตรา 8 แล้ว ไม่ว่าจะ เป็นบทเฉพาะกับบททั่วไป หรือ กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ผลของคําพิพากษาก็ยังคงเป็นความผิดตามมาตรา 8 จึงไม่เป็นประเด็นที่จะอุทธรณ์
ประกอบทั้งที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษจําคุกจําเลยรวม 51 กระทง กระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 2,000 บาท ลดโทษให้จําเลยกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจําคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 1,000 บาท รวมจําคุก 102 ปี 306 เดือน และปรับ 51,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจําคุก 50 ปี และปรับ 50,000 บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี เห็นว่าชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เหมาะสมแล้ว
จึงมีคําสั่งไม่อุทธรณ์คําพิพากษาลงโทษจําเลยในส่วนดังกล่าว
ส่วนกรณีที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในคําฟ้องข้อ 2.12 ข้อ 2.20 ข้อ 2.26 ข้อ 2,30 และข้อ 2.41 ในชั้นนี้ อัยการสูงสุดมีคําสั่งให้อุทธรณ์
เผยคำสั่ง อสส. ไม่อุทธรณ์ คุก 50 ปี รอลงอาญา 'รุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์' อดีตผอ.ซิป้า บวชเป็นพระ คดีใช้เงินงบส่อไปในทางทุจริต 4 ข้อกล่าวหา นำรถหลวงไปใช้ส่วนตัวโดยมิชอบ ชี้ข้อกฎหมายเหมาะสมแล้ว
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
กำชับเขตพื้นที่ กำกับดูแลใช้รถราชการตามระเบียบ
วันที่ 4 มิถุนายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ส่งหนังสือถึงหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ความว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิดข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เกี่ยวกับการนำรถยนต์ราชการไปใช้ในการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ และใช้เดินทางไป - กลับ ระหว่างที่พักกับสำนักงาน เสมือนว่าเป็นรถประจำตำแหน่ง และเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากราชการ โดยมีมูลความผิดทางอาญาและทางวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีข้อสั่งการให้ส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการชี้แจง กำชับ และควบคุม กำกับ ดูแล บุคลากรในสังกัดให้ถือปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยรถราชการอย่างเคร่งครัด นั้น

“ตามข้อสั่งการดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษทุกแห่ง ให้ดำเนินการควบคุม กำกับ ดูแล บุคลากรในสังกัดให้ถือปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถราชการอย่างเคร่งครัด ด้วยความสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สาธารณชนที่อาจเกิดความกังวลใจต่อเหตุในลักษณะดังกล่าว อีกทั้งเรื่องความโปร่งใส ไร้ทุจริต ตรวจสอบได้ ก็เป็นเรื่องที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม หากเกิดการกระทำที่ไม่เหมาะสม ก็ยากที่จะพัฒนาการศึกษาให้เกิดคุณภาพกับผู้เรียนได้ จึงขอเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดโดยทั่วกัน" เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สพฐ. ขานรับ “เสมา 1” กำชับเขตพื้นที่ กำกับดูแลใช้รถราชการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
ที่มา ; FBประชาสัมพันธ์ สพฐ.
เกี่ยวข้องกัน
พิพากษาแก้! ไม่รอลงอาญา คุก 144 ด. อดีตนายก อบต.นายาง อุตรดิตถ์ คดีใช้รถหลวง
ป.ป.ช. เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'ชัย บุญฤทธิ์' อดีตนายกอบต.นายาง อุตรดิตถ์ นำรถยนต์ราชการไปใช้ส่วนตัว-เบิกจ่ายค่าน้ำมันหลวง ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ไม่รอลงอาญาโทษคุก 144 เดือน ได้ยกเว้นปรับเงิน 60,000 บาท
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายชัย บุญฤทธิ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นายาง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ นำรถยนต์ราชการไปใช้ส่วนตัวและมีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันจากทางราชการ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6
จากเดิม
ที่พิพากษาว่า นายชัย บุญฤทธิ์ จำเลย มีความผิดตาม ป.อ. ม.157 (เดิม) จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชนแ์ก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. ม.78 กึ่งหนึ่งคงจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 2,500 บาท เป็นจำคุก 144 เดือน และปรับ 60,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว เห็นว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับมีการนำเงินค่าเสียหายไปชำระให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลนายางเพื่อบรรเทาผลร้ายจนครบถ้วนแล้ว เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี เห็นควรให้รอการลงโทษจำคุก จำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. ม.56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. ม.29, 30
แก้เป็น
ไม่ลงโทษปรับ และไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เห็นชอบตามที่อัยการสูงสุด (อสส.) หารือไม่ฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระบุ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
คุก 5๐ ปี อดีต ผอ.การศึกษา อบจ.ยโสธร ใช้รถหลวงไปตีกอล์ฟ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายรุ่งรัก ลูกบัว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยโสธร กับพวก นำรถยนต์ทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ในการเดินทางไป - กลับ ระหว่างบ้านและที่ทำงาน และนำรถยนต์ของทางราชการไปตีกอล์ฟ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 192 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตามศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่มีคำพิพากษาว่า นายรุ่งรัก ลูกบัว จำเลยที่ 1 จำคุก 105 ปี รับสารภาพ เหลือโทษ 52 ปี 6 เดือน แต่ตามกฎหมายลงโทษได้ไม่เกิน 50 ปี ส่วนจำเลยอีก 2 ราย นายสถิรพร นาคสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยโสธร นายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ) โสธร ศาลฯ พิพากษาลงโทษจำคุก 12 ปี , 13 ปี ตามลำดับ แต่ได้รอลงอาญา 2 ปี
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 มีมติเห็นชอบตามที่อัยการสูงสุด (อสส.) หารือไม่ฏีกาคำพิพากษา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
ก่อนหน้านี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดยโสธร แถลงข่าวว่า คดีนี้ สืบเนื่องมาจาก คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดเรื่องกล่าวหา นายรุ่งรัก ลูกบัว ผู้อำนวยการกองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โสธร กับพวก คือ นายสถิรพร นาคสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยโสธร และนายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ) โสธร กรณีนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ในการเดินทางไป - กลับ ระหว่างบ้านและที่ทำงาน และนำรถยนต์ของทางราชการไปตีกอล์ฟ อัยการสูงสุด (อสส.) โดย พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 3 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายรุ่งรัก ลูกบัว กับพวก เป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 กรณีดังกล่าว
ต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 โดยคำพิพากษาสรุปได้ว่า ขณะเกิดเหตุ นายรุ่งรัก ลูกบัว จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ระดับ 8) นายสถิรพร นาคสุข จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร และ นายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร รักษาราชการและปฏิบัติหน้าที่ราชการแทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร
พฤติการณ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 ถึงเดือนมิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ได้จัดทำใบขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางเสนอต่อจำเลยที่ 2 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร และเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงเดือนมีนาคม 2559 ได้จัดทำใบขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางเสนอต่อ จำเลยที่ 3 รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธ รักษาราชการแทน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร เพื่อขออนุญาตนำรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน กค 7127 ยโสธร ไปจอดเก็บรักษาไว้ที่บ้านพักของตน บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 3 ตำบลทรายมูล อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร และได้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อเป็นพาหนะในการเดินทางไป - กลับ ระหว่างบ้านพักและองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร โดยไม่เคยนำรถยนต์มาจอดเก็บรักษาไว้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธรแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว ไปตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟกรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา
พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเอารถยนต์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดโสธรไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ เป็นเวลาเกือบ 2 ปี เป็นการกระทำที่ร้ายแรง
สำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้อนุมัติให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของทางราชการ ไปใช้ แต่ไม่ได้รู้เห็นการที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ไปใช้ส่วนตัวแต่อย่างใด จึงไม่ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
แต่การไม่ดูแลตามหน้าที่ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่การบริหารราชการแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ
ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'รุ่งรัก ลูกบัว' อดีตผอ.การศึกษา อบจ.ยโสธร ใช้รถหลวงไปตีกอล์ฟไป-กลับ บ้านพัก ล่าสุดศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนลงโทษจำคุก 105 ปี รับสารภาพเหลือโทษ 52 ปี 6 เดือน แต่ติดจริง 50 ปี นายก-รองฯ คนอนุมัติโดนด้วย คุก 12 ปี , 13 ปี ตามลำดับ ได้รอลงอาญา 2 ปี
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม 2568