สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M528_สพฐ.ซักซ้อมแนวรับเด็กไร้ทะเบียนราษฎรที่อยู่ในเขตรัฐไทย

นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ในฐานะรองโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองโฆษก สพฐ.) เปิดเผยวันที่ 23 เมษายน 2567 ว่า 

ตามที่ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ชี้แจงทำความเข้าใจกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกหนังสือเรื่องกำชับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือ ไม่มีสัญชาติไทย แจ้งถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขตนั้น 

เนื่องด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สพฐ. ต้องการออกหนังสือเพื่อซักซ้อมความเข้าใจและแสวงหาวิธีการในการรับนักเรียเพื่อให้เด็กทุกคนที่อาศัยในผืนแผ่นดินไทยได้มีสิทธิและโอกาสเข้าเรียนอย่างเสมอภาค ตามนโยบายของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และไม่ได้มีเจตนาลิดรอนสิทธิหรือปิดกั้นโอกาสนักเรียนในการเข้าถึงการศึกษาแต่อย่างใด 

แต่ในทางกลับกัน การออกหนังสือฉบับดังกล่าว เป็นการซักซ้อมความเข้าใจถึงวิธีการที่ถูกต้องในการส่งเสริม สนับสนุน และเปิดโอกาสให้เด็กไทยทุกคนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือมีสัญชาติไทยได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 

นางภัทริยาวรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย หรือเด็กต่างด้าวเข้าเรียน ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย สรุปได้ว่า 

เด็กที่อายุไม่เกิน 18 ปี ที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐไทย ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน โดยห้ามเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่น ๆ ของเด็ก โดยเด็กนั้นต้องได้รับการรับรองสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายซึ่งก็รวมไปถึงการได้รับสิทธิตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ตามแนวนโยบายของรัฐบาลด้านการศึกษาที่จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 

ดังนั้น การรับนักเรียนกรณีที่นักเรียนไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร หรือ ไม่มีสัญชาติไทย โดยดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการรับนักเรียน นักศึกษา เข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 ข้อ 6 การรับนักเรียน นักศึกษา ในกรณีที่ไม่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษามาก่อน ให้สถานศึกษาเรียกหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับ เพื่อนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา ดังต่อไปนี้

  • 1.สูติบัตร
  • 2. กรณีไม่มีหลักฐาน ให้เรียกหนังสือรับรองการเกิด บัตรประจำตัวประชาชน สำเนาบัตรทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน หรือหลักฐานที่ทางราชการจัดทำขึ้นในลักษณะเดียวกัน
  • 3.ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม ข้อ 1 และ 2 ให้เรียกหลักฐานที่ทางราชการออกให้ หรือเอกสารตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ได้ เช่น ทะเบียนประวัติของผู้ติดตาม ท.ร. 1/1 หนังสือรับรองการเกิด เพื่อจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะ ทางทะเบียนราษฎร เป็นต้น
  • 4.ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม ข้อ 1, 2 และ 3 ให้บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือองค์กรเอกชน ทำบันทึกแจ้งประวัติบุคคล เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา และ 
  • 5.ในกรณีที่ไม่มีบุคคลหรือองค์กรเอกชนตามข้อ 4 ให้ซักถามประวัติบุคคลผู้มาสมัครเรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำลงรายงานบันทึกแจ้งประวัติบุคคล เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษาได้   

สพฐ. มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน จึงได้กำชับหน่วยงานในสังกัด ให้ดำเนินการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือ ไม่มีสัญชาติไทย ให้เป็นไปตามระเบียบ/ประกาศ/แนวปฏิบัติของส่วนราชการ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เด็กทุกคนที่อาศัยในผืนแผ่นดินไทยได้มีสิทธิและโอกาสเข้าเรียนอย่างเสมอภาค ทั่วถึงและเท่าเทียม  

ที่มา ; EDUNESSIAM  

สรุปสาระสำคัญ 

นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) และรองโฆษก สพฐ. ชี้แจงตามมอบหมายจากว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กรณีหนังสือกำชับการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ว่ามีเจตนาเพื่อ “ซักซ้อมความเข้าใจ” ไม่ใช่การปิดกั้นสิทธิ แต่เพื่อให้เด็กทุกคนที่อาศัยในประเทศไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ และสอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เด็กทุกคนที่อยู่ในเขตอำนาจรัฐไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่ ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิด้านการศึกษาเท่าเทียมกัน สพฐ. จึงให้สถานศึกษาดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2548 ข้อ 6 ซึ่งระบุลำดับการใช้หลักฐาน เช่น สูติบัตร หนังสือรับรองการเกิด หรือบันทึกแจ้งประวัติบุคคล เพื่อให้เด็กที่ไม่มีเอกสารใด ๆ สามารถเข้าเรียนได้ทุกคนอย่างทั่วถึง  

ข้อสอบ 

1.เจตนารมณ์หลักของ สพฐ. ในการออกหนังสือกำชับกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรคือข้อใด
ก. เพื่อจำกัดสิทธิของเด็กต่างด้าวในการเข้าเรียน
ข. เพื่อซักซ้อมความเข้าใจให้สถานศึกษาปฏิบัติถูกต้องและทั่วถึง
ค. เพื่อยืนยันสิทธิการศึกษาของเด็กไทยเท่านั้น
ง. เพื่อปรับเกณฑ์การรับนักเรียนให้สอดคล้องกับนโยบายความมั่นคง

2. การตีความที่ถูกต้องของ “สิทธิทางการศึกษา” ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คืออะไร
ก. เด็กทุกคนต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้นจึงมีสิทธิเรียนฟรี
ข. เด็กที่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรจึงได้รับการคุ้มครอง
ค. เด็กทุกคนที่อยู่ในเขตรัฐไทยมีสิทธิได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม
ง. เด็กต่างด้าวต้องขออนุญาตกระทรวงมหาดไทยก่อนเข้าเรียน

3. หากโรงเรียนพบเด็กไม่มีเอกสารหลักฐานใด ๆ เลย แต่ประสงค์จะเข้าเรียน ผู้บริหารควรดำเนินการเบื้องต้นอย่างไร
ก. ปฏิเสธการรับเข้าเรียนจนกว่าจะนำหลักฐานมาครบ
ข. รวบรวมข้อมูลและให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองทำบันทึกแจ้งประวัติบุคคล
ค. ส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบสถานะก่อนรับเข้าเรียน
ง. รับเข้าเรียนเฉพาะกรณีที่ได้รับการรับรองจากองค์กรระหว่างประเทศ

4. แนวทางของ สพฐ. ในการเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กไร้สัญชาติสะท้อนแนวคิดใดของการบริหารการศึกษา
ก. การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชาติ
ข. การบริหารแบบยึดระเบียบเป็นหลัก
ค. การจัดการศึกษาบนฐานสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาค
ง. การบริหารโดยจำกัดทรัพยากรเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลัก

5. หากผู้บริหารสถานศึกษาเข้าใจผิดว่าเด็กไม่มีสัญชาติ “ไม่มีสิทธิเรียน” ผลที่ตามมาอาจส่งผลต่อระบบการศึกษาอย่างไร
ก. ลดภาระงบประมาณของรัฐในการจัดการศึกษา
ข. สร้างช่องว่างทางสังคมและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก
ค. เพิ่มคุณภาพผู้เรียนโดยคัดกรองผู้มีคุณสมบัติสมบูรณ์
ง. ส่งเสริมภาพลักษณ์ของโรงเรียนในด้านการรักษากฎหมาย

คลิกเฉลย >>>