
เกรินนำ
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ คือ กลุ่มสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นแนวขับเคลื่อนไปสู่อนาคต เช่น Workforce evolution, Metaverse, Gig economy, Multipotentialite และ Artificial Robot coworker
ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ทำนายฉากทัศน์อนาคตโลกการทำงานของประเทศไทยออกเป็น 4 แบบจากการวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนต่าง ๆ ทั่วโลก องค์กรสามารถที่จะเอาข้อมูลไปใช้ในการวางแผนการทำงานเพื่อกำหนดกลยุทธ์ขององค์กรในระยะ 5-10 ปีข้างหน้านี้ได้
ฉากทัศน์ทั้ง 4 ได้แก่
· GET OUT, HUMAN คนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลโลยีใหม่ ๆ คนตกงานและรายได้ลดมหาศาล
· MONDAY AGAIN เกิดความไม่เท่าเทียม คนมีต้นทุนในการปรับตัวเข้าสู่โลกอนาคตไม่เท่ากัน
· HAPPY WORK, HAPPY LIFE เทคโนโลยีต่อยอดให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
· UBI AS A LIFE FUNDER รัฐบาลมีหลักประกันด้านรายได้ขั้นพื้นฐานให้ประชาชน คนทํางานอย่างผ่อนคลาย สนใจการทําโครงการเพื่อสังคมมากขึ้น
อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตโลกการทำงานและองค์กรในประเทศไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้านี้ ปัจจัยอะไรบ้างที่เป็น Driver สำคัญที่เราจะต้องจับตามอง รู้เท่าทัน และฉวยมาเป็นโอกาส แน่นอนว่าไม่มีใครรู้อนาคตได้อย่างแน่นอน แต่ใช่หรือไม่ว่าการคาดการณ์ความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้น ย่อมนำไปสู่การเตรียมพร้อมและการตัดสินใจในวันนี้ที่ดีกว่า
CURRENT SITUATIONS: เข้าใจปัจจุบัน เพื่อทำนายอนาคต
การที่จะทำความเข้าใจอนาคตได้ เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจบริบทของโลกการทำงานในปัจจุบันเสียก่อน การศึกษาพบว่า Driver หลัก ๆ ที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานและองค์กรในปัจจุบัน คือ ปัจจัยด้านเทคโนโลยี โดยจากการศึกษาของ Mckinsey Global Institute มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จะมีคนทำงานมากถึง 14% หรือคิดเป็นราว ๆ 375 ล้านคนทั่วโลกที่จะมีการเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งการเปลี่ยนอาชีพที่ว่านี้เราไม่ได้กำลังหมายถึงการเปลี่ยนงานอย่างสมัครใจจากตัวคนทำงานเองเสียด้วย แต่พวกเขาจะถูกทำให้ต้องเปลี่ยน อันเกิดมาจากแรงกดดันของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ที่น่าเป็นห่วงคือนั่นคือการทำนายนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเกิด COVID-19 บนโลกใบนี้ นั่นอาจทำให้เราตีความได้ว่า ความรุนแรงและความรวดเร็วของการ Disrupt ดังกล่าวอาจจะยิ่งเกิดขึ้นเร็วเป็นทวีคูณ ดังเช่นที่นักคิดหลาย ๆ ท่านเรียกขานโควิดว่าเป็นตัวเร่งปฎิกิริยาให้มิติของการรับเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ (Technology adoption) ในโลกทำงานจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นที่นี่ ทันที เดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นองค์กรของท่านอาจจัดอยู่ในหมวดของสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ทันและอาจจะต้องสูญพันธุ์ไป
หากการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เกิดจากสถาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงหรืออุกกาบาตที่พุ่งชนโลก (แล้วแต่ทฤษฎีจะกล่าว) แล้วอะไรคือปัจจัยหนุนหลังที่อาจจะทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของนิยามโลกการทำงานแบบเก่า ๆ ในบทความนี้เราจะไปหาคำตอบกันว่าสาเหตุที่เป็นไปได้นั้นคืออะไร และหน้าตาของโลกใบใหม่หลังจากนั้นที่เราเรียกกันว่า Future of job จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
DRIVERS OF CHANGE: ปัจจัยการเปลี่ยนแปลง
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ (Driver of Change) คือปัจจัยหรือกลุ่มสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นแนวขับเคลื่อนไปสู่อนาคต อะไรบ้าง

1. Workforce Evolution
เราทำงานกันไปทำไม แน่นอนว่าเหตุผลของการทำงานย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละคน ทว่าเมื่อมองในภาพใหญ่แล้ว หากเราไล่เรียงประวัติศาสตร์จากอดีตเป็นต้นมา เราจะพบว่า ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัยจะเป็นตัวกำหนดภาพรวมของ Workforce หรือแรงงานในยุคนั้น ๆ
· ยุค 1.0 ที่แรงงานมีเหตุผลหลักในการทำงานเพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังมีบทบาทเป็นหนึ่งในฟันเฟืองในสายพานในภาคการผลิตและอุตสาหกรรม
· ยุค 2.0 ที่เป็นครั้งแรกที่เกิดคำอย่าง Blue collar (ชนชั้นแรงงาน) และ White collar (คนที่ทำงานในออฟฟิศ) โดยคนยุคนี้ให้ความสำคัญกับองค์กร มีมุมมองในการอยู่กับบริษัทที่ตนสังกัดไปตลอดชีวิต มีความรักและผูกพันธ์กับองค์กร ตำแหน่งหน้าที่ค่อนข้างมีความชัดเจนตายตัว แรงงานทำงานตามระบบระเบียบที่ถูกกำหนดไว้
· ยุค 3.0, 4.0 และ 5.0 โดยมีลักษณะเป็น Coexist คือมีอยู่ร่วมกันไปทั้งสามแบบในสังคมโดย Workforce 3.0 คนเริ่มมีแนวคิดเรื่องการเติบโตขึ้นเป็น CEO เริ่มมีการให้ความสำคัญกับเรื่องของ Entrepreneurial Mindset หรือจิตใจแห่งผู้ประกอบการ มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น ส่วน Workforce 4.0 คนรุ่นใหม่ ๆ ที่เชื่อในเรื่องของความยืดหยุ่นในการทำงาน และการให้อิสระในวิธีการทำงานมากยิ่งขึ้น คนทำงานไม่ได้ยึดติดกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งและพร้อมจะเปลี่ยนงานเพื่อแสวงหาองค์กรที่มีวัฒนธรรมการทำงานสอดคล้องกับคุณค่าที่ตัวเองยืดถือ จากนั้น Workforce วิวัฒนาการมาถึง Workforce 5.0 โดยเกิดขึ้นจากการที่เทคโนโลยีทางการแพทย์และความรู้ทางสุขภาพแพร่หลายเป็นวงกว้างทำให้สังคมเข้าสู่ยุคที่ประชากรมีอายุไขยืนยาวมากขึ้นในขณะที่วงล้อทางเทคโนโลยีพัฒนาแบบก้าวกระโดดและหมุนเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘แล้วตัวฉันจะยังคงรักษาคุณค่าของตัวเองในตลาดแรงงานได้อย่างไร’ ในเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ในขณะที่ปลายทางวัยเกษียณได้ถูกถ่างไกลออกไปเรื่อย ๆ นั่นทำให้เรื่องของการ Upskills&Reskills กลายมาเป็นหัวข้อที่องค์กรต้องใส่ใจมากขึ้นกว่าที่เคย

2. Metaverse
จาก Driver of Change ข้อที่แรกที่เป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์และความเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมปัจจัยข้อนี้เน้นไปในเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลมาจากเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้หากไม่ใช่ Metaverse ที่สามารถถอดความแปลเป็นไทยตามราชบัณฑิตยสภาได้ว่า ‘จักรวาลนฤมิต’ ท่านกำลังนึกถึงแว่นตา VR อยู่ใช่ไหม หรือกำลังนึกถึงการที่ Facebook ได้มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทไปเป็น Meta หรือไม่ท่านก็กำลังจินตนาการถึงการสร้างตัวตนเสมือนเพื่อท่องไปยังโลกสมมุติที่กว้างใหญ่ไพศาลและไร้ขีดจำกัด สิ่งเหล่านี้ล้วนกำลังพูดถึง Metaverse ในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งทั้งสิ้น
แม้ Metaverse ชื่ออาจจะฟังดูไม่คุ้นหูและชวนให้นึกถึงนิยายไซไฟ แต่จริง ๆ แล้วเทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการที่มนุษย์จะใช้ในการติดต่อสื่อสารกันไปตลอดกาล ถึงกับมีผู้ให้นิยามมันว่าเป็น Web 3.0 หรือยุคใหม่ของอินเตอร์เน็ตได้เลย มันจะเป็นการอัพเกรดการสื่อสารจากหน้าจอแบน ๆ สองมิติ กว้างคูณยาวให้กลายมาเป็นการสื่อสารแบบ 3 มิติ (หรืออาจจะมากกว่านั้น เช่นอาจรับสัมผัสต่าง ๆ เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปมากขึ้น) ให้ลองจินตนาการถึงการที่ท่านสามารถเข้าร่วมประชุมกับเพื่อนรวมงานที่อยู่ไกลกันหลายร้อยกิโลเมตร แต่ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ให้ห้องเดียวกัน ท่านสามารถเอี้ยวตัวไปคุยกับเพื่อนที่นั่งอยู่ทางซ้าย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปเขียนแผนงานที่หน้ากระดาน ทั้ง ๆ ที่ความจริงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากห้องนอนในบ้านของท่านเอง
มาถึงตรงนี้ก็คงจะพอเห็นภาพกันแล้วว่าทำไม Metaverse ถึงมีส่วนในการสร้าง Future of job เพราะเมื่อการทำ Remote work กลายเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกับการเข้ามาทำงานในออฟฟิศมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเกิดคำถามว่าออฟฟิศจะยังจำเป็นอยู่ไหม และฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลและผู้นำองค์กรจะออกแบบวัฒนธรรมการทำงานและการประเมินผลอย่างไรให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป

3. Gig Economy
การเติบโตของเทคโนโลยีแพลตฟอร์มรูปแบบต่าง ๆ ทำให้คนทำงานมีตัวเลือกมากขึ้น เปิดกว้างมากขึ้น ทำให้คนทำงานมีโอกาสได้ใช้ Talent ที่มีในการทำงานรับงานย่อย ๆ เป็นรายครั้งนอกองค์กรได้ ทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบ การจ้างงานชั่วคราวและงานพาร์ทไทม์กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของตลาดงาน ทั้งนี้นายจ้างเองก็มีเป้าหมายที่จะลดจํานวนสัญญาแบบถาวรให้น้อยที่สุดด้วยเหตุผลทางการเงิน คำถามที่น่าสนใจคือ องค์กรจะสามารถที่จะออกแบบวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าได้ใช้ความสามารถอันหลากหลายที่มีและดึงศักยภาพเหล่านั้นเพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้อย่างไร

4. Multipotentialite
แรงงานในยุคต่อไปจะมีลักษณะของ ‘เป็ด’ มากยิ่งขึ้น หรือถ้าพูดแบบทางการอาจจะเรียกได้ว่ามี T- shape skills คือรู้กว้างเหมือนหัวตัวที ในขณะที่ก็มีบางแง่มุมที่รู้ลึกเหมือนหางตัวที คนกลุ่มนี้มีความกระตือรือร้นสูง และยังเป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษในหลายด้าน มีความสามารถในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ด้วยตัวเองจากสื่อออนไลน์อย่างรวดเร็ว และสามารถนำทักษะเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำงานหรือหารายได้ ทําให้แรงงานกลุ่มนี้มีทางเลือกมากมายสําหรับอาชีพในอนาคต แต่ในทางกลับกันก็ทําให้เกิดความท้าทายที่จะพยายามตัดสินใจด้านการเลือกอาชีพใดอาชีพหนึ่ง หรือการตัดสินใจในการทำงานในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง
ฝั่งนายจ้างสามารถที่จะใช้ความสามารถพิเศษอันหลากหลายของ Talent กลุ่มนี้โดยอาจจะจ้างงานแบบเป็นลักษณะโปรเจกเป็นรายครั้ง หรือถ้าจะจ้างคนกลุ่มนี้แบบพนักงานประจำก็ต้องมีการออกแบบการบริหารงานที่สอดคล้องกับธรรมชาติของ Talent กลุ่มนี้ เช่น การให้อิสระในการทำงานมากขึ้น ให้ความท้าทายด้วยการมอบโจทย์การทำงานแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ก็จะสามารถช่วยให้คนทำงานที่เป็น ‘Multipotentialite’ รู้สึกว่าได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ และทำให้นายจ้างสามารถรักษาพนักงานกลุ่มที่เป็น Talent นี้ได้ยาวนานขึ้น
ปิดท้ายด้วยฝั่งเทคโนโลยีที่เมื่อสัก 3 ปีที่แล้วยังมีสถานะเป็นเพียง Signal of Change หรือสัญญาณที่น่าจับตาแต่ตอนนี้ได้ยกระดับขึ้นมาเป็น Driver of Change เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตอนนี้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เมื่อก่อนเคยอยู่แต่ในภาคการผลิตหรืออุตสาหกรรม เช่น หุ่นยนต์ที่อยู่ในโรงงานผลิตรถยนต์ แต่ในปัจจุบันระบบอัตโนมัติเหล่านี้จะเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้ช่วยให้คนทำงานได้ง่ายขึ้น ไวขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่มันก็มาพร้อมกับความเป็นจริงที่น่าเป็นห่วงที่ว่าระบบอัตโนมัติเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานที่เคยมีมนุษย์เป็นพระเอกหลักมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากงานที่มีลักษณะซ้ำ ๆ คาดเดาได้ ไม่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาก เช่น งานแคชเชียร์ งานเสริฟอาหาร งานแพ็คสินค้า ก่อนที่จะค่อย ๆ รุกร้ำเข้ามายังงานทักษะสูงที่เราอาจจะคิดไม่ถึงว่าระบบอัตโนมัติจะทำแทนได้ เช่น การวิเคราะห์ภาพฟิล์มเพื่อหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อซึ่งก่อนหน้าเป็นงานของนักรังษีวิทยาหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง
มาถึงส่วนที่หลายคนเฝ้ารอในบทความชิ้นนี้ ซึ่งเป็นความเป็นไปได้ทั้งสี่แบบที่อาจเกิดขึ้นอันเป็นผลงานที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ FutureTales Lab by MQDC กับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ออกมาเป็น 4 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมการทำงานในประเทศไทยภายในปี 2030
Scenario ที่ 1: GET OUT, HUMAN
มาถึงในจุดที่การทํางานสำหรับมนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก คนที่ขาดโอกาสอยู่แล้ว จะยิ่งเข้าถึงโอกาสในการทำงานยากขึ้นไปอีกเนื่องจากการจ้างงานใหม่ ๆ มีอัตราที่ลดลงเนื่องจากหุ่นยนต์และเทคโนโลยีเขามามีบทบาทในการทํางานเป็นอย่างมาก แถมระบบอัตโนมัติเหล่านี้ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์เป็นอย่างมาก ทำให้เกิดการตกงานโดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพทักษะต่ำถึงปานกลาง เมื่อหันกลับมามองฝั่งคนทำงานก็พบว่าไม่มีทักษะแห่งอนาคตรองรับที่จะสามารถปรับเข้ากับโลกใบใหม่และเทคโนโลยีเหล่านี้ได้
พูดถึงมุมมองที่คนมีต่องานคนส่วนใหญ่มองว่างานเป็นเพียงหนทางของการมีชีวิตรอด การทำงานเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก ผู้คนไม่มีเวลาให้กับครอบครัว เกิดการต่อสู้เพื่อแก่งแย่งและดิ้นรน ผู้คนมีศีลธรรมน้อยลง มีผู้ดําเนินธุรกิจหรืออาชีพผิดกฎหมายมากขึ้น แต่ว่าเหตุการนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายนัก แต่รูปแบบที่มีความเป็นไปได้สูงสำหรับประเทศไทยมากกว่าอาจจะเป็นในข้อถัดไป
Scenario ที่ 2: MONDAY AGAIN
สถานการณ์ในข้อนี้ดูเลวร้ายน้อยลงกว่าข้อแรกแต่สถานการณ์แต่ก็ยังไม่สู้ดีนัก ในมุมสังคม แรงงานทักษะตํ่ามีการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติมากขึ้น คนที่หมุนตามโลกสมัยใหม่ไม่ทันจําเป็นต้องออกจากองค์กรและหางานรูปแบบอื่นทํา เช่น อาชีพภาคบริการ ทำให้เกิดความเหลื่อมลํ้าในสังคมมากขึ้นไปอีก
ในมุมเศรษฐกิจผู้คนที่มีรายได้น้อยจะยิ่งมีรายได้น้อยลง เพราะไม่มีโอกาสในการพัฒนาทักษะตนเอง แต่ผู้ที่มีต้นทุนที่ดีกว่าจะยิ่งมีรายได้สูงขึ้น เมื่อทักษะที่ได้รับจากการศึกษาถูกนำไปต่อยอดจนตอบโจทย์กับความต้องการของงานในอนาคต และเศรษฐกิจจะมีการดําเนิน ไปในรูปแบบ Gig Economy มากขึ้นอีกด้วย
ฝั่งของเทคโนโลยี องค์กรขนาดใหญ่มีการนําเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดำเนินการทางธุรกิจ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ส่งผลให้งานดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กไม่สามารถปรับตัวตามทันเทคโนโลยีต่าง ๆ เนื่องด้วยข้อจํากัดของงบประมาณและบุคลากร
โดยภาพใหญ่แล้ว คนส่วนใหญ่ยังต้องทํางานอย่างหนัก ไม่มีเวลาได้ใช้ชีวิตในอย่าง ที่ตนต้องการ ส่งผลให้การทํางานเป็นสิ่งบังคับ การทำงานยังถูกมองว่าเป็นความจําเป็นในการใช้ชีวิต โดยอาจจะไม่มีโอกาสได้ทํางานตามสิ่งที่ตนเองชอบหรือสนใจอย่างแท้จริง
Scenario ที่ 3: HAPPY WORK, HAPPY LIFE
ฉากทัศน์ที่สามนี้เป็นภาพที่งดงามมากทีเดียวหากว่าสามารถเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทยเมื่อผู้คนได้รับการเข้าถึงการศึกษาที่เสริมสร้างทักษะแห่งอนาคตใหม่ ทำให้ประชนชนพร้อมที่จะเอาเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดในการทำงานได้อย่างดีเยี่ยม การจ้างงานจะให้ความสําคัญกับการดูระดับการศึกษาน้อยลง แต่จะเน้นไปที่ทักษะและความสามารถในการทำงานอย่างแท้จริง
ในส่วนเศรษฐกิจจะมีการขยายตัวมากขึ้น ธุรกิจมีความหยุ่นมากขึ้น จะมีการกระจายงานออกเป็นโปรเจ็คเล็ก ๆ ทำให้การรวมศูนย์ลดน้อยลง ทุกคนมีความสุขที่สามารถทํางานที่ตรงกับความชอบความต้องการได้หลายอย่างในเวลาเดียวกันจากโอกาสในการทำงานในรูปแบบของ Gig Economy ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เสริมตามต้องการ
ฝั่งของเทคโนโลยี มีการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยอํานวยความสะดวกในการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเชื่อมต่อข้อมูลถึงกันได้รวดเร็ว ระบบอัตโนมัติทําให้โครงการต่าง ๆ ประสบความสําเร็จในการขับเคลื่อนประเทศ ผู้คนสามารถออกแบบการทํางานโดยใช้เทคโนโลยีช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกส่วนของสังคมได้มากขึ้น คนทำงานส่วนมากจะไม่ตกงานเพราะสามารถปรับตัวไปทำงานที่ใช้ทักษะสูงขึ้นได้
โดยภาพรวม ผู้คนมองว่างานเป็นส่วนเติมเต็มในชีวิตที่ไม่ทําให้เกิดความทุกข์ เพราะสามารถปรับสมดุลในชีวิตได้อย่างที่ต้องการ ทุกคนสามารถทํางาน จากที่ไหนก็ได้ มีการประเมินผลจากความสามารถและผลงานที่จัดทําได้จริง เมื่อทุกคนมีความสุขมากขึ้นก็จะมีประสิทธิภาพการทํางานที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ทุกครอบครัวและสังคมมีความสุขมากกว่าที่เคย
Scenario ที่ 4: UBI AS A LIFE FUNDER
รัฐบาลประกาศใช้นโยบาย Universal Basic Income เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีหลักประกันด้านรายได้ขั้นพื้นฐาน ผู้คนส่วนใหญ่ทํางานด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่มีแรงกดดันในชีวิต ผู้คนที่สนใจการทําโครงการเพื่อสังคมหรือเพื่อช่วยเหลือโลกมากขึ้น
ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวในรูปแบบของการจ้างงานรายโปรเจ็ค และมีการทํางานหลายงานพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ทําให้ผู้คนสามารถมีรายได้เพิ่มอย่างที่ตนเองต้องการ ผู้ประกอบการ รายย่อยหรือ Startups สามารถนํารายได้ขั้นพื้นฐานของตนเองเก็บรวบรวมเพื่อนําไปต่อยอดธุรกิจได้มากขึ้น
ในภาพรวม รูปแบบการทํางานนี้ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทุกคนให้ความสําคัญและเคารพเวลาส่วนตัวของผู้อื่น คนโฟกัสไปกับการหาเวลาให้กับตนเองและครอบครัวมากขึ้น
บทสรุป
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น แต่คำตอบสุดท้ายนั้นหาได้ยังมีการเฉลยออกมา สิ่งที่เราพยายามจะสื่อสารในบทความนี้ ก็เพื่อการดึงอนาคตที่ดูเหมือนอยู่ไกลมาวางไว้ตรงหน้า แม้ว่าในบางฉากทัศน์อาจทำให้เรารู้สึกกลัวหรือปวดใจ แต่นั่นก็คือเหตุผลที่เราสร้างมันขึ้นมาเพื่อไม่ให้เราทำเป็นปิดตาเพื่อหลีกหนีความเป็นจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ เราอยากจากท่านผู้อ่านไปด้วยสำนวนที่ว่า “Hope for the best but prepare for the worst” พวกเราจะต้องเตรียมแผนรับมือหากว่าฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น และพยายามทำปัจจุบันให้ดีที่สุดและตั้งความหวังว่าฉากทัศน์ที่สวยงามก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน หากพวกเราร่วมมือกันเพื่อเตรียมการและลงมือทำบางอย่างเพื่อกำหนดอนาคตที่ดีกว่าเสียตั้งแต่ตอนนี้
ถอดบรรยายจาก ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา FutureTales Lab by MQDC
ที่มา ; HR N0TE Asia