สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M256_เปิดร่าง พรบ.งบประมาณ 2566 วงเงิน 3.18 ล้านล้าน

วันที่ 31 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 วงเงิน 3.18 ล้านล้านบาท วาระที่ 1 รับหลักการ 

หลักการของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2566 ว่าการดำเนินนโยบายการคลังในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยกำหนดรายได้สุทธิ จำนวน 2.49 ล้านล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 6.95 แสนล้านบาท รวมเป็นรายรับ จำนวน 3.18 ล้านล้านบาท เท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่าย 

สำหรับฐานะการคลัง หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 มีจำนวน 9.95 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 60.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 โดยหนี้สาธารณะที่เป็นข้อผูกพันของรัฐบาล ซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเงินโดยตรงและการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาลมีจำนวน 9.47 ล้านล้านบาท ฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 30 เมษายน 2565 มีจำนวน 3.98 แสนล้านบาท 

รัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด 

ส่วนฐานะและนโยบายการเงิน การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมายังคงผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้มีความต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2565 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกินกรอบเป้าหมายจากราคาพลังงานและราคาอาหารที่ปรับสูงขึ้นมาก 

ทั้งนี้ จะปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2566 จากราคาพลังงานและอาหารที่คาดว่าจะไม่ปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นในปี 2565 รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่จะบรรเทาลง ในขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย 

สำหรับระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนมีความเปราะบางขึ้นในบางกลุ่มจากปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนที่มีการปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และมีภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง 

คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องที่ร้อยละ 0.50 ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2565 เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมยังคงผ่อนคลาย และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง 

ส่วนฐานะการเงินด้านต่างประเทศของไทยในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ดี มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 22 เมษายน 2564 มีจำนวน 2.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 3.15 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง” 

การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวรัฐบาลได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน จำแนกเป็น

·      รายจ่ายประจำ จำนวน 2.39 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75.26

·      รายจ่ายลงทุน จำนวน 6.95 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21.82

·      รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 1 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.14 

ทั้งนี้ รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้เป็นรายจ่ายลงทุนกรณีการกู้เพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 7 พันล้านบาท ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายในกรอบวินัยการเงินการคลัง 

งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 จำแนกตามยุทธศาสตร์

งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 จำแนกตามยุทธศาสตร์ได้ 6 ยุทธศาสตร์ 1 รายการ ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคง รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 2.96 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.3 ของวงเงินงบประมาณ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 3.96 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.4 ของวงเงินงบประมาณ

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 5.49 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.2 ของวงเงินงบประมาณ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ จำนวน 7.59 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23.9 ของวงเงินงบประมาณ

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ จำนวน 1.22 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.9 ของวงเงินงบประมาณ

ยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 6.58 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20.7 ของวงเงินงบประมาณ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ จำนวน 4.02 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.6 ของวงเงินงบประมาณ 

ส่วนรายจ่ายงบกลางเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 9.59 หมื่นล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกัน หรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยา หรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ และการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมทั้งชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ 

 

คลิก  ร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

เปิดตัวเลขสำคัญตามร่าง พรบ.งบประมาณ พ.ศ. 2566

20 ตัวเลขสำคัญของงบประมาณปีนี้ที่เจ้าของภาษีควรรู้ครับ

1) ถ้างบประมาณเรา 100 บาท

2) รายได้ เราหาเอง 78 บาท ต้องกู้ชดเชย 22 บาท เพื่อ

3) เอาไปจ่าย บุคลากรภาครัฐ 40 บาท

4) จ่ายดอกเบี้ย เงินกู้เดิม 10 บาท

5) จ่ายสนับสนุน อปท เดิม 10 บาท

6) จ่ายสวัสดิการเดิม 7 บาท

7) จ่ายภาระผูกผันเดิม 5 บาท

8 ) เหลือใช้เพื่ออนาคต 29 บาท

9) ค่าใช้จ่ายอันดับ 1 อยู่ที่งบกลาง

10) 82% ของงบกลาง คือ งบบำเหน็จ บำนาญ ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ

เรียงจากมากไปน้อย ไอเท็มที่มากที่สุดคือ

11) เบี้ยหวัด บำเน็จ บำนาญ 322,790 ล้านบาท เท่ากับ กระทรวงศึกษา ดูแลเด็กทั้งประเทศ

งบที่โตไวที่สุด คือ งบรัฐวิสาหกิจ - ธกส, รฟท, รฟม, ออมสิน

12) งบการเกษตร ใช้หนี้การอุดหนุนสินค้าการเกษตรที่ ธกส ออกไปก่อน ย้อนหลังไปถึงปี 51-52 ทั้งหมด 84,000 ล้านบาท

13) งบเครื่องจักร วิศวการเกษตร รายละ 3,000 ( ซื้อปุ๋ยลูกครึ่งก็หมดแล้ว อย่าว่าถึงเครื่องจักรเลย)

14) งบ SME 2,700 ล้าน vs งบ EEC 11,000 ล้าน

15) งบ BCG Economy - ถ้าดูงบอุตสาหกรรมชีวภาพในแผนอุตสาหกรรมอนาคตแค่ 140ล้าน (เห็นนายกพูดถึงทุก speech) ดูแผนการเติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 1.2 แสนล้าน คืองบชลประทาน + กระทรวงทรัพยากรฯ

16) งบ Soft Power - 60 ล้าน, งบเพื่อจริยธรรม ศีลธรรม - 5,000 ล้าน

17) งบ Smart City 7,400 ล้าน เป็นงบของมหาดไทย 7,200 ล้านบาท

18) ถ้า search คำว่า "รับรอง" = 380 ล้าน

19) "ประชุม" = 1,000 ล้าน

20) "สัมมนา" = 4,000 ล้าน 

ที่มา ; FB Pita Limjaroenrat - พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ข่าวเกี่ยวกัน

งบข้าราชการ นับถอยหลังไม่เกิน 10 ปี แนวโน้มงบประมาณเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ พุ่งสูงกว่างบ

บุคลากร  เช็คข้อมูลย้อนหลัง ที่มาที่ไป และแนวโน้มงบประมาณภาครัฐ และจำนวนกำลังคนภาครัฐของไทย เป็นยังไงในช่วงที่ผ่านมา 

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) และคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) จัดทำ รายงานสรุปภาพรวมการบริหารกำลังคนของส่วนราชการในฝ่ายพลเรือนและแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐ โดยรวมรวมข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบข้อมูลน่าสนใจ สรุปได้ดังนี้ 

จากข้อมูลสถิติประชากรในประเทศ ปี 2564 เมื่อพิจารณาสัดส่วนกำลังคนที่เป็นแรงงานในภาพรวม เทียบกับจำนวนประชากรที่มีอยู่ในประเทศ จำนวน 66.17 ล้านคน พบว่า ประเทศไทยมีผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมจะทำงาน จำนวน 38.63 ล้านคน โดยเป็นการจ้างงาน ในส่วนของกำลังคนภาครัฐ จำนวน 2.91 ล้านคน ประกอบด้วย 

·      ข้าราชการ จำนวน 1.68 ล้านคน 

·      ไม่ใช่ข้าราชการ (พนักงานจ้าง พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานองค์การมหาชน) จำนวน 1.23 ล้านคน

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแนวโน้มงบประมาณค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 – 2564 พบว่า งบประมาณเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ มีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นมากทุกปี โดยเฉลี่ย 10.82% ต่อปี ในขณะที่งบบุคลากร (เงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว และค่าตอบแทนพนักงานราชการ) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 1.73% ต่อปี  

อย่างไรก็ตามจากการประมาณการเบื้องต้น พบว่า งบประมาณเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ มีแนวโน้มจะสูงกว่างบบุคลากรภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี 

สำหรับแนวโน้มงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคคล จากข้อมูลสถิติการคลัง ได้รายงานผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2564 รวมทั้งสิ้น 3.01 ล้านล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ คิดเป็น 36.4% ของรายจ่ายประจำปี จำนวน 1.09 ล้านล้านบาท แยกตามงบรายจ่าย ดังนี้

·  งบบุคลากร 6.32 แสนล้านบาท โดยมีงบรายจ่ายประจำปี สูงสุด คือ เงินเดือน 5.67 แสนล้านบาท รองลงมา ค่าตอบแทน พนักงานราชการ 3.91 หมื่นล้านบาท และค่าจ้างประจำ 2.38 หมื่นล้านบาท 

·   งบกลาง 4.64 แสนล้านบาท โดยมีงบรายจ่ายสูงสุด คือ เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ 3.08 แสนล้านบาท ค่าใช้จ่าย ในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 7.97 หมื่นล้านบาท และเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ 6.93 หมื่นล้านบาท 

·    งบบุคลากร หรือค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ 

สำหรับค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ (งบบุคลากร) ปีงบประมาณ 2564 แยกตามระดับกระทรวงและระดับกรม ดังนี้ 

1.หน่วยงานระดับกระทรวง ที่มีการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐสูงสุด ดังนี้

·      กระทรวงศึกษาธิการ 34.9% จำนวน 2.2 แสนล้านบาท

·      กระทรวงสาธารณสุข 17.7% จำนวน 1.11 แสนล้านบาท

·      กระทรวงกลาโหม 14.4% จำนวน 9.11 หมื่นล้านบาท

·      กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3.9% จำนวน 2.44 หมื่นล้านบาท

·      กระทรวงมหาดไทย 3.2% จำนวน 2 หมื่นล้านบาท 

 

2. หน่วยงานระดับกรม (รวมหน่วยงานสังกัดกระทรวง และไม่สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี) ที่มีค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐสูงสุด ดังนี้

·      สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 32.1% จำนวน 2.02 แสนล้านบาท

·      สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 15.7% จำนวน 9.9 หมื่นล้านบาท

·      สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 13% จำนวน 8.2 หมื่นล้านบาท

·      กองทัพบก 8% จำนวน 5 หมื่นล้านบาท

·      กองทัพเรือ 2.9% จำนวน 1.83 หมื่นล้านบาท 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล 04 ก.ค. 2565 

สรุปสาระสำคัญ 

สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 วงเงิน 3.18 ล้านล้านบาท ในวาระแรก ภายใต้นโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยมีรายได้สุทธิ 2.49 ล้านล้านบาท และกู้ชดเชย 6.95 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะคงค้างคิดเป็นร้อยละ 60.6 ของ GDP ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไม่เกินร้อยละ 70 รัฐบาลยืนยันบริหารเงินคงคลัง รายรับ–รายจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางบริบทเงินเฟ้อที่สูงจากพลังงานและอาหาร แต่คาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบต้นปี 2566 

โครงสร้างงบประมาณประกอบด้วยรายจ่ายประจำเป็นสัดส่วนสูงสุด รองลงมาคือรายจ่ายลงทุน และการชำระคืนต้นเงินกู้ งบถูกจัดสรรตาม 6 ยุทธศาสตร์ โดยเน้นการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ขณะเดียวกันงบกลางและงบด้านบุคลากร โดยเฉพาะเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ มีแนวโน้มเพิ่มสูงต่อเนื่อง สะท้อนภาระผูกพันระยะยาวของรัฐ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญต่อการบริหารงบประมาณภาครัฐและการจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบายในอนาคต

 

ข้อสอบ 

ข้อ 1 สาระสำคัญของการใช้งบประมาณแบบขาดดุลในร่าง พ.ร.บ.งบปี 2566 คือข้อใด
ก. ใช้จ่ายเกินรายได้โดยไม่มีกฎหมายรองรับ
ข. กู้เงินชดเชยรายจ่ายภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง
ค. ลดรายจ่ายลงทุนเพื่อรักษาสมดุลการคลัง
ง. เพิ่มภาษีทุกประเภทเพื่อปิดช่องว่างงบประมาณ

ข้อ 2 หากพิจารณาเชิงนโยบายการศึกษา เหตุใดงบด้านบุคลากรและบำนาญจึงเป็นประเด็นท้าทายต่อผู้บริหารสถานศึกษา
ก. เพราะเป็นงบที่ตัดลดได้ง่าย
ข. เพราะไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการศึกษา
ค. เพราะเป็นภาระผูกพันระยะยาวที่เบียดงบพัฒนา
ง. เพราะเป็นงบที่กระจายไม่เท่าเทียม

ข้อ 3 ยุทธศาสตร์ใดได้รับงบประมาณสัดส่วนสูงสุด และสะท้อนเป้าหมายรัฐด้านใดเป็นหลัก
ก. ความมั่นคง – ความปลอดภัยของประเทศ
ข. การแข่งขัน – การเติบโตทางเศรษฐกิจ
ค. สิ่งแวดล้อม – การพัฒนาอย่างยั่งยืน
ง. ความเสมอภาคทางสังคม – การลดความเหลื่อมล้ำ

ข้อ 4 หากเงินเฟ้อสูงจากต้นทุนพลังงาน แต่ภาครัฐยังคงดอกเบี้ยนโยบายต่ำ แนวคิดใดอธิบายได้เหมาะสมที่สุด
ก. มุ่งควบคุมเงินเฟ้อด้านอุปสงค์
ข. สนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
ค. ลดหนี้สาธารณะในระยะสั้น
ง. เพิ่มความเข้มงวดทางการเงิน

 

ข้อ 5 บทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาจากโครงสร้างงบประมาณประเทศคือข้อใด
ก. ควรเน้นใช้งบเฉพาะกิจกรรมระยะสั้น
ข. ควรวางแผนการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและยั่งยืน
ค. ควรพึ่งพางบกลางเป็นหลัก
ง. ควรลดการพัฒนาบุคลากร

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น