
ภาคการศึกษาของประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งนับเป็นคลื่นลูกใหญ่อีกลูกหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจการศึกษาอย่างรวดเร็ว
ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์พิเศษ “ดร.แพรว” ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ถึงการปรับตัวผ่านคลื่นลูกใหญ่โควิด-19 นี้
ดร.แพรวเล่าให้ฟังว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดทำให้ธุรกิจการศึกษาต้องมีการปรับตัว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นตั้งแต่การทรานส์ฟอร์มในยุคศตวรรษที่ 21 และการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค 4.0 ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา
ซึ่งนั่นเป็นเพียงเฉพาะบางส่วน แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 นี้ ทั่วโลกได้รับผลกระทบกันหมด ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นความท้าทายระยะสั้น เนื่องจากธุรกิจการศึกษาก็เกิดความท้าทายอยู่เสมอโดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้
แต่ถามว่า… ? พอมีโควิด-19 ระบบการศึกษาจะหยุดหรือ ?
จะหยุดให้การศึกษากับคนหรือ เพราะเมื่อโลกยังคงต้องเดินหน้าต่อ การศึกษายังคงต้องเดินต่อ ซึ่งเมื่อถามว่าตอนนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีการเปลี่ยนแปลงอะไรแล้วบ้างในสถานการณ์นี้ ซึ่งเป็นความโชคดีของเราที่ในช่วงที่ผ่านมา เราได้มีการปรับหลักสูตรที่เน้นในแง่ของทักษะนักศึกษา หรือที่เรียกว่า “ซอฟต์สกิล” ซึ่งมีความจำเป็นมากในการทำงานร่วมกันในองค์กร
นอกจากนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ สถาบันการศึกษาทุกแห่งถูกบังคับให้ทำการเรียนการสอนแบบออนไลน์ 100% ซึ่งเช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้ไปสู่ออนไลน์ 100% แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่เป็นโจทย์ที่ท้าทายของวงการการศึกษาคือเมื่อไปอยู่บนออนไลน์ทั้งหมดแล้วนั้น จะสามารถสร้างความน่าสนใจหรือสร้างประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหนในระบบการศึกษา
ดร.แพรวยังเชื่อว่า หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดในครั้งนี้สิ้นสุดลง ระบบการศึกษาจะไม่มีทางที่จะกลับไปเหมือนเดิม 100% ซึ่งเราได้ทำการแบ่งวิชาเรียนแบบ anywhere anytime ตามลักษณะวิชาที่มีการเรียนการสอน เพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ผ่านมาเรามีการจัดฝึกอบรมให้อาจารย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ่งที่เราทำคือการหาวิธีการเรียนการสอนอย่างไรที่เหมาะสมบนโลกออนไลน์
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ท้าทายของสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) ถ้าเทียบเป็นผลิตภัณฑ์แล้วจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม mass ซึ่งสังเกตดูว่าทุกมหาวิทยาลัยจะมีคณะและหลักสูตรที่คล้ายกันทั้งหมดแทบไม่มีอะไรแตกต่างกัน
จริง ๆ ส่วนตัวก็มีคำถามในใจว่ามันใช่แบบนี้หรือที่การศึกษาไทยควรจะไป อยากจะเห็นด้วยว่าต้องมีสาขาวิชาชีพให้มากขึ้น ความท้าทายอยู่ตรงนี้ เราอยู่ในตลาด mass แต่ด้วยความเป็นมหาวิทยาลัย คือเราจะทำอย่างไรให้ลูกศิษย์ของเราได้งานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอพู
ดแบบนี้แล้วคือต้องพูดเรื่องใหม่แล้ว คือเราไม่เน้นความรู้แล้วเราเน้นสกิล”
อย่างไรก็ตาม ด้านคุณภาพการศึกษาก็ยังคงต้องเน้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ ดร.แพรวยึดถือมาโดยตลอดในด้านการพัฒนาครู-อาจารย์ ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารสถาบันการศึกษา ซึ่งตอนนี้เราเริ่มมีแนวคิดในการนำบางสาขาวิชาที่อาจไม่ต้องการใบปริญญา ซึ่งแม้ว่าสังคมยังต้องการปรับหลักสูตรออกมาเป็นหลักสูตรระยะสั้นหรือเป็นการจัดอบรมและมอบประกาศนียบัตรแทน
“แต่สิ่งที่ต้องยอมรับระบบการศึกษาไทยแบบไทยจริง ๆ อย่างหนึ่งคือ หลักสูตรไม่ได้พัฒนาให้ผู้เรียน เป็นผู้เรียนได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่ธุรกิจบัณฑิตย์ทำคือต้องทำให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาออกไปสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ วิชาทำงานร่วมกับของหลักสูตรในมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนถึง 50%”
ขณะนี้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้มีการแยกโมดูลาร์ออกมา ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนสำหรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป จะมีวิธีการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไป เช่น การเรียนโมดูลาร์นั้น ๆ จะต้องเรียนในกลุ่มนั้นกี่วิชา หรือเรียนโมดูลาร์นั้นสำเร็จการศึกษาออกไปแล้วไปทำอะไร ในสายวิชาชีพ
ปีนี้เป็นปีแรกที่เรียนกแบบโมดูลาร์ ตอนนี้เริ่มทดลองเป็นปีแรก สิ่งที่ทำควบคู่ไป คือ การทำหลักสูตรระยะสั้นแบบ nondegree แต่จะมีประกาศนียบัตรให้ ในมหาวิทยาลัยตอนนี้มีราว 200 กว่าโมดูลาร์
ปัจจุบันเรามีโมดูลาร์ที่นักศึกษาระดับ ป.ตรี เรียนแล้วสามารถใช้สกิลในการทำ YouTube ได้ และในอนาคตจะเปิดสอนระยะสั้นแบบมีประกาศนียบัตร ส่วนหลักสูตรการโรงแรม การท่องเที่ยว การบิน เด็กปีนี้แทบจะไม่มีคนสมัคร เพราะเขากลัวผลกระทบจากโควิด-19 จะทำให้ไม่มีงานทำ แต่ส่วนตัวมองว่า โควิด-19 ไม่น่าจะอยู่กับเราไปถึง 4 ปี อย่างไรก็ตามเส้นทางนี้ยังคงไปต่อได้
สำหรับการวางแผนรับคลื่นลูกใหญ่ในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่คาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์จำนวนนักศึกษาลดลงอย่างเห็นได้ชัดอีกครั้ง ซึ่งเริ่มมีให้เห็นในต่างประเทศในด้านความสนใจในการศึกษาปริญญาตรีน้อยลง ดังนั้นเราต้องวางแผนจำนวนอาจารย์และจัดการความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ของจำนวนนักศึกษา ซึ่งตามระบบการบริหารงานสถาบันการศึกษาต้องวางแผนล่วงหน้า 3-4 ปี นั่นหมายความว่าถ้าเราเห็นเทรนด์ในอนาคต เราต้องวางแผนตั้งแต่วันนี้
นอกเหนือจาก ดร.แพรวที่อยู่ในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์แล้วนั้น อีกหมวกใบหนึ่งของเธอยังรับหน้าที่ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติ เวลลิงตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ อีกด้วย ซึ่งแม้จะไม่ใช่การบริหารงานในฐานะครูใหญ่ของโรงเรียน แต่ในแง่ลักษณะของธุรกิจมีทั้งความคล้ายและแตกต่างกัน เพราะโรงเรียนนานาชาติไม่เน้นปริมาณนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งใหญ่สุดก็ไม่เกิน 2,000 คน บนพื้นที่ 50-60 ไร่ ต่างจากมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาเป็นหมื่นคน
สำหรับโอกาสของโรงเรียนนานาชาติยังโตได้อีกมาก เนื่องจากแต่ละปีโรงเรียนรับนักเรียนสำหรับห้องเรียนหนึ่งได้ 50-60 คน และพ่อแม่ก็อยากให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนนานาชาติที่มีคุณภาพจริง ๆ
แม้จะมีคำถามว่า มหาวิทยาลัยจะล้มหายตายจากไปหรือไม่ ? ในมุมมองของ ดร.แพรวมองว่า มหาวิทยาลัยจะยังคงมีความสำคัญ เป็นเครื่องมือสำคัญในการการันตีคุณภาพในการหางาน บอกให้รู้ว่านักศึกษาจบไปแล้วเป็นคนที่มีคุณภาพ และได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี
สุดท้ายไม่ว่าปัญหาใดหรือความท้าทายไหน ดร.แพรวมองว่า ความท้าทายมีไว้ให้แก้ และจะไม่เก็บปัญหาไว้ เมื่อมีปัญหาจะเอามาแก้ จดปัญหาลงบนกระดาษ แล้วมาหาทางออกเหมือนการแก้ปัญหาในข้อสอบ ไม่ว่าจะเรื่องงาน หรือครอบครัว และสร้างกำลังใจในการทำงานต่อไป
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 สิงหาคม 2564
บทความกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของภาคการศึกษาไทยภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ของสถาบันการศึกษา ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและการจัดการเรียนการสอนออนไลน์แบบเต็มรูปแบบ แม้ก่อนหน้านี้ระบบการศึกษาจะมีการเปลี่ยนแปลงตามยุค 4.0 และการทรานส์ฟอร์มในศตวรรษที่ 21 แต่โควิด-19 ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทั่วโลก สถาบันการศึกษาจึงต้องมุ่งพัฒนาทักษะผู้เรียนหรือ soft skills มากกว่าความรู้เชิงวิชาการ พร้อมออกแบบหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่น ทั้งแบบโมดูลาร์และการเรียนรู้ anywhere anytime รวมถึงหลักสูตรระยะสั้นแบบ non-degree เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน มหาวิทยาลัยต้องเผชิญความคล้ายคลึงของหลักสูตรในตลาด mass และต้องสร้างความแตกต่างด้วยผลลัพธ์ด้านทักษะและการมีงานทำ พร้อมพัฒนาคุณภาพอาจารย์อย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่านักศึกษาจะลดลง จึงต้องวางแผนล่วงหน้า 3–4 ปี ระบบการศึกษาต้องปรับโครงสร้าง เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ การเรียนรู้ตลอดชีวิตสำคัญขึ้น มหาวิทยาลัยยังคงเป็นเครื่องมือรับรองคุณภาพบัณฑิต และต้องใช้การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน การศึกษาไทย ก้าวหน้า
แนวโน้มสำคัญที่สุดที่เร่งการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยคือข้อใด
ก. การแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัย
ข. นโยบายรัฐด้านงบประมาณ
ค. โควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล
ง. จำนวนอาจารย์ลดลง
เฉลย: ค
เหตุผล: โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่การเรียนออนไลน์และการปรับตัวอย่างรวดเร็ว
แนวคิดสำคัญของการจัดหลักสูตรใหม่คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนรายวิชา
ข. เน้น soft skills และความยืดหยุ่น
ค. ลดการใช้เทคโนโลยี
ง. เพิ่มการท่องจำ
เฉลย: ข
เหตุผล: มุ่งพัฒนาทักษะการทำงานและความยืดหยุ่นมากกว่าความรู้เชิงทฤษฎี
“โมดูลาร์” ในบริบทบทความหมายถึงอะไร
ก. การเรียนแบบรวมศูนย์
ข. การเรียนแบบออนไลน์เท่านั้น
ค. การเรียนเป็นหน่วยย่อยที่เลือกได้
ง. การสอบปลายภาค
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการจัดการเรียนรู้เป็นหน่วยย่อย สามารถเลือกเรียนและสะสมได้
เหตุผลสำคัญที่ต้องพัฒนาหลักสูตร non-degree คืออะไร
ก. ลดจำนวนอาจารย์
ข. เพิ่มรายได้มหาวิทยาลัย
ค. ตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนเร็ว
ง. ลดจำนวนนักศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะเฉพาะและปรับตัวได้เร็วในตลาดงาน
ปัญหาหลักของมหาวิทยาลัยในบทความคือข้อใด
ก. ขาดงบประมาณ
ข. หลักสูตรแตกต่างกันมาก
ค. หลักสูตรคล้ายกันในตลาด mass
ง. ไม่มีผู้เรียนออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรคล้ายกัน ทำให้แข่งขันยาก
แนวทางสำคัญในการเพิ่มโอกาสการมีงานทำของบัณฑิตคือ
ก. เพิ่มการสอบ
ข. เน้นท่องจำ
ค. เพิ่มทักษะการทำงานร่วมกัน
ง. ลดกิจกรรมกลุ่ม
เฉลย: ค
เหตุผล: ทักษะการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญในองค์กรจริง
สิ่งที่คาดการณ์เกี่ยวกับจำนวนนักศึกษาในอนาคตคืออะไร
ก. เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ข. คงที่
ค. ลดลง
ง. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
เฉลย: ค
เหตุผล: แนวโน้มประชากรและความสนใจเรียนปริญญาลดลง
บทบาทสำคัญของผู้บริหารการศึกษาคือข้อใด
ก. เน้นงานเอกสาร
ข. ใช้การสั่งการ
ค. มีวิสัยทัศน์และปรับตัว
ง. ลดการเปลี่ยนแปลง
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องมีภาวะผู้นำและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
มหาวิทยาลัยยังมีความสำคัญเพราะเหตุใด
ก. เป็นแหล่งบันเทิง
ข. การันตีคุณภาพบัณฑิต
ค. ลดการแข่งขัน
ง. ลดต้นทุนรัฐ
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นเครื่องมือรับรองคุณภาพและมาตรฐานผู้สำเร็จการศึกษา
แนวคิดการแก้ปัญหาของผู้บริหารในบทความคือข้อใด
ก. หลีกเลี่ยงปัญหา
ข. ใช้อารมณ์ตัดสินใจ
ค. แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ง. รอคำสั่ง
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้การวิเคราะห์ จดปัญหา และหาทางออกอย่างเป็นขั้นตอน