สมาชิกเข้าสู่ระบบ

กลยุทธ์ผลิตบุคลากรดิจิทัล ตอบโจทย์ความต้องการโลก

 ล่าสุดมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี พ.ศ. 2573 ในขณะที่นานาประเทศทั่วทั้งภูมิภาคต่างเปิดรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในเชิงรุก ส่งผลให้แนวโน้มความต้องการ บุคลากรดิจิทัล เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันการนำระบบอัตโนมัติมาใช้แทนแรงงานคน ทำให้การ Upskill ฝีมือแรงงานและการพัฒนาทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญต่อประเทศไทยในการก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมดิจิทัลของภูมิภาคในอนาคตด้วย 

รายงานข่าวจาก thaimobilecenter.com เรื่อง หัวเว่ยชูกลยุทธ์ PIPES เร่งพัฒนาบุคลากรดิจิทัลอย่างครอบคลุมสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” ได้อ้างอิงถึงผลวิจัยจาก Gallup2 ที่เปิดเผยว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรผู้มีทักษะดิจิทัล โดยกว่า 76% ของตำแหน่งงานที่ว่างยังเป็นด้านที่เกี่ยวกับทักษะดิจิทัล 

ในขณะที่บริษัทเกือบ 72% ต้องเผชิญกับความท้าทายในการเติมเต็มตำแหน่งงานเหล่านี้ ปัจจุบันแนวโน้มความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ยังขยายไปถึงอุตสาหกรรมสาธารณสุข อุตสาหกรรมเหมืองแร่ และภาคส่วนอื่นๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอีกด้วย 

เพื่อลดช่องว่างด้านการขาดแคลน บุคลากรดิจิทัล โปรแกรมการฝึกอบรมที่ตอบโจทย์ความต้องการจึงเป็นแรงผลักดันสำคัญในการบ่มเพาะบุคลากรดิจิทัล เพื่อให้พร้อมสำหรับความท้าทายในปัจจุบันและอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยหัวเว่ยในฐานะผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีชั้นนำ ที่มาพร้อมกับองค์ความรู้และประสบการณ์ในอุตสาหกรรม รวมถึงศักยภาพด้านนวัตกรรมขั้นสูงจึงมีบทบาทสำคัญในการเร่งพัฒนาอีโคซิสเต็มของผู้มีทักษะดิจิทัล

 

หัวเว่ยเสนอไอเดีย ‘PIPES Talent Model’ 

แผนแม่บทสำหรับการพัฒนา บุคลากรดิจิทัล สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หัวเว่ยได้ใช้กลยุทธ์ ‘PIPES Talent Model’ ซึ่งเป็นแผนแม่บทสำหรับการพัฒนาผู้มีความสามารถด้านดิจิทัล โดยกลยุทธ์ PIPES มาจากแนวคิดหลัก 5 ประการคือ แพลตฟอร์ม (Platform) นวัตกรรม (Innovation) ความเป็นมืออาชีพ (Professional) ประสบการณ์ (Experience) และ ทักษะ (Skill) โดยโครงการนี้เป็นการพัฒนาทักษะเฉพาะบุคคลที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ หน่วยงานกำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงานด้านไอซีที ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป 

ทั้งนี้การเสริมศักยภาพบุคลากรผู้มีความสามารถด้านดิจิทัลของหัวเว่ยนี้ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนเพื่ออนาคต และยังช่วยเร่งผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไปพร้อมกัน

 

ใช้ “แพลตฟอร์ม” แลกเปลี่ยนความรู้และบ่มเพาะทักษะดิจิทัล

หัวเว่ยได้ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย รัฐบาล และพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมเพื่อสร้างอีโคซิสเต็มที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์ม ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนจริง เพื่อเสริมศักยภาพด้านดิจิทัลของบุคคลและชุมชนผ่านการแบ่งปันความคิดเห็นและทรัพยากรที่มีร่วมกัน 

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 หัวเว่ยผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยกว่า 300 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ฝึกอบรมนักศึกษามากกว่า 50,000 คนผ่านหลักสูตรการพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และการแข่งขันทักษะไอซีที 

และเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการปิดฉากการแข่งขันเทคโนโลยีไอซีทีระดับภูมิภาคในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของความมุ่งมั่นในการผลักดันเวทีระดับโลกสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยในการใช้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เปิดโอกาสให้แสดงความคิดสร้างสรรค์และส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง 

นอกจากนั้น สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ โปรแกรม ‘Huawei Cloud Incubator’ ช่วยผลักดันสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีให้เข้าถึงแพลตฟอร์มคลาวด์ของหัวเว่ย และในปัจจุบันโปรแกรมดังกล่าวร่วมสนับสนุนสตาร์ทอัพกว่า 110 รายทั่วภูมิภาค

 

จุดประกายความคิด สร้างสรรค์เทคโนโลยีด้วย “นวัตกรรม”

หัวเว่ยได้มีการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อเสริมทักษะและความรอบรู้ในประเด็นใหม่ๆ ในอีโคซิสเต็มด้านเทคโนโลยีผ่านโครงการ ‘Seeds for the Future’ โดยโครงการฯดังกล่าวได้เปิดตัวในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2551 ช่วยเสริมทักษะความรู้ความสามารถของนักศึกษามหาวิทยาลัย ผ่านการฝึกอบรมด้วยแนวคิดใหม่ที่ผสานเทคโนโลยีขั้นสูง และการเข้าถึงวัฒนธรรมอันหลากหลายที่เป็นเอกลักษณ์ 

นอกจากนี้ยังมีการแข่งขัน Tech4Good ที่จัดขึ้นเพื่อช่วยสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันคิดค้นวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความตระหนักรู้ต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยในปีที่ผ่านมา หนึ่งในผู้ชนะระดับภูมิภาคซึ่งเป็นตัวแทนจากมูลนิธิอาเซียน ได้นำเสนอโครงการ ‘N-ABLE’ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเพื่อการจับคู่ตำแหน่งงานกับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษและตรงกับเนื้องาน ผ่านการให้คำปรึกษา การจับคู่งาน และการฝึกอบรม 

และล่าสุด ในวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา หัวเว่ยได้เปิดตัว ‘Asia-Pacific OpenLab 3.0’ ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับนวัตกรรมและโซลูชันการวิจัยพัฒนาล่าสุดของหัวเว่ย มาพร้อมห้องปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีไอซีทีล้ำสมัยสี่ห้อง 

และการเปิดตัว OpenLab ของหัวเว่ยนี้เอง ที่เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านการผนึกกำลังเพื่อเสริมศักยภาพด้านนวัตกรรมของหัวเว่ยและพาร์ทเนอร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันนวัตกรรมและพลิกโฉมการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในประเทศและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

สร้างบุคลากร “มืออาชีพ” บ่มเพาะทักษะดิจิทัลด้วยพลังเครือข่ายที่แข็งแกร่ง

ในสิงคโปร์ Huawei ICT Academy ได้ผนึกกำลังกับ วิทยาลัยสิงคโปร์โพลีเทคนิค (Singapore Polytechnic) เพื่อแนะนำหลักสูตรที่ได้รับการรับรองในอุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุมหลักสูตรต่างๆ ทั้งการเขียนโปรแกรม โซลูชัน AI และคลาวด์ ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันให้บุคลากรมืออาชีพที่มีประสบการณ์ ให้สามารถใช้หลักสูตรเหล่านี้เพื่อเพิ่มพูนทักษะและเพิ่มโอกาสในการจ้างงานด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคต

อีกหนึ่งต้นแบบที่แสดงถึงความสำเร็จของพลังเครือข่ายนี้ คือ ในปีพ.ศ. 2563 ภายใต้การแนะนำของ KSP และการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐหลากหลายหน่วยงานในประเทศอินโดนีเซีย หัวเว่ยได้เปิดตัวโครงการเพื่อปลูกฝังผู้มีความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อบ่มเพาะบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในประเทศอินโดนีเซียให้ได้ 100,000 คนภายในเวลา 5 ปี และในปัจจุบันหัวเว่ยบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไปแล้วถึง 80%

 

แชร์ “ประสบการณ์” ด้วยความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรม

ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำที่วางรากฐานในเอเชียแปซิฟิกมากว่า 20 ปี หัวเว่ยได้สั่งสมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและพัฒนาองค์ความรู้ในอุตสาหกรรมจนพร้อมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ให้กับบุคคลทั่วไป องค์กร และชุมชนทั่วทั้งภูมิภาค ทั้งนี้ โครงการ Business Institute ซึ่งอยู่ภายใต้ ASEAN Academy จะส่งมอบทักษะประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการองค์กรและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลแก่ผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้พวกเขามองเห็นภาพใหญ่ท่ามกลางความซับซ้อนในยุคดิจิทัลได้

 

เร่งพัฒนา “ทักษะ” ดิจิทัล คู่ไปกับความเป็นผู้นำ

สถาบันด้านเทคนิคและวิศวกรรมของ ASEAN Academy ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ปฏิบัติงานด้านไอซีทีด้วยหลักสูตรการฝึกอบรมการรับรองทักษะไอซีที, ทักษะการติดตั้งอุปกรณ์ และหลักสูตรอื่นๆ ภายในปีพ.ศ. 2565 ศูนย์ฝึกอบรม ASEAN Academy ในประเทศไทย, ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศมาเลเซียช่วยเสริมศักยภาพทักษะไอซีทีให้ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลไปแล้วกว่า 75,000 คน 

หัวเว่ยยังมุ่งสร้างความเท่าเทียมด้านทักษะดิจิทัลและตอกย้ำความมุ่งมั่นในการลดความเหลื่อมล้ำ โดยในประเทศไทยและบังกลาเทศ ด้วยโครงการรถดิจิทัลเพื่อสังคม (Digital Bus) ที่เสริมทักษะดิจิทัลและองค์

ความรู้ด้านเทคโนโลยีให้กับผู้หญิงและเด็กกว่า 60,000 คน และโครงการ School-in-a-Bag ช่วยเสริมทักษะให้เยาวชนในฟิลิปปินส์กว่า 10,000 คนจาก 15 หมู่บ้าน สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกล

การลดช่องว่างด้านทักษะดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา ซึ่งเราจะสามารถสร้างตลาดงานที่มีพลวัตรและมีขีดความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัลได้ ผ่านการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตร การบุกเบิกการวิจัยเชิงนวัตกรรม รวมทั้งการสร้างแหล่งการเรียนรู้ที่ตรงกับความต้องการและการแบ่งปันองค์ความรู้ในอุตสาหกรรม ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันกำหนดภูมิทัศน์ดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อก้าวสู่ยุคแห่งความเจริญก้าวหน้าทางดิจิทัล และเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมและโอกาสใหม่ๆ ต่อไปในอนาคต 

ที่มา ; SALIKA

สรุปสาระสำคัญ 

บทความกล่าวถึงการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คาดว่าจะมีมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ทำให้ความต้องการบุคลากรดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนทักษะ โดยกว่า 76% ของตำแหน่งงานเกี่ยวข้องกับทักษะดิจิทัล และองค์กร 72% ประสบความยากในการสรรหาบุคลากร จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะ (Upskill) อย่างต่อเนื่อง

หัวเว่ยเสนอแนวคิด PIPES Talent Model ได้แก่ Platform, Innovation, Professional, Experience และ Skill เพื่อพัฒนาบุคลากรทุกกลุ่ม ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย รัฐบาล และภาคอุตสาหกรรม เช่น การฝึกอบรมนักศึกษากว่า 50,000 คน การสนับสนุนสตาร์ทอัพกว่า 110 ราย และโครงการนวัตกรรมต่าง ๆ

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา ICT Academy และ ASEAN Academy ที่อบรมกว่า 75,000 คน รวมถึงโครงการลดความเหลื่อมล้ำ เช่น Digital Bus และ School-in-a-Bag เพื่อเพิ่มการเข้าถึงทักษะดิจิทัลในสังคม โดยเน้นความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เข้มแข็งและขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคในอนาคต สรุปว่าการพัฒนาทักษะดิจิทัลต้องบูรณาการการศึกษา เทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะ ลดช่องว่างทักษะ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในระยะยาวเพื่ออนาคต

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการบุคลากรดิจิทัลในภูมิภาคคือข้อใด
A. การลดลงของประชากร
B. การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
C. การลดการลงทุนภาครัฐ
D. การหยุดใช้เทคโนโลยี

เฉลย: B
เหตุผล: เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตสูง ทำให้ความต้องการแรงงานดิจิทัลเพิ่มขึ้น

 

ข้อ 2

จากบทความ ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับทักษะดิจิทัลมีประมาณร้อยละเท่าใด
A. 56%
B. 66%
C. 76%
D. 86%

เฉลย: C
เหตุผล: ระบุว่า 76% ของตำแหน่งงานเกี่ยวข้องกับทักษะดิจิทัล

 

ข้อ 3

องค์กรส่วนใหญ่ประสบปัญหาใดมากที่สุด
A. ขาดเงินลงทุน
B. ขาดโครงสร้างพื้นฐาน
C. ขาดบุคลากรทักษะดิจิทัล
D. ขาดตลาดผู้บริโภค

เฉลย: C
เหตุผล: 72% ขององค์กรมีปัญหาขาดบุคลากรดิจิทัล

 

ข้อ 4

PIPES Model มีองค์ประกอบใด “ไม่ใช่”
A. Platform
B. Innovation
C. Production
D. Skill

เฉลย: C
เหตุผล: ไม่มีองค์ประกอบ Production ในโมเดลนี้

 

ข้อ 5

เป้าหมายหลักของ PIPES Talent Model คือข้อใด
A. ลดการใช้เทคโนโลยี
B. พัฒนาบุคลากรดิจิทัล
C. เพิ่มการผลิตสินค้า
D. ลดจำนวนแรงงาน

เฉลย: B
เหตุผล: มุ่งพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากรดิจิทัล

 

ข้อ 6

โครงการ Seeds for the Future มีจุดมุ่งหมายหลักคืออะไร
A. สร้างโรงงานผลิต
B. พัฒนาทักษะนักศึกษา
C. ลดค่าใช้จ่ายรัฐ
D. ขยายการค้า

เฉลย: B
เหตุผล: เน้นพัฒนาทักษะเทคโนโลยีของนักศึกษา

 

ข้อ 7

OpenLab 3.0 มีบทบาทสำคัญด้านใด
A. การผลิตสินค้า
B. ศูนย์กลางนวัตกรรมและวิจัย
C. การเงินธนาคาร
D. การท่องเที่ยว

เฉลย: B
เหตุผล: เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล

 

ข้อ 8

ASEAN Academy ได้พัฒนาบุคลากรประมาณกี่คน
A. 25,000 คน
B. 50,000 คน
C. 75,000 คน
D. 100,000 คน

เฉลย: C
เหตุผล: ระบุว่าอบรมกว่า 75,000 คน

 

ข้อ 9

โครงการ Digital Bus มีเป้าหมายหลักคืออะไร
A. ขนส่งสินค้า
B. ลดต้นทุนเทคโนโลยี
C. เพิ่มทักษะดิจิทัลให้ประชาชน
D. สร้างโรงเรียนใหม่

เฉลย: C
เหตุผล: มุ่งเพิ่มทักษะดิจิทัลให้กลุ่มเป้าหมาย

 

ข้อ 10

แนวทางสำคัญที่สุดในการลดช่องว่างทักษะดิจิทัลคือข้อใด
A. การแข่งขันทางธุรกิจ
B. การทำงานภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว
C. ความร่วมมือทุกภาคส่วน
D. การลดเทคโนโลยี

เฉลย: C
เหตุผล: ต้องอาศัยความร่วมมือรัฐ เอกชน และการศึกษาในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น