สมาชิกเข้าสู่ระบบ

กระจายอำนาจ : ทางเลือกและทางรอดประเทศไทย

กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 11)


          ความในตอนที่ 9 ผมยกตัวอย่างเรื่อง "การกระจายอำนาจด้านการศึกษา" โดยผมเห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการควรจะ "กระจายอำนาจ" การจัดการศึกษาระดับอนุบาลหรือปฐมวัย และการจัดการศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็ก (ที่ปัจจุบันมีนักเรียนไม่เกิน 120 คน) ไปให้กับ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการบริหารจัดการแทน มีเหตุผลสำคัญ คือ
          1.เพื่อให้เป็นไปตามหลักการ "กระจายอำนาจ" การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" จัดการศึกษาและพัฒนาเด็กและเยาวชน ตามความถนัดและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ รวมทั้งจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็น "ผู้นำชุมชน" ในอนาคต ซึ่งจะแตกต่างจากการจัดการศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนา "คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา" ตามแบบสากล ที่ีดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการอยู่ในปัจจุบัน
          2.เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ถือหลักว่า "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" นั้นเป็น "หัวใจ" สำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นองค์กรที่ีจัดตั้งขึ้นตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มแข็ง ประเทศนั้นๆก็จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว การที่จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มแข็ง รัฐบาลต้องไม่ "หวงอำนาจ" ต้องมอบภารกิจให้ทำ รัฐบาล(โดยกระทรวงศึกษาธิการ) มีหน้าที่ไปให้คำปรึกษาแนะนำ ตรวจนิเทศ ติดตามและประเมินผลงาน เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่บอกแต่ว่า อปท.ยังไม่พร้อมตลอดปีตลอดชาติ
          3.งานด้านการจัดการศึกษาระดับอนุบาลหรือปฐมวัยนั้น เป็นงานพัฒนาเด็กเล็กเพื่อเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ก่อนเข้าสู่การศึกษาระดับประถมศึกษาซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ การจัดการศึกษาให้กับเด็กในวัยนี้ไม่จำเป็นต้องใช้หลักสูตรการศึกษาหรือหลักวิชาการแต่อย่างใด ดังนั้น เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลก็สามารถจัดการได้ กระทรวงศึกษาธิการจึงควรถ่ายโอนงานทั้งหมด (ทั้งสถานศึกษา บุคลากร และงบประมาณ) ไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าวได้แล้ว
          ส่วนงานด้านการจัดการศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็ก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศนั้น ผมเห็นว่า ถึงเวลาที่กระทรวงศึกษาธิการจะถ่ายโอนภารกิจนี้ไปให้กับอปท.ได้แล้ว โดยอปท.ที่สมควรได้รับการถ่ายโอนภารกิจในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ คือ "องค์การบริหารส่วนจังหวัด" ในแต่ละจังหวัด ทั้งนี้เพื่อให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนำโรงเรียนดังกล่าวไป "บูรณาการควบรวมกัน" ตั้งแต่ 2 โรงเรียนขึ้นไปเพื่อลดจำนวนโรงเรียนลง เสร็จแล้วก็ให้นำไปพัฒนาให้เป็น "โรงเรียนชุมชน" เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ การจัดการศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็กในปัจจุบันมีปัญหามากมาย ทั้งปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาไม่ดี ปัญหาความสิ้นเปลืองด้านงบประมาณในการจัดการศึกษา และปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ปัญหาต่างๆดังกล่าวแล้วรัฐบาลควรมอบให้คนในท้องถิ่นนั้นๆเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยให้กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งเชื่อว่าไม่มีทางแก้ไขได้สำเร็จอย่างแน่นอน
          4.ถ้ารัฐบาลมีนโยบายให้ถ่ายโอนการจัดการศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็กทั่วประเทศไปให้กับ "องค์การบริหารส่วนจังหวัด" นอกจากจะเป็นการฝึกฝนให้ท้องถิ่นรับผิดชอบการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งแล้ว ยังเป็นการ "ลดภาระงาน" ของกระทรวงศึกษาธิการลงไปส่วนหนึ่ง กระทรวงศึกษาธิการจะได้มีเวลาไปจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่ และจัดการศึกษาระดับอาชีวศึกษา ให้มี "คุณภาพและมาตรฐาน" เทียบเท่าสากล ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกมากขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าบุคคลากรของกระทรวงศึกษาธิการสามารถทำได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นกระทรวงศึกษาธิการก็จะไม่ต้องตกเป็นจำเลยของสังคมอีกต่อไป
          ปัจจุบันมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดในหลายจังหวัดจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาได้ไม่ด้อยไปกว่ากระทรวงศึกษาธิการ เช่น กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี กระบี่ เชียงใหม่ และเชียงราย เป็นต้น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายก้าวหน้าไปไกลมาก เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 เว็บไซต์ The Active Thai PBS ได้นำเสนอข่าวในหัวข้อ "หมดยุคการศึกษาเสื้อโหล รร.อบจ.เชียงราย ให้เด็กประถม-มัธยม เลือกเรียน 19 หลักสูตรตามถนัด" ในรายงานข่าวมีความว่า นายศราวุธ สูตะวงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดเผยว่า "ขณะนี้โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปิดสอนระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 กำลังรับสมัครนักเรียนใหม่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2565 โดยเปิดรับสมัครนักเรียนใน 19 โปรแกรมวิชา" ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากการจัดการเรียนการสอนในแบบ "กึ่งบังคับเรียน" ในสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการโดยสิ้นเชิง
          ดังนั้น ที่มีคนจำนวนไม่น้อยพูดกันว่า อปท.ยัง "ไม่มีความพร้อม" ในการรองรับการกระจายอำนาจ จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นความจริง ผมเชื่อว่า ปัจจุบันมีอปท.หลายแห่งมีความพร้อมในการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง และก็มีอปท.หลายแห่งทำได้ดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย แต่มักจะไม่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน ที่เป็นข่าวมักจะเป็นข่าวที่ีไม่ดี เช่น ข่าวทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำรัสไว้ว่า "ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เหมือนกับหน่วยงานราชการส่วนกลางย่อมมีทั้ง "คนดีและคนไม่ดี" อยู่ในองค์กร วิธีที่ดีที่สุดคือ การหาหนทางในการ "ควบคุมและลงโทษ" คนไม่ดี ไม่ใช่ใช้เป็นข้ออ้างในการ "หวงอำนาจ" อยู่ต่อไปเรื่อยๆ

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             11 ธันวาคม 2564

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 12)

          กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงหนึ่งที่สมควรจะ "กระจายอำนาจ" มากที่ีสุด เหตุผลเนื่องจาก
          1.เป็นกระทรวงที่มี "ขนาดใหญ่มาก" ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการมีจำนวนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามากกว่า 6.5 แสนคน (เกือบ 1 ใน 3 ของบุคคลากรภาครัฐทั้งหมด 2.19 ล้านคน) ในปีงบประมาณพ.ศ.2564 รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณในการบริหารจัดการศึกษามากกว่า 3.58 แสนล้านบาท เงินจำนวนดังกล่าวกว่า 80% เป็นรายจ่ายประจำ (เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ) เฉพาะการบริหารราชการในหน่วยงานส่วนกลาง (ทั้ง 4 แท่ง) ต้องใช้บุคคลากรประมาณ 4,000 คน (ขณะที่หน่วยงานส่วนกลางในกระทรวงศึกษาธิการ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยไม่รู้กี่เท่า กลับใช้บุคคลากรประมาณ 1,000 คนเท่านั้น) แต่ "คุณภาพการศึกษา" ของไทยกลับด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
          สาเหตุที่ "คุณภาพการศึกษา" โดยรวมของไทยสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ ผมคิดว่า ไม่ใช่เป็นเพราะ "บุคคลากร" ของกระทรวงศึกษาธิการไม่มีความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการและจัดการเรียนการสอน แต่เป็นเพราะ "หน่วยงานราชการส่วนกลาง" ของกระทรวงศึกษาธิการ "รวบอำนาจ" ในการบริหารจัดการศึกษาไว้มากเกินไป ตั้งแต่การศึกษาระดับอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอาชีวศึกษา (ทำให้หน่วยงานราชการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการต้องใช้บุคคลากรมากกว่า 4,000 คน) ถ้ากระทรวงศึกษาธิการ "กระจายอำนาจ" การบริหารจัดการศึกษามากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ผมเชื่อว่า "คุณภาพการศึกษา" ของประเทศไทยจะดีขึ้นและได้มาตรฐานเทียบเท่าสากลอย่างแน่นอน
          2.เมื่อสังคมโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ีมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี (Technology Disruption) อย่างรวดเร็ว และต่อมาเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้น ทำให้ "วิธีการทำงาน" ของบุคลากรภาครัฐเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมาย วันนี้ "บุคคลากรภาครัฐ" กว่า 80% ทำงานที่บ้าน (Work from home) เห็นได้ชัดว่า ความจำเป็นในการใช้บุคคลากรทำงานในอนาคตจะลดลง แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสจะคลี่คลายลงไปแล้วก็ตาม เพราะรัฐบาลสามารถนำ "แพลตฟอร์มเทคโนโลยี" มาใช้ทำงานหลายอย่างแทนมนุษย์ได้ ทั้งงานด้านการบริหารจัดการองค์กร (เช่น การจัดการประชุมออนไลน์ การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ การจัดส่งข่าวสารข้อมูล ฯลฯ) และงานบริการประชาชน (หรือลูกค้าของหน่วยงาน)
          3.การ "กระจายอำนาจ" การบริหารจัดการศึกษานั้น สามารถทำได้ถึง 3 วิธี ได้แก่
          3.1 การกระจาย "ภารกิจ" ในการจัดการศึกษาระดับอนุบาลหรือปฐมวัย และการจัดการศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็กไปให้กับ "องค์การบริหารส่วนจังหวัด" เพื่อลดภารกิจในการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการลงไปส่วนหนึ่ง เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้มีเวลาไปทุ่มเทให้กับการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและระดับอาชีวศึกษา ให้มี "คุณภาพ" และได้ "มาตรฐานสากล" มากขึ้น มีข่าวเผยแพร่โดย MGR ONLINE วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2564 ว่ารัฐบาลเริ่มที่จะ "กระจายอำนาจ" การบริหารจัดการ "งานด้านสาธารณสุขมูลฐาน" ไปให้กับอปท.บ้างแล้ว กล่าวคือ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2564  นายมงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีื ปฏิบัติราชการแทนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในหนังสือเรื่อง "การดำเนินการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี(สอน.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล( รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด" งานด้านการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานก็คล้ายกับงานด้านสาธารณสุขมูลฐาน เป็นงานที่ไม่มีความยุ่งยากและซับซ้อนในการบริหารจัดการมากนัก จึงควรที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้กระจายอำนาจไปให้กับอปท.จัดการกันเองมากขึ้น
          3.2 กระจายอำนาจ "การบริหารจัดการภายในสถานศึกษา" (ทั้งการบริหารงานวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานทั่วไป) ไปยัง "สถานศึกษา" โดยตรง เพื่อที่จะทำให้สถานศึกษา "มีอิสระ" ในการบริหารจัดการตนเองร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษามากขึ้น ตามร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ... ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา มาตรา 14 บัญญัติว่า การจัดการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐต้องอยู่บนพื้นฐาน (1) มีความเป็นอิสระในการบริหารสถานศึกษาและกำหนดวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ และความในมาตรา 25 ได้ให้การรับรองให้สถานศึกษามีความเป็น "อิสระ" ใน 4 ด้าน คือ
          (1) มีความเป็นอิสระในการบริหารสถานศึกษา
          (2) มีความเป็นอิสระในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา 8
          (3) มีความเป็นอิสระในการบริหารการเงินและการใช้จ่ายเงิน
          (4) มีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล
          ถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาโดยไม่มีการแก้ไขความในมาตราทั้ง 2 มาตราดังกล่าว เชื่อว่า จะทำให้การจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในอนาคตมี "คุณภาพ" และได้ "มาตรฐาน" มากขึ้น เพราะการกระจายอำนาจทั้ง 4 ด้านดังกล่าว คือ "หัวใจ" สำคัญของการบริหารจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทในแต่ละพื้นที่ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ
          3.3 การแปรรูปกิจการบางอย่างที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น องค์การค้าของ สกสค. และโรงพิมพ์คุรุสภา ซึ่งประสบปัญหาการขาดทุนต่อเนื่องไปให้ภาคธุรกิจเอกชนดำเนินการแทน หรือไม่ก็ยุบเลิกไปเลย เพราะงานด้านการพิมพ์และจำหน่ายตำราเรียนจะลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ จึงไม่จำเป็นที่รัฐจะต้องมีหน่วยงานดังกล่าวอีกต่อไป เช่นนี้จะช่วยประหยัดเงินรายจ่ายภาครัฐได้มากขึ้น
          ในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการได้ทำการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.2546 "คุณภาพและมาตรฐาน" การศึกษาไทยก็ตกต่ำเรื่อยมา สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการที่กระทรวงศึกษาธิการ "ดึงอำนาจ" กลับไปไว้ที่ "ราชการส่วนกลาง" มากเกินไป จึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการจะกระจายอำนาจให้มากขึ้น เพื่อทำให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงขนาดเล็ก มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการศึกษามากขึ้น

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            12 ธันวาคม 2564

"กระจายอำนาจ" ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 13)

          การที่จะทำให้ระบบราชการไทยมีขนาดเล็กลงนั้น นอกจากการ "ลดภารกิจ" ที่ีหน่วยงานราชการส่วนกลางทำอยู่ในปัจจุบัน ด้วยวิธีการ "กระจายอำนาจ" ตามแนวทางทั้ง 3 แนวทางที่ีได้นำเสนอไว้ในตอนที่ 9 แล้ว วิธีที่ 2 ที่จะทำให้ระบบราชการไทยมีขนาดเล็กลงและเป็นระบบราชการที่ "ทันสมัย" มากขึ้น คือ
          2.การนำ "เทคโนโลยีดิจิทัล" มาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐและการให้บริการประชาชน เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้น ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมา ทำให้การบริหารจัดการทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน รวมทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน เกิดการเปลี่ยนแปลงไปใช้ "เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม" ในการบริหารจัดการองค์กรและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างกว้างขวาง เช่น การทำงานที่บ้าน การจัดการประชุม การจัดการเรียนการสอน การติดต่อประสานงาน การส่งข้อมูลข่าวสาร การสั่งซื้อสินค้าและอาหาร เป็นต้น สภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า "เทคโนโลยีดิจิทัล" เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการ "ทำงาน" แทนวิธีการทำงาน หรือการบริหารจัดการ หรือการให้บริการใน "รูปแบบเดิม" ได้เป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นที่จะต้องหวนกลับไปทำงานเหมือนเดิมอีกต่อไปก็ได้ แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคร้ายตัวนี้จะคลี่คลายลงไปในวันข้างหน้าก็ตาม
          นั่นหมายความว่า รัฐบาลควรจะต้องเร่งรัดดำเนินการ "พัฒนาระบบราชการ" ตามแผนการพัฒนา "รัฐบาลดิจิทัล" ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เนื่องจากการใช้ "แพลตฟอร์มเทคโนโลยี" ทั้งในการบริหารจัดการภาครัฐและการให้บริการประชาชน จะช่วยทำให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่าย และเกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการบริการประชาชนมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้ประชาชนผู้รับบริการได้รับความสะดวก รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย และลดระยะเวลาในการเดินทางไปติดต่อขอรับบริการจากทางราชการได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดพฤติกรรมการทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ "ภาครัฐ" ของไทยเป็นที่ี "น่าเชื่อถือ" ในสายตาของนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
          ถ้าภาครัฐไทยนำ "เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม" มาใช้ในการบริหารจัดการและการให้บริการประชาชนมากขึ้นกว่าเดิม จะทำให้เกิดการ "ประหยัด" ค่าใช้จ่ายประจำของหน่วยงานภาครัฐ และทำให้ "ระบบราชการ" มีขนาดเล็กลงได้ในอนาคต ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ
          2.1 ด้านการบริหารราชการ ทั้งเรื่องการอำนวยการและการสั่งราชการไปยังหน่วยปฏิบัติ การติดต่อสื่อสาร การจัดการประชุมสัมมนา การเดินทางไปนิเทศติดตามและตรวจราชการ ฯลฯ งานประจำเหล่านี้ปัจจุบันรัฐบาลต้องเสียเงินค่าใช้จ่าย เป็นเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลในแต่ละปีงบประมาณ ถ้ามีการนำ "เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม" มาใช้ในการบริหารจัดการแทน จะทำให้ค่าใช้จ่ายประจำปีในการบริหารจัดการภาครัฐลดลงไปได้มากพอสมควร รวมทั้งจะช่วยให้เกิดการลดจำนวน "บุคคลากร" ผู้ปฏิบัติงานใน "ราชการส่วนกลาง" ลงไปได้ด้วย
          ทำไม "ระบบราชการไทย" จึงมี "ค่าใช้จ่ายประจำ" สูง? มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ เป็นต้น เพราะภาครัฐไทยใช้ระบบการบริหารราชการแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่ราชการบริหารส่วนกลาง "การรวมศูนย์อำนาจ" การบริหารราชการทำให้เกิดการบริหารจัดการแบบ "แยกส่วน" ขึ้น ในการปฏิบัติงานของแต่ละ "หน่วยงานสาขา" ที่กระทรวงและกรมต่างๆไปจัดตั้งขึ้น เพื่อให้ปฏิบัติราชการแทน "หน่วยงานต้นสังกัด" ในแต่ละจังหวัด ทุกกระทรวงและกรมก็จะต้องไปลงทุนก่อสร้าง "สำนักงาน" ของตนเองขึ้นในจังหวัดนั้นๆ ในแบบแยกกันอยู่ (แม้แต่หน่วยงานในกระทรวงเดียวกัน) แทนที่ีจะไปใช้ "ศาลากลางจังหวัดหรือศูนย์ราชการ" เป็นสถานที่ปฏิบัติงานร่วมกันเพียงอาคารเดียว เราจึงได้เห็น "สำนักงานสาขา" ของหน่วยงานราชการส่วนกลาง กระจายอยู่ในแต่ละจังหวัดจำนวนมากกว่า 100 แห่งขึ้นไป การจัดสร้าง "สำนักงานสาขา" ของหน่วยงานราชการส่วนกลาง (แบบแยกส่วนกันอยู่) ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเงินงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ ตั้งแต่การจัดหาที่ีดินราชพัสดุ ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคาร ค่าซ่อมบำรุงรักษา  ค่าสาธารณูปโภคและอื่นๆ ถ้าทุกกระทรวงและกรมไปตั้ง "สำนักงานสาขา" อยู่ในอาคารเดียวกัน จะประหยัดเงินงบประมาณรายจ่ายภาครัฐได้เป็นจำนวนมาก
          นอกจากนี้การที่หน่วยงานราชการส่วนกลางไปจัดตั้ง "สำนักงานสาขา" แบบแยกส่วนกันอยู่ในแต่ละจังหวัด ก็ยังทำให้หน่วยงานราชการไม่สามารถใช้ "ทรัพยากรทางการบริหาร" เช่น การใช้อาคารสำนักงาน การใช้ห้องประชุม การใช้รถยนต์ส่วนกลาง ฯลฯ ร่วมกันได้ โดยเฉพาะการใช้ "ห้องประชุมและรถยนต์ส่วนกลาง" ในสภาพปัจจุบันแต่ละหน่วยงานก็จะต้องก่อสร้างห้องประชุมและจัดซื้อรถยนต์เป็นของหน่วยงานตนเอง และใช้ "ทรัพยากรทางการบริหาร" ดังกล่าวในแบบ "แยกส่วน" กันใช้ เพราะไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ ทั้งที่ห้องประชุมก็ดี รถยนต์ส่วนกลางโดยเฉพาะรถตู้ก็ดี ในแต่ละเดือนหน่วยงานต่างๆใช้งานกันไม่บ่อยครั้งนัก นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดการใช้ "ทรัพยากรทางการบริหาร" อย่างไม่ "คุ้มค่า" และ "ประหยัด" เงินงบประมาณรายจ่ายประจำภาครัฐ หาก "หน่วยงานสาขา" ถูกจัดให้อยู่ในสถานที่เดียวกัน (ศาลากลางจังหวัดหรือศูนย์ราชการ) รัฐบาลก็ไม่จำเป็นที่จะต้องก่อสร้างห้องประชุม และจัดซื้อรถยนต์ส่วนกลางจำนวนมากมายเช่นทุกวันนี้ ปัจจุบันรัฐบาล(โดยกระทรวงการคลัง) น่าจะพัฒนา "แพลตฟอร์มเทคโนโลยี" ในการบริหารจัดการ "ทรัพยากรทางการบริหาร" เช่น การใช้รถยนต์(รถตู้)ส่วนกลางร่วมกัน เพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติงานในระดับจังหวัดได้แล้ว
          เมื่อครั้งที่ผมยังทำงานอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ มีหัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานหนึ่งมาพบเพื่อขออนุญาตใช้ที่ดินราชพัสดุก่อสร้างอาคารสำนักงานหลังใหม่ (เดิมหน่วยงานนั้นเช่าตึกแถวเป็นอาคารสำนักงาน) โดยหัวหน้าส่วนราชการคนนั้นบอกว่า กรมต้นสังกัดจะจัดสรรงบประมาณค่าก่อสร้างอาคารให้ในปีถัดไป ผมบอกกับหัวหน้าส่วนราชการคนนั้นไปว่า ศาลากลางจังหวัดยังมีห้องว่างอยู่มากพอสมควร ขอให้มาใช้ศาลากลางจังหวัดเป็นสถานที่ปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อประหยัดเงินงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ ผมไม่เห็นด้วยที่จะไปก่อสร้างอาคารหลังใหม่ ผมรู้สึกว่าหัวหน้าส่วนราชการคนนั้นไม่พอใจกับคำตอบที่ได้รับกลับไป
          2.2 ด้านการให้บริการประชาชน "เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม" ที่ีหน่วยงานภาครัฐนำมาใช้ในการให้บริการประชาชนในปัจจุบัน เช่น การยื่นชำระภาษีเงินได้ออนไลน์ การขออนุญาตต่อทะเบียนรถยนต์ การแจ้งย้ายทะเบียนบ้าน การจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน ฯลฯ งานบริการเหล่านี้ล้วนทำให้ประชาชนผู้รับบริการได้รับความสะดวก สะบาย และรวดเร็วมากขึ้น และยังทำให้ประชาชนไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อขอรับบริการ ณ ที่สำนักงานของหน่วยงานที่ให้บริการด้วย ทำให้ช่วยลดความแออัดในหน่วยงานราชการ และยังช่วยลดพฤติกรรมการทุจริตคอรัปชั่นได้ด้วย
          ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเร่งรัดพัฒนา "ระบบการบริหารจัดการภาครัฐ" เพื่อทำให้รัฐบาลไทยเป็น "รัฐบาลที่ีทันสมัย หรือรัฐบาลดิจิทัล" ให้ได้โดยเร็ว เพื่อทำให้นักธุรกิจ นักลงทุนและประชาชนทั่วไป ได้รับความสะดวก รวดเร็วในการติดต่อขอรับบริการ หรือขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการต่างๆ ถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐให้ "ทันสมัย" ขึ้น ผมเชื่อว่า จะทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนหันกลับมาสนใจลงทุนในประเทศมากขึ้น เมื่อนั้นเศรษฐกิจของประเทศก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้คนในประเทศมีงานทำมากขึ้น และปัญหาการ "ตกงาน" ก็จะลดลงไปด้วย

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            13 ธันวาคม 2564

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 14)

          ทำไมประเทศไทยจึงต้องปฏิรูประบบราชการและจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ ด้วยการ "กระจายอำนาจ" ออกจาก "ราชการส่วนกลาง" ตามแนวทางทั้ง 3 แนวทางที่ได้นำเสนอไว้แล้วในตอนที่ 9 เหตุผลสำคัญ คือ
          1.ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดกลางค่อนข้างไปทางใหญ่ (เป็นอันดับที่ 59 ของโลก) มีขนาดพื้นที่ประมาณ 5 แสนตารางกิโลเมตร (หรือประมาณ 320 ล้านไร่) มีสภาพภูมิประเทศที่ีแตกต่างกันแบ่งออกได้เป็น 4 ภาค มีประชากรประมาณ 70 ล้านคน ในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ทั้งทางด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพเศรษฐกิจ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี และภาษา สภาพที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังกล่าว ทำให้การบริหารราชการแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่ี "ราชการส่วนกลาง" โดยมี "หัวหน้าหน่วยงานราชการส่วนกลาง" เป็นผู้กำหนดนโยบายและสั่งราชการทุกเรื่อง ไปยัง "หน่วยงานผู้รับปฏิบัติ" ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ในลักษณะที่เป็น "นโยบายหรือคำสั่งแบบเดียวกัน" หรือเหมือนกันทั่วประเทศ (เหมือนการตัดเสื้อโหลแล้วส่งไปให้คนทั้งประเทศใส่) การสั่งราชการในลักษณะดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมี "ประสิทธิภาพ" ในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากบริบทสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ และ "ความต้องการของประชาชน" ในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันมาก นอกจากนี้การที่สังคมโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ด้านประชากรและสังคม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการวิจัยและพัฒนา ด้านเทคโนโลยี และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ "รูปแบบการปฏิบัติราชการ" ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพพื้นที่ และตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
          ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย "หัวใจสำคัญ" ของการปกครองในระบอบนี้คือ การกระจายอำนาจให้คนที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆ "จัดการปกครองตนเอง" เพราะหลักการสำคัญของ "การปกครองตนเอง" คือ ความเชื่อที่ว่าคนในท้องถิ่นนั้นๆย่อมมีความรู้ความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ สภาพปัญหาและความต้องการของท้องถิ่นของตนเอง ดีกว่าคนที่ไม่ได้เกิดและเติบโตหรือเคยอาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้นการให้คนที่อยู่ในส่วนกลางหรือคนนอกพื้นที่ี ซึ่งไม่มีความรู้ความเข้าใจในบริบทของพื้นที่นั้นๆดีพอ เข้าไปบริหารจัดการหรือสั่งราชการในท้องถิ่นต่างๆ ย่อมไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในท้องถิ่นนั้นๆ แนวคิดเรื่อง "จังหวัดจัดการตนเอง" ที่ีเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2552 ใน 26 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ปัตตานี ภูเก็ต กระบี่ และอำนาจเจริญ เป็นต้น ล้วนเป็นแนวคิดที่มีต้นเหตุมาจากการบริหารราชการที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนในท้องถิ่นนั้นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีภูมิหลังทางด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี ที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆอย่างชัดเจน การเรียกร้องให้มีการปกครองตนเองในจังหวัดดังกล่าว ก้าวข้ามไปถึงขั้นความต้องการให้มี "การแบ่งแยกดินแดน" จนทำให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2547 เป็นต้นมา
          เช่นนี้ถ้าปล่อยให้ระบบราชการไทยยังคงเป็นแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" ต่อไป จะทำให้เกิด "ความท้าทาย ความขัดแย้ง และการเดินขบวนประท้วงเรียกร้อง" ทางการเมืองต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เราได้เห็นสภาพ "ความขัดแย้งและการประท้วงเรียกร้อง" ทั้งทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม เกิดขึ้นในประเทศอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 2 ทศวรรษแล้ว ความขัดแย้งและการประท้วงเรียกร้องทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้ "ระบอบประชาธิปไตย" ในประเทศไทยเดินหน้าไม่ได้ เพราะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นในประเทศถึง 2 ครั้งแล้ว นอกจากนี้ยังทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมาเจอเข้ากับ "วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19" ซ้ำเติมเข้ามาอีก จึงทำให้ประเทศไทยเสียเวลาและ "ติดกับดัก" อยู๋กับสภาพความขัดแย้งและการประท้วงเรียกร้องทางการเมืองตลอดมา
          การที่ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดกลางค่อนข้างไปทางใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากประเทศเล็กๆ เช่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ หรือแม้แต่ประเทศมาเลเซียก็ตาม การสั่งราชการโดยหน่วยงานส่วนกลางลงไปในพื้นที่ที่มีบริบทแตกต่างกัน เพื่อให้ทุกพื้นที่ปฏิบัติอย่างเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการสั่งราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือแม้แต่การบริหารราชการในสถานการณ์ปกติ เช่น การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การสาธารณสุขมูลฐาน การบริหารจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็ก การเกษตรกรรม การประมงและการปศุสัตว์ การพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น การรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด การส่งเสริมศาสนาและศิลปะวัฒนธรรม การพัฒนาสตรีและเด็ก ผู้พิการและผู้สูงอายุ เป็นต้น การบริหารจัดการในเรื่องต่างๆดังกล่าวแล้ว รัฐบาลควรจะมอบให้เป็น "ภารกิจและหน้าที่" ของ "ประชาชน" ที่ในท้องถิ่นนั้นๆ ได้เข้ามา "มีส่วนร่วม" ในการบริหารจัดการกันเองมากขึ้น
          2."การรวมศูนย์อำนาจ" ทำให้เกิดปัญหา "ความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลือง" ในการบริหารราชการแผ่นดินและการพัฒนาประเทศ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มี "การแบ่งแยกภารกิจ" กันอย่างชัดเจนระหว่างหน่วยงาน ทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น จึงทำให้เกิดปัญหาการทำงานอย่างเดียวกัน "ซ้ำซ้อนกัน" ขึ้นระหว่างหน่วยงานทั้ง 3 ส่วนดังกล่าว เช่น งานด้านการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งน้ำ การป้องกันและการบรรเทาสาธารณภัย และการช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ เป็นต้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราจึงได้เห็น "ผลงาน" ที่หน่วยงานราชการส่วนกลางลงไปทำในพื้นที่หลายจังหวัด เสร็จแล้วประชาชนในพื้นที่นั้นๆไม่ได้ใช้ประโยชน์ในโครงการที่ลงไปทำ "อย่างคุ้มค่า" เท่าที่ควร จนทำให้โครงการต่างๆเหล่านั้นกลายเป็นโครงการที่ "ถูกทิ้งร้าง" ไว้ให้เห็นกันมากมายในหลายจังหวัด เช่น งานก่อสร้างอาคารสถานที่ราชการ งานก่อสร้างสนามกีฬา สนามเด็กเล่น งานก่อสร้างอาคารศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน(OTOP) งานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก โครงการก่อสร้างโรงสีข้าวชุมชน และโรงงานอบยางแผ่นลมควัน เป็นต้น นี่คือตัวอย่างของการบริหารราชการแบบรวมศูนย์อำนาจโดยราชการส่วนกลาง ที่ีทำให้เกิดความสูญเสียสิ้นเปลืองเงินงบประมาณของประเทศไปโดยเปล่าประโยชน์ บทเรียนเหล่านี้ไม่สามารถหาตัวผู้รับผิดชอบได้ และไม่มีใครสนใจศึกษาวิจัยเพื่อหาทางแก้ไข
          3."การรวมศูนย์อำนาจ" ทำให้เกิดปัญหา "การผูกขาดตัดตอน" ขึ้นในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจ "แบบการตลาด" เหมือนกับประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก รวมทั้งประเทศสังคมนิยม เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐเวียดนาม เป็นต้น ในระบบเศรษฐกิจแบบการตลาดนั้น หัวใจสำคัญของระบบนี้ คือ "การกระจายอำนาจ" ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคธุรกิจเอกชนที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นของตนเอง เพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง และทำให้เกิดการขยายตัวของ "ชุมชนเมือง" กระจายไปทั่วประเทศ การที่ประเทศไทยใช้ระบบการบริหารราชการ "แบบรวมศูนย์อำนาจ" โดยหน่วยงานราชการส่วนกลาง ทำให้การขยายตัวของชุมชนเมืองเกิดการ "กระจุกตัว" ขึ้นเฉพาะในบางพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑลและหัวเมืองขนาดใหญ่เพียงไม่กี่เมืองเท่านั้น ทั้งนี้เพราะการบริหารราชการโดยหน่วยงานราชการส่วนกลาง เป็นผู้กำหนดนโยบายและออกกฏหมาย กฎ ระเบียบต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเหมือนกันทั่วประเทศ เป็นที่มาของ "การผูกขาดตัดตอน" ทางธุรกิจการค้าและการลงทุน ทำให้เกิด "ธุรกิจผูกขาด" ขึ้นเฉพาะกับผู้ประกอบธุรกิจการค้ารายใหญ่ๆ และเกิดขึ้นแต่เฉพาะในหัวเมืองใหญ่ๆเท่านั้น เช่น การกำหนดรูปแบบและเงื่อนไขการประมูลงานก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่งชชของกระทรวงคมนาคม ทำให้เกิดการผูกขาดงานก่อสร้างอยู่แต่เฉพาะบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัทที่อยู่ในกรุงเทพฯ การกำหนดกฏ ระเบียบในการผลิตและการจำหน่าย รวมทั้งวิธีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของกระทรวงการคลัง ทำให้เกิดการผูกขาดการผลิตและจำหน่ายสุราและเบียร์ขึ้นกับผู้ผลิตรายใหญ่ๆเท่านั้น การจัดการศึกษาโดยหน่วยงานราชการส่วนกลาง ทำให้เกิดการผูกขาดธุรกิจการค้า "เครื่องแบบนักเรียนและตำราเรียน" ในหมู่ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย เป็นต้น "การกระจายอำนาจ" จากหน่วยงานราชการส่วนกลางจะช่วยให้เกิด "การทะลายการผูกขาด" ในระบบราชการได้ในระดับหนึ่ง และยังจะช่วยทำให้ "เศรษฐกิจชุมชน" เข้มแข็งขึ้นด้วย

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            14 ธันวาคม 2564

 

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 15)
          4."การรวมศูนย์อำนาจ" ทำให้เกิดปัญหา "การบังคับใช้กฎหมาย" และปัญหา "ความไม่เป็นธรรม" ในสังคม ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการบัญญัติกฎหมายออกมาบังคับใช้มากที่สุดประเทศหนึ่ง เนื่องจากระบบการบริหารราชการแผ่นดินยังคงเป็นระบบ "รวมศูนย์อำนาจ"  ทำให้หน่วยงานราชการระดับกระทรวงและกรมต่างๆพยายามที่จะตรากฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่างๆออกมาบังคับใช้ให้มากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน มากกว่าที่จะคำนึงถึง "สิทธิเสรีภาพ" และการอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจเอกชนและประชาชนผู้รับบริการ เรื่องนี้องค์กรต่อต้านคอรัปชั่น (ประเทศไทย) ได้ทำการสำรวจพบว่า ประเทศไทยมีการตราพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ) ออกมาใช้บังคับมากกว่า 1,000 ฉบับ ทั้งนี้ไม่รวมกฎกระทรวง ระเบียบและข้อบังคับต่างๆอีกมากมาย (เว็บไซต์องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นประเทศไทย วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2560)
          กฎหมายที่ีหน่วยงานราชการส่วนกลางตราออกมาบังคับใช้ ส่วนใหญ่เป็นกฏหมายที่ีให้ "อำนาจ" กับหัวหน้าหน่วยงานระดับอธิบดีขึ้นไป ในการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติราชการ การกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวด และการพิจารณาอนุมัติ อนุญาตในเรื่องต่างๆที่เป็นภารกิจของหน่วยงานนั้นๆ เมื่อพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายมากขึ้น หน่วยราชการนั้นๆก็มักจะขอแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีการกำหนดบทลงโทษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ออกกฏหมายส่วนใหญ่มักจะคิดว่า "กฎหมาย" สามารถควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้ โดยเฉพาะกฎหมายที่ีมีโทษทางอาญา ทั้งที่การกำหนดโทษทางอาญาเพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้การกระทำผิดลดลงแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายอาญา กฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกฏหมายป่าไม้ เป็นต้น
          การตรา "กฎหมาย" ขึ้นใช้เป็นจำนวนมาก จึงไม่ได้แปลว่าจะทำให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย หรือทำให้เกิดความเป็นธรรม หรือทำให้ประเทศชาติได้รับการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้ามการมีกฎหมายจำนวนมากและกฎหมายดังกล่าวไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย หรือแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน "กฎหมาย" คือ "ตัวอุปสรรค" ของการติดต่อขอรับบริการในเรื่องต่างๆของภาคธุรกิจเอกชนและประชาชน รวมทั้งเป็น "ตัวปัญหา" ในการขออนุญาตประกอบธุรกิจการค้าและการลงทุนด้วย ในเรื่องนี้ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ได้ให้สัมภาษณ์ (ข่าวประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2564) ว่า "ประเทศไทยมีกฏ ระเบียบเยอะมาก นี่จึงเป็นอุปสรรค 1 ใน 2 เรื่องของเรา คือ เรื่องนี้กับเรื่องแรงงานฝีมือ ซึ่งเราไปติดอยู่กับแรงงานไร้ฝีมือ ทำให้ไม่ไปไหน ... ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีการศึกษาว่า เราควรแก้กฎระเบียบอะไรบ้าง แต่ก็ไม่มีใครกล้าทุบโต๊ะ เพราะรัฐมนตรีคนไหนทุบโต๊ะ คนนั้นจะกลายเป็นหมาหัวเน่า กลายเป็นศัตรูกับข้าราชการ เพราะจะมีการตัดลดผลประโยชน์ที่ควรได้ของหน่วยงาน"
          ถ้ายังไม่มี "การกระจายอำนาจ" เกิดขึ้น ก็อย่าหวังว่า ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วได้ในอนาคต
          5."การรวมศูนย์อำนาจ" ทำให้เกิดปัญหาพฤติกรรมการแทรกแซงทาง "การเมือง" ขึ้น เนื่องจากการมีระบบราชการแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" ทำให้ "นักการเมืองระดับชาติ" พยายามเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองและแทรกแซงระบบราชการเกือบทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการแย่งชิงกันจัดตั้งรัฐบาล การวิ่งเต้นเพื่อเป็นรัฐมนตรีและดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ การแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทุกระดับ การวิ่งเต้นเพื่อขอเงินงบประมาณและโครงการต่างๆไปลงในพื้นที่ของตนเอง การฝากเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง เป็นต้น พฤติกรรมทางการเมืองดังกล่าวมีที่มาเนื่องจากโครงสร้าง "ระบบบริหารราชการไทย" มีการ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่ี "ราชการส่วนกลาง" ทั้งสิ้น ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการที่ีจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเมืองดังกล่าว รัฐบาลต้อง "กระจายอำนาจ" ออกไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ีอยู่ในจังหวัดต่างๆให้มากที่สุด เพราะเมื่อใดก็ตามที่ "อำนาจ" ทั้งเรื่องการบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไป ถูกทำให้ "กระจาย" ออกไปอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆมากขึ้น เมื่อนั้นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน "ราชการส่วนกลาง" ก็จะลดลงไป พฤติกรรมทางการเมืองทั้งในระดับรัฐบาลและหน่วยงานราชการส่วนกลางที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในปัจจุบันก็จะลดลงไปด้วย ในโลกปัจจุบันซึ่งเป็นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว "ราชการส่วนกลาง" นั้นควรทำหน้าที่เฉพาะเรื่องการกำหนดนโยบาย การสนับสนุนทางวิชาการ การพัฒนาบุคลากร การนิเทศ ติดตามและตรวจประเมินผลการปฏิบัติงานของ "หน่วยปฏิบัติ" และการควบคุม กำกับ ดูแล ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและเป็นไปตามระเบียบกฎหมายเท่านั้น
          "การเมือง" ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆต้องการ "การปกครองตนเอง" ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ.2562 มีพรรคการเมืองใหม่พรรคหนึ่งนำเสนอนโยบายที่โดนใจผู้เลือกตั้งมาก เช่น การยุติระบบราชการแบบรวมศูนย์ (กระจายอำนาจ กระจายคน กระจายงบประมาณไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ปฏิวัติการศึกษา และทลายเศรษฐกิจผูกขาด เป็นต้น ปรากฏว่าพรรคการเมืองพรรคนั้นได้รับการโหวตเสียงจากคนรุ่นใหม่ถึง 6.2 ล้านคะแนน น้อยกว่าพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด 8.4 ล้านคะแนน อยู่เพียง 2.2 ล้านคะแนนเสียงเท่านั้น นี่แสดงว่า "คนรุ่นใหม่" อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ต้องการให้รัฐกระจายอำนาจการบริหารราชการ ต้องการให้มีการปฏิรูปการศึกษา และต้องการให้มีการทลายระบบเศรษฐกิจผูกขาดในระบบราชการไทยที่ีเป็นมาอย่างยาวนานมาก ถ้าระบบราชการไทยยังคงเป็นระบบ "รวมศูนย์อำนาจ" เช่นในปัจจุบัน เป็นการยากที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ประเทศไทยก็คงจะตกอยู่ใน "วังวน" ของการแก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์อยู่ต่อไปอีกนาน
          "การรวมศูนย์อำนาจ" การบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยไว้ที่ี "ราชการส่วนกลาง" จึงเป็น "ตัวถ่วง" ของการพัฒนาประเทศทั้งด้านการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทำให้ประเทศไทยติด "กับดักประเทศรายได้ปานกลาง" ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            15 ธันวาคม 2564

สรุปสาระสำคัญ

บทความนำเสนอแนวคิด “การกระจายอำนาจ” โดยเฉพาะในภาคการศึกษา เพื่อถ่ายโอนภารกิจการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยและโรงเรียนขนาดเล็กไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและบริบทของแต่ละพื้นที่ ลดการรวมศูนย์อำนาจของกระทรวงศึกษาธิการ และเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ให้เหมาะกับชุมชน ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการจะสามารถไปเน้นพัฒนาการศึกษาระดับมัธยมและอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐานสากลมากขึ้น

บทความชี้ว่าการรวมศูนย์อำนาจทำให้เกิดปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก สิ้นเปลืองงบประมาณ คุณภาพต่ำ และไม่ตอบโจทย์พื้นที่ รวมถึงเสนอให้มีการควบรวมโรงเรียนเป็น “โรงเรียนชุมชน” โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้บริหารจัดการ

นอกจากนี้ยังเสนอให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารรัฐ เพื่อลดขนาดระบบราชการ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดปัญหาทุจริต พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกประชาชน

บทความยังวิพากษ์ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจที่ทำให้เกิดกฎหมายจำนวนมาก ซ้ำซ้อน เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ เกิดการผูกขาดทางธุรกิจ และเปิดช่องให้การเมืองแทรกแซงระบบราชการ รวมทั้งสร้างความขัดแย้งในสังคม

สรุปว่าการกระจายอำนาจควบคู่กับรัฐบาลดิจิทัลและการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น คือทางออกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1

เหตุผลสำคัญที่สุดของการถ่ายโอนการศึกษาปฐมวัยไปยัง อปท. คือข้อใด
ก. ลดจำนวนครูในระบบ
ข. สอดคล้องกับบริบทและความต้องการท้องถิ่น
ค. เพิ่มการสอบมาตรฐานระดับชาติ
ง. ลดจำนวนหลักสูตรการศึกษา

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นให้ท้องถิ่นจัดการตามบริบทพื้นที่และความต้องการของชุมชน ไม่ใช่ลดคนหรือหลักสูตร

ข้อ 2

แนวคิด “โรงเรียนชุมชน” เกิดขึ้นจากปัญหาใดเป็นหลัก
ก. ขาดครูผู้สอน
ข. โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนมากเกินไป
ค. โรงเรียนขนาดเล็กไม่มีประสิทธิภาพและสิ้นเปลืองงบประมาณ
ง. ขาดอาคารเรียนมาตรฐาน

เฉลย: ค
เหตุผล: โรงเรียนขนาดเล็กกระจัดกระจาย ทำให้ต้นทุนสูงและคุณภาพต่ำ จึงเสนอควบรวม

ข้อ 3

บทบาทที่เหมาะสมของกระทรวงศึกษาธิการหลังการกระจายอำนาจคือข้อใด
ก. บริหารโรงเรียนทั้งหมดเอง
ข. กำหนดหลักสูตรรายโรงเรียน
ค. กำกับ ติดตาม และพัฒนามาตรฐาน
ง. จัดซื้ออุปกรณ์การเรียนทุกชนิด

เฉลย: ค
เหตุผล: ส่วนกลางควรเปลี่ยนเป็นบทบาทกำกับและสนับสนุน ไม่ใช่บริหารโดยตรง

ข้อ 4

ข้อใดเป็นผลเสียของการรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษา
ก. การแข่งขันสูงขึ้น
ข. การตัดสินใจรวดเร็ว
ค. เกิดความเหมาะสมเฉพาะพื้นที่
ง. งบประมาณสิ้นเปลืองและไม่ตอบโจทย์พื้นที่

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความชี้ว่าระบบรวมศูนย์ทำให้สิ้นเปลืองและไม่สอดคล้องพื้นที่

ข้อ 5

เหตุใดจึงเสนอให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาครัฐ
ก. เพื่อเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่
ข. เพื่อเพิ่มขั้นตอนราชการ
ค. เพื่อลดประสิทธิภาพการทำงาน
ง. เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

เฉลย: ง
เหตุผล: ดิจิทัลช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความรวดเร็ว และลดการใช้ทรัพยากร

ข้อ 6

ปัญหากฎหมายจำนวนมากในระบบราชการเกิดจากสาเหตุใด
ก. ประชาชนไม่ปฏิบัติตาม
ข. การกระจายอำนาจมากเกินไป
ค. การรวมศูนย์อำนาจและการควบคุมจากส่วนกลาง
ง. การขาดผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

เฉลย: ค
เหตุผล: ส่วนกลางออกกฎหมายเพื่อควบคุมและอำนวยการมากเกินไป

ข้อ 7

ผลกระทบของระบบรวมศูนย์ต่อเศรษฐกิจคือข้อใด
ก. การกระจายรายได้ทั่วถึง
ข. การแข่งขันลดลงและเกิดการผูกขาด
ค. การลงทุนเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่
ง. ลดความเหลื่อมล้ำทันที

เฉลย: ข
เหตุผล: ทำให้ธุรกิจกระจุกตัวและเกิดการผูกขาด

ข้อ 8

บทความเสนอว่าการเมืองแทรกแซงระบบราชการเกิดจากสาเหตุใด
ก. ข้าราชการไม่มีความรู้
ข. ระบบรวมศูนย์อำนาจ
ค. ประชาชนไม่สนใจการเมือง
ง. การใช้เทคโนโลยีมากเกินไป

เฉลย: ข
เหตุผล: อำนาจรวมศูนย์ทำให้การเมืองเข้าควบคุมระบบราชการได้ง่าย

ข้อ 9

ข้อใดสะท้อนแนวคิด “รัฐบาลดิจิทัล” ได้ดีที่สุด
ก. เพิ่มเอกสารราชการ
ข. ลดการใช้เทคโนโลยี
ค. ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการบริการประชาชน
ง. เพิ่มการเดินทางของเจ้าหน้าที่

เฉลย: ค
เหตุผล: รัฐดิจิทัลเน้นบริการผ่านระบบออนไลน์ ลดขั้นตอนและเวลา

ข้อ 10

สาระสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. การรวมอำนาจเข้าส่วนกลาง
ค. การกระจายอำนาจและใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศ
ง. การเพิ่มจำนวนกฎหมายเพื่อควบคุมสังคม

เฉลย: ค
เหตุผล: แก่นหลักคือการกระจายอำนาจ + ดิจิทัลรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพประเทศ

ความเห็นของผู้ชม