
เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 64 เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีครูชำนาญการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นสวมสิทธิ์โกงโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ว่าตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งสั่งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงทันที ซึ่งพฤติกรรมของครูเข้าข่ายมีความผิดทางอาญา ดังนั้นสพฐ.จะดำเนินการไปพร้อมกับการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ดังนั้นหากผลสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบมีการโกงสิทธิ์ดังกล่าวจริงเราก็จะดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการทางวินัยของข้าราชการครูต่อไป ส่วนครูยังไม่มีการย้ายออกจากโรงเรียน เพราะขณะนี้ครูยังเป็นผู้ถูกกล่าวหาอยู่ โดยหลักการแล้วผู้ที่ออกจากราชการได้จะต้องขาดคุณสมบัติมีความผิดถูกลงโทษจำคุก
ที่มา ; เดลินิวส์
ข่าวเดียวกัน
เล็งเอาผิดวินัยร้ายแรง 2 ครูหลอกชาวบ้าน สวมสิทธิ ‘คนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณี 2 ครูหนุ่มสาว ใน จ.ขอนแก่น ออกอุบายขอถ่ายรูปบัตรประชาชนของชาวบ้าน พร้อมกับจ่ายเงินให้คนละ 200 บาท ก่อนที่จะนำข้อมูลของชาวบ้านไปทำการสวมสิทธิโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ว่า ตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว การกระทำของครูลักษณะนี้ถือเป็นการประพฤติผิดทางจรรยาบรรณ ศธ.จะต้องลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง และ ศธ.จะไม่ปล่อยครูที่ทำปัญหาให้พี่น้องประชาชนอยู่ในวงการการศึกษาอย่างแน่นอน
ส่วนจะลงโทษโดยให้ออกจากราชการหรือไม่ ต้องไปดูกฎระเบียบของ ศธ.ว่าการกระทำลักษณะนี้โทษสูงสุดคืออะไร แต่ถ้าใครทำให้ประชาชนเสียหาย และทำให้วิชาชีพครูเสื่อมเสีย ศธ.ต้องลงโทษสูงสุดแน่นอน
ที่มา ; มติชนออนไลน์
ข่าวต่อเนื่อง
หาก 2 ครูสวมสิทธิ เข้าคุก ถือว่าขาดคุณสมบัติให้ออกจากราชการอัตโนมัติ
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจำกุมว่าที่ ร.ต.ดร.ภูผาภูมิ โมรีย์ และนางบุเหงา ดวงจันทร์ ซึ่งเป็นครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ. ขอนแก่น ที่หลอกลวงชาวบ้าน นำข้อมูลไปสวมสิทธิโครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ว่า พฤติกรรมของครูทั้ง 2 ถือเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่แล้ว ทั้งนี้ตนทราบว่าทางตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา และดำเนินคดีกับครูทั้ง 2 แล้ว ก็ต้องดูว่าเมื่อตำรวจฝากขังผู้ต้องหา ศาลอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ ถ้าศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวและนำตัวครูฝากขัง ถือว่าครูทั้ง 2 ขาดคุณสมบัติการเป็นข้าราชการ และจะต้องออกจากราชการอัตโนมัติอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง ขึ้นมาสืบสวนเรื่องดังกล่าวไปพร้อมกันแล้ว และหากพบว่าครูรายดังกล่าวกระทำผิดจริง จะดำเนินการทางวินัยต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564