สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M092_ซัดร่าง กม.การศึกษาใหม่อิงการเมือง ไม่กล้าแตะโครงสร้าง-ระบบ

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับใหม่ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้ช่วยทำให้เกิดการปฏิบรูปการศึกษา เพราะท้ายสุดได้หน่วยงานใหม่เพิ่มเท่านั้น คือเปลี่ยนสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่สำคัญในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ กำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามมิให้แตะเรื่องโครงสร้าง และระบบของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยให้แตะให้น้อยที่สุด เพราะกลัวจะมีผลกระทบกับข้าราชการส่วนใหญ่ และกลัวข้าราชการต่อต้าน

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า มองว่าโครงสร้าง และระบบที่มีอยู่ คือปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาหลักของการปฏิรูปการศึกษาไทย โครงสร้าง และระบบของ ศธ.ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องวิทยาฐานะ มาตรฐานต่างๆ การวัดผลและประเมินผล ระบบเหล่านี้กินงบประมาณของ ศธ.ไป 70-80% ที่ผ่านมาข้าราชการได้รับผลประโยชน์จากโครงสร้าง และระบบเดิมไปมากเท่าไหร่แล้ว เคยคิดถึงเด็กในประเทศกว่า 10 ล้านคนหรือไม่ ว่าเด็กจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง โรงเรียนในชนบทมีสภาพเป็นอย่างไร เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวที่ไม่เคยเพิ่มขึ้นมาเป็นเวลานาน จะส่งผลอย่างไรกับเด็ก และคุณภาพการศึกษาบ้าง สิ่งเหล่านี้เด็กไม่สามารถออกมาส่งเสียง หรือสะท้อนปัญหาได้เลย

ผมมองว่าการปฏิรูปการศึกษา ควรปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้าง ระบบ กฎหมาย หลักสูตร และคุณภาพครู ถ้าเปลี่ยนทั้งหมดถึงจะปฏิรูปการศึกษาได้จริง แต่เมื่อมาดู พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะเห็นว่ากฎหมายนี้ไม่แตะเรื่องโครงสร้าง และระบบเลย แตะแค่หลักสูตรเพียงเรื่องเดียว เพราะการตั้งสถาบันหลักสูตร ไม่ส่งผลกระทบ หรือไม่สร้างผลเสียกับข้าราชการ และอีกสาเหตุที่ไม่แตะโครงสร้าง และระบบของ ศธ.เพราะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกลัวครูต่อต้าน ไม่เห็นด้วย แต่ในความจริง การปฏิบัติรูปการศึกษา หรือการปฏิบัติรูปเรื่องอื่นๆ มีทั้งคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยทั้งนั้น ดังนั้น ต้องกล้าตัดสินใจโดยมุ่งประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก ไม่ใช่กลัวข้าราชการลุกขึ้นมาต่อต้านเท่านั้น” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จะพบว่าคนในวงการศึกษาต่อต้านเรียกร้องแต่เรื่องเล็กน้อย เช่น มุ่งเปลี่ยนคำเรียกจาก “หัวหน้าสถานศึกษา” เป็น “ผู้บริหารสถานศึกษา” และแก้คำว่า “ผู้ช่วยหัวหน้าสถานศึกษา” เป็น “ผู้ช่วยผู้บริหารสถานศึกษา” เป็นต้น แต่ภาพรวมของระบบการศึกษา คนในวงการศึกษากลับไม่ออกมาสะท้อน ไม่วิพากษ์วิจารณ์เลย มุ่งแต่ปกป้องผลประโยชน์ของตนเท่านั้น

ผมมองว่าถ้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เกิดขึ้น จะไม่เปลี่ยน หรือปฏิบรูปการศึกษาเลย นอกจากจะมีสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้เท่านั้น มองว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ยังเข้าใจบริบทการศึกษาน้อยเกินไป และรับฟังข้าราชการมากเกินไป น.ส.ตรีนุช ควรจะศึกษาบทเรียนจากการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะการปฏิรูปการศึกษาในแต่ละครั้ง ระบบการศึกษาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะมุ่งแต่จะเพิ่มหน่วยงาน เพิ่มงบ แต่การพัฒนา หรืองบ กลับไม่ลงไปสู่ตัวเด็กทั้งประเทศ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 12 สิงหาคม 2564

สรุปสาระสำคัญ

บทความสะท้อนมุมมองของ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ว่า ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาได้อย่างแท้จริง เนื่องจากไม่ได้ปรับเปลี่ยน “โครงสร้างและระบบ” ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นปัญหาหลัก แต่กลับเน้นเพียงการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เช่น สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ และคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ทั้งยังมีข้อกำหนดไม่ให้กระทบโครงสร้างเดิม เพราะเกรงการต่อต้านจากข้าราชการ

ผู้วิจารณ์ชี้ว่า ระบบเดิม เช่น วิทยฐานะ การประเมินผล และมาตรฐานต่าง ๆ ใช้งบประมาณสูงถึง 70–80% โดยไม่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนอย่างแท้จริง ขณะที่เด็กกว่า 10 ล้านคน โดยเฉพาะในชนบท ยังขาดโอกาส และงบรายหัวไม่ได้เพิ่มขึ้น

การปฏิรูปที่แท้จริงควรครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ระบบ กฎหมาย หลักสูตร และคุณภาพครู แต่ร่างกฎหมายนี้เลือกปรับเพียงหลักสูตร เนื่องจากไม่กระทบผลประโยชน์ฝ่ายใด นอกจากนี้ยังสะท้อนว่าคนในวงการศึกษามักเรียกร้องเรื่องเล็กน้อย มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

ข้อเสนอสำคัญคือ ต้องกล้าตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มากกว่าการรักษาผลประโยชน์ของระบบราชการหรือแรงกดดันทางการเมือง

ข้อสอบ

ข้อ 1 จุดอ่อนสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่คือข้อใด
ก. ขาดงบประมาณสนับสนุน
ข. ไม่เน้นการพัฒนาครู
ค. ไม่ปรับโครงสร้างและระบบเดิม
ง. ไม่มีการกำหนดหลักสูตรใหม่

ข้อ 2 การตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้มีลักษณะอย่างไร
ก. เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
ข. เป็นการเพิ่มหน่วยงานใหม่
ค. เป็นการลดภาระครู
ง. เป็นการกระจายอำนาจ

ข้อ 3 เหตุผลหลักที่ไม่ปรับโครงสร้าง ศธ. คืออะไร
ก. ขาดข้อมูล
ข. ขาดงบประมาณ
ค. กลัวกระทบข้าราชการ
ง. ไม่มีข้อเสนอ

ข้อ 4 ระบบเดิมของ ศธ. ใช้งบประมาณประมาณเท่าใด
ก. 30–40%
ข. 50–60%
ค. 60–70%
ง. 70–80%

ข้อ 5 ผู้เขียนมองว่าการปฏิรูปควรครอบคลุมด้านใด
ก. หลักสูตรเท่านั้น
ข. โครงสร้าง ระบบ กฎหมาย หลักสูตร ครู
ค. งบประมาณอย่างเดียว
ง. การบริหารโรงเรียน

ข้อ 6 ปัญหาที่เด็กในชนบทเผชิญคืออะไร
ก. ขาดครูเท่านั้น
ข. ไม่มีหลักสูตร
ค. งบรายหัวไม่เพิ่มและคุณภาพต่ำ
ง. ไม่มีโรงเรียน

ข้อ 7 พฤติกรรมของคนในวงการศึกษาที่ถูกวิจารณ์คือข้อใด
ก. สนใจผู้เรียนมากเกินไป
ข. เรียกร้องการปฏิรูปใหญ่
ค. มุ่งเปลี่ยนเรื่องเล็กน้อย
ง. ปฏิเสธกฎหมายทั้งหมด

ข้อ 8 ข้อใดสะท้อนแนวคิดเชิงนโยบายที่ถูกต้อง
ก. รักษาโครงสร้างเดิม
ข. เพิ่มหน่วยงาน
ค. เน้นผลประโยชน์ข้าราชการ
ง. ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

ข้อ 9 สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้ปฏิรูปไม่สำเร็จคืออะไร
ก. การขาดครู
ข. การเมืองแทรกแซง
ค. นักเรียนไม่สนใจ
ง. หลักสูตรยากเกินไป
เฉลย: ข
เหตุผล: การเมืองทำให้ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง

ข้อ 10 แนวโน้มของการปฏิรูปที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
ก. ลดขนาดระบบ
ข. เพิ่มคุณภาพผู้เรียน
ค. ระบบใหญ่ขึ้นแต่ไม่ถึงผู้เรียน
ง. ลดงบประมาณ

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม