
ยุบส่วนภูมิภาค : กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น? (ตอนที่ 6)
การที่กฎหมายปกครองท้องถิ่น (Local Autonomy Law) ของญี่ปุ่น ได้กำหนด "ภารกิจ" ที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งสองระดับรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มจัดตั้ง "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เป็นต้นมา ทำให้ประเทศญี่ปุ่นไม่จำเป็นที่จะต้องมีการตรากฎหมายว่าด้วยการ "กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เหมือนกับไทยแต่อย่างใด นี่แสดงให้เห็นว่า ประเทศญี่ปุ่นเห็นความสำคัญของการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเชื่อมั่นว่า "ประชาชนชาวญี่ปุ่น" มีความรู้ความสามารถในการบริหาร "จัดการปกครองตนเอง" ในระดับท้องถิ่น ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งตรงนี้จะแตกต่างกับประเทศไทย เพราะ "รัฐไทย" ไม่ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจให้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เท่าที่ควร และไม่มีความเชื่อมั่นว่า "ประชาชนชาวไทย" จะสามารถ "จัดการปกครองตนเอง" ได้เหมือนกับชาวญี่ปุ่น
การปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตยนั้น รัฐต้องเปิดโอกาสให้ "ประชาชนมีส่วนร่วม" ในการบริหาร "จัดการตนเอง" ทั้งทางตรงและทางอ้อมตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะฝึกฝนและพัฒนาพลเมืองให้ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง อาจจะเรียกได้ว่าให้ประชาชน "ลองผิดลองถูก" ตั้งแต่ต้นก็ได้ ถ้าไม่ดำเนินการเช่นนี้เมื่อไร "ประชาชน" ถึงจะมีความพร้อม? ข้อสำคัญคือ รัฐจะต้องทำหน้าที่ในการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจและพัฒนา "ทักษะและความรับผิดชอบทางการเมือง" ในระบอบประชาธิปไตยให้กับประชาชน เช่น การให้ความรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง การใช้สิทธิ์เลือกตั้ง การไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีวินัยและรับผิดชอบ การเป็นผู้นำทางการเมืองและผู้นำท้องถิ่น ฯลฯ ให้กับประชาชนตั้งแต่ใน "วัยเด็ก" โดยการบรรจุชุดความรู้ดังกล่าวไว้ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาเป็นต้นไป เหมือนกับการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาของญี่ปุ่น ที่มีเป้าหมายในการพัฒนา "ทักษะ" ความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ทักษะการเป็นผู้นำ ฯลฯ ให้กับเด็กตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา เพื่อเตรียมพลเมืองให้มีความพร้อมในการปกครองตนเองในอนาคต ผมเชื่อว่า การพัฒนา "ทักษะ" ดังกล่าวแล้วให้กับเด็กไทยตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา จะช่วยพัฒนาเด็กไทยให้เป็น "พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย" ที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในอนาคต
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ของไทยส่วนใหญ่ยังไม่ "เข้มแข็ง" เหมือนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่น เป็นเพราะ "รัฐไทย" ไม่พยายามที่จะกระจายภารกิจไปให้กับราชการส่วนท้องถิ่นตั้งแต่เริ่มต้นจัดตั้งเท่าที่ควร เพราะผู้นำทางการเมืองและผู้นำภาครัฐมีความเชื่อว่า คนไทยยังไม่พร้อมที่จะปกครองตนเอง ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย" จึงเปรียบเสมือนกับ "เด็กไทย" ที่ถูกเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม พ่อแม่ไม่ค่อยอยากให้ลูกๆทำอะไรมากนัก เพราะกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้น "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย" จึงเป็นองค์กรที่มี "ภารกิจหน้าที่ บุคคลากร และเงินงบประมาณ" ในการจัดทำบริการสาธารณะอย่างจำกัด ทำให้ประสบกับปัญหา "ล้มลุกคลุกคลาน" ไม่เติบโตหรือเข้มแข็งได้สักที ในขณะที่ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่น" ได้รับการมอบภารกิจและงบประมาณในการบริหารจัดการจาก "รัฐบาล" ตั้งแต่เริ่มต้นจัดตั้ง จึงทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่นมีความเข้มแข็งกว่าไทยมาก สามารถที่จะทำภารกิจในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นของตนเองแทน "ราชการส่วนกลาง" ได้เป็นอย่างดี
ผมจึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหม่ ด้วยการจัดระเบียบการบริหารราชการทั้ง "ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น" ใหม่ให้มีความชัดเจน เพื่อก้าวไปสู่ "การปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตย" ให้ได้โดยเร็ว ดังนี้
1.ในระยะเริ่มต้นก่อนที่จะมีการเปลี่ยนผ่าน "การกระจายอำนาจ" จาก "ราชการส่วนกลาง" ไปสู่ "ราชการส่วนท้องถิ่น" ในอนาคต ควรที่จะคงให้มี "ราชการส่วนภูมิภาค" ไปสักระยะหนึ่งก่อน แต่จะต้องมีการกำหนด "ภารกิจ" ให้ "ราชการส่วนภูมิภาค" ทำเฉพาะบางเรื่อง ได้แก่ การวางแผน "ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด" ในภาพรวม และการ "บูรณาการ" ทำงานระหว่าง "หน่วยงานราชการส่วนกลาง" ที่ไปตั้งหน่วยงานอยู่ในระดับภูมิภาคทั้งหมด (โดยจะต้องให้ทุกหน่วยงานที่ไปตั้งอยู่ในระดับจังหวัดทุกจังหวัด เปลี่ยนจากการเป็น "หน่วยงานส่วนกลาง" ไปเป็น "หน่วยงานส่วนภูมิภาค" ทั้งหมด เพื่อให้เกิดเอกภาพในการบริหารราชการจังหวัดในระยะต่อไป) นอกจากนี้ยังควรให้ "จังหวัด" ทำหน้าที่ในการ "กำกับ ดูแล และให้คำปรีกษาแนะนำ" ในการทำงานของ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ในจังหวัดนั้นๆด้วย
2.มอบหมายให้ "องค์การบริหารส่วนจังหวัด" ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบน (Upper Tier) และเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เป็นผู้จัดทำ "ภารกิจการจัดทำบริการสาธารณะ" ที่มีขอบข่ายกว้างขวางทั้งจังหวัด เช่น การจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) งานด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม งานด้านการสาธารณสุข อนามัยและสิ่งแวดล้อม งานพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก งานด้านการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ประมงและปศุสัตว์ งานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่งขนาดใหญ่ งานก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอยรวม(ทั้งจังหวัด) เป็นต้น
3.มอบหมายให้ "เทศบาล" (ซึ่งจะต้องเป็น "เทศบาล" ที่ีมีขนาดใหญ่กว่าเดิม ด้วยการ "ควบรวม" เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลที่อยู่ข้างเคียงเข้าด้วยกัน) เป็นผู้จัดทำ "ภารกิจการจัดทำบริการสาธารณะ" ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เช่น การจัดการศึกษาระดับอนุบาลหรือปฐมวัย และการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา การจัดหาน้ำสะอาด การพัฒนาถนน ทางเท้าและระบบระบายน้ำ การกำจัดขยะมูลฝอย การป้องกันและระงับอัคคีภัย การช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย เป็นต้น
แนวทางการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ดังกล่าว ผมคิดว่าจะเป็น "จุดเปลี่ยน" ที่ีจะทำให้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย" เข้มแข็งได้ในอนาคต และเมื่อถึงเวลานั้นก็คงจะต้องมาติดกันอีกทีว่า สมควรจะ "ยุบเลิกภูมิภาค" เพื่อให้มีแต่เฉพาะ "ราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น" เหมือนประเทศประชาธิปไตยต้นแบบอื่นๆหรือไม่?
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
6 กุมภาพันธ์ 2565
ยุบส่วนภูมิภาค : กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น? ตอนที่ 7)
ปัจจุบันมีนักวิชาการไทยบางคนและประชาชนบางส่วนเข้าใจว่า การที่จะ "ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค" และกระจายอำนาจไปให้กับ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เพื่อที่จะทำให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินของไทยเหลือแต่เพียงการบริหาร "ราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น" เหมือนกับประเทศอังกฤษและญี่ปุ่นนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากประเทศไทยเป็น "รัฐเดี่ยว (Unitary State)" ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 1 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้" โดยที่นักวิชาการและประชาชนกลุ่มนี้มีความเข้าใจไปในแง่ที่ว่า การกระจายอำนาจการปกครองไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีลักษณะเป็นการ "นำไปสู่การล้มล้างการปกครอง เปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ เพื่อสลายการเป็นราชอาณาจักร ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสหพันธรัฐ (Federal State)" (ข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2565)
ความเข้าใจในลักษณะดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างมาก เพราะการกระจายอำนาจการปกครองไปให้แก่ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" นั้น ไม่ใช่การทำให้เกิด "รัฐ" ใหม่ขึ้นมา อันจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศ "สหพันธรัฐ (Federation)" เหมือนกับประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศมาเลเซียแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจาก "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" นั้น แม้ว่าจะเป็นองค์กรที่ีมีอำนาจอิสระในการปกครองตนเอง (Local Autonomy) ก็ตาม แต่ "อำนาจ (Autonomy)" ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับมอบหมายจากรัฐบาลตาม "กฎหมายปกครองท้องถิ่น" เป็นเพียงอำนาจที่ให้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำ "บริการสาธารณะ" บางอย่างแทนรัฐบาลกลางเท่านั้น เช่น การจัดการศึกษา การสาธารณสุข การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและขนส่ง การป้องกันและระงับอัคคีภัย การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การกำจัดขยะมูลฝอยและน้ำเสีย เป็นต้น นั่นแปลว่า "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ยังคงเป็น "องค์กร" ที่อยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง ซึ่งจะแตกต่างจากการปกครองในรูปแบบ "สหพันธรัฐ (Federation)" เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย เป็นต้น การปกครองของประเทศดังกล่าวแต่ละรัฐ (ที่ีมารวมเป็นสหพันธรัฐ) จะได้รับมอบ "อำนาจ (Autonomy)" ทางการเมืองและการปกครองภายในเขตปกครองของตนเอง ตามที่ีแต่ละ "รัฐ" จะได้ทำตกลงกันไว้ก่อนการจัดตั้งสหพันธรัฐ และไปบัญญัติข้อตกลงนั้นๆไว้ใน "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ของแต่ละประเทศ (ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้ว "รัฐธรรมนูญ" เป็นกฏหมายที่อยู่เหนือกว่า "กฏหมายปกครองท้องถิ่น" ดังนั้น "สหพันธรัฐ" จึงมีสถานะเหนือกว่า "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น")
ประเทศไทยก็เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น กล่าวคือ เป็นประเทศที่เป็น "รัฐเดี่ยว (Unitary State)" ซึ่งมีการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยที่ีมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเหมือนกัน การที่ประเทศญี่ปุ่นมีจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินภายในประเทศเพียง 2 ส่วน คือ "ราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น" ด้วยการ "กระจายอำนาจ" การบริหารราชการแผ่นดินส่วนใหญ่ไปให้กับ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ไม่ได้ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ไปเป็นการปกครองในรูปแบบ "สหพันธรัฐ (Federation) เหมือนกับประเทศสหรัฐอเมริกา และมาเลเซียแต่อย่างใด จึงเห็นได้ชัดว่า "การกระจายอำนาจ" ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น สามารถทำได้ตาม "หลักการปกครองตนเอง" ในระบอบประชาธิปไตย สำหรับประเทศไทยปัจจุบันยังมีการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ทั้ง "ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น" ก็เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มี "การกระจายอำนาจ" การบริหารราชการไปให้กับ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" มากเท่าที่ควร จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะหนึ่งในการพัฒนา "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย" ให้มี "ความเข้มแข็ง" ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ก็ต้องมาคิดกันอีกทีว่า ควรจะ "ยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค" ให้คงเหลือแต่เพียง "ราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น" เท่านั้นดีหรือไม่?
การที่จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยมี "ความเข้มแข็ง" และมีความสามารถในการจัดทำ "ภารกิจ" ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลได้อย่างมี "ประสิทธิภาพ" ในอนาคตนั้น รัฐบาลจะต้องกระจาย "อำนาจการจัดทำบริการสาธารณะ" ไปให้แก่ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ให้มากยิ่งขึ้น การกระจายภารกิจที่ี "ราชการส่วนกลาง" ทำอยู่ในปัจจุบันไปให้แก่ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" นั้น รัฐบาลควรที่จะต้อง "ตรากฎหมาย" กำหนดประเภท "กิจการภาครัฐ" ที่จะมอบหมายให้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ในแต่ละระดับรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อให้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" แต่ละระดับได้ทราบว่าตนเองมี "ภารกิจและหน้าที่" ใดบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดสภาพการทำงานที่ซ้ำซ้อนและก้าวก่ายกัน นอกจากนี้ในการ "ถ่ายโอนภารกิจ" ไปให้กับ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" รัฐบาลจะต้องกำหนดให้ "หน่วยงานราชการส่วนกลาง" ถ่ายโอน "ภารกิจ บุคคลากร และเงินงบประมาณ" ไปให้กับ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" พร้อมกันในคราวเดียวกันด้วย ไม่ใช่ "ถ่ายโอนเฉพาะภารกิจ" ไปให้เท่านั้น แต่ "บุคคลากร และเงินงบประมาณ" ยังคงอยู่กับ "ราชการส่วนกลาง" เช่นนี้จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี "ความเข้มแข็ง" และสามารถปฎิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้มี "ประสิทธิภาพ" ได้อย่างไร?
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
7 กุมภาพันธ์ 2565
ยุบส่วนภูมิภาค : กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น? (ตอนที่ 8)
ทำไมจึงต้อง "กระจายอำนาจ" การบริหารราชการแผ่นดิน จากราชการส่วนกลางไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในงานเสวนาเรื่อง "From Strategy to Execution" ซึ่งจัดขึ้นที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2565 โดยมีวิทยากร 3 ราย ได้แก่ นายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และนายโจ ฮอร์น พัธโนทัย กรรมการอำนวยการบริษัท Strategy 613 จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศจีน ร่วมวงเสวนา ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า "ระบบราชการไทยมีขนาดใหญ่โต สร้างภาระการคลัง - เป็นข้อจำกัด 'เศรษฐกิจ' พร้อมระบุออก 'กฎหมาย' มาก เป็นการ 'จำกัด' สิทธิเสรีภาพของประชาชน" (ข่าวสำนักข่าวอิศรา วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2565)
นายวิรไท สันติประภพ มีความเห็นว่า "ถ้าเราปล่อยให้รัฐบาลใหญ่ ซึ่งรัฐบาลของไทยใหญ่และเป็นรัฐบาลที่ีรวมศูนย์มากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เช่น ส่วนราชการ เมื่อก่อนมีอธิบดีและมีรองอธิบดี 2-3 ท่าน แต่วันนี้มีอธิบดีอาจมีที่ปรึกษาระดับ 10 อีก 2-3 ท่าน และรองอธิบดีอีก 2-3 ท่าน มันเป็นส่วนราชการหัวโต และทุกคนก็ต้องพยายามทำให้ตัวเองมีงานทำ จึงทำให้มีงานที่ไม่จำเป็นอยู่เยอะ ดังนั้น การสร้างวินัยให้มีข้อจำกัดที่ชัดเจนของภาครัฐ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าเราปล่อยให้ระบบราชการโตแบบนี้ไปเรื่อยๆ ภาระการคลังของประเทศจะมีปัญหาแน่นอนในอนาคต วันนี้ฐานะการคลังเรายังดีอยู่ แต่ถ้าปล่อยให้ทิศทางไปลักษณะแบบนี้ ภาคการคลังจะมีรายจ่ายอีกเยอะมาก ที่ีสำคัญจะมีผลข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายที่ีเกินพอดี หรือมีกฎเกณฑ์กติกาการขออำนาจ ขอใบอนุญาตที่เกินพอดี จะทำให้ภาคเศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้ดีเท่าที่ควร"
นอกจากนี้นายวิรไท สันติประภพ ยังย้ำอีกว่า "เวลาที่ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จะพบว่าระบบการทำงานมีความเป็น Silo มากขึ้น มีความเป็นกล่องมากขึ้น ในขณะที่ปัญหาที่ีต้องเผชิญข้างหน้า เป็นปัญหาที่ีมีความซับซ้อน มีหลายมิติ เราจะเสียเวลากันเยอะมากที่ีจะประชุม เพื่อบอกว่าอันนี้อยู่ภายใต้อำนาจหน่วยงานไหน กฎหมายของใคร ใครรักษากฎหมาย และทุกคนจะเกาะแต่กฎหมายของตัวเอง ที่สำคัญกฎหมายที่ีออกมาแต่เดิม เป็นกฎหมายที่ตอบโจทย์โลกเก่า ปัญหาหลายเรื่องจึงแก้ไขไม่ได้"
ในขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอดีตเคยเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(กพร.) กล่าวว่า "ความท้าทายใหญ่ขององค์กรภาครัฐ คือ ภาครัฐของไทยมีขนาดใหญ่มาก และยังคงยึดติดกับวิธีทำงานแบบเดิม เช่น ตอนที่เราจะทำเป้าหมายอะไรสักอย่าง เราไม่รู้ว่าตัวเราอยู่ตรงไหนของโลก ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของสถานการณ์ ทำให้เราทำงานเหมือนที่เคยๆทำ ทั้งที่หากมองจากสภาพแวดล้อมจะพบว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายของเรายังมีลักษณะ control system หรือมีลักษณะควบคุมเหมือนในอดีต ของเราจากเดิมเป็น control system จนบัดนี้ก็ยังเห็นอยู่ ยังต้องอนุมัติ อนุญาตกันตะบี้ตะบัน นี่คือระบบ control system ซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามโลก ในขณะที่ต่างประเทศเขาไปเรื่อง D-regulation (ลดการควบคุม) หรือ Self-regulation (ควบคุมและกำกับตนเอง) มาตั้งแต่ปี 1980 ในลักษณะของ open government ที่เริ่มที่อังกฤษ ในสหรัฐเรียกว่า Sunshine Act แม้สหภาพโซเวียตก็เป็นเปเรสตรอยคา-กลัสนอสต์"
นอกจากนี้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ยังกล่าวอีกว่า "กฎหมายมันจำกัด 'สิทธิเสรีภาพคน' ถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องมี เพราะมันจำกัดเสรีภาพไม่พอ มันยังจำกัด creativity (ความคิดสร้างสรรค์) ทำไมเราไม่ปล่อยให้มันเดินไปสักพักหนึ่งก่อน พอเรารู้หลักการและแนวทางว่าเราจะควบคุมอะไร เราค่อยเอากฎหมายมาควบคุม เรามอนิเตอร์ใกล้ชิดได้ แต่ไม่ใช่ไปกำกับเสียแต่แรก ถ้าอย่างนั้น innovation (นวัตกรรม) ไม่เกิด"
ส่วนนายโจ ฮอร์น พัธโนทัย กรรมการอำนวยการบริษัท Strategy 613 จำกัด (ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประเทศจีน) กล่าวว่า จีนมีรัฐบาลกลางที่เล็กมาก หากเทียบกับสหรัฐที่ีรัฐบาลกลางมีเจ้าหน้าที่ที่ไม่รวมทหารจำนวน 1 ล้านคน แต่ประเทศจีนซึ่งมีประชากรสูงเป็น 4 เท่าของสหรัฐ พบว่ารัฐบาลกลางจีนมีเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่รวมทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่สืบฟัง SMS เพียง 1 แสนคนเท่านั้น เขา (รัฐบาลกลางจีน) ไม่มีเวลาไปควบคุมอะไรมาก เขาทำ KPI อย่างเดียว ให้ KPI กับมณฑล แล้วให้แต่ละมณฑลไปทำเอา ถ้าผู้ว่าฯคนไหนทำตรงเป้าก็โปรโมทเป็นเลขาธิการพรรค เพราะเขาไม่มีเวลา เขาไม่มีคนจะมาบริหารให้ลึกอย่างนั้น จึงต้อง Put Down ให้ระดับมณฑล และผู้ที่มีงบจริงๆ คือ ระดับเมือง (หรือเทศบาล) ดำเนินการ"
นอกจากนี้นายโจ ฮอร์น พัธโนทัย ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการลดขนาดภาครัฐของไทยว่า "เราสามารถเริ่มจากข้างล่างได้ โดยการลดแรงจูงใจที่ทำให้รัฐบาลอยากจะใหญ่ โดยเฉพาะในระดับที่แตะกับประชาชนซึ่งอยากจะใหญ่ เพราะเมื่อใหญ่แล้วจะได้ผลประโยชน์ เราต้องตัดแรงจูงใจเพื่อนำไปสู่การตัดความต้องการที่อยากจะใหญ่ เมื่อ (ภาครัฐ) เล็กลง จะทำให้กระบวนการต่างๆทำง่ายขึ้น สั้นลงและแก้ปัญหาที่มาจากการทุจริตได้ด้วย"
ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คนดังกล่าวแล้วเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ภาครัฐไทยมีขนาดใหญ่เกินไป และ "คนในภาครัฐ" ยังยึดติดอยู่กับการ "บังคับใช้กฎหมาย" เพื่อควบคุมภาคธุรกิจเอกชนและประชาชน ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ขัดกับหลักการ "บริหารจัดการภาครัฐยุคใหม่" ที่ยึดหลัก "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" จึงจำเป็นที่จะต้องรีบเปลี่ยนแปลงประเทศใหม่ใน 2 ด้านที่สำคัญ คือ
1.การเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อทำให้ภาครัฐไทยมีขนาดเล็กลง ด้วยวิธีการกระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน ไปยัง "ราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น" เหมือนกับประเทศประชาธิปไตยที่ีเจริญแล้ว รวมทั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย
2.การเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนแนวคิดการบริหารงานภาครัฐที่ปัจจุบัน "รัฐไทย" มุ่งเน้นไปที่ "การควบคุม" ภาคธุรกิจเอกชนและประชาชน ให้เปลี่ยนไปเป็น "การส่งเสริม" ให้ภาคธุรกิจเอกชนและประชาชน "เข้มแข็ง" โดยให้ถือว่าภาคธุรกิจเอกชนและประชาชน คือ "หุ้นส่วน" ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไปพร้อมๆกับภาครัฐ ซึ่งแนวคิดใหม่ดังกล่าวเป็นแนวคิดที่สาธารณรัฐประชาชนจีนนำมาใช้จนประสบความสำเร็จให้เห็นแล้ว
สมพงษ์อนุยุทธพงศ์
8 กุมภาพันธ์ 2565
ยกเลิกส่วนภูมิภาค : กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น? (ตอนที่ 9)
นายโจ ฮอร์น พัธโนทัย กรรมการอำนวยการบริษัท Strategy 613 จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศจีน ได้พูดถึงประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (ในงานเสวนาเรื่อง "From Strategy to Execution" ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2565) ไว้อย่างน่าสนใจว่า "จีนมีรัฐบาลกลางที่เล็กมาก หากเทียบกับสหรัฐที่รัฐบาลกลางมีเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่รวมทหาร จำนวน 1 ล้านคน แต่ประเทศจีนซึ่งมีประชากรสูงเป็น 4 เท่าของสหรัฐ แต่พบว่ารัฐบาลกลางจีนมีเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่รวมทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่สืบฟัง SMS เพียง 1 แสนคนเท่านั้น" (ข่าวสำนักข่าวอิศรา วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2565) มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า เฉพาะที่ีกระทรวงศึกษาธิการของจีนมีบุคคลากรทำงานอยู่ประมาณ 1,000 คนเท่านั้น แต่ที่ีกระทรวงศึกษาธิการของไทยมีบุคคลากรอยู่กว่า 4,000 คน มากกว่าจีน 4 เท่า นี่แปลว่าอะไร?
"เขา (รัฐบาลกลางจีน) ไม่มีเวลาไปคุมอะไรมาก เขาทำ KPI อย่างเดียว ให้ KPI กับมณฑล แล้วให้แต่ละมณฑลไปทำเอา ถ้าผู้ว่าฯคนไหนทำตรงเป้าก็โปรโมทเป็นเลขาธิการพรรค เขาไม่มีเวลาไม่มีคนที่จะมาบริหารให้ลึกอย่างนั้น จึงต้อง Put down ให้ระดับมณฑล และผู้ที่มีงบจริงๆ คือ ระดับเมืองดำเนินการ"
ข้อมูลข้อเท็จจริงที่นายโจ ฮอร์น พัธโนทัยพูดถึงรัฐบาลกลางสาธารณรัฐประชาชนจีนดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ประเทศจีนให้ความสำคัญกับ "การกระจายอำนาจ" การบริหารราชการแผ่นดิน ไปให้กับท้องถิ่นระดับมณฑลและเมือง (หรือเทศบาล) เป็นหน่วยงานดำเนินการ "ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม" ในระดับภูมิภาคและท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศ มากกว่าการใช้ "หน่วยงานราชการส่วนกลาง" เหมือนกับประเทศไทยในปัจจุบัน การที่ประเทศจีนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วมาก ก็เนื่องมาจาก "การกระจายอำนาจ" การบริหารราชการของประเทศนี่เอง ปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถพัฒนาชนบทให้เจริญก้าวหน้าได้มากขึ้น จนทำให้ความแตกต่างหรือความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ระหว่างชุมชนเมืองและชุมชนชนบทลดน้อยลงกว่าเดิมมาก ทั้งนี้ เพราะ "กลไก" การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนไปเป็น "กลไกระดับท้องถิ่น" ไม่ใช่ "กลไกส่วนกลาง" เหมือนเดิมก่อนที่ีจะมีการ "ปฏิรูปเศรษฐกิจจีน" เมื่อปี พ.ศ.2521 (ค.ศ.1978)
ทำไมประเทศจีนจึงสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วมาก? เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2521 (ค.ศ.1978) เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำสาธารณรัฐประชาชนจีนในขณะนั้น ได้้ทำการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและสังคมจีน ด้วยการนำระบบเศรษฐกิจ "แบบการตลาด" มาใช้แทนระบบการรวมศูนย์อำนาจการวางแผนและการควบคุมจากส่วนกลางโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือที่เรียกว่า "ระบบนารวม หรือคอมมูน" ด้วยการให้สิทธิแก่เกษตรกรให้สามารถทำการเกษตรในที่ดินทำกินของตนเองได้ พร้อมๆกับการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ เพื่อทำให้ "ภาคธุรกิจเอกชน" สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้โดยอิสระมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้ทดลองจัดตั้ง "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" ขึ้นในพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล 4 แห่ง ซึ่งได้แก่ เมืองเซินเจิ้น จูไห่ ซัวเถา และเซี่ยเหมิน ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นในประเทศจีนเป็นครั้งแรก ในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจีนในครั้งนั้น จีนได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐในระดับมณฑลและเมือง (เทศบาล) ต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการภาครัฐ ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่มากขึ้น การปฏิรูประบบบริหารราชการและระบบเศรษฐกิจของจีนดังกล่าว ทำให้ "เศรษฐกิจและสังคม" ของประเทศจีนขยายตัวก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก จนทำให้ประเทศจีนกลายสภาพจากประเทศยากจน ไปเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และแซงหน้าประเทศญี่ปุ่นได้ภายในปี พ.ศ.2553 (ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นครองตำแหน่งอันดับ 2 มาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2511)
สาธารณรัฐประชาชนจีนใช้ระยะเวลาในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพียง 32 ปีเท่านั้น (นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 ที่ีจีนได้นำระบบเศรษฐกิจ "แบบการตลาด" มาใช้ พร้อมๆกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารราชการของประเทศ) ประเทศจีนก็สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวแซงหน้าประเทศต่างๆได้เกือบทั่วโลก ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจีนมาจาก "ความกล้าหาญ" ของเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำรุ่นที่ 2 ในการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจของประเทศครั้งสำคัญ จนทำให้เศรษฐกิจของจีนขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในเวลาต่อมา ในตอนนั้น เติ้ง เสี่ยวผิง ได้กล่าววลีเด็ดไว้ว่า "ไม่ว่าจะแมวขาวหรือแมวดำ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ" นอกจากนี้ เติ้ง เสี่ยวผิงยังบอกกับคนในพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยว่า "อย่ามานั่งเถียงกันว่า จีนเป็นสังคมนิยมหรือทุนนิยม ขอให้หันมาเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจตามสภาพความเป็นจริงของประเทศ 'คลำก้อนหินข้ามแม่น้ำ' ไปจนกว่าจะถึงฝั่งฝัน" (อาร์ม ตั้งนิรันดร .. หนังสือ CHINA 5.0 หน้า 69)
ประเทศไทยเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยที่ีใช้ระบบเศรษฐกิจ "แบบการตลาด" มาอย่างยาวนานมาก แต่การบริหารราชการแผ่นดินของประเทศ ยังคงอาศัย "หน่วยงานราชการส่วนกลาง" เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมตลอดมา ทำให้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับท้องถิ่นของตนเองเท่าที่ควร นอกจากนี้ประเทศไทยยังใช้ "กฎหมาย" เป็นเครื่องมือใน "การควบคุม" การดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจเอกชนและประชาชน ทำให้ภาคธุรกิจเอกชนและประชาชนไทยไม่ "เข้มแข็ง" และไม่สามารถเข้ามาเป็น "หุ้นส่วน" ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเหมือนกับประเทศจีนอีกด้วย การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยจึงก้าวหน้าไปอย่างช้าๆ
มีคำถามว่า "มีปัจจัยอะไรบ้าง?" ที่ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
9 กุมภาพันธ์ 2565
ยุบส่วนภูมิภาค : กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น? (ตอนที่ 10)
มีปัจจัยอะไรบ้าง? ที่ทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วมาก
1.การมี "รัฐบาลและผู้นำประเทศ" ที่เข้มแข็งและมี "ความกล้าหาญ" ที่จะลงมือเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดิน และระบบเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ เมื่อปลายปี พ.ศ.2521 นำโดยเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำรุ่นที่ี 2 ของจีน ต่อเนื่องมาจนถึง สี จิ้นผิง ผู้นำรุ่นที่ี 5 เป็นระยะเวลายาวนานเกินกว่า 40 ปีแล้ว ความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ และการกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศ เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้้สาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของรัฐ ทำให้ "นักลงทุน" ทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความ "เชื่อมั่น" และพร้อมที่จะลงทุน เพื่อช่วยรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในขณะที่ "การกระจายอำนาจ" การบริหารจัดการภาครัฐไปให้กับ "มณฑลและเมือง(เทศบาล)" ในท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศเป็น "หน่วยงานดำเนินการ" ทำให้เกิดการ "แข่งขันกันเอง" ระหว่างผู้นำของท้องถิ่นต่างๆ ในการที่จะทำให้ท้องถิ่นของตนเองพัฒนาก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป นี่คือ ปัจจัยประการแรกของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจีน
กล่าวสำหรับประเทศไทยนอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากในรอบ 50 กว่าปีที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลที่ีมาจากการเลือกตั้งและการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ก็ไม่เคยมีรัฐบาลหรือผู้นำประเทศคนใดมีความ "กล้าหาญ" ที่จะลงมือเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศแต่อย่างใดเลย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลด้วย ทำให้ประเทศไทยขาด "ความต่อเนื่อง" ในการดำเนินนโยบาย นำมาซึ่งการขาด "ความเชื่อถือ" จากภาคธุรกิจเอกชนที่ีจะลงทุนในประเทศ ยกตัวอย่าง นโยบาย "ประเทศไทย 4.0" ซึ่งเป็นนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลที่ีแล้ว แต่พอมาถึงรัฐบาลปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีผู้นำประเทศคนใดออกมาเน้นย้ำถึงนโยบายนี้บ่อยครั้งนัก ทำให้คิดกันว่า รัฐบาลไม่สนับสนุนนโยบายนี้แล้วหรือ? เช่นนี้จะทำให้ "หน่วยงานราชการ" ไม่ค่อยให้ความสนใจในการ "ขับเคลื่อนนโยบาย" เท่าที่ควร นอกจากนี้ยังทำให้ภาคธุรกิจเอกชนไม่มีความแน่ใจว่าภาครัฐยังสนับสนุนนโยบายนี้อยู่ต่อไปหรือไม่ นี่คือ ประเทศไทย
2.ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาประเทศจีนประการที่ 2 คือ "การกระจายอำนาจ" การบริหารราชการซึ่งประกอบด้วย "ภารกิจ บุคคลากร และเงินงบประมาณ" ไปให้แก่รัฐบาลท้องถิ่นทุกระดับ เพื่อให้รัฐบาลท้องถิ่นมีความ "เป็นอิสระ" ในการบริหารจัดการในท้องถิ่นของตนเอง การดำเนินการดังกล่าวทำให้เกิดการ "แข่งขัน"กันเองในการสร้างผลงาน เพื่อความเจริญก้าวหน้าของท้องถิ่นของตน ยกตัวอย่างเช่น การจัดการศึกษา รัฐบาลกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษาเอง แต่กระจายอำนาจไปให้กับ "มณฑลและเมือง" ต่างๆเป็น "หน่วยงานจัดการศึกษา" ในทุกระดับชั้นการศึกษา ในระดับมณฑลของจีนสามารถจัดการศึกษาได้จนถึงระดับอุดมศึกษา เป็นต้น
ในหนังสือชื่อ "How China Escape the Poverty Trap (2016)" ซึ่งเขียนโดย Yuen Yuen Ang จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้กล่าวไว้ว่า "คนทั่วไปมักจะมองว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของจีน เกิดจากปัจจัยที่จีนเป็นประเทศที่ 'รัฐเข้มแข็ง' เป็นความจริงที่ีจีนเป็นประเทศเผด็จการ อำนาจทางการเมืองอยู่ในมือพรรคคอมมิวนิสต์ แต่กลไกของรัฐก็มีการเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่รัฐมีการปรับตัวและทำงานแบบผู้ประกอบการ รัฐบาลท้องถิ่นต่างๆของจีนยอมรับระบบทุนนิยมเต็มที่ มีนวัตกรรมอย่างไม่หยุดเกี่ยวกับนโยบายใหม่ๆ และแข็งขันกันที่จะสร้างผลงานทางเศรษฐกิจ" (ข่าว.. ThaiPublica วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2550 : รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ) นี่แสดงให้เห็นว่า การกระจายอำนาจการบริหารราชการของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับท้องถิ่นปรับตัว และเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารจัดการภาครัฐให้สอดรับกับนโยบายจากส่วนกลาง รวมทั้ง "แข่งขัน" กันสร้างผลงานทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชุมชนท้องถิ่นของตนเองให้มากขึ้น
ในขณะที่ประเทศไทยไม่ยอม "กระจายอำนาจ" ไปให้กับ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" โดยยึดมั่นกับคาถาที่ท่องอยู่ในใจตลอดมาว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยัง "ไม่พร้อม" และถ้ากระจายอำนาจออกไปก็จะเกิด "การทุจริตคอรัปชั่น" มากขึ้น ทั้งๆที่ "การทุจริตคอรัปชั่น" เกิดขึ้นในหน่วยงานรัฐที่เป็น "ราชการส่วนกลาง" มากมายกว่าหลายเท่านัก การตรวจสอบการทุจริตก็ทำได้ยากกว่าหน่วยงาน "ราชการส่วนท้องถิ่น" เพราะราชการส่วนท้องถิ่นมี "หูตา" คอยจับจ้องมากกว่าหน่วยงานราชการส่วนกลางมากมาย
3.ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาประเทศจีนประการที่ 3 คือ "ความร่วมมือ" ระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา เมื่อปี พ.ศ.2560 รัฐบาลจีนภายใต้การนำของ สี จิ้นผิง ผู้นำรุ่นที่ี 5 ได้ประกาศนโยบาย "Made in China 2025" เพื่อนำมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยรัฐบาลจีนได้มอบหมายให้รัฐบาลท้องถิ่นร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา ร่วมกัน "ขับเคลื่อน" นโยบายดังกล่าว ยุทธศาสตร์ "Made in China 2025" หรือเรียกว่า Industry 4.0" เป็นยุทธศาสตร์ที่ีมุ่งพัฒนาประเทศจีนให้กลายเป็นประเทศผู้ผลิตอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งภายใน 10 ปีข้างหน้า (ค.ศ.2025) โดยเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากเดิมที่มุ่งเน้น "ปริมาณ" ไปสู่การผลิตที่ีเน้น "คุณภาพ" มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศจีนดังกล่าวคล้ายกับนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" (ที่แตกต่างกันก็ตรงที่ี ประเทศไทยมอบหมายให้ "หน่วยงานราชการส่วนกลาง" เพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบาย "ประเทศไทย 4.0")
หลักการสำคัญของ Made in China 2025 คือ
1.การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
2.การผลิตที่มุ่งคุณภาพ
3.การผลิตที่มุ่งเน้นไปสู่การผลิตสีเขียวที่ีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
4.การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิต เน้นการผลิตที่ีมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีแบรนด์สินค้าเป็นของประเทศจีน
5.การพัฒนาบุคลากร ในด้านวิทยาศาสตร์และการสร้างนวัตกรรม
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
10 กุมภาพันธ์ 2565
ที่มา ; LINE สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
บทความเสนอว่า “การกระจายอำนาจ” เป็นหัวใจของการพัฒนาประชาธิปไตยและประสิทธิภาพรัฐ โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่นที่กำหนดภารกิจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง ต่างจากไทยที่รวมศูนย์อำนาจและไม่เชื่อมั่นศักยภาพประชาชน ส่งผลให้องค์กรท้องถิ่นอ่อนแอ ขาดภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร ขณะเดียวกัน การพัฒนาพลเมืองควรเริ่มตั้งแต่การศึกษา โดยปลูกฝังทักษะประชาธิปไตยตั้งแต่วัยเด็ก
บทความชี้ว่า การยุบราชการส่วนภูมิภาคไม่ขัดรัฐเดี่ยว เพราะการกระจายอำนาจไม่ใช่การตั้งรัฐใหม่ แต่เป็นการมอบภารกิจบริการสาธารณะภายใต้การกำกับของส่วนกลาง อีกทั้งเสนอให้ปฏิรูประบบราชการ โดยลดขนาดรัฐ กระจายอำนาจ ภารกิจ บุคลากร และงบประมาณอย่างครบถ้วน พร้อมกำหนดบทบาทแต่ละระดับให้ชัด
นอกจากนี้ ยังยกกรณีจีนที่ประสบความสำเร็จจากการกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แข่งขันกันพัฒนา ภายใต้นโยบายส่วนกลางที่ต่อเนื่อง และความร่วมมือรัฐ-เอกชน-การศึกษา สะท้อนว่ารัฐขนาดเล็กและยืดหยุ่นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ดังนั้น ไทยควรเร่งปฏิรูปสู่รัฐที่กระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง ประชาชนมีส่วนร่วม และปรับกฎหมายจาก “ควบคุม” เป็น “ส่งเสริม” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ข้อ 1 เหตุผลสำคัญที่ญี่ปุ่นไม่ต้องมีกฎหมายกำหนดแผนกระจายอำนาจแบบไทยคือข้อใด
ก. มีรัฐธรรมนูญแบบสหพันธรัฐ
ข. กำหนดภารกิจท้องถิ่นชัดตั้งแต่ต้น
ค. ไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ง. ใช้ระบบรวมศูนย์เข้มงวด
เฉลย: ข
เหตุผล: ญี่ปุ่นกำหนดบทบาทท้องถิ่นชัดเจนตั้งแต่เริ่ม ทำให้ไม่ต้องออกกฎหมายเพิ่มเติม
ข้อ 2 แนวคิด “ให้ประชาชนลองผิดลองถูก” สะท้อนหลักการใด
ก. รัฐรวมศูนย์
ข. อำนาจนิยม
ค. การพัฒนาพลเมืองในประชาธิปไตย
ง. การควบคุมทางกฎหมาย
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการเรียนรู้และมีส่วนร่วมเพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพ
ข้อ 3 ปัญหาหลักของท้องถิ่นไทยคือข้อใด
ก. มีงบประมาณมากเกินไป
ข. ขาดอำนาจและทรัพยากร
ค. มีอิสระเกินไป
ง. ไม่มีประชาชน
เฉลย: ข
เหตุผล: ไม่ได้รับภารกิจ งบ และบุคลากรเพียงพอ
ข้อ 4 การกระจายอำนาจไม่ทำให้ไทยเป็นสหพันธรัฐ เพราะเหตุใด
ก. ไม่มีรัฐธรรมนูญ
ข. ท้องถิ่นยังอยู่ภายใต้รัฐกลาง
ค. ไม่มีการเลือกตั้ง
ง. ไม่มีงบประมาณ
เฉลย: ข
เหตุผล: อำนาจท้องถิ่นเป็นเพียงการมอบหมาย ไม่ใช่อำนาจอธิปไตย
ข้อ 5 ข้อเสนอการถ่ายโอนภารกิจที่ถูกต้องคือข้อใด
ก. โอนเฉพาะงาน
ข. โอนเฉพาะงบ
ค. โอนงาน คน งบ พร้อมกัน
ง. ไม่ต้องโอนอะไร
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้ท้องถิ่นทำงานได้จริง
ข้อ 6 ปัญหาระบบราชการไทยตามบทความคืออะไร
ก. เล็กเกินไป
ข. ไม่มีอำนาจ
ค. ใหญ่และควบคุมมากเกินไป
ง. ไม่มีบุคลากร
เฉลย: ค
เหตุผล: ทำให้เศรษฐกิจชะลอและขาดความยืดหยุ่น
ข้อ 7 แนวคิดการบริหารภาครัฐยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร
ก. ควบคุมเข้มงวด
ข. ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ค. เพิ่มกฎหมาย
ง. รวมศูนย์อำนาจ
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการมีส่วนร่วมและความคล่องตัว
ข้อ 8 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนพัฒนาเร็วคือข้อใด
ก. รวมศูนย์อำนาจ
ข. ลดบทบาทท้องถิ่น
ค. กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นแข่งขัน
ง. ยกเลิกเอกชน
เฉลย: ค
เหตุผล: ท้องถิ่นมีบทบาทหลักในการพัฒนา
ข้อ 9 ความต่อเนื่องของนโยบายมีผลอย่างไร
ก. ทำให้รัฐเล็กลง
ข. เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน
ค. ลดงบประมาณ
ง. เพิ่มกฎหมาย
เฉลย: ข
เหตุผล: นักลงทุนต้องการเสถียรภาพนโยบาย
ข้อ 10 แนวทางปฏิรูปที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มหน่วยงานกลาง
ข. ยกเลิกท้องถิ่น
ค. กระจายอำนาจและลดการควบคุม
ง. เพิ่มกฎหมายควบคุม
เฉลย: ค
เหตุผล: สอดคล้องหลักรัฐสมัยใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพ