สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ใช้ชื่อเบิกเงินเท็จ ทุจริตฝึกอบรม รอลงอาญา คุก 5 ด.

"...มีการเบิกจ่ายเพื่อส่งใช้เงินยืมเป็นเท็จ เนื่องจากบัณฑิตแรงงาน แกนนำอาสาสมัครแรงงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในจังหวัดนราธิวาสบางส่วนมิได้เดินทางไปฝึกอบรมและศึกษาดูงานดังกล่าว แต่กลับมีการลงลายมือชื่อเพื่อรับรองในการเบิกจ่ายค่าที่พักและค่าอาหารจากโครงการฯ โดยนายชัยยุทธฯ เป็นผู้ที่รับผิดชอบโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบัณฑิตแรงงานจังหวัดนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 และจัดทำเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเพื่อส่งใช้เงินยืมในโครงการฯ..." 

จำคุก  5 เดือน  ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี 

คือ บทสรุปคำพิพากษา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค ที่ตัดสินในคดีกล่าวหา นายชัยยุทธ เต็มหิรัญ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักงานแรงงานจังหวัดนราธิวาส ในคดีทุจริตในการเบิกจ่ายเงินโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบัณฑิตแรงงานจังหวัดนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ระหว่างวันที่ 13 - 16กันยายน 2556 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและสำนักงานแรงงานจังหวัดนราธิวาส ที่มีการเผยแพร่เป็นทางการ ในระหว่างการแถลงผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค และสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดในเขตพื้นที่ภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2567 ที่ผ่านมา

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา นำข้อมูลรายละเอียดตรวจสอบคดีนี้ ของ สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดนราธิวาส มานำเสนอเป็นทางการ ณ ที่นี้ 

คดีนี้ มีผู้ถูกกล่าวหา 1 ราย คือ  นายชัยยุทธ เต็มหิรัญ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สังกัด สำนักงานแรงงานจังหวัดนราธิวาส

ข้อกล่าวหา คือ ทุจริตในการเบิกจ่ายเงินโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบัณฑิตแรงงานจังหวัดนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ระหว่างวันที่ 13 - 16กันยายน 2556 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและสำนักงานแรงงานจังหวัดนราธิวาส

@ พฤติการณ์การกระทำความผิด

สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดนราธิวาส ระบุพฤติการณ์ในการกระทำความผิดว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 สำนักงานแรงงานจังหวัดนราธิวาสได้จัดทำโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบัณฑิตแรงงานจังหวัดนราธิวาส ระหว่างวันที่13 ถึง 16 กันยายน 2556 งบประมาณในการดำเนินโครงการฯ เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 774,000 บาท เป็นโครงการที่นำบัณฑิตแรงงาน แกนนำอาสาสมัครแรงงาน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในจังหวัดนราธิวาส จำนวน 150 ราย เดินทางไปฝึกอบรมและศึกษาดูงานในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช

ปรากฏว่ามีการเบิกจ่ายเพื่อส่งใช้เงินยืมเป็นเท็จ เนื่องจากบัณฑิตแรงงาน แกนนำอาสาสมัครแรงงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในจังหวัดนราธิวาสบางส่วนมิได้เดินทางไปฝึกอบรมและศึกษาดูงานดังกล่าว แต่กลับมีการลงลายมือชื่อเพื่อรับรองในการเบิกจ่ายค่าที่พักและค่าอาหารจากโครงการฯ

โดยนายชัยยุทธฯ เป็นผู้ที่รับผิดชอบโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบัณฑิตแรงงานจังหวัดนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 และจัดทำเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเพื่อส่งใช้เงินยืมในโครงการฯ

@ มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนายชัยยุทธ เต็มหิรัญ ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1), (4) และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมีมูลความผิดทางวินัย ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการมติคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และระเบียบแบบแผนของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85 (1), (4) และมาตรา 82 (2) ประกอบมาตรา 85 (7)

 

@ คำพิพากษาของศาล

คดีหมายเลขดำที่ อท 43/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 84/2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) (เดิม) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 1237/1 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง

คงจำคุก 5 เดือน และปรับ 10,000 บาท

โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาคุมประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30./

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า เกี่ยวกับผลคำพิพากษาศาลฯ ดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุด (อสส.) ให้อุทธรณ์คำพิพากษา หรือไม่อุทธรณ์คำพิพากษาต่อในส่วนที่รอการลงโทษจำคุกจำเลย 

แต่ไม่ว่าบทสรุปสุดท้ายผลคดีจะออกมาเป็นอย่างไร กรณีนี้นับเป็นอีกหนึ่งคดีตัวอย่าง ไม่ให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐ เดินย้ำซ้ำรอย เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ทั้งในปัจจุบันและอนาคตสืบไป 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพฤหัสบดี ที่ 06 มิถุนายน 2567 

เกี่ยวข้องกัน

คุก 5 ปี อดีต ผอ.วิทยาลัยฯทุจริตเบิกค่าวัสดุไปจัดเลี้ยงปีใหม่ 

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นางอนงค์ลักษณ์ พูลสุวรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างระยอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง กับพวก ทุจริตเบิกจ่ายค่าวัสดุการศึกษา เมื่อปี 2560 ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 , 157 และ 162 (1) (4)  ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2566  

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 มีคำพิพากษาว่า  นางอนงค์ลักษณ์ พูลสุวรรณ จำเลยมีความผิดตามกฏหมาย ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ซึ่งเป็นกฏหมายที่มีบทหนักสุด จำคุก 5 ปี พิเคราห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลย  

เบื้องต้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2567 มีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษา 

สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท 

สำนักข่าวอิศรารายงานเพิ่มเติมว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่สังกัดวิทยาลัยสารพัดช่างระยอง ว่ามีการทุจริตเบิกเงินค่าวัสดุการศึกษา เพื่อใช้ในการเรียนการสอน สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ จำนวน 20,000 บาท เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 อันเป็นเท็จ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางอนงค์ลักษณ์ พูลสุวรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่าง ได้มีการนำเงินจำนวน 20,000 บาท ดังกล่าว ไปใช้ในการจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดยที่ไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุการศึกษาจริงแต่อย่างใด 

นอกจากคดีนี้แล้ว นางอนงค์ลักษณ์ พูลสุวรรณ ยังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดคดี เบิกค่าเดินทางไปศึกษาดูงานการแปรรูปอาหาร ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา เป็นเท็จ  เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2563 ด้วย  

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2566  ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนยกฟ้อง ตามศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 คดีถึงที่สุดแล้ว  

เกี่ยวข้องกัน

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้องอดีต ผอ.วิทยาลัยสารพัดช่างระยอง เบิกค่าเดินทางศึกษาดูงานเท็จ

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.orgรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา างอนงค์ลักษณ์ พูลสุวรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างระยอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เบิกค่าเดินทางไปศึกษาดูงานการแปรรูปอาหาร ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา เป็นเท็จ  ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ ที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา192 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2563 

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2566  ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนยกฟ้อง ตามศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค

เบื้องต้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2567 มีมติไม่เห็นชอบตามความเห็นของอัยการสูงสุด (อสส.) ที่จะไม่ฎีกาคำพิพากษา 

สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระบุ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ป.ป.ช. เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีที่สอง 'อนงค์ลักษณ์ พูลสุวรรณ' อดีต ผอ.วิทยาลัยสารพัดช่างระยอง ทุจริตเบิกจ่ายค่าวัสดุการศึกษา ปี 60 ไปจัดโต๊ะจีนเลี้ยงปีใหม่ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา หลังคดีแรกเบิกค่าเดินทางศึกษาดูงานเท็จ ได้ยกฟ้อง 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม 2567