
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่หอประชุมคุรุสภา สมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท.) จัดงานทิศทางครูไทย การศึกษาไทย ต่อการปฏิรูปประเทศ โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน โดย ดร.ดิเรก พรสีมา ประธานสคคท. กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อต้องการให้ รมว.ศึกษาธิการ รับทราบถึงการผลักดันโยบายการศึกษาในเรื่องต่างๆ ให้นำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้เกิดการปฎิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … เนื่องจาก สคคท.ต้องการให้มีการกระจายอำนาจไปยังสถานศึกษาเกิดขึ้นให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ต้องการให้มีการกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา แต่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับใหม่ แม้จะเขียนระบุว่าให้มีการกระจายอำนาจไปสถานศึกษาก็ตาม แต่เมื่อมาถึงระดับการเขียนกฎหมายลูกกลับปิดกั้นการกระจายอำนาจ ซึ่งการกระจายอำนาจดังกล่าวจะต้องประกอบไปด้วย 4 ด้าน คือ งบประมาณ วิชาการ งานบุคคล และงานบริหารทั่วไป จึงอยากฝากให้ รมว.ศธ. พิจารณาด้วย รวมถึงการพัฒนาครู อยากให้มีเจ้าภาพรับผิดชอบในการพัฒนา พร้อมให้มีการตั้งกองทุนพัฒนาครูด้วย
ด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า สคคท. ถือเป็นเครือข่ายองค์กรครูที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา และช่วยผลักดันการศึกษาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมสะท้อนการทำงานการศึกษาได้อย่างดี เพราะการขับเคลื่อนโนยบายการศึกษาเรื่องต่างๆ คงไม่ใช่คนใดคนหนึ่งทำได้ แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือช่วยกันผลักดัน โดยในส่วนข้อเสนอต่างที่ สคคท.เสนอมานั้น ตนจะนำไปพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะปรับให้มีความเหมาะสมและยืดหยุ่นเป็นประโยชน์ต่อทุกคน อีกทั้งยืนยันว่าร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …จะผลักดันและประกาศใช้ได้ในการประชุมร่วมรัฐสภาในสมัยสามัญประจำปี 2565 นี้อย่างแน่นอน
รมว.ศึกษาธิการ ร่วมวง สคคท. ถกทิศทางครูไทย การศึกษาไทย ต่อการปฏิรูปประเทศ ชื่นชมทุกหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนการศึกษา เผย เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาชาติฯ ประกาศใช้ปีนี้แน่
ที่มา ; เดลินิวส์ 21 เมษายน 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
‘ตรีนุช’ย้ำ ศธ.ให้ความสำคัญครู เผยโลก-สังคมเปลี่ยน ต้องเร่งพัฒนาแม่พิมพ์สอนเด็กให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่หอประชุมคุรสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ครูไทย การศึกษาไทย กับการปฏิรูปประเทศ” จัดโดยสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท.) โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. นายดิเรก พรสีมา ประธาน สคคท. พร้อมผู้นำองค์กรเครือข่ายกว่า 30 องค์กร เข้าร่วม ว่า ตนเชื่อว่าการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ เพราะการศึกษาเป็นรากฐานในการสร้างชาติและรากฐานในการพัฒนาประเทศ ซึ่งการพัฒนาการศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ปัจจุบันโลกและบริบทของสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเปลี่ยนแปลงของดิจิทัล การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ดังนั้นการขับเคลื่อนการศึกษาจึงมีความท้าทาย ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ทำให้เราต้องผลักดันและปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์การเรียนรู้ที่มีข้อจำกัดต่างๆ อย่างไร
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนจะนำข้อเสนอขององค์กรครู ไปดูรายละเอียดว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนกฎระเบียบอะไรได้บ้างเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์ต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินการผลักดันมาแล้วบ้าง เช่นการ แก้ไขปัญหาหนี้สินครู การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และจากที่ตนหารือกับนายตวง อันทะไชย ประธาน กมธ. วิสามัญฯ ก็เห็นตรงกันว่าจะต้องเร่งผลักดันให้เสร็จและเสนอในทันสมัยประชุมสภาในเดือนพฤษภาคมต่อไป โดยจะปรับพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับสภาพการศึกษาในปัจจุบัน
“ส่วนคุณภาพการศึกษา เมื่อโลกเปลี่ยน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งรัฐและเอกชน ที่มีอยู่กว่า 600,000 คน ต้องปรับตัว ซึ่งศธ.ให้ความสำคัญพยายามที่จะพัฒนาครูเช่น การสอนแบบ Active Learning เพื่อพัฒนาเด็กให้มีความรู้เท่าทีนศตวรรษที่ 21 เป็นต้น รวมทั้งการสร้างโรงเรียนคุณภาพที่จะเป็นโรงเรียนแม่เหล็กให้โรงเรียนต่างๆมาเรียนร่วมกัน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาว่าจะทำอย่างไรที่จะตามเด็กที่หลุดจากระบบเข้ามาสู่ระบบการศึกษา ให้ทันเปิดภาคเรียนในปีการศึกษา 2565 ซึ่งศธ.อยู่ระหว่างดำเนินการบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อพาน้องกลับเข้าเรียนให้ได้มากที่สุด”น.ส.ตรีนุช กล่าว
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะขวัญกำลังใจของครูและบุคลากรทางการศึกษามีความสำคัญอย่างมาก ถ้าครูยังมีความทุกข์ใจ กังวลใจเรื่องภาระหนี้สินอยู่อาจจะมีความยากลำบากให้การสอน ศธ.มุ่งขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ เช่น ร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลดดอกเบี้ยให้ครู พร้อมกับจัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูระดับจังหวัด และสถานีแก้หนี้ครูระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นต้น
ด้านนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วย่วาการ ศธ. กล่าวว่า ความคืบหน้าการผลักดันร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้นั้น ขณะนี้ทุกมาตราผ่านการอภิปรายอย่างกว้างขวางแล้ว แต่ยังไม่มีการลงมติ เพราะยังต้องฟังเสียงประชาชนอีก ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ….ลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากเครือข่ายและประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ โดยที่ผ่านมาได้ฟังเสียงจากภาคใต้ไปแล้ว และกำลังจะไปฟังความเห็นจากภาคเหนือในราวต้นเดือนพฤษภาคม จากนั้นจะไปภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป โดยคณะกรรมาธิการฯจะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้
ด้านนายดิเรก กล่าวว่า สคคท.และเครือข่ายองค์กรครู ยื่นข้อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เร่งผลักดัน 3 เรื่อง คือ
1.เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้เสร็จโดยเร็ว โดยขอให้แก้ไขกฎหมายให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล มีอำนาจในการบริหารงานบุคคล บริหารงบประมาณ และบริหารงานวิชาการของตน
2.เร่งพัฒนาครูทั้งรัฐและเอกชน ที่มีอยู่กว่า 600,000 คน ให้จัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ และ
3. ดูแลขวัญกำลังใจให้ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีแรงทุ่มเทจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียน
ที่มา ; มติชนออนไลน์
สรุปสาระสำคัญ
สมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท.) จัดเวที “ทิศทางครูไทย การศึกษาไทย ต่อการปฏิรูปประเทศ” เพื่อสะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการศึกษา โดยเฉพาะการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ งบประมาณ วิชาการ งานบุคคล และการบริหารทั่วไป รวมถึงเสนอให้มีเจ้าภาพรับผิดชอบการพัฒนาครูและจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยืนยันความสำคัญของบทบาทเครือข่ายครูในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา และรับข้อเสนอไปพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสมและยืดหยุ่น พร้อมยืนยันการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติให้ประกาศใช้ภายในปี 2565 ควบคู่กับการพัฒนาครู การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน
ข้อสอบ
สาระสำคัญของข้อเรียกร้อง สคคท. ต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คือข้อใด
ก. เพิ่มอำนาจการกำกับของส่วนกลาง
ข. ลดบทบาทองค์กรเครือข่ายครู
ค. กระจายอำนาจสู่สถานศึกษาอย่างครบทุกมิติ
ง. รวมศูนย์งบประมาณไว้ที่กระทรวง
เหตุใด สคคท. จึงเห็นว่ากฎหมายลูกเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการศึกษา
ก. กำหนดโครงสร้างการบริหารซ้ำซ้อน
ข. ปิดกั้นการกระจายอำนาจแม้กฎหมายแม่เปิดช่องไว้
ค. เพิ่มภาระงานให้ครูมากขึ้น
ง. ขาดการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
บทบาทของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ต่อข้อเสนอของเครือข่ายครู สะท้อนหลักการใด
ก. การบริหารแบบรวมศูนย์
ข. การกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเป็นหลัก
ค. การมีส่วนร่วมและการรับฟังภาคีเครือข่าย
ง. การมอบหมายให้หน่วยงานอื่นตัดสินใจแทน
หากโรงเรียนได้รับการกระจายอำนาจตามข้อเสนอ สคคท. ผลลัพธ์ใดมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุด
ก. การควบคุมคุณภาพลดลง
ข. ความคล่องตัวในการบริหารและพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ค. ภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
ง. ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนสูงขึ้นทันที
การเร่งแก้ปัญหาหนี้สินครูสัมพันธ์กับคุณภาพการศึกษาอย่างไร
ก. ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรง
ข. ช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐเท่านั้น
ค. สร้างขวัญกำลังใจและสมาธิในการจัดการเรียนรู้
ง. ทำให้ครูมีรายได้เพิ่มขึ้นทันที
คลิกเฉลย >>>