สมาชิกเข้าสู่ระบบ

คำถามเพื่อรับมือกับการระบาดของ COVID-19 ที่ไม่รู้จะสิ้นสุดลง

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในบ้านเราจะไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก ทุกแวดวงธุรกิจต่างก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด สำหรับแวดวงการศึกษาเอง เมื่อมองอีกแง่หนึ่ง สถานการณ์นี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะมองถึงการปฏิรูปในระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้แบบทางไกลให้กับอนาคตที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด 9 ประเด็นคำถามเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องรับมือสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นกับธรรมเนียมปฏิบัติแบบเดิมของโรงเรียน 

1. หลักสูตร
เมื่อเกิดโรคระบาดเราจะเห็นว่าโอกาสที่ครูจะสร้างสรรค์หลักสูตรที่มีความหลากหลาย และมีความแตกต่างเฉพาะบุคคลนั้นมีมากขึ้น ครูอาจต้องทำงานหนักขึ้น หากต้องแบ่งกลุ่มให้นักเรียนสลับวันกันมาเรียน แต่ไม่ว่าโรงเรียนจะเลือกใช้วิธีบริหารจัดการอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาก็คือ ความเสมอภาค
 

2. การจัดสรรทรัพยากร
การเรียนรู้ และการทำงานส่งครูแบบทางไกลอาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับนักเรียนระดับมัธยมมากเท่าไร แต่สำหรับนักเรียนปฐมวัยไปจนถึงระดับ ป.2 จัดเป็นนักเรียนกลุ่มเสี่ยงเมื่อต้องเรียนรู้ในรูปแบบนี้ ผู้ปกครองจึงต้องคอยดูแล และให้คำแนะนำในกระบวนการเรียนรู้อย่างใกล้ชิด ส่วนโรงเรียนก็ต้องสนับสนุนครอบครัวที่มีนักเรียนอยู่ในช่วงวัยนี้ด้วยการจัดให้ชั้นเรียนออนไลน์มีขนาดเล็กลง หรือใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เป็นมิตรกับนักเรียนมากขึ้น รวมไปถึงการแจกหนังสือ กระดานไวท์บอร์ด และเครื่องมืออย่างกล่องตัวเลขให้กับครอบครัวของนักเรียนด้วย
 

3. ภาคเรียนฤดูร้อน
ในช่วงที่เกิดโรคระบาดอาจทำให้นักเรียนเกิดภาวะความรู้ถดถอยเพิ่มขึ้นทวีคูณ โรงเรียนในประเทศต่างๆ ที่ยังอยู่ในช่วงฤดูร้อนจึงออกโครงการเพื่อใช้เวลาช่วงนี้และช่วงปิดภาคเรียนให้เป็นประโยชน์ โรงเรียนต้องพูดคุยกันเพื่อหาโอกาสต่างๆ ให้นักเรียนนอกเหนือจากการเรียนผ่านออนไลน์
 

4. การพัฒนาทางวิชาชีพ
การอบรมเพื่อพัฒนาทางวิชาชีพอาจมีความจำเป็นต้องปรับให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์เช่นเดียวกัน แต่ควรจัดหลักสูตรออนไลน์ตามความต้องการของครูแต่ละคน หรือ Webinar ที่มุ่งเน้นไปที่ความต้องการเฉพาะของครู
 

5. ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี หรือ Techpertise
แม้ว่าครูจะไม่ค่อยถนัดเรื่องเทคโนโลยีมากเท่าไร แต่เมื่อสถานการณ์โรคระบาดพลิกผันรูปแบบการเรียนรู้ให้เป็นออนไลน์มากขึ้น นี่คือโอกาสทองในการเพิ่มพูนทักษะทางด้านเทคโนโลยี ครูและครอบครัวของนักเรียนอาจศึกษาจากช่องทางออนไลน์ต่างๆ รวมถึงเข้าฟัง Webinar เพื่อฝึกการใช้งานแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ ในอนาคตหากโรงเรียนต้องมีการจ้างบุคลากรเพิ่ม อาจต้องมีการพิจารณาคนที่มีประสบการณ์หรือมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีด้วย
 

6. การบำบัด
 การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพผ่านโทรศัพท์หรือ Telehealth จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้คำปรึกษานักเรียนและครอบครัวที่เผชิญกับความบอบช้ำต่างๆ โรงเรียนต้องมีผู้ให้คำแนะนำหรือมีที่ปรึกษาสำหรับครูด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังต้องนำศาสตร์การสอนที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อรับมือกับความบอบช้ำต่างๆ มาเป็นตัวกำหนดแนวทางการทำงานด้วย
 

7. เรียนรู้แบบเสมือนจริง VS เรียนรู้แบบตัวต่อตัว
บิล เกตส์ ยอมรับว่าเด็กๆ จำเป็นต้องมีปฎิสัมพันธ์ทางสังคมแบบตัวต่อตัวที่โรงเรียน แต่ตราบใดที่เรายังต้องอยู่กับ COVID-19 การเรียนแบบตัวต่อตัวจะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูงเพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ลงให้ได้มากที่สุด สิ่งหนึ่งที่ผู้นำทางการศึกษาควรพิจารณา โดยเฉพาะในโรงเรียนที่อาคารเรียนมีขนาดเล็ก แต่มีนักเรียนจำนวนมาก คือการสลับสับเปลี่ยนตารางเรียน การเรียนรู้แบบตัวต่อตัวอาจทำได้แค่ไม่กี่วันต่อสัปดาห์ เพื่อจำกัดการมีปฏิสัมพันธ์ของตัวนักเรียน โรงเรียนอาจต้องพิจารณาเรื่องการหมุนเวียนคุณครูอย่างจริงจัง หรืออย่างน้อยก็อาจต้องรวมกลุ่มนักเรียนบางกลุ่มไว้ด้วยกัน
 

8. การเรียนรู้เฉพาะตัวบุคคล
ครูต้องปรับเปลี่ยนศาสตร์การสอนในเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการสำหรับการเรียนรู้แบบออนไลน์ของนักเรียน การปรับเปลี่ยนเฉพาะบุคคลและการเร่งการเรียนรู้จะกลายเป็นประเด็นสำคัญอันดับแรกๆ เมื่อโรงเรียนต้องรับมือกับช่องว่างทางการเรียนรู้และโอกาสต่างๆ ที่มีอยู่แล้วก่อนหน้าที่จะเกิดโรคระบาด และที่มีมากขึ้นจากสถานการณ์นี้ เทคโนโลยีอาจเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้เฉพาะตัวบุคคล โรงเรียนต้องตั้งคำถามในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่ เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กๆ มีความกะตือรือร้นระหว่างชั่วโมงเรียนออนไลน์ได้บ้าง” จนถึง เราจะสอนเด็กๆ เรื่องการอ่านผ่านการสอนทางไกลได้อย่างไร” สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์นั้น นักเรียนอาจเห็นการทดลองต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ก็จะพลาดโอกาสในการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆ
 

9. การสื่อสารกับครอบครัว
บทบาทของผู้ปกครองและครูเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเกิดโรคระบาด ผู้ปกครองจะกลายเป็นผู้ประสานงานด้านการเรียนรู้หลักของเด็กๆ พวกเขาจะกลายเป็นครู ในขณะที่ครูจะเป็นที่ปรึกษาด้านการเรียนรู้ การทำงานในลักษณะนี้ทำให้ครูเห็นภาพของสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อครอบครัวของนักเรียนต้องดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัว หรือรับมือกับความท้าทายอื่นๆ ภายในบ้านได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
 

สถานการณ์นี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการพัฒนารูปแบบการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เมื่อจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและครูให้มากขึ้น เราจะสื่อสารอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เราจะสร้างพลังและศรัทธาในครอบครัวได้อย่างไร ยิ่งโรงเรียนมองผู้ปกครองเป็นพันธมิตรแทนที่จะเป็นอุปสรรคได้มากเท่าไร เราก็จะยิ่งดูแลนักเรียนในภาพรวมได้มากเท่านั้น 

แม้ว่าเรายังคาดการณ์ไม่ได้ว่าสถานการณ์โรคระบาดจะอยู่กับเราไปอีกนานเท่าไร แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เรารอดพ้นและจัดการเรียนรู้ต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤต คือการรับฟังความคิดเห็น ความรู้สึกและความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครอง ผู้นำโรงเรียนและเขตพื้นการศึกษาจะต้องหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ร่วมกัน เพื่อหาแนวทางที่ดีสุดสำหรับทุกฝ่ายในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต 

อ้างอิง
Knips, A. (2020, June 29). 9 Big Questions Education Leaders Should Ask to Address Covid-19. Retrieved July 07, 2020, from 
https://www.edutopia.org/article/9-big-questions-education-leaders-should-ask-address-covid-19 

ที่มา ; EDUCA

สรุปสาระสำคัญ

สถานการณ์ COVID-19 แม้ในบางประเทศจะควบคุมได้ แต่ส่งผลให้ภาคการศึกษาต้องปรับตัวครั้งใหญ่และเป็นโอกาสในการปฏิรูปการเรียนรู้ระยะยาว โดยมุ่งสู่การเรียนรู้แบบผสมผสานและทางไกล ประเด็นสำคัญมี 9 ด้าน ได้แก่ (1) หลักสูตรต้องยืดหยุ่นและตอบสนองผู้เรียนรายบุคคล แต่ยังยึดความเสมอภาค (2) การจัดสรรทรัพยากรต้องคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ต้องการผู้ปกครองและสื่อสนับสนุน (3) การใช้ช่วงฤดูร้อนแก้ปัญหาความรู้ถดถอย (4) การพัฒนาครูต้องเป็นแบบออนไลน์เฉพาะความต้องการ (5) การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีของครูและผู้เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็น (6) การให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพจิตผ่านระบบทางไกล (7) การเรียนรู้แบบออนไลน์และออนไซต์ต้องผสมผสานอย่างยืดหยุ่นเพื่อลดความเสี่ยง (8) การเรียนรู้เฉพาะบุคคลต้องใช้เทคโนโลยีช่วยลดช่องว่างการเรียนรู้ (9) การสื่อสารกับครอบครัวต้องเข้มข้นขึ้น ผู้ปกครองมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้มากขึ้น โรงเรียนต้องมองผู้ปกครองเป็นพันธมิตรสำคัญ

หัวใจของการปรับเปลี่ยนคือการรับฟังผู้เรียนและผู้ปกครอง ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น เท่าเทียม และรองรับอนาคตที่ไม่แน่นอน

ข้อสอบ

ข้อ 1

แนวคิดสำคัญที่สุดของการพัฒนาหลักสูตรในสถานการณ์ COVID-19 คือข้อใด
ก. เพิ่มเนื้อหาวิชาการให้มากขึ้น
ข. ใช้หลักสูตรเดียวกันทุกโรงเรียน
ค. ความยืดหยุ่นและความเสมอภาคของผู้เรียน
ง. เน้นการสอบเป็นหลัก

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและคำนึงถึงความเสมอภาคของผู้เรียน

ข้อ 2

กลุ่มนักเรียนที่มีความเสี่ยงสูงในการเรียนออนไลน์คือกลุ่มใด
ก. มัธยมปลาย
ข. มัธยมต้น
ค. ประถมศึกษาตอนปลาย
ง. ปฐมวัยถึง ป.2

เฉลย: ง
เหตุผล: เด็กเล็กต้องพึ่งพาผู้ปกครองและการเรียนรู้เชิงปฏิบัติสูง

ข้อ 3

แนวทางแก้ปัญหาความรู้ถดถอย (learning loss) คือข้อใด
ก. ลดจำนวนครู
ข. ใช้ช่วงฤดูร้อนจัดกิจกรรมเรียนรู้เพิ่มเติม
ค. งดการเรียนออนไลน์
ง. เพิ่มการสอบปลายภาค

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเสนอใช้ช่วงปิดภาคเรียนหรือฤดูร้อนเพื่อฟื้นฟูการเรียนรู้

ข้อ 4

การพัฒนาวิชาชีพครูในสถานการณ์ใหม่ควรเน้นลักษณะใด
ก. อบรมแบบรวมศูนย์เหมือนเดิม
ข. ออนไลน์ตามความต้องการเฉพาะบุคคล
ค. ลดการอบรมทั้งหมด
ง. เน้นเอกสารมากขึ้น

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น Webinar หรือการอบรมเฉพาะความต้องการของครู

ข้อ 5

คำว่า “Techpertise” หมายถึงอะไร
ก. ความรู้ด้านการเงิน
ข. ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
ค. การบริหารโรงเรียน
ง. การสอนแบบดั้งเดิม

เฉลย: ข
เหตุผล: คือการเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยีให้ครูและผู้เกี่ยวข้อง

ข้อ 6

แนวทางดูแลสุขภาพจิตนักเรียนในบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มการบ้าน
ข. ใช้ Telehealth และการให้คำปรึกษาทางไกล
ค. ลดกิจกรรมทั้งหมด
ง. เพิ่มการสอบออนไลน์

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นระบบให้คำปรึกษาและบำบัดทางไกล

ข้อ 7

การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (ออนไลน์ + ออนไซต์) ควรมีลักษณะใด
ก. เรียนออนไลน์ทั้งหมด
ข. เรียนที่โรงเรียนทุกวัน
ค. ลดการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งหมด
ง. ลดความเสี่ยงและสลับวันเรียนอย่างเหมาะสม

เฉลย: ง
เหตุผล: ต้องลดความเสี่ยงและจัดตารางเรียนแบบยืดหยุ่น

ข้อ 8

หัวใจของการเรียนรู้เฉพาะบุคคลคืออะไร
ก. การใช้ข้อสอบมาตรฐานเดียว
ข. การปรับการสอนตามความต้องการผู้เรียน
ค. การลดบทบาทครู
ง. การเรียนรู้แบบกลุ่มใหญ่

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น personalized learning และลดช่องว่างการเรียนรู้

ข้อ 9

บทบาทของผู้ปกครองในช่วง COVID-19 เปลี่ยนไปอย่างไร
ก. เป็นผู้สังเกตอย่างเดียว
ข. เป็นผู้ประสานงานการเรียนรู้หลักของเด็ก
ค. ไม่มีบทบาท
ง. เป็นผู้ตรวจสอบข้อสอบ

เฉลย: ข
เหตุผล: ผู้ปกครองมีบทบาทเหมือน “ครูที่บ้าน”

ข้อ 10

แนวคิดสำคัญที่สุดของการสื่อสารระหว่างโรงเรียนกับครอบครัวคืออะไร
ก. ลดการสื่อสารเพื่อความเป็นส่วนตัว
ข. มองผู้ปกครองเป็นอุปสรรค
ค. สื่อสารน้อยที่สุด
ง. มองผู้ปกครองเป็นพันธมิตรทางการศึกษา

เฉลย: ง
เหตุผล: ความร่วมมือครู–ผู้ปกครองเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาผู้เรียน

ความเห็นของผู้ชม