
ปัจจัยที่จะทำให้ผู้บริหารประสบความสำเร็จมีหลายประการ นอกจากวิธีคิดของผู้บริหารซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญแล้ว ผู้บริหารยังต้องมีทักษะที่เหมาะสมด้วย เพราะทักษะเหล่านี้จะทำให้ผู้บริหารสามารถบริหารทีม และสร้างผลงานได้อย่างต่อเนื่อง
แล้วทักษะสำหรับผู้บริหารที่ต้องการประสบความสำเร็จ มีอะไรบ้าง
1. ทักษะการกำหนดเป้าหมาย
ทักษะการกำหนดเป้าหมายเป็นทักษะแรกที่สำคัญมาก เพราะว่าผู้บริหารมีหน้าที่ในการนำทีม นำองค์กรไปสู่เป้าหมายร่วมกัน เป้าหมายที่ดีจะไม่ได้มีแต่ตัวเลขเท่านั้นที่ชี้วัดได้ (Measurable) แต่จะต้องเป็นเป้าหมายที่มีความหมาย (Meaningful) มีคุณค่า (Value) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำงานร่วมมือกันเพื่อเป้าหมาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเป้าหมายของ Elon Musk ที่จะไปดาวอังคารได้ดึงดูดคนเก่งทั่วโลกไปทำงานที่ Space X
ดังนั้นทักษะแรกที่สำคัญมากของผู้บริหารที่ต้องการประสบความสำเร็จคือการกำหนดเป้าหมาย บางคนเรียกเป้าหมายระยะยาวว่าวิสัยทัศน์หรือ Vision นั่นเอง สำหรับผู้บริหารที่ยังไม่รู้จักการกำหนดเป้าหมาย หรือยังไม่เห็นความสำคัญของการมีเป้าหมายที่สร้างแรงบันดาลใจคงต้องรีบเรียนรู้และเริ่มกำหนดเป้าหมายได้แล้ว
2. ทักษะการวางแผน
ทักษะที่สองคือทักษะการวางแผน จะได้เห็นว่าผู้บริหารจะไม่ประสบความสำเร็จจากการกำหนดเป้าหมายที่สวยหรูเท่านั้น แต่จะประสบความสำเร็จจากการมีแผนงานที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริงต่างหาก
การมีแผนกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่เป้าหมายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ก็ยังพบว่าผู้บริหารหลายคนไม่ชอบวางแผน ไม่ลงรายละเอียดในการปฏิบัติงาน แค่ให้นโยบายและบอกแค่ว่าอยากได้ผลลัพธ์อะไร แล้วก็ปล่อยให้ลูกน้อง พนักงานไปคิดกันเองว่าจะทำอย่างไร (How) ที่จะไปสู่เป้าหมาย โดยที่ไม่ให้แนวทางก็เลยทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีและก็ไปไม่ถึงดวงดาวสักที
ดังนั้น ทักษะการวางแผนจึงเป็นทักษะที่มีความสำคัญมาก ผู้นำจะต้องรู้จักวางแผนที่มีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์เหมือนกับแล่นเรือใบในท้องทะเลที่มีคลื่นลมตลอดเวลา
3. ทักษะการสื่อสาร
ทักษะสำหรับผู้บริหารอย่างที่ 3 คือทักษะการสื่อสาร มีคำกล่าวที่ว่า งานที่แท้จริงของคนที่เป็นผู้บริหาร ผู้นำ ที่ประสบความสำเร็จก็คือการสื่อสาร ทักษะนี้มีความสำคัญมาก เพราะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสามารถหว่านล้อมจูงใจให้ทีมงานมีแรงบันดาลใจ มีพลังที่จะทำงานมีความอดทนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค มีขวัญกำลังใจ
ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้บริหารสื่อสารไม่เป็น ไม่มีจิตวิทยาในการพูดในการสื่อสารกับทีมงานแล้ว ทีมงานก็คงจะท้อแท้และไม่มีกำลังใจในการทำงาน นอกจากการสื่อสารที่ดีจะช่วยให้ทีมงานรู้ว่าองค์กรกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน องค์กรเดินทางมาถึงจุดไหนแล้ว องค์กรกำลังประสบปัญหาอะไร มีอะไรที่ต้องปรับแก้ไข ฯลฯ เมื่อผู้บริหารสื่อสารชัดเจน พนักงานทุกคนย่อมมีความเข้าใจและอยากมีส่วนร่วม ซึ่งเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมาก ๆ
4. ทักษะการโค้ช
ทักษะการโค้ชเป็นทักษะที่ยอดนิยมสำหรับผู้บริหารในระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะว่าเป็นทักษะที่ช่วยให้ผู้บริหารได้นำเอาศักยภาพสูงสุดของทีมงานออกมา (Unlock Potential) แต่เดิมผู้บริหารในยุคเก่ามักจะใช้แนวทางในการสั่งงานและตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งปัจจุบันหากยังใช้วิธีการนี้อยู่ก็คงไม่ทันกิน เพราะว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไป อินเตอร์เน็ตได้มีบทบาทเข้ามาช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว พนักงานทุกคนอยู่ใกล้กับข้อมูล อยู่ใกล้กับสถานการณ์ อยู่ใกล้กับลูกค้ามากกว่าผู้บริหาร ถ้าจะมารอการตัดสินใจจากส่วนกลางก็คงจะต้องปิดบริษัทในไม่ช้า
ดังนั้นทักษะการโค้ชของผู้บริหารก็จะช่วยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกทีมกล้าตัดสินใจ กล้าที่จะลงมือทำในสิ่งใหม่ กล้าคิดนอกกรอบ ซึ่งมีผลให้บริษัทปรับตัวได้ไว และเติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงได้อย่างแน่นอนครับ
5. ทักษะการสร้างแรงจูงใจ
ทักษะการสร้างแรงจูงใจเป็นทักษะสุดท้ายที่สำคัญมาก ๆ สำหรับผู้บริหาร นักรบที่มีอาวุธครบมือแต่ไม่มีขวัญกำลังใจ ไม่รู้จะสู้รบไปเพื่ออะไรก็มีแต่จะทำให้การศึกพ่ายแพ้ เช่นเดียวกันผู้บริหารที่มีลูกน้องเก่ง ๆ มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่รู้จักสร้างแรงจูงใจให้ทีมงานมีพลังในการทำงานก็คงจะประสบความสำเร็จยาก
ทักษะการสร้างแรงจูงใจทีมไม่ใช่การใช้เงินในการจ่ายไม่อั้น แต่อาศัยศิลปะและจิตวิทยาในการเข้าใจทีมงานทุกคนว่าแรงจูงใจของทีมงานแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่คนเดียวกันก็มีแรงจูงใจในช่วงเวลาที่แตกต่างไม่เหมือนกันด้วย
ดังนั้นทักษะการสร้างแรงจูงใจของผู้บริหารระดับสูง จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจความเป็นปัจเจกบุคคล มองเห็นว่าอะไรคือ จุดแข็ง จุดอ่อน จุดเด่น จุดด้อย และรู้จักมอบหมายงานให้ตรงกับความรู้ความสามารถ ซึ่งถ้าทำได้ก็ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและเรื่องคนอย่างแน่นอน
ที่มา ; DeOne Academy
เกี่ยวข้องกัน
6 วิธีพัฒนา COLLABORATION SKILLS หรือทักษะการทำงานร่วมกันผู้อื่น
ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration Skills) เป็น Soft Skills ที่มีความสำคัญมากต่อองค์กร เนื่องจากเป็นทักษะที่จะทำให้พนักงานทำงานเป็นทีม ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีความคิดสร้างสรรค์และความคิดริเริ่ม มีความสุขในการทำงาน มีความผูกพันกับองค์กร มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานเพิ่มขึ้น มาดูว่า 6 วิธีในการพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกันผู้อื่น (Collaboration Skills) มีอะไรบ้าง
1. เป็นผู้ฟังที่กระตือรือร้น (Active Listener)
การเป็น Active Listener เป็นมากกว่าการแค่ได้ยินในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ผู้ฟังที่เป็น Active Listener จะฟังโดยไม่มีการตัดสินและจะฟังให้ได้ยินความหมายเบื้องหลังในสิ่งที่พูดเพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าใจประเด็นที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ เมื่อได้ยิน เขาจะพูดซ้ำหรือสรุปสิ่งที่เพิ่งได้ยินจากอีกฝ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคู่เข้าใจตรงกัน
การฟังแบบ Active Listener ยังหมายถึงการสังเกตอวัจนภาษา สังเกตว่าผู้คนสื่อสารกันอย่างไร ภาษากาย สีหน้า และเสียงพูดของพวกเขาเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าคนที่ดูวิตกกังวลและไม่สบตาขณะพูด พวกเขาอาจจะประหม่าหรือไม่สบายใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คุณต้องตั้งใจฟังสิ่งที่พวกเขาพูด และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมี response ที่เหมาะสมตามการสื่อสารด้วยวาจาและอวัจนภาษาของพวกเขา
2. พัฒนาทักษะการสื่อสารของคุณ (Communication Skills)
การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การทำงานร่วมกันประสบความสำเร็จ เคล็ดลับที่ดีที่สุดในการเป็นนักสื่อสารที่ดีในการทำงานร่วมกันในที่ทำงาน คือ อย่าคิดว่าคนอื่นรู้ในสิ่งต่างๆ อยู่แล้ว ให้ข้อมูลอัปเดตเป็นประจำแก่ผู้จัดการและเพื่อนร่วมงานอย่างชัดเจนและรัดกุม เปิดช่องทางการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานของคุณและแบ่งปันข้อมูลที่จำเป็นในการทำงาน สิ่งสำคัญ คือ ต้องจำไว้ว่าทุกคนมีรูปแบบการสื่อสารที่แตกต่างกัน ปรับวิธีการสื่อสารของคุณให้เหมาะสม
3. พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของคุณ (Emotional Intelligence)
ความฉลาดทางอารมณ์ คือ ความสามารถในการระบุและจัดการอารมณ์ของคุณ รับรู้อารมณ์ของผู้อื่นและตอบสนองอย่างเหมาะสม ความฉลาดทางอารมณ์ที่ดีสามารถช่วยให้คุณทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้นด้วยการตอบสนองอย่างมีประสิทธิผล เข้าใจมุมมองของเพื่อนร่วมงาน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน การวิจัยพบว่าทีมที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลมากกว่า ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น และสื่อสารได้ดีขึ้น ความฉลาดทางอารมณ์มักจะควบคู่ไปกับความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ซึ่งช่วยให้คุณสามารถเชื่อมโยงและรับรู้ถึงความรู้สึกของเพื่อนร่วมงาน
4. แสวงหามุมมองที่แตกต่าง (Different Perspectives)
ส่วนสำคัญของการมี Collaboration Skills คือ ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้คนที่หลากหลาย (ไม่ใช่แค่คนที่คุณเห็นด้วย) และความเต็มใจที่จะหามุมมองใหม่เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ สิ่งสำคัญคือต้องยอมรับว่าคนอื่นๆ มีทักษะ ประสบการณ์ และความเข้าใจที่คุณไม่มี และอาจเป็นประโยชน์ต่อโครงการหรือทีมของคุณ ผู้นำที่ดีจะแสวงหาพนักงานที่สามารถนำสิ่งที่แตกต่างมาสู่ทีมเพื่อพวกเขาจะได้มองเห็นปัญหาทุกด้านเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขที่ดีที่สุด
ไม่เพียงแต่งานของคุณจะดีขึ้นเท่านั้น คุณจะพบว่าวัฒนธรรมของบริษัทและการมีส่วนร่วมของพนักงานจะดีขึ้นโดยการส่งเสริมทัศนคติและความคิดในการทำงานเป็นทีม ผลการศึกษาของ Deloitte พบว่าผู้ที่ทำงานร่วมกันในที่ทำงานและสามารถเข้าถึงเครื่องมือการทำงานร่วมกันแบบดิจิทัลจะมีความพึงพอใจในงานและวัฒนธรรมในที่ทำงานมากขึ้นถึง 17% นี่แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันและเครื่องมือในการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่อพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานที่ Work From Home หรือทำงานแบบ Hybrid ซึ่งต้องพึ่งพาเครื่องมือดิจิทัลเพื่อทำงานร่วมกับผู้อื่น
5. ตระหนักในความสำคัญของผู้อื่น (Recognize Others)
ความสำเร็จของการทำโครงการไม่ได้เกิดจากคนๆ เดียว แต่เกิดจากความพยายามของสมาชิกทุกคนในทีม เมื่อทำงานร่วมกับผู้อื่น อย่าลืมนึกถึงคนที่มีส่วนในความสำเร็จของทีม นอกจากนั้นอย่าเก็บความชื่นชมไว้กับตัวเอง อย่ากลัวที่จะชมเชยเพื่อนร่วมงานของคุณเมื่อทำงานได้ดี ไม่ว่าจะชมเชยส่วนตัวหรือต่อหน้าทั้งทีม
การตระหนักในความสำคัญของผู้อื่นยังเป็นส่วนสำคัญของการมีส่วนร่วมของพนักงานและช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เป็นบวกมากขึ้น หากคุณทำงานร่วมกับผู้อื่นและให้เครดิตเมื่อถึงเวลา คุณจะเป็นผู้ที่คนอื่นรู้สึกว่าทำงานร่วมกับคุณแล้วมีความสุข ซึ่งจะช่วยสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันในที่ทำงานให้แข็งแกร่งขึ้น
6. มีความรับผิดชอบและทำหน้าที่ของคุณ (Be Accountable)
ในท้ายที่สุด ผู้ร่วมงานที่ดี คือคนที่ไม่กลัวที่จะทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง หากคุณเห็นเพื่อนร่วมงานลำบากหรือกำลังมองหาคำแนะนำ จงเสนอความช่วยเหลือ รวมถึงการรับผิดชอบงานของคุณ การส่งงานตามกำหนดเวลา และการนำเสนองานที่มีคุณภาพ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนอื่นชื่นชมคุณ ทุกคนจะเกิดความเชื่อถือและสนุกกับการทำงานกับคุณ
ข้อมูลอ้างอิง: Vertocloud, Fingerprintforsuccess, CIO
ที่มา ; DeOne Academy