
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือร่วมกับ ผู้บริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ซึ่งทาง สทศ. ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดทำข้อสอบต่าง ๆ ทั้งข้อสอบ การทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน หรือเอ็นเน็ต ฯลฯ รวมถึงการมีบทบาทในการประเมินการคุณภาพการศึกษาไทย โดยปัจจุบัน กว่า 80% มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ และกระบวนการดิจิทัลเข้ามาช่วยในการจัดสอบและวัดผลสัมฤทธิ์ต่าง ๆ ทั้งการจัดทำข้อสอบ การตรวจข้อสอบ และการประเมินผล ส่วนอีก 20% ในกลุ่มเด็กประถมศึกษา ยังใช้ระบบ Manual ตามปกติ เพื่อให้เหมาะสมกับช่วงวัย
“ผมได้ให้การบ้านกับผู้บริการ สทศ.ในเรื่องการปรับปรุงข้อสอบให้สอดคล้องกับบริบทและหลักสูตรปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของการจัดสอบเทียบวุฒิการศึกษา และการสอบเอ็นเน็ต ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งจะมีการใช้หลักสูตรใหม่ในปี 2570 ดังนั้นการจัดสอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ควรต้องมีการปรับให้มีความสอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนรู้ ขณะเดียวกัน ยังขอให้ไปปรับรูปแบบข้อสอบโดยเน้นการคิดวิเคราะห์ ตามแนวทางการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ ปิซ่า เพื่อให้ผลคะแนนปิซ่า เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามเป้าหมาย” นายอัครนันท์ กล่าว
รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังขอให้ สทศ. ไปทบทวนค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบเทียบวุฒิการศึกษา ของ สกร. ซึ่งปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000 บาทต่อคน ถือว่าสูงมากในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้นหากเป็นไปได้อยากให้ช่วยหาวิธีปรับลดต้นทุนการสมัคร เพื่อให้มีผู้สมัครสอบเพิ่มขึ้น โดยยึดหลักการให้โอกาสทางการศึกษา ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่า คนไม่กล้ามาสมัครสอบเพราะมีค่าใช้จ่ายในการสอบค่อนข้างแพง ทั้งนี้ทางสทศ. ยังได้หารือเรื่องงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งไม่เพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบัน และได้มีการขอเพิ่มขึ้น 100% แต่ไม่ได้รับการพิจารณาจากสำนักงบประมาณ ซึ่งก็คงต้องดูรายละเอียดภาพรวมที่เหมาะสมอีกครั้ง โดยตนจะนัดหารือ เพื่อมอบนโยบายการทำงานอย่างเป็นทางการกับทางสทศ. อีกครั้งเร็ว ๆ นี้
ที่มา ; มติชนออนไลน์
สรุปสาระสำคัญ
บทความกล่าวถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาระบบการทดสอบทางการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการปรับข้อสอบของ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือ สทศ. ให้สอดคล้องกับหลักสูตรปัจจุบันและแนวทางการประเมินระดับสากลแบบ PISA ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง มากกว่าการท่องจำ ทั้งนี้ สทศ. ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และประเมินผล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการวัดผลการศึกษา อย่างไรก็ตาม ยังมีการใช้ระบบแบบดั้งเดิมในระดับประถมศึกษาให้เหมาะสมกับวัยผู้เรียน นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดลดภาระค่าใช้จ่ายในการสอบเทียบวุฒิการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น หลักการสำคัญของบทความ คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้การวัดและประเมินผลที่สะท้อนสมรรถนะจริงของผู้เรียน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และคำนึงถึงความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียนไทยในอนาคต
ข้อสอบ
ข้อ 1
แนวคิดสำคัญที่รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ต้องการให้ สทศ. ปรับปรุงข้อสอบมากที่สุดคือข้อใด
ก. เน้นการท่องจำเนื้อหาในตำรา
ข. เน้นการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ค. เน้นการคิดวิเคราะห์ตามแนวทาง PISA
ง. เน้นการใช้ข้อสอบแบบเดิมเพื่อความคุ้นเคย
เฉลย : ค
เหตุผล : บทความระบุชัดเจนว่าต้องการปรับข้อสอบให้เน้น “การคิดวิเคราะห์” ตามแนวทาง PISA เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน
ข้อ 2
การนำ AI มาใช้ในการจัดสอบของ สทศ. สะท้อนหลักการใดมากที่สุด
ก. การลดบทบาทครู
ข. การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวัดผล
ค. การลดจำนวนผู้เข้าสอบ
ง. การยกเลิกการประเมินผลแบบเดิมทั้งหมด
เฉลย : ข
เหตุผล : AI ถูกนำมาใช้ในการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และประเมินผล เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ข้อ 3
หากครูต้องการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับแนวทางข้อสอบแบบ PISA ควรดำเนินการอย่างไร
ก. ให้นักเรียนท่องจำคำตอบสำคัญ
ข. จัดกิจกรรมที่ฝึกคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา
ค. ใช้แบบฝึกหัดปรนัยเพียงอย่างเดียว
ง. ลดกิจกรรมกลุ่มเพื่อเน้นเนื้อหา
เฉลย : ข
เหตุผล : แนวทาง PISA เน้นสมรรถนะด้านการคิด วิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง
ข้อ 4
เหตุผลสำคัญที่รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ต้องการลดค่าสมัครสอบเทียบวุฒิคือข้อใด
ก. เพื่อให้การสอบง่ายขึ้น
ข. เพื่อเพิ่มรายได้ให้ สทศ.
ค. เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนเข้าถึงได้
ง. เพื่อยกเลิกระบบสอบเทียบวุฒิ
เฉลย : ค
เหตุผล : บทความระบุว่าค่าสมัครสูงอาจทำให้คนไม่กล้าสมัครสอบ จึงควรลดต้นทุนเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา
ข้อ 5
ข้อใดสะท้อนการประเมินผลตามแนวคิดสมรรถนะมากที่สุด
ก. ให้นักเรียนจำสูตรคณิตศาสตร์
ข. ให้นักเรียนอธิบายวิธีแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง
ค. ให้นักเรียนคัดลอกบทเรียน
ง. ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดซ้ำเดิมทุกวัน
เฉลย : ข
เหตุผล : การประเมินสมรรถนะเน้นการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงการจดจำ
ข้อ 6
การที่ระดับประถมศึกษายังใช้ระบบ Manual บางส่วน สะท้อนหลักการใด
ก. ใช้เทคโนโลยีทุกระดับโดยไม่คำนึงถึงวัย
ข. การจัดการศึกษาตามความเหมาะสมของผู้เรียน
ค. การลดคุณภาพการวัดผล
ง. การยกเลิกการใช้ AI ในอนาคต
เฉลย : ข
เหตุผล : การเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมกับวัยผู้เรียนเป็นหลักการสำคัญของการจัดการศึกษา
ข้อ 7
หากครูนำแนวคิดจากบทความไปใช้ในการสอน ข้อใดเหมาะสมที่สุด
ก. ให้ผู้เรียนทำข้อสอบแบบจำคำตอบ
ข. เน้นการบรรยายเพียงอย่างเดียว
ค. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์จากปัญหาใกล้ตัว
ง. ลดการใช้สื่อเทคโนโลยีทั้งหมด
เฉลย : ค
เหตุผล : แนวคิดในบทความมุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ความรู้
ข้อ 8
ข้อใดเป็นผลที่คาดหวังจากการปรับข้อสอบตามแนวทาง PISA
ก. ผู้เรียนมีผลคะแนนด้านการคิดวิเคราะห์ดีขึ้น
ข. ผู้เรียนท่องจำได้มากขึ้น
ค. จำนวนข้อสอบลดลง
ง. ยกเลิกการสอบระดับชาติทั้งหมด
เฉลย : ก
เหตุผล : การปรับข้อสอบตามแนวทาง PISA มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสมรรถนะและผลคะแนนของผู้เรียน
ข้อ 9
หากผู้บริหารโรงเรียนต้องการสนับสนุนนโยบายดังกล่าว ควรดำเนินการข้อใดก่อน
ก. เพิ่มการบ้านแบบท่องจำ
ข. ส่งเสริมครูให้จัดการเรียนรู้เชิงคิดวิเคราะห์
ค. ลดการใช้เทคโนโลยีในโรงเรียน
ง. ยกเลิกกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
เฉลย : ข
เหตุผล : ครูเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน
ข้อ 10
สาระสำคัญของบทความนี้สอดคล้องกับแนวคิดทางการศึกษาข้อใดมากที่สุด
ก. การศึกษาเพื่อการท่องจำ
ข. การศึกษาที่เน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลาง
ค. การศึกษาที่เน้นสมรรถนะและการใช้ความรู้ในชีวิตจริง
ง. การศึกษาที่เน้นการแข่งขันเพียงอย่างเดียว
เฉลย : ค
เหตุผล : บทความเน้นการวัดและพัฒนาสมรรถนะ การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ ซึ่งเป็นแนวคิดการศึกษาสมัยใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ