
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 อาจจะส่งผลกระทบให้นักเรียนอาจต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์อย่างน้อย 1-2 ปีนั้น มองว่าอาจเกิดขึ้นได้จริง แต่ขณะนี้ปัญหาใหญ่ของการเรียนออนไลน์ คือ เด็กทั่วประเทศโดดเรียนออนไลน์กว่า 20% ทำให้เห็นว่าการเรียนออนไลน์ทำให้เด็กเครียดจนต้องโดดเรียน ดังนั้น ถ้ายังจะต้องเรียนออนไลน์ต่ออีก 1 ปี คิดว่าการศึกษาไทยน่าเป็นห่วงอย่างมาก ทั้งในเชิงคุณภาพ ความถดถอยทางการศึกษา และสุขภาพจิตของเด็ก
“ทั่วโลกมีการศึกษาเรื่องผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ พบข้อมูลที่ตรงกันคือ ถ้าเด็กต้องเรียนออนไลน์ จะเกิดความถดถอยทางการศึกษาประมาณ 20-50% ดังนั้น หากต้องให้เด็กเรียนออนไลน์ต่ออีก 1 ปี เป็นทางเลือกที่ไม่เห็นด้วย การตัดสินใจที่จะให้เด็กเรียนออนไลน์ หรือรูปแบบอื่นนั้น เป็นการตัดสินใจที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังกลัว และตระหนกจนเกินไป” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ระบบการศึกษาไทยเป็นระบบอนุรักษนิยม ที่ติดกรอบ ติดระเบียบไปหมด บวกกับความกลัวการแพร่ระบาดขอเชื้อโควิด-19 ทำให้ระบบการศึกษาหดตัว ถดถอย จึงกลายเป็นความกลัวเกินเหตุ ทำให้การจัดการศึกษาไม่ตอบสนองกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง สถานศึกษาต้องปรับการเรียนการสอนตาม 5 รูปแบบที่ ศธ.กำหนด คือ On-site, On-air, On-demand, On-line และ On-hand แทนการสอบปกติแทบทั้งหมด
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าเด็กติดเชื้อโควิด-19 จำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่พบข้อมูลเด็กเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ดังนั้น อยากเสนอให้ ศธ.นำเงินสร้างโรงพยาบาลสนาม หรือศูนย์พักคอยผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสถานศึกษา มาจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา และเด็กทั่วประเทศจะดีกว่า ถ้า ศธ.ยังไม่หาวัคซีนมาให้เด็ก และดึงเวลาโดยให้เด็กเรียนออนไลน์ จะสร้างความเลวร้ายต่อระบบการศึกษาของประเทศอย่างมาก
ศธ.กลัวเกินเหตุ แก้ไขปัญหาด้วยการหยุดเรียน หรือจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ เหมือนกับ ศธ.กำลังปฏิเสธความรับผิดชอบ ที่ผ่านมา ศธ.ตัดสินใจโดยยึดว่าต้องไม่ให้เด็กเสี่ยง หรือเกิดอันตรายกับเด็ก แต่ผมว่า ศธ.ตัดสินใจโดยไม่ดูข้อมูลอย่างรอบด้าน และ ศธ.ไม่ไม่ได้เตรียมการอะไรเพื่อเด็กเลย ได้แต่ตัดสินใจบนข้อมูลด้านเดียวเท่านั้น และการตัดสินใจของ ศธ.ที่ผ่านมา ก็ตัดสินใจบนฐานที่ต้องให้ถูกวิจารณ์น้อยที่สุด แต่ไม่มองโลกทัศน์ภายนอกของการศึกษาเลย แต่ถ้า ศธ.คลายล็อก เชื่อมั่นในระบบของครู และผู้บริหารโรงเรียน และจัดหาวัคซีนให้เด็กทุกคน การเรียนการสอนจะหลากหลายมากขึ้น เด็กสามารถเรียนในโรงเรียนได้ปกติ” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า การเตรียมการที่ผ่านมาของ ศธ.ทำให้เห็นว่าการตัดสินใจต่างๆ ยึดส่วนกลางเป็นหลัก ไม่ได้ยึดโรงเรียน และเด็กเป็นหลักเลย ศธ.มองแค่ว่าจะออกนโยบายอะไรที่จะได้รับแรงกระทบจากการเมืองให้น้อยที่สุดเท่านั้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดผลเสียต่อคุณภาพ ต่อชีวิต ต่อสุขภาพของนักเรียนอย่างมหาศาล ศธ.ได้คำนึงถึงส่วนนี้หรือไม่ มองว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ติดอยู่กับระบบราชการ ติดอยู่กับการทำงานที่ต้องได้รับกระแสวิพาษ์วิจารณ์ให้น้อยที่สุด ขอให้ น.ส.ตรีนุช อย่ากลัวเกินเหตุ ต้องกล้าตัดสินใจ ต้องคิดถึงผลเสียทางการศึกษาที่เกิดขึ้นกับเด็ก และตลาดแรงงานด้วย อย่าคิดแต่ว่าต้องออกนโยบายที่ทำให้ ศธ.อยู่รอดปลอดภัยจากการวิจารณ์เท่านั้น
น.ท.สุมิตร สุวรรณ รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า หากต้องเรียนออนไลน์ต่ออย่างน้อย 1-2 ปี จะส่งผลกระทบต่อเด็กในระดับปฐมวัย และประถมศึกษาอย่างมาก เพราะเด็กเหล่านี้ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีได้คล่อง การเรียนต้องเน้นพัฒนาการเป็นหลัก แต่ถ้าเด็กในระดับมัธยม ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ต้องเรียนออนไลน์ต่อ อาจไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าใด เพราะเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีอยู่ มองว่าการเรียนออนไลน์จะเหมาะกับกลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ แต่ไม่เหมาะกับวิชาที่ต้องฝึกปฏิบัติ วิชาคำนวณ วิชาวิทยาศาสตร์ที่ต้องทดลองเรื่องต่างๆ เพราะการเรียนออนไลน์เป็นเพียงแต่เสริมความสะดวกให้เด็กสามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลาเท่านั้น
“ถ้าจะต้องเรียนออนไลน์ต่ออย่างน้อย 1-2 ปี ผมมองว่ารัฐควรจัดสรรคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ตให้เด็กด้วย หากรัฐช่วยส่วนนี้ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ ส่วนครูที่ต้องลงพื้นที่ตรวจดูนักเรียน ครูเหล่านี้อาจพบปัญหา พบความลำบากที่ต้องเดินทางไปหาเด็ก ซึ่งต้องใช้เวลา และใช้แรงอย่างมาก ถ้าผู้ปกครองคนไหนดูแลลูกได้ ก็อาจช่วยครูโดยการดูแลให้ความรู้ลูก เพื่อให้ครูเข้าไปหาเด็กที่มีปัญหาจริงๆ และรัฐจะสามารถจัดสรรค่าเดินทางให้ครูที่ต้องลงพื้นที่หรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าในเวลานี้ครูทำงานมาก” น.ท.สุมิตรกล่าว
น.ท.สุมิตรกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่หยุดการเรียนการสอนไป 1 ปี เพราะถ้าต้องเรียนออนไลน์ต่อ การเรียนจะไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีคุณภาพ ซึ่งการหยุดเรียนทั้งระบบการศึกษา และเริ่มใหม่ในปีหน้า จะช่วยทำให้การเรียนการสอนมีคุณภาพ แต่หากหยุดเรียน 1 ปี จะมีผลกระทบเรื่องการเสียโอกาส และเสียเวลาด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่ารัฐจะตัดสินใจอย่างไร ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ของนักเรียนเป็นหลักด้วย
คณบดีศึกษาฯ มก.เสนอให้หยุดเรียนทั่ว ปท. 1 ปี เหตุเรียนออนไลน์ไร้ประสิทธิภาพ กระทบ ‘เด็กปฐมวัย-ประถม’ มาก ‘สมพงษ์’ นักวิชาการศึกษา เผยผลวิจัยชี้เด็กไทยเครียด โดดเรียนออนไลน์ 20% เปิดผลสำรวจทั่วโลกชี้เรียนออนไลน์ 1 ปี การศึกษาถดถอย 50% จี้ ‘ตรีนุช’ กล้าตัดสินใจ เลิกกลัวเกินเหตุ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 9 สิงหาคม 2564
ข่าวเกี่ยวกัน
'เอกชัย' ค้านหยุดเรียน 1 ปี ไม่ควรหนีปัญหา ควรใช้โอกาสนี้สร้างการเรียนรู้เด็กเข้าสู่ยุคดิจิทัล
นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ รักษาการประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) ให้ความเห็นว่า ตนไม่เห็นด้วยกับหยุดเรียนทั่วประเทศ โดยเหตุผลที่ไม่ควรหยุดเรียน เพราะเราควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างลักษณะนิสัยเกี่ยวกับการนำตนเองในการเรียนรู้ของเด็ก (SDL) สำหรับเด็กกลุ่มหนึ่งที่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างดีในยุค Digital นี้ และครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา จะต้องเรียนรู้การปรับตัวการทำงานในยุค New normal ของการจัดการศึกษา
ถ้าคิดจะหยุดอยู่กับที่แล้วรอเปิดสอนแบบเดิมอาจจะหมดยุคไม่ทันสถานการณ์ ส่วนวิชาที่เป็นทักษะปฏิบัติ ตนยอมรับว่าอาจจะมีปัญหาบ้างแต่ไม่ใช่แก้ไขไม่ได้ ซึ่งต้องปรับลำดับเนื้อหาให้เรียนออนไลน์ ส่วนที่เป็นทฤษฎีไปก่อน แล้วเมื่อสามารถเรียน Onsite ได้ก็มาปฏิบัติอย่างเดียว หรือถ้าจำเป็นก็ให้มาปฏิบัติครั้งละ 5 คน ในกรณีของพื้นที่ไม่มีการระบาดมาก เพื่อแก้ปัญหาทักษะผู้เรียน สำหรับปัญหาการเรียน Online ตนมองว่าควรมีการนำมาวิเคราะห์สาเหตุหลักๆ ว่ามาจากอะไรบ้าง เช่น อาชีพผู้ปกครอง อุปกรณ์และการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ เวลาที่เรียน วัยของผู้เรียน ระดับชั้นที่เรียน เนื้อหาที่ให้เรียน วิธีสอนของครู การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านระบบ Online เป็นต้น เพื่อที่จะได้หาสาเหตุที่แท้จริงและนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหา ไม่ใช่หนีปัญหาด้วยการหยุดเรียนซึ่งถือเป็นการสร้างปัญหามากกว่า
"ผมคิดว่าการเปิดสอน Online ควรดำเนินการต่อไปไม่ควรหยุดเรียน แต่ต้องเปลี่ยนเป้าหมายหลัก คือ เป็นการเตรียมเด็กให้ปรับตัวพร้อมเข้าสู่ยุคการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด เป้าหมายรอง คือ คุณภาพการศึกษาไม่ใช่เน้นคุณภาพหลักแบบเดิมๆ หรือตัวชี้วัดแบบเดิม เราต้องคิดว่าเรียน online อย่างไรให้มีคุณภาพทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ เพราะอะไร จะแก้ได้ไหม ถ้าบอกแก้ไม่ได้เพราะอะไร ไม่ใช่เจอปัญหาก็ควรหยุดเรียน 1 ปี ดังนั้นในฐานะนักบริหารการศึกษาต้องสามารถใช้ปัญหาสร้างโอกาสใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ เมื่อเกิดปัญหาไม่ใช่หนีปัญหาหรือหยุดปัญหา เพราะทุกปัญหาคือโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทั้งสิ้น"ประธาน กพฐ.กล่าว
นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เราควรหยุดคิดแทนเด็ก ว่า เด็กจะใช้เวลาเล่นเน็ตทั้งวัน เด็กมีปัญหาเครียดการเรียน Online เพราะจากที่ตนได้หารือกับผู้ปกครองหลายคนที่ลูกเรียนระดับมัธยมศึกษา พบว่า เด็กหลายคนมีความสุข และชอบมาก เนื่องจากการเรียน Online มีความอิสระ ยังถามเลย ว่า ถ้าเปิดเรียนปกติแบบ On-site เขาจะขอเรียนแบบ online ได้หรือไม่ แสดงว่าการเรียน Online ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับเด็กทุกคน แต่อาจจะเกิดปัญหาบางกลุ่ม บางระดับ บางอาชีพผู้ปกครอง ดังนั้นตนจึงไม่เห็นด้วยกับการหยุดเรียน 1 ปี เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ เหตุใดจึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการสร้าง Mindset ทางการเรียนการสอนใหม่ในยุค Digital
9ส.ค.64- จากกรณีที่มีนักวิชาการมีข้อเสนอ ว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่หยุดการเรียนการสอน 1 ปี เนื่องจากถ้าต้องเรียนออนไลน์ต่อ ซึ่งจะทำให้การเรียนจะไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีคุณภาพ และการหยุดเรียนทั้งระบบการศึกษา โดยเริ่มใหม่ในปีหน้า จะช่วยทำให้การเรียนการสอนกลับมามีคุณภาพเหมือนเดิม
; ไทยโพสต์ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2564
บทความสะท้อนข้อถกเถียงเรื่องการจัดการศึกษาในช่วงโควิด-19 โดยเฉพาะการเรียนออนไลน์ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้เรียน นักวิชาการชี้ว่าเด็กไทยกว่า 20% ขาดการเรียนออนไลน์ และเกิดความเครียด ขณะที่ผลวิจัยทั่วโลกพบว่าการเรียนออนไลน์ต่อเนื่องอาจทำให้คุณภาพการศึกษาถดถอย 20–50% ส่งผลทั้งด้านความรู้และสุขภาพจิต โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยและประถมที่ยังไม่พร้อมด้านเทคโนโลยี อีกทั้งระบบการศึกษาไทยยังมีลักษณะรวมศูนย์และตัดสินใจบนความกลัวมากกว่าข้อมูลรอบด้าน
มีข้อเสนอให้รัฐจัดหาวัคซีนและทรัพยากรเพื่อให้กลับมาเรียนในโรงเรียน หรือแม้แต่เสนอหยุดเรียน 1 ปีเพื่อฟื้นคุณภาพ ขณะที่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการหยุดเรียน มองว่าควรใช้โอกาสนี้พัฒนาการเรียนรู้แบบใหม่ ปรับรูปแบบการสอน และส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง (SDL) รวมถึงแก้ปัญหาเชิงระบบ เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต
โดยสรุป ประเด็นสำคัญคือการตัดสินใจเชิงนโยบายต้องสมดุลระหว่างความปลอดภัย คุณภาพการศึกษา และความพร้อมของผู้เรียน โดยเน้นประโยชน์สูงสุดของนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการปฏิรูปการศึกษา
ข้อ 1 ข้อใดสะท้อน “ปัญหาหลัก” ของการเรียนออนไลน์ตามบทความ
ก. ครูขาดทักษะเทคโนโลยี
ข. นักเรียนขาดวินัย
ค. นักเรียนจำนวนมากเครียดและขาดเรียน
ง. หลักสูตรไม่ทันสมัย
ข้อ 2 หากต้องเรียนออนไลน์ต่อเนื่อง 1 ปี ผลกระทบที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุดคือข้อใด
ก. ผลสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้น
ข. ความเหลื่อมล้ำลดลง
ค. คุณภาพการศึกษาถดถอย
ง. เด็กมีวินัยมากขึ้น
ข้อ 3 แนวคิดของนักวิชาการที่เสนอให้หยุดเรียน 1 ปี สอดคล้องกับข้อใด
ก. เน้นความต่อเนื่องการเรียนรู้
ข. ลดความเหลื่อมล้ำทันที
ค. ฟื้นคุณภาพการศึกษาในระยะยาว
ง. เพิ่มเวลาเรียนออนไลน์
ข้อ 4 ข้อใดเป็น “ข้อจำกัดสำคัญ” ของการเรียนออนไลน์ในเด็กเล็ก
ก. ขาดหลักสูตร
ข. ใช้เทคโนโลยีไม่คล่อง
ค. ครูไม่เพียงพอ
ง. ไม่มีการประเมินผล
ข้อ 5 หากผู้บริหารต้องตัดสินใจเลือกนโยบาย ควรใช้หลักการใดมากที่สุด
ก. ลดเสียงวิจารณ์
ข. ยึดนโยบายส่วนกลาง
ค. ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ง. เน้นความสะดวกครู
ข้อ 6 แนวคิด “ไม่ควรหยุดเรียน” มุ่งเน้นสิ่งใด
ก. รักษาระบบเดิม
ข. ใช้วิกฤตสร้างโอกาส
ค. ลดภาระครู
ง. เพิ่มการสอบ
ข้อ 7 การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำควรทำอย่างไร
ก. เพิ่มข้อสอบ
ข. แจกหนังสือ
ค. จัดอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต
ง. ลดเวลาเรียน
ข้อ 8 ข้อใดเป็นการตัดสินใจเชิงวิเคราะห์ที่เหมาะสมที่สุด
ก. เลือกออนไลน์ทั้งหมด
ข. เลือกออนไซต์ทั้งหมด
ค. ใช้หลายรูปแบบตามบริบท
ง. หยุดเรียนทันที
ข้อ 9 ข้อใดสะท้อนปัญหาระบบการศึกษาไทย
ก. ขาดงบประมาณ
ข. รวมศูนย์และกลัวความเสี่ยง
ค. ขาดครู
ง. ไม่มีหลักสูตร
ข้อ 10 หากเป็นผู้บริหารสถานศึกษา แนวทางใดเหมาะสมที่สุด
ก. รอคำสั่งส่วนกลาง
ข. ปรับการเรียนรู้ให้เหมาะผู้เรียน
ค. ใช้ข้อสอบมาตรฐาน
ง. ลดกิจกรรมทั้งหมด
คลิกเฉลย >>>