
การแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการติดต่อราชการที่มีอุปสรรคของทั้งประชาชน และภาคธุรกิจเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และมีการจัดอันดับจากธนาคารโลก โดยเรียกว่าการจัดอันดับ “Ease of doing business” หรือเรื่องความยากง่ายในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นการจัดอันดับอย่างหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติจะใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจเข้ามาลงทุน
เมื่อเร็วๆนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม. 2 เมษายน 2567) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... ซึ่งจะเป็นกฎหมายฉบับใหม่ที่จะมาใช้แทน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558
นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้เป็นกฎหมายกลางที่ช่วยแก้ปัญหาความไม่ชัดเจนและความไม่สะดวกต่างๆ ของการอนุมัติ อนุญาต จากทางราชการ โดย พ.ร.บ. ฉบับเดิมได้บังคับใช้มากว่า 8 ปีแล้ว และถึงแม้จะมีผลสัมฤทธิ์ในเชิงปฏิบัติ แต่ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจและสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านต่างๆ ทำให้ภาครัฐต้องมีการปรับตัวสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร). จึงได้ปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหาในการบังคับกฎหมาย ขจัดผลไม่พึงประสงค์ ตลอดทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการขออนุญาตและขอรับบริการจากหน่วยงานของรัฐ
โดยให้มีการแก้ไขชื่อร่างพระราชบัญญัติจาก “พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 เป็น “พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ....” เพื่อขยายขอบเขตไปถึงการให้บริการต่าง ๆ แก่ประชาชน (ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการอนุญาต จดทะเบียน หรือแจ้ง) และให้มีขอบเขตสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 เพื่อขยายการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนเพิ่มมากยิ่งขึ้นและยกเลิกพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 และกำหนดให้ใช้บังคับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อพ้น 180 วัน เพื่อให้เวลาหน่วยงานต่าง ๆ ในการดำเนินการตามร่างนี้ (เช่น การรับชำระค่าธรรมเนียมแทนการรับคำขอต่ออายุใบอนุญาต) ยกเว้นมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมาตรา 30 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ เริ่มดำเนินการตั้งแต่พระราชบัญญัตินี้ประกาศราชกิจจานุเบกษา (ได้แก่ การยกเลิกหรือปรับลดระบบอนุญาต และการปรับปรุงคู่มือสำหรับประชาชน)
https://drive.google.com/file/d/17IEWeTZ9HysVs0NBd14vuCWwriAR_Ut7/view?usp=sharing
โดยมี 10 ประเด็นสำคัญ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฉบับใหม่
ทั้งนี้มีประเด็นสำคัญ 10 ประเด็นที่มีการปรับปรุงจากพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ดังนี้
1. กำหนดเพิ่มเติมขอบเขตของพระราชบัญญัติจากเดิมที่กำหนดให้ใช้บังคับกับการจดทะเบียนหรือการแจ้งที่กฎหมายหรือกฎกำหนดให้ต้องขออนุญาต จดทะเบียน หรือแจ้ง โดยกำหนดเพิ่มให้รวมถึงกรณีที่ประชาชนขอให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาขอให้ดำเนินการใด ๆ หรือการขอรับบริการบรรดาที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานนั้นด้วย
2. เพิ่มนิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” เนื่องจากขยายขอบเขตของพระราชบัญญัติตามตามข้อ 1 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐทั้งหมดดำเนินการตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเพิ่มนิยามคำว่า “ความเสี่ยง” เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดกิจการหรือกระบวนงานใด ๆ ที่จะพิจารณาปรับลดมาตรการในระบบอนุญาตการทดลองประกอบกิจการ รวมทั้งการขอยกเว้นการใด ๆ ตามร่างพระราชบัญญัตินี้
3. ให้ผู้อนุญาตทบทวนกฎหมายทุก 5 ปี ในประเด็นต่าง ๆ เช่น
1)การพิจารณาความจำเป็นหรือมีมาตรการอื่นแทนการอนุญาต
2)การปรับเปลี่ยนการพิจารณาอนุญาตจากคณะกรรมการเป็นหัวหน้าหน่วยงาน 3ปการอนุญาตที่มีกฎหมายเกี่ยวข้องหลายฉบับเป็นหน้าที่และอำนาจของผู้อนุญาตเพียงกฎหมายฉบับเดียว และให้หน่วยงานส่วนกลางจัดทำคู่มือฉบับเดียวและให้ทบทวนคู่มือทุก 2 ปี
4.กำหนดให้ผู้อนุญาตอาจจัดให้มีช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับประชาชนที่มีความจำเป็นหรือต้องการได้รับอนุญาตหรือบริการอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษได้ โดยผู้อนุญาตต้องจัดให้มีคู่มือประชาชนสำหรับช่องทางพิเศษนี้ด้วย
5.เพิ่มหลักการอนุญาตโดยปริยาย (Auto Approve) เมื่อเกินกำหนดระยะเวลาพิจารณาคำขอไว้ในคู่มือสำหรับประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิได้รับการอนุญาตตามความประสงค์แทนที่จะถูกปฏิเสธคำขอเพราะขาดข้อมูลบางประการ
6.ให้หน่วยงานภาครัฐต้องจัดให้มีแบบฟอร์มคำขอใบอนุญาตหลักฐานการต่ออายุใบอนุญาตและใบแทนใบอนุญาตเป็นภาษาอังกฤษให้แก่ผู้ยื่นคำขอหรือผู้รับใบอนุญาต
7. กำหนดให้มีระบบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความความสะดวกให้แก่ประชาชนกรณีการประกอบกิจการที่ต้องขอรับใบอนุญาตจำนวนมาก โดยออกพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ใบอนุญาตใดเป็นใบอนุญาตหลักได้แล้วใบอนุญาตอื่นของเรื่องนั้นจะเป็นใบอนุญาตรองซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตหลักสามารถประกอบกิจการนั้นได้เลย โดยถือเสมือนว่าได้รับใบอนุญาตรองครบถ้วนแล้วด้วย ทั้งนี้ ผู้รับใบอนุญาตต้องชำระค่าธรรมเนียมสำหรับใบอนุญาตทุกใบให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด
8. กำหนดขึ้นใหม่ในเรื่องการทดลองประกอบกิจการที่ต้องขอรับอนุญาต โดยใช้ระบบแจ้งไปพลางก่อนชั่วคราวได้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนไม่ต้องรอรัฐอนุญาตซึ่งอาจล่าช้าได้ รวมทั้งเพื่อให้ได้ทราบว่ากิจการที่ตนทดลองประกอบการนั้นสามารถประสบผลสำเร็จได้ตามความประสงค์หรือไม่
9.กำหนดขึ้นใหม่เกี่ยวกับการยกเลิกอายุใบอนุญาตเพื่อให้เป็นใบอนุญาตถาวรหรือขยายอายุใบอนุญาตที่น้อยกว่า 5 ปี เป็นอย่างน้อย 5 ปี เพื่อลดภาระการต่ออายุใบอนุญาตและเพิ่มความแน่นอนให้แก่การประกอบกิจการของประชาชน
10. กำหนดให้ในกรณีที่ใบอนุญาตหรือหลักฐานการต่ออายุใบอนุญาตชำรุดในสาระสำคัญ สูญหาย หรือถูกทำลาย ให้ผู้อนุญาตออกใบแทนได้โดยผู้รับอนุญาตไม่ต้องยื่นหลักฐานที่แสดงการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และกำหนดให้มีศูนย์รับคำขอกลางทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยพัฒนาต่อยอดจากศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ (Biz Portal) (ปัจจุบันให้บริการแล้ว 25 ประเภทธุรกิจรวม 134 ใบอนุญาต) โดยสำนักงาน ก.พ.ร. สามารถมอบให้เอกชนดำเนินการได้ โดยสำนักงาน ก.พ.ร. เป็นผู้กำกับดูแลและขับเคลื่อนหน่วยงานให้บริการ
ทั้งนี้บทเฉพาะกาล กำหนดให้หน่วยงานที่มีกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตทบทวนระบบอนุญาต และให้หน่วยงานทบทวน ปรับปรุงกระบวนการ และจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ
เกี่ยวข้องกัน
สรุปสาระสำคัญตามมติคณะรัฐมนตรี (2 เมษายน 2567)
เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ เห็นชอบ และรับทราบตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ....
2. เห็นชอบข้อเสนอการทดลองดำเนินการตามหลักการสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... และมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณาคัดเลือกและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทดลองดำเนินการตามหลักการสำคัญต่อไป
3. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
ทั้งนี้ ก.พ.ร. เสนอว่า
1. พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นกฎหมายกลางที่ช่วยแก้ปัญหาความไม่ชัดเจนและความไม่สะดวก ต่าง ๆ ของการอนุมัติ อนุญาต อันมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และมีภาระค่าใช้จ่ายที่ลดลงได้บังคับใช้มากว่า 8 ปีแล้ว ถึงแม้จะมีผลสัมฤทธิ์ในเชิงปฏิบัติ แต่ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจและสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชน ทำให้ภาครัฐต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการพัฒนาการให้บริการของภาครัฐให้มีความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายอันจะสนับสนุนและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
2. โดยที่มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐพึงปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ และพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายเพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับรายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 พบว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการต่าง ๆ ตามกฎหมายดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ มีความทันสมัยสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายยิ่งขึ้น และโดยที่แผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย (ฉบับปรับปรุง) และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ฉบับปรับปรุง) กำหนดให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเพื่อลดขั้นตอนการอนุญาตที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงระบบและขั้นตอนการอนุญาตให้สะดวกและทันสมัยยิ่งขึ้น รวมทั้งลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานในการอนุมัติ อนุญาต อันจะนำไปสู่การลดการทุจริตและประพฤติมิชอบ สมควรปรับปรุงพระราขบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 เพื่อแก้ไขปัญหาในการใช้บังคับกฎหมาย ขจัดผลอันไม่พึงประสงค์ตลอดทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการขออนุญาตและขอรับบริการจากหน่วยงานของรัฐ
3. สำนักงาน ก.พ.ร. ได้เสนอหลักการในการปรับปรุงพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ต่อคณะรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2565 เห็นชอบในหลักการให้ปรับปรุงพระราชบัญญัติดังกล่าว และให้ ก.พ.ร. รับความเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2565 ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ รวมทั้งได้ประชุมรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในกลุ่มภาคเอกชน พรรคการเมืองและนักวิชาการ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 โดยที่ประชุมเห็นด้วยกับหลักการตามร่างพระราชบัญญัติเรื่องนี้และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติของหลักการเมื่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว และต่อมาได้นำเสนอ ก.พ.ร. พิจารณาในการประชุม ก.พ.ร. ครั้งที่ 6/2566 วันที่ 22 ธันวาคม 2566 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้และทดลองดำเนินการในหลักการสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
4. ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก.พ.ร. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร จำนวน 19,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายด้านงบดำเนินการ จำนวน 105,000,000 บาท และค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนจำนวน 3,500,000 บาท ทำให้จะต้องใช้งบประมาณในระยะ 5 ปีแรก ประมาณ 127,500,000 บาท
5. ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก.พ.ร. ได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย https:// www.law.go.th และเว็บไชต์ของสำนักงาน ก.พ.ร. https:// www.opdc.go.th ตั้งแต่วันที่ 4 - 30 พฤศจิกายน 2564 และการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์กับกลุ่มหน่วยงานภาครัฐและกลุ่มภาคประชาชนจำนวน 2 ครั้ง พร้อมทั้งจัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายพร้อมทั้งเปิดเผยเอกสารดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย https:// www.law.go.th และเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.พ.ร. https:// www.opdc.go.th ตามแนวทางของมติคณะรัฐมนตรี (19 พฤศจิกายน 2562) เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 รวมทั้งได้เสนอแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง พร้อมกรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรอง (จำนวน 2 ประเภท คือ ร่างพระราชกฤษฎีกา จำนวน 4 ฉบับและร่างกฎกระทรวง จำนวน 3 ฉบับ) เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว














สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
1. แก้ไขชื่อร่างพระราชบัญญัติจาก “พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 เป็น “พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ....” เพื่อขยายขอบเขตไปถึงการให้บริการต่าง ๆ แก่ประชาชน (ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการอนุญาต จดทะเบียน หรือแจ้ง) และให้มีขอบเขตสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 เพื่อขยายการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนเพิ่มมากยิ่งขึ้น
2. ยกเลิกพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 และกำหนดให้ใช้บังคับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อพ้น 180 วัน เพื่อให้เวลาหน่วยงานต่าง ๆ ในการดำเนินการตามร่างนี้ (เช่น การรับชำระค่าธรรมเนียมแทนการรับคำขอต่ออายุใบอนุญาต) ยกเว้นมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมาตรา 30 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ เริ่มดำเนินการตั้งแต่พระราชบัญญัตินี้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา (ได้แก่ การยกเลิกหรือปรับลดระบบอนุญาต และการปรับปรุงคู่มือสำหรับประชาชน)
3. กำหนดเพิ่มเติมขอบเขตของพระราชบัญญัติจากเดิมที่กำหนดให้ใช้บังคับกับการจดทะเบียนหรือการแจ้งที่กฎหมายหรือกฎกำหนดให้ต้องขออนุญาต จดทะเบียน หรือแจ้ง โดยกำหนดเพิ่มให้รวมถึงกรณีที่ประชาชนขอให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาขอให้ดำเนินการใด ๆ หรือการขอรับบริการบรรดาที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานนั้นด้วย
4. เพิ่มนิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” เนื่องจากขยายขอบเขตของพระราชบัญญัติตามตามข้อ 1 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐทั้งหมดดำเนินการตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเพิ่มนิยามคำว่า “ความเสี่ยง” เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดกิจการหรือกระบวนงานใด ๆ ที่จะพิจารณาปรับลดมาตรการในระบบอนุญาตการทดลองประกอบกิจการ รวมทั้งการขอยกเว้นการใด ๆ ตามร่างพระราชบัญญัตินี้
5. ให้ผู้อนุญาตทบทวนกฎหมายทุก 5 ปี ในประเด็นต่าง ๆ เช่น (1) การพิจารณาความจำเป็นหรือมีมาตรการอื่นแทนการอนุญาต (2) การปรับเปลี่ยนการพิจารณาอนุญาตจากคณะกรรมการเป็นหัวหน้าหน่วยงาน (3) การอนุญาตที่มีกฎหมายเกี่ยวข้องหลายฉบับเป็นหน้าที่และอำนาจของผู้อนุญาตเพียงกฎหมายฉบับเดียว และให้หน่วยงานส่วนกลางจัดทำคู่มือฉบับเดียวและให้ทบทวนคู่มือทุก 2 ปี
6. กำหนดให้ผู้อนุญาตอาจจัดให้มีช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับประชาชนที่มีความจำเป็นหรือต้องการได้รับอนุญาตหรือบริการอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษได้ โดยผู้อนุญาตต้องจัดให้มีคู่มือประชาชนสำหรับช่องทางพิเศษนี้ด้วย
7. เพิ่มหลักการอนุญาตโดยปริยาย (Auto Approve) เมื่อเกินกำหนดระยะเวลาพิจารณาคำขอไว้ในคู่มือสำหรับประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิได้รับการอนุญาตตามความประสงค์แทนที่จะถูกปฏิเสธคำขอเพราะขาดข้อมูลบางประการ
8. ให้หน่วยงานภาครัฐต้องจัดให้มีแบบฟอร์มคำขอใบอนุญาตหลักฐานการต่ออายุใบอนุญาตและใบแทนใบอนุญาตเป็นภาษาอังกฤษให้แก่ผู้ยื่นคำขอหรือผู้รับใบอนุญาต
9. กำหนดให้มีระบบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความความสะดวกให้แก่ประชาชนกรณีการประกอบกิจการที่ต้องขอรับใบอนุญาตจำนวนมาก โดยออกพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ใบอนุญาตใดเป็นใบอนุญาตหลักได้แล้วใบอนุญาตอื่นของเรื่องนั้นจะเป็นใบอนุญาตรองซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตหลักสามารถประกอบกิจการนั้นได้เลย โดยถือเสมือนว่าได้รับใบอนุญาตรองครบถ้วนแล้วด้วย ทั้งนี้ ผู้รับใบอนุญาตต้องชำระค่าธรรมเนียมสำหรับใบอนุญาตทุกใบให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด
10. กำหนดขึ้นใหม่ในเรื่องการทดลองประกอบกิจการที่ต้องขอรับอนุญาต โดยใช้ระบบแจ้งไปพลางก่อนชั่วคราวได้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนไม่ต้องรอรัฐอนุญาตซึ่งอาจล่าช้าได้ รวมทั้งเพื่อให้ได้ทราบว่ากิจการที่ตนทดลองประกอบการนั้นสามารถประสบผลสำเร็จได้ตามความประสงค์หรือไม่
11. กำหนดขึ้นใหม่เกี่ยวกับการยกเลิกอายุใบอนุญาตเพื่อให้เป็นใบอนุญาตถาวรหรือขยายอายุใบอนุญาตที่น้อยกว่า 5 ปี เป็นอย่างน้อย 5 ปี เพื่อลดภาระการต่ออายุใบอนุญาตและเพิ่มความแน่นอนให้แก่การประกอบกิจการของประชาชน
12. กำหนดให้ในกรณีที่ใบอนุญาตหรือหลักฐานการต่ออายุใบอนุญาตชำรุดในสาระสำคัญ สูญหาย หรือถูกทำลาย ให้ผู้อนุญาตออกใบแทนได้โดยผู้รับอนุญาตไม่ต้องยื่นหลักฐานที่แสดงการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ
13. กำหนดให้มีศูนย์รับคำขอกลางทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยพัฒนาต่อยอดจากศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ (Biz Portal) [ปัจจุบันให้บริการแล้ว 25 ประเภทธุรกิจรวม 134 ใบอนุญาต] โดยสำนักงาน ก.พ.ร. สามารถมอบให้เอกชนดำเนินการได้ โดยสำนักงาน ก.พ.ร. เป็นผู้กำกับดูแลและขับเคลื่อนหน่วยงานให้บริการ
14. บทเฉพาะกาล กำหนดให้หน่วยงานที่มีกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตทบทวนระบบอนุญาต และให้หน่วยงานทบทวน ปรับปรุงกระบวนการ และจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
https://drive.google.com/file/d/17IEWeTZ9HysVs0NBd14vuCWwriAR_Ut7/view?usp=sharing
ที่มา ; ข่าวรัฐบาลไทย
สรุปสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อปรับปรุงจาก พ.ร.บ. เดิมปี 2558 ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง โดยมีเป้าหมายลดความล่าช้าและขั้นตอนซ้ำซ้อนในการติดต่อราชการ เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของระบบอนุญาตและบริการภาครัฐ
สาระสำคัญ ได้แก่ การขยายขอบเขตให้ครอบคลุมการให้บริการทุกประเภท การเพิ่มระบบอนุญาตแบบเร่งด่วน (Fast Track) และการอนุญาตโดยปริยาย (Auto Approve) การจัดทำ ใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ การทดลองประกอบกิจการโดยแจ้งล่วงหน้า การออกใบอนุญาตถาวรเพื่อลดภาระต่ออายุ รวมถึงการตั้ง ศูนย์รับคำขอกลางทางอิเล็กทรอนิกส์ (Biz Portal) เพื่อให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐต้องปรับปรุงคู่มือประชาชนภายใน 180 วันนับแต่ประกาศใช้กฎหมาย เพื่อให้การให้บริการภาครัฐมีความทันสมัย โปร่งใส และตอบสนองประชาชนอย่างแท้จริง
ข้อสอบ
1.หลักการสำคัญที่สุดของร่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ ฉบับใหม่ สะท้อนแนวคิดการบริหารราชการแบบใด?
ก. การบริหารตามอำนาจหน้าที่
ข. การบริหารราชการแบบรวมศูนย์
ค. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management)
ง. การบริหารเชิงอำนาจนิยม
2. การกำหนดระบบ “Auto Approve” มีเจตนารมณ์สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด?
ก. ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ
ข. เพิ่มอำนาจการอนุมัติแก่หัวหน้าหน่วยงาน
ค. เน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก
ง. สนับสนุนการรวมศูนย์อำนาจการอนุญาต
3. ข้อใด “ไม่ใช่” ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการออกใบอนุญาตหลัก (Super License)?
ก. ลดภาระการยื่นขอหลายใบอนุญาต
ข. เพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมให้รัฐ
ค. ส่งเสริมความสะดวกในการเริ่มประกอบกิจการ
ง. ลดระยะเวลาและความซ้ำซ้อนของกระบวนการอนุญาต
4. มาตราใดของรัฐธรรมนูญเป็นพื้นฐานให้รัฐต้องปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมกับสภาพการณ์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง?
ก. มาตรา 74
ข. มาตรา 75
ค. มาตรา 77
ง. มาตรา 78
5. ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา แนวคิดใดสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มากที่สุดในการบริหารงานภายในโรงเรียน?
ก. ยึดระเบียบขั้นตอนแบบเดิมเพื่อความรอบคอบ
ข. ส่งเสริมระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ ลดภาระครูและผู้เรียน
ค. เพิ่มการอนุมัติทุกเรื่องผ่านคณะกรรมการเท่านั้น
ง. จำกัดช่องทางการสื่อสารเพื่อลดความซับซ้อน
คลิกเฉลย >>>
