
เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ MOE Human Capital Blueprint Workshop เพื่อออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยและทุนมนุษย์ ซึ่งจะเป็นการออกแบบโครงสร้างทั้งระบบการศึกษา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้ง หลักสูตร วิธีสอน ครูและบุคลากร ระบบวัดผลและประเมินผล เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เพื่อสร้าง “ทุนมนุษย์” หรือคนคุณภาพ ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ไม่ใช่แค่เรียนจบ แต่ต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ให้เป็นและต่อยอดได้ โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการศธ. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการศธ.เข้าร่วม
นายยศชนัน กล่าวว่า ตนผูกพันกับเรื่องการศึกษามาเป็นระยะเวลานาน ปีที่ผ่านมาก็มีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการศธ.แต่สุดท้ายก็มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ยังอยากมาช่วยทำงานบูรณาการในส่วนต่าง ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษา พยายามผลักดันให้ประเทศเป็นประเทศที่มีรายได้สูงเป็นเรื่องเดียวกัน วันนี้ถ้าเรายังยึดโยงกับการต้องปรับหลักสูตรเป็นวงรอบทุกสามปี สี่ปี ห้าปี อาจจะช้าเกินไปแล้วที่เด็กคนหนึ่งจะสามารถที่จะปรับตัวได้ เพราะฉะนั้นการประชุมวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งนิมิตหมายที่ดี ที่จะปรับอะไรบางที่จำเป็นต้องได้ฉันทามติจากทุกคน เราจะสังเกตเห็นว่ามีการถกเถียงกันมากเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่มีร่างพ.ร.บ.ยื่นมาจากหลายพรรคการเมือง หลายภาคส่วน ทำให้มีความจำเป็นต้องรับฟังข้อเสนอแนะของทุกภาคส่วน เพราะเชื่อว่าการเติมเต็มตรงนี้จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับประเทศ ไม่ควรที่จะมีร่างไหนเป็นพระเอก แต่เราต้องรวมทุกร่างมาด้วยกัน โดยมี ศธ.เป็นเจ้าภาพ ทำให้มีพื้นที่ที่เป็นกลางสามารถที่ทุกคนจะออกเสียงได้ โดยศธ. จะเปิดใจรับฟัง เพื่อรวบรวมเรื่องเหล่านี้
“มีคำถามว่าการพัฒนามนุษย์ของประเทศไทยควรไปในทิศทางไหน แน่นอนครับเราสามารถตั้งต้นได้จากหลายส่วนแต่วันนี้ถ้าตั้งต้นว่า ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็แล้วแต่ เด็กไทยสามารถที่จะปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกรูปแบบเพราะฉะนั้นพื้นฐานที่มีต่อเด็กจึงสำคัญ เช่น ถ้าวันนี้เราเริ่มบางอย่างที่เป็นพื้นฐานช้า ก็จะไม่เป็นธรรมชาติกับชีวิต เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของสมองควรจะเข้ากับหลักสูตรใช่หรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่คิดว่าต้องมาคุยกัน อาจไม่ต้องเอาหลักสูตรกับเวลาเป็นตัวตั้ง คนที่มีอายุก็สามารถกลับไปเป็นนักเรียนได้ ซึ่งตนได้คุยกับเพื่อนที่เป็นอาจารย์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่คิดเรื่องการกระตุ้นสมอง พอเกษียณอายุราชการตอน 65 ก็คิดว่าเขาจะไปเที่ยวแล้ว แต่เปล่าเขาจะกลับไปเรียนหนังสือใหม่ ต่างกับของเราที่ 60 กว่าก็คือนอนแล้ว แต่ของเขาเป็นการเริ่มต้นที่จะทำตามความฝันที่ไม่ต้องไปยึดโยงกับใคร เพราะเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างมาแล้ว ในทางกลับกันหากเป็นนักเรียนเขาจะมีความรู้สึกทรมานมาก เพราะไม่ใช่สิ่งที่เด็กต้องการ ดังนั้นการเรียนการสอนของเด็กในแต่ละพื้นที่ควรที่จะเท่าเทียมกันหรือไม่ ถ้าควรเราควรทำยังไงให้แต่ละโรงเรียนไม่ยึดโยงที่ชื่อโรงเรียน แต่ยึดผลลัพธ์ที่ควรได้จากการศึกษา”นายยศชนัน กล่าว
รองนายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนคำตอบจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ตนไม่ทราบ แต่คำตอบจะเกิดได้จากการที่บุคคลจากหลาย ๆ องค์กรมาคุยกัน ซึ่งก็เป็นการยากที่จะสามารถรวมผู้บริหารระดับสูงมาอยู่ในวงประชุมได้ขนาดนี้ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการทำกฎหมาย ซึ่งขอชื่นชม ศธ.ที่ทำเวิร์กช็อป หวังว่าวงประชุมวันนี้จะได้คำตอบ แต่ถ้าไม่จบก็ต้องคุยเพิ่มเติมให้จบ เพราะเรื่องการศึกษารอไม่ได้ ควรทำให้สำเร็จในช่วงที่ท่านเป็นผู้บริหาร ไม่ต้องรอให้คนอื่นทำ เช่นเดียวกันถ้าวันนี้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติไม่ออกมาเป็นฉันทามติ ตนก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน วันนี้ถึงต้องมาเปิดงานเพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ร่วมกันทำ เพราะการศึกษาไม่มีฝักไม่มีฝ่าย ไม่มีเรื่องพรรคการเมือง มีแต่อุดมการณ์เดียวกัน คือ ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้
ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ความท้าทาย โดยสิ่งที่ตนพูดตั้งแต่วันที่เข้ามารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการศธ. คือ เรื่องการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ในรอบที่ผ่านมาประเทศไทยได้อันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศ ถือว่าน่าเป็นห่วง ยิ่งเป็นลำดับที่ไม่ดีนักในอาเซียน และ ค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า OECD ทุกเรื่อง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเด็กไทยไม่เก่ง แต่ทำให้เกิดข้อสังเกตว่าสิ่งที่เราทำมาในอดีตเราเดินถูกทางหรือไม่ หรือมีอะไรผิดปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีคำตอบ ที่ผ่านมาตนคิดว่าไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่วันนี้เราต้องมาร่วมกันออกแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยอยากให้มองคำว่าทุนมนุษย์ คือ ความเป็นพลเมืองของโลกในอนาคตของเด็กไทย ที่อยู่ในสังคมด้วยความรอบรู้ มีความสุข สามารถแก้ไขปัญหาได้ ไม่ได้หมายความว่าการสร้างคือใบประกาศนียบัตร แต่เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนคือหุ้นส่วน โดยการระดมสมองครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 5 ภารกิจ 1.การเพิ่มความคล่องตัวให้การศึกษา คือ การกระจายอำนาจให้สถานศึกษา 2.การเรียนแบบไร้รอยต่อ 3.การคืนเวลาให้ครู 4.การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาใหม่ และ 5. การสร้างครูยุคใหม่
“สำหรับเรื่องพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ผมจะไม่บอกว่าของเก่าไม่ดีอย่างไร แต่จะบอกว่าเราจะออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ให้ดี และตอบโจทย์แก้สิ่งที่ท้าทายในอดีต โดยผมทำงานแบบผู้ร่วมงานโดยรับฟังจากทุกฝ่ายทั้งองค์กรภายในและภายนอก เปิดให้ภาคีเครือข่ายมาช่วยออกแบบ ไม่มีสั่งลงไป เราฟังทุกเสียง เป็นเสียงตะโกนที่ออกมา โดยวันนี้เราเอาเสียงเหล่านี้มาอยู่บนโต๊ะแล้ว ทั้งเด็กและผู้ปกครองด้วย เป็น All for Education ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการศึกษา ซึ่งคือหัวใจที่รองนายกฯเน้นย้ำและต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง วันนี้ขอให้ลองคิดนอกจากกรอบ เอาความคิดทิ้งไป เอาความคิดใหม่ใส่เข้าไป แล้วสวมหมวกสถาปนิกร่วมกันออกแบบร่วมกันระดมสมอง โดยผมให้คำมั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ พิมพ์เขียว จะไม่เสียเปล่า จะไม่เก็บไว้ในลิ้นชัก แต่จะไปเป็นส่วนหนึ่งในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งผมได้รับปากในสภาฯ ว่า จะต้องทำ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ให้สำเร็จ โดยในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ผมได้เชิญประชุมบุคคลที่เกี่ยวข้องมาหารือเบื้องต้นแล้ว ทั้งนี้เพื่ออนาคตของพลเมืองไทยทุกคน”นายประเสริฐกล่าว
‘ยศชนันท์’ สั่งลุยยกร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ปั้น ‘ทุนมนุษย์ไทย’ ยกเครื่องการเรียนรู้ทั้งประเทศ
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
รมว.ศธ.ประเสริฐ รุกเดินหน้า “พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ” ฉบับใหม่ ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ระดมไอเดียแนวทางร่างกฎหมายการศึกษา
วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ดำเนินการประชุม พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนทั้ง พรรคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปี) ครั้งที่ 1 มี 5 ภารกิจ เพื่อสู่ก้าวใหม่ของการศึกษาไทย ได้แก่ ภาระงานครู ความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ความปลอดภัยในสถานศึกษา และ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะหน่วยงานมีภารกิจเกี่ยวกับการเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาของชาติ ได้จัดทำกรอบ 3 แนวทางในการเสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เพื่อหาจุดลงตัวในการเดินหน้าขับเคลื่อน ดังนี้
แนวทางที่ 1) ยืนยันการเสนอร่างฯ ฉบับ 660/2564 และพิจารณาข้อสังเกตเพิ่มเติม ซึ่งทำให้ไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายใหม่ตั้งแต่ต้น และสามารถขับเคลื่อนการเสนอร่างกฎหมายได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากได้ผ่านการตรวจพิจารณาจาก สคก. แล้ว แต่ร่างกฎหมายมีเนื้อหลายจำนวนหลายมาตรา
แนวทางที่ 2) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ปี 2542 โดยเสริมจุดอ่อนสร้างจุดแข็งให้สามารถเป็นธรรมนูญด้านการศึกษาที่บังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากนั้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่ แต่อาจใช้ระยะเวลาไม่มากเท่ากับการพิจารณาใหม่ทั้งฉบับ
แนวทางที่ 3) จัดทำร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ การจัดทำร่าง รับฟังความคิดเห็น เสนอ และพิจารณา ซึ่งจะทำให้ได้ร่างกฎหมายที่มีความกระชับ ยืดหยุ่นในหลักการ รวมถึงสอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาสมัยใหม่
ที่ประชุมร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อมุ่งสู่การจัดทำเป็นกฎหมายฉบับใหม่อย่างเร็วที่สุด โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในแต่ละแนวทาง ตลอดจนเสนอแนวทางเพิ่มเติมในการบูรณาการอย่างสร้างสรรค์ การตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ การส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรายละเอียดกฎหมายให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี รวมถึงการเชื่อมโยงกฎหมายลูกและนโยบายที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ต่างๆ ในเรื่องการเรียนการสอน การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบันโดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จากนั้น รมว.ศธ.ประเสริฐ แถลงข่าวปิดท้ายว่า การขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้มีการกำหนดกรอบดำเนินการไว้ 3 แนวทาง คือแนวทางที่ 1 ยืนยันร่างเดิมซึ่งเคยเข้า ครม. และมีเหตุต้องหยุดพิจารณาเนื่องจากการยุบสภาฯ แนวทางที่ 2 นำ พ.ร.บ. ปี 2542 มาแก้ไขปรับปรุงใหม่ และแนวทางที่ 3 ยกร่างขึ้นมาใหม่ โดยแต่ละแนวทางล้วนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังได้มีการเปิดให้แสดงความคิดเห็น รวมถึงเสนอแนวทางอื่นๆ ตลอดจนเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษเพื่อเร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้สอดรับกับความต้องการของทุกฝ่ายและกรอบเวลาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทั้งนี้ คณะทำงานจะสรุปข้อคิดเห็นต่อแนวทางทั้งหมดให้ชัดเจนภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อสร้างกฎหมายที่มีคุณภาพ มีหลักการชัดเจน ลดรายละเอียดที่ซับซ้อนเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติจริง และมุ่งสู่เป้าหมายในการผลักดัน พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด
ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
เกี่ยวข้องกัน
ล้างห้องเรียนเก่า ปลุกการศึกษาใหม่
วันนี้ครูไทยยังจมอยู่กับกองเอกสาร เรื่องนี้อาจเป็นประโยคที่สะท้อนภาพการศึกษาไทยได้ชัดที่สุด ในวันที่เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่าหลักสูตร และครูจำนวนไม่น้อยยังต้องใช้เวลาหมดไปกับงานธุรการ มากกว่าการพัฒนาเด็กในห้องเรียน ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ รมว.ศึกษาธิการ กำลังพยายาม “รื้อระบบคิด” ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ครั้งใหญ่ ผ่านโจทย์สำคัญ 5 เรื่อง คือ 1.คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก 2. รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ 3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง 4. โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและ 5. เร่งผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่
โดยภารกิจหลักดังกล่าวประกาศชัดว่า จะไม่ใช่แค่ “นโยบายสวยหรูบนกระดาษ” ซึ่ง นายประเสริฐ เปิดเผยว่า หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ..ฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้สภาการศึกษากำลังรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน คาดว่าเดือนมิ.ย.นี้จะได้ข้อสรุป และต้องสำเร็จให้ได้ภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทั้งนี้ตนยอมรับตามตรงว่า นโยบายการศึกษาบางเรื่องไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ในทันที เช่น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. แต่ก็ยังมีนโยบายที่ดำเนินการได้ทันคือ การลดภาระครู การปรับปรุงนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ซึ่งตนได้รับเสียงสะท้อนมาว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะผู้ปกครองยังต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ดังนั้นตนจะวางแนวทางการแก้นโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ตนจะต้องทำให้สำเร็จ
“ที่ผ่านมาคำว่า ลดภาระครูถูกพูดซ้ำมาหลายรัฐบาล จนครูจำนวนไม่น้อยเริ่มไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริง ขอตอบเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า ผมไม่ขอพูดเอาสวยเอาหล่อ เพราะผมมีคำตอบแล้วส่วนหนึ่งว่ามีแนวทางลดภาระครูอย่างไรบ้าง โดยขณะนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานกลับไปสำรวจทันทีว่า ภาระงานใดไม่จำเป็น และสามารถตัดออกได้ รวมถึงงานโครงการที่มีเอกสารจำนวนมาก ก็ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพราะโจทย์สำคัญวันนี้ คือการคืนเวลาให้ครูกลับไปอยู่กับผู้เรียน ไม่ใช่จมอยู่กับแฟ้มเอกสาร” นายประเสริฐ กล่าวและว่า สำหรับประเด็น “ครัวกลาง” หรือ Cloud Kitchen โมเดลใหม่ ปลดครูจากหน้าที่แม่ครัว ซึ่งศธ.จะนำร่องโครงการนี้ในพื้นที่นวัตกรรม 20 จังหวัด ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า ครูจำนวนมากยังต้องรับภาระจัดซื้อวัตถุดิบ ทำบัญชีอาหารกลางวัน หรือแม้แต่ดูแลงานครัว จนกระทบเวลาสอน กระทรวงศึกษาธิการ จึงเตรียมหารือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเข้ามาร่วมสนับสนุนภารกิจดังกล่าว โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลอาหารเด็ก โมเดลนี้ไม่ได้หวังแค่ลดภาระครู แต่ยังต้องการให้เด็กได้รับอาหารที่มีคุณภาพตามหลักโภชนาการ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการซื้อวัตถุดิบจากคนในชุมชน เพราะในมุมของตน เด็กในโรงเรียนก็คือ ลูกหลานของชุมชน ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันดูแล
รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้โลกการศึกษากำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานของคนรุ่นใหม่ เนื่องจาก อีก 3 ปีข้างหน้าโครงการประเมินสมรรถะผู้เรียนระดับนานาชาติ หรือ พิซา จะเริ่มวัดทักษะด้านเอไอของผู้เรียนด้วย ซึ่งหมายความว่า หากครูไทยยังไม่เข้าใจเอไอ เด็กไทยก็อาจเสียโอกาสบนเวทีโลก ดังนั้น ภารกิจเร่งด่วนไม่ใช่แค่สอนเด็กใช้เอไอ แต่ศธ.ต้องเร่งเติมทักษะเอไอให้แก่ครู เพื่อให้สามารถนำไปถ่ายทอดและประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้จริง ซึ่งคำถามสำคัญจึงไม่ใช่จะใช้เอไอหรือไม่ แต่คือจะใช้เอไออย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาไทย และยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนได้มากที่สุด
ที่มา ; เดลินิวส์
เกี่ยวข้องกัน
สิริพงศ์ หนุนยกร่างกม.การศึกษาฯใหม่ ใช้ฉบับปี 42 ต้นแบบ-ปลดล็อกเรียนฟรี
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ตนได้ร่วมหารือกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เกี่ยวกับการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องดีที่ศธ. ได้เชิญภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีส่วนในการยกร่างกฎมายดังกกล่าว มาพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ มีแนวทางการดำเนินการที่สอดคล้องกัน และจะได้ไม่มีข้อถกเถียงเกิดขึ้นในอนาคต
“ที่ประชุมดังกล่าว หารือการดำเนินการใน 3 แนวทางคือ นำร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ พ.ศ.2542 มาปรับปรุงใหม่ ,ใช้ร่างเดิมที่ผ่านคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้ว แต่มีการยุบสภาฯไปก่อน มาเสนออีกครั้ง และ ยกร่างกฎหมายใหม่ โดยจากการรับฟัง แนวโน้มของแต่ละพรรคการเมือง มีความคิดเห็นว่าอยากจะยกร่างใหม่ โดยนำโครงร่างและข้อดีของ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับปี 2542 เป็นหลัก” นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามส่วนตัวเห็นว่า หลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบัน มีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว และเปิดกว้างมากกว่าในอดีต ที่การปรับหลักสูตรเป็นเรื่องค่อนข้างจะยากและมีความลำบาก ดังนั้น ในร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ควรเปิดกว้างให้การปรับปรุงหลักสูตรมีความยืดหยุ่นและรวดเร็วมากขึ้น เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเรียนอย่างหลากหลาย ตรงกับความต้องการของผู้เรียน ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
“การปรับโครงสร้างการศึกษาไทย เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณโดยตรง ทั้งเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ จะดำเนินการอย่างไรให้เด็กมีโอกาสได้เรียนฟรีโดยไร้เงื่อนไข ผู้ปกครองต้องไม่มีภาระ โดยเฉพาะเรื่องการลดภาระงานของคุณครู ในขณะที่รัฐบาลต้องมีการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละโรงเรียนอย่างเพียงพอ เพราะสาเหตุหนึ่งที่คุณครูมีภาระงานจำนวนมาก ก็มาจากเรื่องงบประมาณที่จำกัด ทำให้คุณครูมีความจำเป็นต้องไปทำงานอื่น ที่ไม่ใช่งานสอน เรื่องนี้ผมคิดว่าทุกพรรคการเมืองมีความคิดเห็นตรงกันในเรื่องของการลดภาระงานครู ต้องมีวิธีการที่จะทำให้คุณครูมีเวลาสอนเด็กอย่างเดียว ไม่ต้องเอาเวลาไปทำอย่างอื่น ซึ่งจะทำให้คุณภาพการศึกษาไทยดียิ่งขึ้น” นายสิริพงศ์ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ระบบ SAFE SCHOOL สร้างเซฟโซนโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย
เมื่อวันที่ 15 พ.ค.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานลงนามความร่วมมือ 18 หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้าง “ระบบนิเวศทางการศึกษา” ที่ปลอดภัยรอบด้าน และเอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย 18 หน่วยงานรัฐและเอกชน ที่ร่วมลงนามครั้งนี้ ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวต้องการขับเคลื่อนความร่วมมือในการสร้างโรงเรียนปลอดภัย ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งมีการแนะนำระบบ “EduSafe School” ซึ่งเป็นระบบดูแลความปลอดภัยที่ใช้งานง่ายผ่านช็อตคัตบนโทรศัพท์มือถือ เพียงกดใช้งาน ระบบจะเชื่อมต่อกับ Google Earth โดยให้ผู้ใช้บันทึกเสียงแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ช่วยเหลืออัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง รองรับโรงเรียนสังกัด สพฐ. กว่า 29,005 แห่ง และนักเรียนกว่า 6 ล้านคน ทั้งนี้ เหตุอันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่เฉพาะในโรงเรียน จึงถือเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมี “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” ที่ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจในลักษณะ One Stop Service แบบครบวงจรอีกด้วย
รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ศธ.จะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์ ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญระดับประเทศ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างระบบดูแล คุ้มครอง และพัฒนาเด็กไทยอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัย สุขภาพ การเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะชีวิตในโลกยุคใหม่ และเปิดระบบ SAFE SCHOOL ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ความปลอดภัยอย่างแท้จริง” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศ
สำหรับสาระสำคัญของความร่วมมือฉบับนี้ คือการสร้างระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาแบบบูรณาการทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล ช่วยหลือ และคุ้มครองผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากภัยในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ ปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนภัยออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “พื้นที่สร้างสรรค์” ภายในสถานศึกษา ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา นันทนาการ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน ได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ
ภายใต้กรอบความร่วมมือ หน่วยงานแต่ละแห่งจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะด้านตามความเชี่ยวชาญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข จะสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียน รวมถึงการอบรมการปฐมพยาบาลและสุขภาพจิตเบื้องต้นแก่บุคลากรทางการศึกษา ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะร่วมผลักดันการรู้เท่าทันดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ และภัยทางอินเทอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม ยาเสพติด และความรุนแรงในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนโครงการ D.A.R.E. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ส. จะสนับสนุนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง และส่งต่อผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการดูแลอย่างเหมาะสม เป็นต้น
ที่มา ; เดลินิวส์
สรุปสาระสำคัญ
กระทรวงศึกษาธิการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “MOE Human Capital Blueprint Workshop” เพื่อออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยทั้งระบบ มุ่งพัฒนาทุนมนุษย์ให้ตอบโจทย์โลกอนาคต โดยครอบคลุมตั้งแต่หลักสูตร วิธีสอน ครู ระบบวัดผล เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ โดยไม่เน้นเพียงการเรียนจบ แต่ต้องนำความรู้ไปใช้และต่อยอดได้จริง
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูป พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยต้องการบูรณาการร่างจากทุกฝ่าย ไม่ยึดร่างใดร่างหนึ่งเป็นหลัก และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดฉันทามติร่วมกัน
ประเด็นสำคัญคือการปรับระบบการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ลดความล่าช้าในการปรับหลักสูตร และเน้นให้ผู้เรียนมีความสามารถปรับตัวได้ตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) และลดการยึดติดกับอายุหรือระบบชั้นเรียนแบบเดิม
รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ชี้ผล PISA ของไทยอยู่ในระดับน่ากังวล จึงต้องร่วมกันออกแบบใหม่ทั้งระบบ โดยยึด “ทุนมนุษย์” เป็นเป้าหมายหลัก ผ่าน 5 ภารกิจ ได้แก่ การกระจายอำนาจสถานศึกษา การเรียนรู้ไร้รอยต่อ การคืนเวลาให้ครู การออกแบบระบบใหม่ และการพัฒนาครูยุคใหม่
เป้าหมายคือสร้างพลเมืองโลกที่มีความรู้ ความสุข และแก้ปัญหาได้จริง โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมกันออกแบบอนาคตการศึกษาไทยอย่างแท้จริง
ข้อสอบ
ข้อ 1
เป้าหมายหลักของการจัดทำ MOE Human Capital Blueprint คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียนให้ทั่วถึง
ข. ผลิตคนให้จบการศึกษาระดับสูงขึ้น
ค. สร้างทุนมนุษย์ที่ใช้ความรู้ได้จริงและปรับตัวต่อโลกอนาคต
ง. เพิ่มคะแนนสอบระดับชาติให้สูงขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น “ใช้ความรู้ได้จริง + ปรับตัวได้” ไม่ใช่แค่ปริมาณหรือคะแนนสอบ
ข้อ 2
เหตุผลสำคัญที่ต้องปฏิรูป พ.ร.บ.การศึกษาแบบบูรณาการหลายร่าง เพราะอะไร
ก. เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้น
ข. เพื่อให้เกิดฉันทามติและลดความขัดแย้ง
ค. เพื่อยกเลิกกฎหมายเดิมทั้งหมด
ง. เพื่อให้โรงเรียนมีอิสระเต็มรูปแบบ
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการรวมทุกฝ่ายเพื่อ “ฉันทามติร่วม”
ข้อ 3
ข้อใดสะท้อนปัญหาที่นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษา
ก. จำนวนครูล้นระบบ
ข. คะแนน PISA ของไทยอยู่ระดับต่ำ
ค. นักเรียนเรียนจบเร็วเกินไป
ง. โรงเรียนมีเทคโนโลยีมากเกินไป
เฉลย: ข
เหตุผล: PISA ต่ำและต่ำกว่า OECD เป็นตัวชี้ปัญหาหลัก
ข้อ 4
แนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (lifelong learning) สะท้อนแนวคิดใด
ก. เรียนเฉพาะวัยเด็ก
ข. เรียนเพื่อสอบเท่านั้น
ค. เรียนได้ทุกช่วงวัย ไม่ยึดอายุ
ง. เรียนเฉพาะสายอาชีพ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นเรียนได้ทุกช่วงวัย ไม่จำกัดอายุ
ข้อ 5
ภารกิจใดเป็น 1 ใน 5 ภารกิจสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา
ก. เพิ่มเวลาเรียนของนักเรียน
ข. เพิ่มจำนวนโรงเรียนเอกชน
ค. การคืนเวลาให้ครู
ง. ลดจำนวนวิชาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: “คืนเวลาให้ครู” เป็นหนึ่งใน 5 ภารกิจหลัก
ข้อ 6
แนวคิด “All for Education” หมายถึงข้อใด
ก. การศึกษาของรัฐเท่านั้น
ข. การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ค. การเรียนออนไลน์เป็นหลัก
ง. การเพิ่มงบประมาณการศึกษา
เฉลย: ข
เหตุผล: ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษา
ข้อ 7
ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญของการออกแบบหลักสูตรใหม่
ก. ยึดเวลาเรียนเป็นหลัก
ข. ยึดผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นหลัก
ค. ยึดตำราเรียนเป็นหลัก
ง. ยึดคะแนนสอบเป็นหลัก
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น “ผลลัพธ์การเรียนรู้” มากกว่ากระบวนการเดิม
ข้อ 8
ข้อใดเป็นแนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ก. เพิ่มการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข. ใช้โรงเรียนชื่อดังเป็นศูนย์กลาง
ค. ทำให้ผลลัพธ์การเรียนรู้เท่าเทียมกัน
ง. เพิ่มการสอบคัดเลือกเข้มข้นขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่ง “ผลลัพธ์เท่าเทียม” ไม่ใช่ชื่อเสียงโรงเรียน
ข้อ 9
บทบาทของครูในระบบใหม่ควรเป็นอย่างไร
ก. ผู้ถ่ายทอดเนื้อหาเป็นหลัก
ข. ผู้ควบคุมชั้นเรียนอย่างเข้มงวด
ค. ผู้ออกแบบการเรียนรู้
ง. ผู้ตรวจสอบคะแนนสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นครูเป็น “ผู้ออกแบบการเรียนรู้”
ข้อ 10
ข้อใดเป็นเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปการศึกษาในบทความนี้
ก. เพิ่มจำนวนบัณฑิต
ข. ทำให้ไทยติดอันดับโลกด้านการศึกษา
ค. สร้างพลเมืองโลกที่มีความรู้และแก้ปัญหาได้
ง. เพิ่มงบประมาณทางการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น “พลเมืองโลก + แก้ปัญหาได้จริง” เป็นเป้าหมายหลัก