สมาชิกเข้าสู่ระบบ

มติ ครม.เห็นชอบการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ

สำนักงาน ก.พ. เห็นควรรายงานผลการศึกษาความเหมาะสมและเป็นไปได้ แนวทาง กรอบระยะเวลา และผลกระทบของการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 ซึ่งได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน ก.พ.ร. กรมบัญชีกลาง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แล้ว โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ 

1. การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ                             

 1.1 วัตถุประสงค์

       เพื่อปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษาให้มีความเหมาะสม สอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล และสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการ และเพื่อปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบซึ่งรับราชการอยู่ก่อนวันที่อัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่มีผลใช้บังคับ                              

1.2 หลักการ

       อัตราเงินเดือนแรกบรรจุมีความเหมาะสมและแตกต่างกันตามระดับคุณวุฒิ การศึกษา และอัตราเงินเดือนของผู้ที่รับราชการอยู่ก่อนจะต้องไม่น้อยกว่าผู้ที่บรรจุเข้ารับราชการใหม่ โดยใช้คุณวุฒิระดับเดียวกัน และอัตราเงินเดือนหลังการปรับจะต้องไม่ทำให้ผู้ซึ่งเคยได้รับเงินเดือนสูงกว่า กลายเป็นผู้ได้รับเงินเดือนต่ำกว่าผู้ดำรงตำแหน่งประเภทและระดับเดียวกันที่บรรจุในวุฒิเดียวกัน ทั้งนี้ โดยไม่เป็นภาระงบประมาณมากจนเกินควร                              

1.3 เป้าหมาย

      ปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุทุกคุณวุฒิให้แตกต่างกันตามระดับคุณวุฒิการศึกษา โดยผู้ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ใช้คุณวุฒิระดับปริญญาตรีจะมีเงินเดือนไม่น้อยกว่า 18,000 บาท และผู้ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ใช้คุณวุฒิระดับ ปวช. จะมีเงินเดือนไม่น้อยกว่า 11,000 บาท ภายใน 2 ปี และปรับอัตราเงินเดือนของคุณวุฒิอื่น ๆ ให้สอดคล้องกัน รวมทั้งปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุดังกล่าวภายในช่วงระยะเวลาเดียวกันด้วย                              

1.4 แนวทางดำเนินการ

      (1) การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ โดยทยอยปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิเพิ่มขึ้น (ทุกคุณวุฒิ) และแตกต่างกันตามระดับคุณวุฒิการศึกษา ภายใน 2 ปี โดยมีเป้าหมายการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษา (คุณวุฒิหลัก) ดังนี้ 

      (2) การปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 2 ครั้ง ให้มีผลใช้บังคับพร้อมกับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุในปีที่ 1 และปีที่ 2 โดยปรับเงินเดือนชดเชยในแต่ละปีให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายผู้เข้ารับราชการก่อนวันที่อัตราแรกบรรจุที่กำหนดใหม่มีผลใช้บังคับอย่างน้อย 10 ปี                              

1.5 กลุ่มเป้าหมาย

      ครอบคลุมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ข้าราชการรัฐสภาสามัญ พนักงานราชการ ข้าราชการในหน่วยธุรการของศาล ได้แก่ สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ข้าราชการในสำนักงานขององค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และข้าราชการธุรการอัยการ                              

1.6 การมีผลใช้บังคับ

     ปีที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 และปีที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568                              

1.7 ประมาณการงบประมาณ

     การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ คาดว่าจะใช้งบประมาณในปีที่ 1 (12 เดือน) จำนวน 7,200 ล้านบาท และปีที่ 2 (12 เดือน) จำนวน 8,800 ล้านบาท โดยให้ส่วนราชการใช้จ่ายจากงบประมาณของแต่ละส่วนราชการเป็นลำดับแรก หากไม่เพียงพอให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง รายการเงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิข้าราชการในลำดับต่อไป                              

1.8 ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา

      กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทต่าง ๆ กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการประเภทนั้น ๆ ในการกำหนดอัตราเงินเดือนตามคุณวุฒิ เพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้ง (ยกเว้นกฎหมายว่าด้วยข้าราชการทหารให้กำหนดเป็นกฎกระทรวง) ดังนั้น เพื่อให้การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท บรรลุวัตถุประสงค์ หลักการ และเป้าหมายเดียวกัน โดยมีความเป็นธรรมไม่เหลื่อมล้ำกัน จึงเห็นควรให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภทนำเสนอคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิ และการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ใช้งบประมาณ สำหรับการดำเนินการดังกล่าวต่อไป                      

2. การปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว

    เพื่อให้การดำเนินการสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุในช่วงปี พ.ศ. 2555 กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) เห็นควรพิจารณาปรับเพดานเงินเดือนขั้นสูงที่มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว จากเดิม เงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 13,285 บาท เป็น เงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 14,600 บาท และปรับเพดานขั้นต่ำของเงินเดือนรวมกับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว จากเดิม เดือนละ 10,000 บาท เป็น เดือนละ 11,000 บาท และปรับเงินเพิ่มการครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญขั้นต่ำ จากเดิม 10,000 บาท เป็น 11,000 บาท

      ซึ่งการปรับเพดานเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวในครั้งนี้  จะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ทหารกองประจำการ และผู้รับบำนาญ และคาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นไม่เกิน 3,000 ล้านบาทต่อปี โดยให้ส่วนราชการใช้จ่ายจากงบประมาณของแต่ละส่วนราชการเป็นลำดับแรก หากไม่เพียงพอให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง ต่อไป                    

3. การปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบราชการ

นอกจากการปรับอัตราเงินเดือน แรกบรรจุเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการแล้ว สำนักงาน ก.พ เห็นควรมีมาตรการหรือแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการปฏิบัติงานของส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐควบคู่กันไปด้วย โดยเบื้องต้นอาจพิจารณาโดยให้ความสำคัญกับมาตรการหรือแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที ดังต่อไปนี้                              

      3.1 การบริหารจัดการอัตรากำลังเพื่อเร่งรัดการเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จะเป็นผู้กำหนดมาตรการ/แนวทาง/นโยบายในการกระตุ้นให้ส่วนราชการเร่งปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทำงาน โดยการยุบเลิกตำแหน่งว่างจากการเกษียณของตำแหน่งในสายงานสนับสนุน (เฉพาะตำแหน่งที่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้แทนได้) เป็นระยะเวลา 3 ปีต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ส่วนราชการจัดทำและดำเนินการตาม Digital Transformation Plan ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมภายในช่วงระยะเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลโดยคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) จะพิจารณาจัดสรรกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ถูกยุบเลิกตามแนวทางดังกล่าว (เต็มจำนวน) โดยส่วนราชการจะจ้างพนักงานราชการได้ไม่เกิน 1 สัญญาจ้าง (ไม่เกิน 4 ปี) ทั้งนี้ หากมีเหตุผลและความจำเป็น คพร. อาจพิจารณาให้ต่อสัญญาได้เป็นรายกรณี                              

      3.2 การบริหารจัดการอัตรากำลังข้าราชการที่ไปช่วยราชการ เนื่องจากปรากฏข้อมูลว่า ปัจจุบันส่วนราชการต่าง ๆ มีการอนุมัติให้ข้าราชการไปช่วยราชการในส่วนราชการอื่นเป็นจำนวนมาก การช่วยราชการในลักษณะดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่ออัตรากำลังผู้ปฏิบัติงานของส่วนราชการต้นสังกัด ดังนั้น เพื่อให้การใช้กำลังคนภาครัฐเกิดประโยชน์สูงสุด (Workforce Optimization) จึงเห็นควรมีมาตรการเพื่อจำกัดการช่วยราชการให้เกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็น/หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น โดยคณะรัฐมนตรีอาจมีมติเป็นหลักการในทำนองเดียวกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2554 (เรื่อง การปรับปรุงอัตรากำลังข้าราชการที่ไปช่วยราชการ) และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2545 (เรื่อง แนวคิดในการแก้ไขปัญหาการให้ข้าราชการไปช่วยราชการ) กล่าวคือ ให้ทบทวนหรือยกเลิกการช่วยราชการทั้งหมด และต่อไปหากมีความจำเป็นต้องขอยืมตัวข้าราชการผู้ใดไปช่วยราชการที่ใด ให้เสนอขออนุมัติต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวง เพื่อพิจารณาเป็นการเฉพาะราย                              

       3.3. การเชื่อมโยงฐานข้อมูลข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เนื่องจากปัจจุบันส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ในฐานะต้นสังกัดของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทต่าง ๆ ได้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศหรือฐานข้อมูลทรัพยากรบุคคลเป็นของตนเอง ทำให้ข้อมูลกำลังคนภาครัฐประเภทต่าง ๆ กระจายตัวอยู่ในแต่ละส่วนราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว ส่งผลให้รัฐบาลขาดข้อมูลที่จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายกำลังคนภาครัฐให้มีความเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการวางแผน ติดตาม และประเมินผลการใช้ประโยชน์กำลังคนภาครัฐ ตลอดจนการเกลี่ยอัตรากำลังที่มีอยู่อย่างจำกัดไปยังภารกิจที่มีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน จึงเห็นควรมีมาตรการเชิงบังคับให้ส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐเชื่อมโยงฐานข้อมูลกำลังคนกับระบบโปรแกรมกลางด้านสารสนเทศทรัพยากรบุคคล (DPIS Center) ของสำนักงาน ก.พ. ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลมีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และเพียงพอต่อการกำหนดนโยบายในการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป                              

       3.4 การพัฒนาระบบค่าตอบแทนภาครัฐในระยะต่อไป สำนักงาน ก.พ. จะดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนโครงสร้างเงินเดือนและระบบค่าตอบแทนภาครัฐให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับสภาวการณ์ โดยมุ่งเน้นให้ระบบค่าตอบแทนภาครัฐเป็นเครื่องมือในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ เสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้แก่ข้าราชการ การจ่ายค่าตอบแทนที่สะท้อนถึงผลการปฏิบัติงานที่แท้จริง (Performance Based Pay) ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลังของประเทศและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ 

มติคณะรัฐมนตรี (28 พฤศจิกายน 2566) เห็นชอบในหลักการการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ การปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว และแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบราชการ ตามรายงานผลการศึกษาฯ ตามที่สำนักงาน ก.พ. นำเสนอ 

ที่มา ; ศธ 360 องศา 

เกี่ยวข้องกัน

28 พฤศจิกายน 2566 ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติปรับอัตราเงินเดือนกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำหนดเพิ่มเงินเดือน 10% ภายใน 2 ปี – ป.ตรี ขั้นต่ำ 18,000 บาท ปวช. ขั้นต่ำ 11,000 บาท พ่วงเงินเพื่อการครองชีพชั่วคราวสำหรับข้าราชการเงินเดือนอีก 2,000 บาท คาดใช้งบประมาณ 7,200 ล้านบาทในปีแรก

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ มติ ครม. ดังกล่าว สืบเนื่องมาจาก มติ ครม. เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้มอบหมายจากนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ศึกษาแนวทางการปรับอัตราเงินเดือน

ถ้าจะปรับ ต้องปรับเพื่อมุ่งหวัง 2 อย่างคือ หนึ่ง รักษาคนดีไว้ในระบบราชการ และ สอง ปรับแล้วมีมาตรการอื่น เพื่อตอบประชาชนให้ได้ว่า ค่าใช้จ่ายประจำใน 1 ปีเท่าไร ผลตอบแทนว่าประชาชนได้รับจะคุ้มค่าหรือไม่” นายชัย กล่าว 

นายชัย กล่าวต่อว่า ก.พ. ได้เสนอแนวทางการปรับอัตราเงินเดือน โดยอ้างอิงจากปี 2555 ที่มีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท และปรับเพิ่มเงินเดือนระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท สำหรับการบรรจุแรกเข้า 

นายชัย ให้ข้อมูลการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รายละเอียด ดังนี้ 

การปรับเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

·      ระดับปริญญาตรี เงินเดือนแรกเข้าไม่ต่ำกว่า 18,000 บาท ภายใน 2 ปี โดยปรับเพิ่ม 10% ต่อปี

ระดับปวช. เงินเดือนแรกเข้าไม่ต่ำกว่า 11,000 บาท ภายใน 2 ปี โดยปรับเพิ่ม 10% ต่อปี เป็นจำนวน 2 ครั้ง

ตัวอย่างเช่น ปริญญาตรี เงินเดือน 15,000 บาท ปีแรกจะปรับเป็น 16,500 บาท ปีต่อมาปรับอีก 10% ฉะนั้นภายใน 2 ปีจะทะลุเกิน 18,000 บาท ไม่ได้ปรับถ้วนหน้า ไม่ได้หมายความว่าคนรับราชการมานานจะปรับทุกตำแหน่งทั้งแผง เบื้องต้นปรับแค่แรกบรรจุเข้ารับราชการ” นายชัย กล่าว 

·      เงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ สำหรับข้าราชการเดิมที่มีฐานเงินเดือนต่ำกว่า 18,000 บาท และ 15,000 บาท ให้มีการปรับชดเชยย้อนหลังให้ได้ระดับมาตรฐานเดียวกัน

·      การปรับเพิ่มเงินเพื่อการครองชีพชั่วคราว โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับเงินเดือนรวมกับค่าครองชีพชั่วคราว น้อยกว่า 14,600 บาท จะได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว 2,000 บาทต่อเดือน แต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 14,600 บาท ทั้งนี้ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการกำหนดเพดานเงินไว้ที่ไม่เกิน 13,285 บาท 

·      การปรับเพิ่มเงินเพื่อการครองชีพชั่วคราว โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับเงินเดือนรวมกับค่าครองชีพชั่วคราว รวมแล้วน้อยกว่า 10,000 บาท รัฐบาลจะเติมเงินให้ถึง 11,000 บาท จากเดิมที่รัฐบาลก่อนกำหนดเพดานที่ 10,000 บาท 

นายชัย กล่าวต่อว่า การปรับอัตราเงินเดือนฯ จะใช้งบประมาณในปีแรก 7,200 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 600 ล้านบาท ส่วนปีที่สองใช้ 8,800 ล้านบาท แต่คาดว่างบประมาณประจำปี 2567 จะสามารถใช้ได้ในเดือนพฤษภาคม 2567 ดังนั้นในปีแรกอาจใช้งบประมาณ 5 เดือน ส่วนงบประมาณที่จะใช้เป็นเงินเพิ่มเพื่อการครองชีพชั่วคราว ตั้งไว้ปีละไม่เกิน 3,000 ล้านบาท และให้ทุกหน่วยงานเริ่มดำเนินการได้เลยตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป 

อนึ่งตามเอกสารของสำนักงาน ก.พ.รายงานว่าตามที่คณะรัฐมนตรีลงมติเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 ศึกษาการขึ้นเงินเดือนกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีนายปานปรีย์ พหิทธานุทร ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการพลเรือนได้สรุปแนวทางเบื้องต้น 2 แนวทาง 

·      แนวทางที่ 1.ทยอยปรับเงินเดือนแรกบรรจุ เพิ่มขึ้น 10% โดยใช้ระยะเวลา 2 ปี และปรับเงินเดือนข้าราชการที่อยู่ก่อนเพื่อชดเชยผลกระทบจากการปรับเงินเดือนแรกบรรจุ คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นในปีที่1ไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท ปีที่2 ไม่น้อยกว่า 7,000 ล้านบาท รวมไม่น้อยกว่า 13,000 ล้านบาท

·      แนวทางที่2.ปรับเงินเดือนแรกบรรจุเพิ่มในอัตรา 20% โดยใช้เวลา 1 ปี และปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการอยู่ก่อนเพื่อชดเชยผลกระทบดังกล่าว คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 13,000 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตามมีการเสนอว่าการปรับเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการการบริหารทรัพยากรบุคคลอื่นๆ อาทิการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเนื่องจากปัจจุบันปีงบประมาณ 2566 มีงบประมาณบุคคลากรและงบค่ารักษาพยาบาลคิดเป็น 39.40% ของงบประมาณทั้งหมด และงบประมาณส่วนนี้ไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้มากนัก เพราะเป็นรายจ่ายประจำ ซึ่งจะเป็นภาระในงบประมาณและผลกระทบผูกพันกับภาระการคลังในระยะยาว และส่งผลให้งบบุคคลากรเพิ่มสูงขึ้นด้วย 

ทั้งนี้การปรับขึ้นเงินเดือนดังกล่าวยังไม่รวมถึงพนักงานส่วนท้องถิ่น หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขอปรับด้วย อาจจะกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณในภาพรวม ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดข้อเรียกร้องจากข้าราชการที่ไม่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายของการดำเนินการครั้งนี้ ซึ่งจะก่อให้เกิดภาระต้องบประมาณเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ในช่วงปี 2555 ที่มีการปรับเงินเดือนแรกบรรจุเพิ่มตามนโยบายรัฐบาลตอนนั้น กระทรวงการคลังยังได้ปรับเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว โดยกำหนดให้ผู้ที่ได้รับเงินเดือนไม่ถึง 13,285 บาท/เดือน ได้รับค่าครองชีพชั่วคราวเพิ่มเดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกิน 13,285 บาท รวมทั้งกลุ่มที่เงินเดือนรวมกับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวแล้วไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มชั่วคราวเพิ่มจนถึง 10,000 บาท ดังนั้นหากมีการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุเพิ่มขึ้น อาจจะต้องพิจารณาในส่วนของเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวให้สอดคล้องและไปในทิศทางเดียวกันด้วย โดยกรมบัญชีกลางจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณา 

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่เสนอโดยเลือกแนวทางที่ 1 โดยจะใช้เงินงบประมาณปี 2567 คาดว่าจะสามารถปรับขึ้นเงินเดือนได้ในเดือนพฤษภาคมปี 2567 และคาดว่าจะใช้งบประมาณในปีที่1 จำนวน 7,200 ล้านบาท และปีที่2 จำนวน 8,800 ล้านบาท 

ส่วนการปรับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวตามปี 2555 สรุปว่าจากเดิมเงินเดือนไม่ถึง 13,285 บาท เป็นเงินเดือนไม่ถึง 14,600 บาท และปรับเพดานเงินเดือนรวมกับค่าครองชีพชั่วคราวจากเดิมเดือนละ10,000บาท เป็น 11,000 บาท คาดว่าจะใช้เงินงบประมาณเพิ่มขึ้น 3,000 ล้านบาท 

ที่มา ; Thaipublica 28 พฤศจิกายน 2023 

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น