
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า เกือบ 8 ปีแล้ว ที่รัฐบาลประกาศว่าจะปฏิรูปการศึกษา ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญ เป็นสิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สัญญาว่าจะทำก่อนจะเลือกตั้ง จะเห็นว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาไปบ้าง แต่ยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้ดำเนินการอยู่จำนวนมากเช่นกัน มองว่าภาพรวมการปฏิรูปการศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างต่ำ คือ 70% ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ และเห็นการเปลี่ยนแปลงเพียง 30% ขณะนี้จะเห็นว่าการศึกษาประสบปัญหา และย่ำแย่ลง เช่น หนี้สินครู คุณภาพการศึกษา ความถดถอยทางการศึกษา ปัญหาโครงสร้าง ศธ.เป็นต้น ทำให้เห็นว่าใน 7 ปีที่ผ่านมา การศึกษาไม่มีอะไรดีขึ้น โครงสร้างไม่ได้ลดขนาดลง และไม่มีการกระจายอำนาจให้กับสถานศึกษาตามเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา แต่พบว่า ศธ.ขยายตัว ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนจังหวัด มีข้าราชการระดับ 9 และระดับ 10 เติบโตเพิ่มขึ้น 25-30% สวนทางกับการฏิรูปการศึกษาอย่างมาก
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า จะเห็นว่าการรวมศูนย์อำนาจ และการตัดสินใจ ยังอยู่กับ ศธ.ค่อนข้างมาก นโยบายเชิงปฏิรูปที่ออกมาก็แก้ปัญหาการศึกษาที่อยู่ในวัฏจักรการศึกษาเดิม เช่น หนี้สินครู แก้ปัญหาขัดแย้งระหว่างศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) การเพิ่มสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เพิ่มศึกษาการภาค (ศธภ.) และไล่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นต้น หรือเน้นย้ำเรื่องเดิมๆ แต่ไม่การปรับเปลี่ยนการปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น ย้ำให้ครูสอนแบบ Active Learning แต่ครูยังสอนแบบ Passive learning ตลอดเวลา คิดว่าการปฏิรูปการศึกษาในเวลานี้ กำลังสอนให้เด็กเป็นคนที่อนุรักษ์นิยม เพราะเน้นสอนประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง 12 ประการ เน้นให้เด็กทำตามกฎเกณฑ์ ระเบียบ เชื่อตามผู้ใหญ่ เป็นระบบอำนาจอนุรักษ์นิยม คือใช้อำนาจเพื่อสอนให้เด็กมีความอนุรักษ์นิยม
“จะเห็นว่าไม่มีอะไรที่ดีขึ้น ไม่ปฏิรูปจริงจัง วนเวียนอยู่กับกรอบแนวคิดเดิม อีกทั้ง ระบบราชการโตขึ้น งบประมาณกว่า 80% ของ ศธ.นำไปใช้จ่ายในระบบราชการ เงินเดือน ค่าตอบแทน เงินวิทยฐานะ เพื่อให้ข้าราชการเจริญเติบโตขึ้นเท่านั้น ทำให้เห็นว่าการเมืองกำลังนำการศึกษา การปรับเปลี่ยนต่างๆ เพื่อหาเสียงของรัฐบาลเท่านั้น แต่เด็กที่เป็นกลุ่มที่ ศธ.ต้องดูแล กลับได้รับงบพัฒนาเพียง 20% เท่านั้น” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ระบบการศึกษาในปัจจุบัน เป็นระบบที่เน้นการเรียนการสอน เนื้อหาสาระ เน้นการเรียนจากหนังสือ เน้นท่องจำ เน้นการวัดผลที่คัดเด็กออกด้วยระบบผลักออก ไม่ว่าจะเป็นการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อ และการสอบเพื่อเลื่อนชั้น จะมีเด็กเพียง 20-30% เท่านั้น ที่ได้รับประโยชน์จากระบบการศึกษานี้ เด็กอีก 70-80% ถูกทำให้ออกจากระบบการศึกษา ซึ่งแต่ละปีจะมีเด็กประมาณ 60,000 -70,000 คน ที่ถูกทำให้หลุดจากระบบด้วยการสอบคัดเลือก ขณะนี้มีเด็กที่ถูกผลักออกจากระบบการศึกษาเกือบ 900,000 คน ในจำนวนนี้กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือต่อไป จะเห็นว่าระบบการศึกษาเอื้อให้เด็กที่เชื่อฟัง และปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ พยายามสอบแข่งขันเท่านั้น ใครที่คิดต่าง หรือมีปัญหา จะถูกคัดออก ถูกผลักออกจากระบบการศึกษา ระบบนี้แบบนี้ควรจะปล่อยให้มีอยู่ต่อไปหรือ เพราะเป็นระบบที่เอื้อต่อการเติบโตของราชการเท่านั้น สวนทางกับความต้องการของนักเรียน
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 7 ตุลาคม 2564
บทความสะท้อนว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยในช่วงเกือบ 7–8 ปีที่ผ่านมาเกิดผลค่อนข้างต่ำ โดยราว 70% ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และมีเพียง 30% ที่เปลี่ยนแปลงบางส่วน ปัญหาหลักยังคงอยู่ เช่น คุณภาพการศึกษา หนี้สินครู โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการที่รวมศูนย์อำนาจ และขาดการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา แม้มีนโยบายปฏิรูปออกมา แต่ยังวนอยู่กับแนวคิดเดิม ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติ เช่น การส่งเสริม Active Learning แต่ครูยังสอนแบบ Passive Learning
นอกจากนี้ ระบบราชการกลับขยายตัว มีข้าราชการระดับสูงเพิ่มขึ้น และใช้งบประมาณกว่า 80% ไปกับเงินเดือนและค่าตอบแทน ขณะที่งบเพื่อพัฒนาเด็กมีเพียง 20% สะท้อนว่าการจัดสรรทรัพยากรไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน
ระบบการศึกษายังเน้นท่องจำและการสอบคัดเลือก ส่งผลให้มีเพียง 20–30% ของนักเรียนที่ได้ประโยชน์ อีก 70–80% ถูกผลักออกจากระบบ มีเด็กหลุดจากการศึกษาจำนวนมาก กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ระบบดังกล่าวเอื้อต่อผู้ที่เชื่อฟังและแข่งขัน แต่ไม่รองรับความแตกต่างของผู้เรียน จึงควรมีการปฏิรูปอย่างแท้จริง โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ลดการรวมศูนย์ และปรับระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและสังคม
ข้อ 1 ข้อใดสะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของการศึกษาไทยมากที่สุด
ก. ครูขาดทักษะเทคโนโลยี
ข. การรวมศูนย์อำนาจในส่วนกลาง
ค. นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน
ง. โรงเรียนขาดอุปกรณ์
ข้อ 2 งบประมาณ 80% ที่ใช้ในระบบราชการ สะท้อนปัญหาใด
ก. ขาดบุคลากร
ข. เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ค. การจัดสรรทรัพยากรไม่สมดุล
ง. ขาดแคลนโรงเรียน
ข้อ 3 การที่ครูยังสอนแบบ Passive ทั้งที่นโยบายเป็น Active สะท้อนอะไร
ก. ขาดนโยบาย
ข. ขาดการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิบัติ
ค. ครูไม่รับผิดชอบ
ง. นักเรียนไม่ร่วมมือ
ข้อ 4 ระบบสอบคัดเลือกส่งผลอย่างไร
ก. เพิ่มโอกาสทุกคน
ข. ลดความเหลื่อมล้ำ
ค. ผลักเด็กออกจากระบบ
ง. ทำให้ครูมีรายได้เพิ่ม
ข้อ 5 หากเป็นผู้บริหาร ควรแก้ปัญหานี้อย่างไร
ก. เพิ่มการสอบ
ข. ลดบทบาทครู
ค. กระจายอำนาจสู่โรงเรียน
ง. เพิ่มเอกสารงาน
ข้อ 6 ระบบที่เน้นท่องจำส่งผลต่อผู้เรียนอย่างไร
ก. คิดวิเคราะห์ดีขึ้น
ข. สร้างนวัตกรรม
ค. จำกัดศักยภาพ
ง. เพิ่มความคิดสร้างสรรค์
ข้อ 7 เด็ก 70–80% ที่ไม่ได้ประโยชน์ สะท้อนอะไร
ก. ระบบมีคุณภาพสูง
ข. ระบบไม่ครอบคลุมผู้เรียน
ค. ครูมีประสิทธิภาพ
ง. นักเรียนเก่งขึ้น
ข้อ 8 การขยายตัวของข้าราชการสวนทางกับอะไร
ก. การเพิ่มงบ
ข. การปฏิรูปการศึกษา
ค. การเรียนออนไลน์
ง. การลดจำนวนครู
ข้อ 9 หากต้องการลดเด็กหลุดจากระบบ ควรทำอย่างไร
ก. เพิ่มข้อสอบยากขึ้น
ข. ยกเลิกการเรียน
ค. ปรับระบบประเมินให้หลากหลาย
ง. ลดจำนวนครู
ข้อ 10 แนวทางปฏิรูปที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. เน้นระเบียบวินัย
ข. เพิ่มการควบคุม
ค. เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ง. เพิ่มการสอบแข่งขัน
คลิกเฉลย >>>