
· คนรุ่นใหม่ในไทยบางส่วน (Gen Y 17% Gen Z 16%) เลือกไม่เรียนต่อปริญญา แต่ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก อย่างไรก็ตาม พวกเขากังวลต่อระบบการศึกษาหลายด้าน เช่น คุณภาพการเรียนรู้ ค่าใช้จ่ายสูง
· เปิดคุณค่า 3 ด้าน (Trifactor) ที่สำคัญต่อความสุขในการทำงานของคนรุ่นใหม่ คือ รายได้, ความหมายของงาน, และความเป็นอยู่ที่ดี คนรุ่นใหม่ในไทย กังวลเรื่องการเงินระยะสั้นมากกว่าระยะยาว โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพ
· Gen Y Gen Z ในไทยใช้ AI ในการทำงานอย่างแพร่หลาย มองว่า AI ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน ทำให้มีเวลาสร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ผู้คนต่างปรับตัวกับการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Gen Y ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดแรงงานและสังคม แต่เมื่อพูดถึงการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี-โท อะไรคือสิ่งที่อยู่ในใจพวกเขา?
การสำรวจล่าสุดจาก Deloitte Gen Z & Millennial Survey 2025 : เจาะเทรนด์คนทำงานรุ่นใหม่ เปิดเผยว่า แม้วัยทำงานรุ่นใหม่ไทยให้ความสำคัญกับการเรียนต่อในระดับนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ก็มีเหตุผลชัดเจนที่ทำให้พวกเขาบางส่วนเลือกไม่เรียนต่อระดับอุดมศึกษา ด้วยกังวลถึงคุณภาพการเรียน และค่าใช้จ่ายในระบบการศึกษาในปัจจุบัน
รายงานการสำรวจของ Deloitte ดังกล่าว ได้สำรวจความคิดเห็นคนรุ่นใหม่ทั่วโลกกว่า 23,500 คน ใน 44 ประเทศ ซึ่งรวมถึงกลุ่มตัวอย่างคนไทย 330 คน (แบ่งเป็น Gen Z 209 คน และ Gen Y 121 คน) พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองต่อการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา หรือที่เฉพาะเจาะจงว่าเป็น บัณฑิตศึกษา (Post-Bachelor’s Degree) ในหลากหลายมิติ เริ่มจากแง่มุมของการเลือกเรียนต่อ-ไม่เรียนต่อระดับปริญญา พบว่าเริ่มมีบางส่วนที่ขอไม่เรียนต่อดีกว่า?!
Gen Z 16% และ Gen Y 17% ในไทย เลือกไม่เรียนต่อปริญญา
แม้ว่าโดยภาพรวมแล้ว คนไทยทั้ง Gen Z และ Gen Y จะให้ความสำคัญกับการเรียนต่อในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีชาว Gen Z ในประเทศไทยถึง 16% และ Gen Y 17% ที่ระบุว่าพวกเขา "ตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา" อย่างไรก็ตาม ถือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 31% สำหรับ Gen Z และ 32% สำหรับ Gen Y
สำหรับกลุ่มที่เลือกไม่เรียนต่อในประเทศไทยนั้น มีเหตุผลหลักๆ ที่น่าทำความเข้าใจ ซึ่งสะท้อนถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจในบ้านเรา ได้แก่
1. สถานการณ์ส่วนตัว/ครอบครัว:
เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดสำหรับ Gen Z ไทยถึง 50% และ Gen Y ไทย 38% ซึ่งสอดคล้องกับการที่สถานการณ์ครอบครัวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีความเครียด โดยเฉพาะ Gen Y ที่มีความกังวลสูงเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสมาชิกในครอบครัว อาจเนื่องจากต้องดูแลทั้งพ่อแม่และลูกเล็กไปพร้อมกัน
2. ข้อจำกัดด้านการเงิน ทุนทรัพย์:
เป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับ Gen Z ไทย 44% และ Gen Y ไทย 38% ปัญหานี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ ความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ "หลอกหลอน" คนรุ่นใหม่ไทยอย่างต่อเนื่อง และเป็นอันดับ 1 ของความกังวลโดยรวมติดต่อกัน 3 ปี
3. ต้องการความยืดหยุ่นและเรียนรู้ด้วยตัวเอง:
Gen Z 32% และ Gen Y 38% อยากเลือกการเรียนรู้รูปแบบอื่นๆ ด้วยตัวเอง เช่น ลงคอร์สเรียนทักษะเฉพาะทางต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะการทำงานของคนรุ่นใหม่มากกว่า โดยเฉพาะ Gen Z ที่มีรูปแบบงานหลากหลาย ทั้งงานประจำ Part-time หรือ Freelance การเรียนแบบเดิมๆ ที่ไม่ยืดหยุ่นอาจไม่ตอบโจทย์วิถีชีวิตและการทำงานของพวกเขา
4. วางแผนทำธุรกิจเอง:
Gen Z 32% และ Gen Y 24% อยากทำธุรกิจมากกว่าจะเรียนต่อ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้เพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองที่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ชอบเปลี่ยนงาน โดยเฉพาะ Gen Z อยากวางแผนทำธุรกิจมากกว่า Gen Y เนื่องจาก Gen Z มองว่าตนเองยังมีโอกาสในการค้นหาและเริ่มต้นใหม่ได้มากกว่า
5. กลัวจ่ายหนี้กู้ยืมการศึกษาไม่ไหว:
คนไทยส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย และไม่มีเงินเก็บ โดยให้ความสำคัญกับปัญหาการเงินระยะสั้นมากกว่าระยะยาว อีกทั้ง หนี้กู้ยืมการศึกษา ก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลที่ทำให้ Gen Z 26% และ Gen Y 29% เลือกไม่เรียนต่อ
เด็กไทยเริ่มกังวลระบบการเรียนไม่สอดคล้องกับตลาดงาน-ค่าเล่าเรียนแพง
นอกจากเหตุผลส่วนตัวในการไม่เรียนต่อแล้ว แม้แต่กลุ่มคนที่พิจารณาเรียนต่อก็ยังมีความกังวลต่อ ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือบัณฑิตศึกษา ในประเทศไทย โดยจากผลสำรวจชี้ว่า ข้อกังวลต่างๆ ของคนรุ่นใหม่มีอยู่ 5 ข้อ ได้แก่
1. คุณภาพการศึกษา: เป็นข้อกังวลลำดับต้นๆ ทั้งใน Gen Z (48%) และ Gen Y (50%) เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเรื่องการศึกษาแสดงความกังวลในประเด็นนี้
2. ค่าเล่าเรียนแพง: เป็นความกังวลใหญ่ไม่แพ้กัน สำหรับ Gen Z 44% และ Gen Y 43% ย้ำให้เห็นถึงปัญหาด้านการเงินที่เป็นอุปสรรค ทั้งต่อการเข้าถึงและทัศนคติต่อการศึกษาในระดับสูง
3. โอกาสฝึกประสบการณ์จริงมีน้อย: Gen Z (31%) และ Gen Y (24%) มองว่านี่เป็นข้อจำกัดของหลักสูตรปัจจุบัน
4. เนื้อหาหลักสูตรไม่สอดคล้องกับตลาดงาน: เป็นข้อกังวลสำหรับ Gen Z 22% และ Gen Y 26% ทำให้การเรียนต่ออาจไม่ตอบโจทย์การเติบโตทางอาชีพโดยตรงเท่าที่ควร
5. ระบบการเรียนไม่มีความยืดหยุ่น: ทั้ง Gen Z (19%) และ Gen Y (17%) มองว่า เป็นประเด็นที่ต้องปรับปรุง ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลในการไม่อยากเรียนต่อของคนรุ่นใหม่ไทยบางส่วนที่ต้องการความยืดหยุ่น หรือต้องการเรียนคอร์สสอนทักษะที่ตนเองต้องการจริงๆ
ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่า แม้คนรุ่นใหม่ไทยส่วนใหญ่จะยังคงมองว่าการศึกษาในระดับสูงยังมีความสำคัญ แต่การตัดสินใจของพวกเขาก็ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัญหาส่วนตัว และความคาดหวังต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพ ค่าใช้จ่าย และความยืดหยุ่นของระบบการศึกษาปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายไม่ควรมองข้าม เพื่อให้การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้และตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
3 ปัจจัยวัยทำงานรุ่นใหม่ไทยสะท้อนว่า เป็นคุณค่าหลักของงาน
ไม่เพียงเท่านั้น ผลสำรวจจาก Deloitte ครั้งนี้ยังได้สำรวจถึงวิถีการทำงานของกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Y Gen Z โดยสอบถามเกี่ยวกับเป้าหมายในอาชีพ หรือปัจจัยในการเลือกหรือเปลี่ยนงานว่าพวกเขาพิจารณาจากอะไร ผลการสำรวจพบว่ามี 3 ปัจจัยสำคัญ (Trifactor) ซึ่งส่งผลต่อความสุขในการทำงานของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ประกอบด้วย 1.รายได้ (Money) 2.ความหมายของงาน (Meaning) 3.ความอยู่ดีมีสุข (Wellbeing)
ทั้งนี้เมื่อนำมาจัดอันดับแล้ว พบว่า "การเงิน" มีความสัมพันธ์กับความสุขมากที่สุด ตามมาด้วยความอยู่ดีมีสุขและความหมายของงาน โดยเฉพาะเมื่อเจาะลึกในกลุ่มคนรุ่นใหม่ไทย พบว่า ปัจจัยด้านการเงิน (Money) และ ค่าครองชีพ (Cost of Living) ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างต่อเนื่อง และเป็นอันดับ 1 สำหรับทั้ง Gen Z และ Gen Y ในไทยมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยความกังวล 3 อันดับแรกของคนรุ่นใหม่ไทยคือ ค่าครองชีพ, ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่น่าไว้วางใจ, ความปลอดภัยทางไซเบอร์
อีกทั้ง คนทำงานรุ่นใหม่ในไทย ต่างก็รายงานว่าพวกเขาใช้ชีวิตแบบ "เดือนชนเดือน" (ไม่มีเงินเก็บ) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวัยทำงานทั่วโลกพบว่า คนไทยมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ในทางกลับกัน คนไทยมีสัดส่วนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลกในแง่ของ "การดิ้นรนเพื่อให้จ่ายเงินให้ทัน" (เงินช็อต) และ "ความกังวลว่าจะไม่สามารถเกษียณได้อย่างสบายใจ"
ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า คนไทยให้ความสำคัญกับปัญหาทางการเงินระยะสั้นมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนถึงความท้าทายในการหารายได้ในสภาวะเศรษฐกิจไทย ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องมองหางานเสริม ซึ่งสอดคล้องกับความกังวลเรื่องการเงินและค่าครองชีพที่สูง
Gen Z Gen Y ในไทย ไม่ทำงานกับบริษัทที่ค่านิยมขัดกับความเชื่อส่วนตัว
ถัดมาอีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ มุมมองด้านจริยธรรมและความเชื่อในการทำงาน วัยทำงานรุ่นใหม่ในไทยส่วนใหญ่ Gen Z (56%) และ Gen Y (62%) รายงานว่า พวกเขามักจะปฏิเสธการทำงานกับบริษัทที่มีนโยบายทางธุรกิจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมและความเชื่อของตนเอง ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวมีจำนวนมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ปัจจัยนี้ส่งผลต่อการเลือกงาน และการตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อกับองค์กรยาวนานหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม คนไทยมีสัดส่วนการลาออกจากองค์กรที่รู้สึกว่า "ไม่มีความมุ่งหมาย (sense of purpose)" หรือมีค่านิยมไม่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเอง ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ทั้งนี้ น่าสนใจว่าคนทำงานรุ่นใหม่ไทยเกือบ 100% เห็นว่า sense of purpose มีความสำคัญอย่างมากต่อความพึงพอใจในการทำงานและความอยู่ดีมีสุข เช่น การมีประโยชน์ต่อสังคม, การมี work-life balance, การหารายได้, การพัฒนาทักษะ ฯลฯ องค์กรจึงต้องเข้าใจความต้องการของพนักงานแต่ละบุคคลเพื่อรักษาอัตรากำลังแรงงานและดึงศักยภาพของพนักงานออกมา
ในขณะที่ปัจจัยด้านความอยู่ดีมีสุข (Wellbeing) ตามรายงานระบุว่า ประมาณครึ่งหนึ่ง (50%) ของคนรุ่นใหม่ไทยบอกว่า รู้สึกเครียดหรือกังวลตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาต่อการทำงานค่อนข้างมาก โดยปัจจัยที่ทำให้ Gen Z เครียดสูงกว่า Gen Y คือ ปัญหาการเงินในชีวิตประจำวัน, ภาระ/การดูแลครอบครัว, สุขภาพส่วนตัว, และอนาคตทางการเงินระยะยาว ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้ Gen Y กังวลมากกว่า Gen Z คือ สุขภาพและความอยู่ดีมีสุขของสมาชิกในครอบครัว
ส่วนปัจจัยความเครียดที่สำคัญสำหรับทั้งสองเจน ได้แก่ การว่างงาน (ประมาณ 1 ใน 3), ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน, เวลาไม่พอทำงานให้เสร็จ (deadline สั้น/ถี่), และงานที่ไม่มี sense of purpose สำหรับ Gen Z เครียดจากประเด็นเหล่านี้มากกว่า Gen Y ในเกือบทุกมิติ ปัญหาชั่วโมงทำงานนานแต่ทำงานไม่เสร็จ สะท้อนถึงปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงานในหลายองค์กรทั่วโลก
สิ่งที่น่าสนใจและเป็นเชิงบวกคือ ประมาณ 80% ของคนไทยทั้งสองเจน (สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ประมาณ 60%) เห็นว่านายจ้างให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตอย่างจริงจัง ซึ่งสะท้อนอยู่ในรายงานฉบับนี้
Gen Y Gen Z ไทย มอง AI เป็นทั้งผู้ช่วย-คู่แข่ง พร้อมปรับตัวสู่ทักษะใหม่
ตามรายงานระบุด้วยว่า เทรนด์ AI เข้ามาสู่โลกการทำงานในไทยแล้ว และกลายเป็นเครื่องมือประจำวันของคนทำงานรุ่นใหม่ โดย AI ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีทำงานของคนรุ่นใหม่ไทย แต่ยังเปลี่ยนวิธีมองอนาคตด้วย ข้อมูลล่าสุดเผยว่า คนไทยรุ่น Gen Y และ Gen Z มากถึง 80-90% ใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวัน โดยเฉพาะในการวิเคราะห์ข้อมูล งานออกแบบ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์
Gen Y มีการใช้งานที่หลากหลายกว่า Gen Z อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และสายงาน Content Creation ซึ่งสะท้อนประสบการณ์การทำงานที่มากกว่าและมุมมองที่เปิดกว้างต่อเทคโนโลยีใหม่
แม้หลายคนจะมองว่า AI ช่วยให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น ลดเวลาทำงานซ้ำซาก และมีเวลาไปใช้ชีวิตมากขึ้น แต่ก็ยังมีความกังวลไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่อง “งานจะหายไป” หรือ “โดนแทนที่” ข้อมูลจาก World Economic Forum คาดว่า AI และ Automation อาจเข้ามาแทนที่งานถึง 92 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2030 แม้จะสร้างงานใหม่ได้มากถึง 170 ล้านตำแหน่งก็ตาม
ดังนั้น ทั้งพนักงานและองค์กรต้องเร่งปรับตัว โดยฝั่งพนักงานต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกับ AI ให้เร็วที่สุด และพัฒนา Soft Skills ที่ยังไม่สามารถถูกแทนที่ได้ เช่น การสื่อสาร, การทำงานร่วมกับคน, และการตัดสินใจในสถานการณ์ไม่แน่นอน ส่วนทางฝั่งองค์กรเองก็ต้องหาวิธีใช้ AI ให้เพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้คนรู้สึกว่าตัวเอง “หมดคุณค่า” หรือ “กำลังจะถูกแทนที่”
คนรุ่นใหม่ไม่ได้ทำงานตรงสายที่เรียนจบมาเสมอไป!
มาถึงข้อมูลด้านการทำงานอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน นั่นคือ การเปลี่ยนสายอาชีพไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคนี้ โดย 10% ของ Gen Z และ 20% ของ Gen Y ไม่ได้ทำงานตามสายที่เรียนหรือตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น โดยมีเหตุผลหลักคือ รายได้ สภาพตลาดงาน และภาระครอบครัว
แต่ที่น่าสนใจคือ Gen Z เปลี่ยนงานตามความสนใจใหม่ๆ และอยากเรียนรู้เพื่อเริ่มธุรกิจของตัวเอง สะท้อนภาพของคนรุ่นใหม่ที่ยังค้นหาตัวตน ขณะที่ Gen Y เริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงจากประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมา โดยเป้าหมาย 3 อันดับแรกของคนทำงานรุ่นใหม่ไทยตอนนี้คือ 1.การบรรลุอิสรภาพทางการเงิน 2.การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และ 3.การรักษา Work-Life Balance
ทั้งนี้ 85% ของคนทำงานรุ่นใหม่ไทย พยายามพัฒนาตัวเองอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยใช้วิธีการต่างๆ ได้แก่ On-the-job training (OJT) ทำงานไปเรียนรู้ไป, Peer Learning การเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงาน, Mentorship คำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์, Workshop&Training ในสายอุตสาหกรรม โดยในภาพรวมแล้ว Gen Z ใช้งานเครื่องมือเหล่านี้มากกว่า Gen Y เกือบทุกประเภท (ยกเว้น OJT ที่ Gen Y ใช้งานมากกว่า Gen Z)
อย่างไรตาม ข้อมูลผลสำรวจได้สรุปช่วงท้ายไว้ว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับทักษะด้านดิจิทัล เช่น Social Media และ Digital Marketing สูงกว่า Gen Y อย่างเห็นได้ชัดเจน อีกทั้งพวกเขายังเน้นเรื่องการบริหารเวลาและความคิดสร้างสรรค์มากกว่าด้วย และสิ่งที่น่าสนใจคือ คนไทยมอง “ความรู้ด้านความยั่งยืน” เป็นทักษะสำคัญติด Top 3 ซึ่งสวนทางกับเทรนด์โลกที่ยังเน้นความรู้เฉพาะทางตามอุตสาหกรรมมากกว่า
อ้างอิง: Deloitte Gen Z & Millennial Survey 2025
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 03 มิ.ย. 2025
เกี่ยวข้องกัน
ปริญญาจะล้าสมัย? โลกการทำงานยุคนี้นายจ้าง 81% เน้นทักษะมากกว่า
· ทักษะจริงพูดแทนใบปริญญา 81% ของผู้บริหารในปี 2025 หันมาเน้นการจ้างงานจาก “สกิล” มากกว่า “ดีกรี” ใครมีผลงานจับต้องได้ มีพอร์ต มีประสบการณ์ ยิ่งได้เปรียบ
· การเรียนรู้ทางเลือกมาแรง คอร์สออนไลน์ ใบเซอร์วิชาชีพ และบูตแคมป์กลายเป็นทางลัดสู่สายอาชีพที่มั่นคง โดยไม่ต้องใช้เงินและเวลาเท่าปริญญา
· พอร์ตดี-เครือข่ายแน่น ช่วยสร้างโอกาสได้เพียบ ผลงานจริงและคอนเนกชันบน LinkedIn ช่วยเปิดประตูงานมากกว่าการสมัครแบบส่งเรซูเม่เปล่าๆ เพราะ 85% ของงานได้จาก “คนรู้จัก” ไม่ใช่เรซูเม่
เคยไหม? ยื่นเรซูเม่พร้อมดีกรีเป๊ะจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ HR กลับไม่สนใจ แล้วเน้นถามที่ว่า “เคยทำโปรเจกต์อะไรสำเร็จมาแล้วบ้าง?” เนื่องจากบริษัทอยากรู้ว่าคุณเคยสร้างผลงานอะไร เคยสร้างแอปฯ สุดเจ๋ง หรือเคยแก้ปัญหาระบบงานอะไรในบริษัทก่อนๆ ? บอกเลยว่า ใครที่มีฝีมือ มีไฟ และกล้าโชว์ผลงาน ปี 2025 นี่คือยุคทองของคุณ!
เพราะในยุคที่โลกหมุนเร็วด้วย AI งานระยะไกล (Remote work) และสกิลใหม่ๆ ผุดขึ้นทุกวัน ใบปริญญาที่เคยถูกมองว่าเป็น "ใบเบิกทาง" สู่ชีวิตการทำงาน อาจไม่ใช่ตั๋วทองอีกต่อไป!
โลกการทำงานยุคนี้ สิ่งที่นายจ้างส่วนใหญ่ต่างก็มองหาไม่ใช่แค่ใบปริญญาอีกต่อไป แต่คือ “คุณทำอะไรได้จริง” มากกว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นนักพัฒนาแอปฯ สายครีเอทีฟด้านแคมเปญ หรือมือแก้เกมระบบให้บริษัททำงานได้เร็วขึ้น ทั้งหมดนี้คือ “ของจริง” ที่กำลังมีค่ากว่าเกรดในใบจบการศึกษา
ทักษะการทำงานสำคัญกว่าดีกรี ผู้สมัครงานยุคนี้ต้องปรับตัว
งานวิจัยจาก Harvard Business School เคยเผยถึงรายงานเมื่อหลายปีก่อน ระบุว่า 6 ใน 10 บริษัทในสายการศึกษาและสุขภาพ เริ่มไม่สนใจใบปริญญาเป็นตัวชี้วัดผลงานอีกต่อไป และในวันนี้ มีรายงานหลายชิ้นพบว่า มีผู้บริหารมากถึง 81% หันมาเน้น “ทักษะจริง” ของผู้สมัครงานมากกว่าจะดูที่ใบปริญญา
เพราะในโลกที่เปลี่ยนเร็วแบบนี้ บริษัทอยากได้คนที่ “พร้อมลุย” มากกว่าคนที่แค่เรียนเก่ง ใครโชว์พอร์ตได้ว่าทำงานอะไรสำเร็จสักอย่าง มีใบรับรอง (Certificate) ที่ตรงสายงาน หรือเคยทำงานโปรเจกต์จริงสำเร็จมาแล้ว นั่นคือแต้มต่อชัดๆ
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากเป็นหนี้จากการกู้ยืมเรียน 4 ปี ตอนนี้มีเส้นทางใหม่ให้เลือกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นลงเรียนคอร์สออนไลน์ เข้าค่ายบูตแคมป์ หรือเรียนหลักสูตรที่มีใบรับรองวิชาชีพจากแพลตฟอร์มอย่าง Coursera, Udemy, หรือ Google Career Certificates ที่เรียนได้ตามสไตล์คุณเอง ไม่ต้องเสียเงินหลักแสน เรียนจบแล้วนำใบรับรองไปสมัครงานได้ในหลากหลายอาชีพ
จากข้อมูลของ Pearson ในปี 2021 พบว่า 60% ของนายจ้างเริ่มเปิดใจรับคนที่ไม่มีปริญญา แต่มีใบเซอร์รับรองสกิล ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจาก 40% ในปี 2019 และหลายคนมองว่าผู้สมัครแบบนี้ มีความพร้อมกว่าคนที่มีแต่ใบปริญญาด้วยซ้ำ
โลกการทำงานเปลี่ยนไว นายจ้างมองหาคนเก่ง เคยทำโปรเจกต์บางอย่างสำเร็จ!
โดยเฉพาะในปี 2025 ตลาดงานยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็ว นายจ้างส่วนใหญ่มองว่าประสบการณ์ไม่ใช่แค่เรื่องเสริม แต่กลายเป็น "อาวุธลับ" ของคนหางาน ใครที่เคยทำฟรีแลนซ์ อินเทิร์น หรือมีโปรเจกต์ส่วนตัว มักจะได้รับการพิจารณาเข้าทำงานมากกว่าคนที่เรียนจบมาเฉยๆ โดยไม่มีผลงาน
อย่าลืมโชว์พอร์ต โชว์เคส หรือผลงานใดๆ ก็ตามที่แสดงให้เห็นว่า คุณเคยทำอะไรให้เกิดผลลัพธ์จริง เช่น ช่วยให้บริษัทเซฟค่าใช้จ่าย เพิ่มยอดขาย หรือทำระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้คือหลักฐานที่บอกว่า “คุณทำงานให้องค์กรได้จริง”
นอกจากนี้ การสร้างเครือข่ายและตัวตนบนโลกดิจิทัลก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันคือ “ต้นทุน” ที่คนรุ่นใหม่ต้องใช้ให้เป็น ยุคนี้ไม่ใช่แค่ทำผลงานดี แต่ต้อง “ทำดีให้คนเห็น” ด้วย
ดังนั้น อย่าลังเลที่จะไปโพสต์ผลงานใน LinkedIn, เข้าร่วมคอมมูนิตี้สายงาน, หรือคุยกับคนที่ทำงานในสายที่คุณสนใจ อย่ารอให้งานมาหา แต่จงสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นจากเครือข่ายที่คุณรู้จัก เพราะวันนี้ 85% ของงานได้มาจาก "คอนเนกชัน" ไม่ใช่จากเรซูเม่
สุดท้ายแล้วใบปริญญายังสำคัญอยู่ไหม?
แน่นอน ยังมีบางสายงานที่ใบปริญญายังขาดไม่ได้ เช่น แพทย์ วิศวกรรมบางแขนง กฎหมาย หรือวิชาการ แต่ในหลายๆ สายอาชีพตอนนี้ บริษัทเริ่ม “ปลดล็อก” ข้อกำหนดเรื่องปริญญากันแล้ว ยกตัวอย่างเช่น Google, IBM และ Walmart ที่เริ่มเน้นทักษะจริงมากกว่าชื่อมหาวิทยาลัยในปี 2024
อย่างไรก็ตาม ใบปริญญาจะยังคงไม่หายไปในเร็วๆ นี้ แต่มันกลายเป็นแค่ “พื้นฐาน” ของคนหางานทั่วไป ไม่ใช่ “ไม้ตาย” หรือใบเบิกทางสู่อาชีพรายได้สูงอีกต่อไป ที่สำคัญต้องจำไว้ว่า โลกการทำงานเปลี่ยนไปไวมาก โดยเฉพาะปีนี้คือปีที่ “ทักษะจริง ผลงานจริง และใจพร้อมลุย” จะเป็นสามปัจจัยหลักที่พาคุณไปได้ไกลกว่าที่เคย เพราะอนาคตการทำงาน...คุณต้องเป็นผู้กำหนดให้ตัวเอง
อ้างอิง: Forbes, Upwork, hbs.edu, maryville.edu, Zippia
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 13 พ.ค. 2025
เกี่ยวข้องกัน
เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z
Krungsri Guru ได้ออกบทความวิเคราะห์เกี่ยวกับ พฤติกรรมผู้บริโภคGen Z ว่า ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเข้าใจกลุ่มผู้บริโภค Gen Z คือ กุญแจสำคัญที่จะนำพาแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลนี้ Gen Z มีพฤติกรรมและความคาดหวังของพวกเขาแตกต่างไปจากรุ่นก่อน ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z เพื่อดึงดูดและรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายนี้ บทความนี้จะพาไปรู้จักกับ 6 สิ่งต้องรู้เมื่อบุกตลาด Gen Z กัน
Gen Z คือคนกลุ่มไหนกันนะ คำจำกัดความล่าสุดของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน หมายถึงคนที่เกิดหลังจากปี ค.ศ. 1995 หรือปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา เด็ก ๆ กลุ่ม generation z นี้จะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z มีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ เช่น มีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่างและเรียนรู้ได้เร็วมาก คนกลุ่ม generation z เป็นประชากรกลุ่มอายุน้อยที่สุดในปัจจุบัน โดยในเจเนอเรชั่นนี้จะเป็นช่วงที่มีประชากรเกิดใหม่น้อยลง เนื่องจากเป็นเมืองเพิ่มขึ้นทำให้มีภาระด้านการดำเนินชีวิต การทำงาน ที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายและอื่น ๆ ทำให้ค่านิยมการมีลูกน้อยลง
พฤติกรรมของชาว Gen Z มีการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์อยู่ตลอดเวลา ทำให้สามารารถรับข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ชาว Gen Z ชอบตัดสินใจทำอะไรอย่างรวดเร็ว
· ชาว Gen Z ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนเว็บไซต์และสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก
· ชาว Gen Z เปิดรับความคิดและวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติได้ดี
· ชาว Gen Z มีความกล้าแสดงออกและมีความมั่นใจในตัวเองสูง
· ชาว Gen Z มีแนวโน้มเป็นมนุษย์หลายงาน มีความอดทนต่ำและชอบทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
6 สิ่งต้องรู้เมื่อบุกตลาด Gen Z คือ
1 Gen Z นิยมซื้อของออนไลน์ พฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z แสดงให้เห็นถึงความนิยมในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมากกว่าครึ่งของชาว Gen Z นิยมซื้อสินค้าผ่าน E-commerce เนื่องจากลักษณะของ Gen Z ที่เติบโตกับเทคโนโลยี ทำให้ผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z นิยมค้นหาข้อมูลสินค้าและบริการที่ต้องการด้วยตนเองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต รวมทั้งนิยมซื้อสินค้าผ่าน E-commerce มากกว่าผู้บริโภคกลุ่มอื่น ๆ ผู้ประกอบการธุรกิจจึงควรมีเว็บไซต์ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีข้อมูลของสินค้าอย่างละเอียด เช่น ภาพแสดงตัวอย่างของสินค้า ขนาดสี ราคาและที่สำคัญควรพัฒนาช่องทางในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์อยู่ตลอดรวมไปถึงขั้นตอนการชำระเงินที่ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาว Gen Z
2. Gen Z ไม่ยึดติดกับแบรนด์ พฤติกรรมที่แสดงออกมาคือพวกเขาไม่ใช่กลุ่ม Brand loyal แต่จะให้ความสำคัญกับตัวสินค้ามากกว่าชื่อเสียงของแบรนด์ ชาว Gen Z แต่นิยมใช้สินค้าที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย ท่ามกลางวิถีชีวิตในปัจจุบันที่เร่งรีบและต้องแข่งขันกับเวลา ทำให้ชาว Gen Z มีความสามารถในการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) สินค้าแบบ Multifunction จึงเป็นที่นิยมในชาว Gen Z เช่น เฟอร์นิเจอร์แบบอเนกประสงค์หรือเครื่องสำอางอเนกประสงค์ ผู้ประกอบการธุรกิจจึงควรจำเป็นต้องปรับรูปแบบสินค้าให้สามารถใช้งานได้หลากหลายขึ้น เพื่อให้ดึงดูดผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z
3. Gen Z มีกำลังซื้อสูง แม้จำนวนประชากร Gen Z จะลดลงเมื่อเทียบกับเจเนอเรชันอื่น แต่พวกเขามีกำลังซื้อที่สูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z อาจสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่ากลุ่มลูกค้า Generation อื่น ๆ ผู้บริโภคชาว Gen Z ต้องการสินค้าเฉพาะเจาะจงที่แสดงความเป็นตัวของตัวเองและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ชาว Gen Z มีทัศนคติเป็นผู้ที่ชื่นชอบการใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขความพอใจกับตนเอง ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจควรจะมีความคิดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใครเพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคชาว Gen Z เห็นความแตกต่างของผลิตภัณฑ์และเลือกใช้สินค้าด้วยความเต็มใจ
4. Gen Z ชอบการสื่อสารที่สั้นและตรงประเด็น ชาว Gen Z นิยมการสื่อสารด้วยข้อความที่สั้นและเข้าใจง่าย และเน้นการใช้งานแอปพลิเคชันสื่อสาร เช่น Line, Facebook, WhatsApp, หรือ บริการ Banking Online ก็เป็นหนึ่งในช่องทางการสื่อสารที่คนรุ่นนี้นิยม ชาว Gen Z ชอบการประชาสัมพันธ์ที่เป็นข้อความสั้น ๆ หรือรูปภาพแบบ Infographic ที่ดูสวยงามเข้าใจง่าย ผู้ประกอบการธุรกิจจึงควรปรับเปลี่ยนรูปแบบของการประชาสัมพันธ์สินค้าของตนเองด้วยข้อความที่สั้นและกระชับ หรือเป็นรูปภาพแบบ Infographic จะช่วยดึงดูดความสนใจของ Gen Z ได้ดียิ่งขึ้น
5. Gen Z ไม่เชื่อการตลาดแบบเดิม ๆ Gen Z จะไม่ค่อยเชื่อในวิธีการตลาดหรือโฆษณาแบบเดิม ๆ การตลาดแบบใหม่ที่เชิญชวนให้ชาว Gen Z ให้มีส่วนร่วมกับแบรนด์พร้อมกับเปิดโอกาสให้พวกเขาสร้างตัวตนด้วยการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ผ่าน Social media ต่าง ๆ เป็นการตลาดแบบใหม่ที่ฉีกการตลาดแบบเดิมซึ่งจะทำให้ชาว Gen Z รู้สึกผูกพันและมีความจงรักภักดีกับแบรนด์ของคุณและยังช่วยส่งเสริมการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ให้กับชาว Gen Z อีกด้วย
6. คุณภาพสินค้าสำคัญที่สุดสำหรับ Gen Z พฤติกรรมผู้บริโภคที่โดดเด่นคือการใส่ใจในคุณภาพของสินค้าต้องมาก่อน เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลของสินค้าต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเดินทางไปหาข้อมูลสินค้าตามห้างหรือร้านค้า เพียงแค่คลิกด้วยปลายนิ้วก็มีข้อมูลสินค้าต่าง ๆ ให้เลือกอย่างมากมายแล้ว ดังนั้นชาว Gen Z จึงคัดเลือกสินค้าที่พวกเขาค้นหาข้อมูลอย่างมากก่อนที่จะเลือกซื้อ หากสินค้ามีคุณภาพโดดเด่น ก็จะช่วยให้การตัดสินใจในการซื้อสินค้าของชาว Gen Z มาเลือกสินค้าเราได้ง่ายขึ้น
จากข้อมูลเกี่ยวกับความหมายของกลุ่มคน Gen Z คือ กลุ่มผู้บริโภคที่เติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัล การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงและ 6 สิ่งต้องรู้เมื่อบุกตลาด Gen Z ที่ผมได้นำเสนอมานั้น ไม่เพียงแค่ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาและใช้การตลาดที่เจาะใจกลุ่มผู้บริโภคชาว Gen Z ช่วยให้สามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างแน่นอนครับ
ที่มา ; ไทยโพสต์ 15 กรกฎาคม 2568
คนรุ่นใหม่ไทย (Gen Z และ Gen Y) ยังคงให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับอุดมศึกษา แต่มีสัดส่วนหนึ่ง (Gen Z 16% และ Gen Y 17%) เลือกไม่เรียนต่อ เนื่องจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ปัญหาการเงิน ค่าเล่าเรียนสูง ภาระครอบครัว ความต้องการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น และความกังวลเรื่องหนี้สิน ขณะเดียวกันยังตั้งคำถามต่อคุณภาพการศึกษา ความสอดคล้องกับตลาดแรงงาน และโอกาสฝึกประสบการณ์จริง
ด้านการทำงาน คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก (Trifactor) คือ รายได้ ความหมายของงาน และความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะความกังวลเรื่องค่าครองชีพระยะสั้นที่สูง ส่งผลให้หลายคนใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับค่านิยมองค์กรและสุขภาพจิต
AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดงานซ้ำซ้อน แต่ก็ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะใหม่ โดยเฉพาะ Soft Skills
นอกจากนี้ แนวโน้มตลาดแรงงานให้ความสำคัญกับ “ทักษะจริง” มากกว่าปริญญา คนรุ่นใหม่จึงหันไปเรียนรู้ผ่านคอร์สระยะสั้น สร้างผลงาน และเครือข่าย เพื่อเพิ่มโอกาสทางอาชีพ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของระบบการศึกษาและการทำงานในยุคดิจิทัล
สาเหตุหลักที่คนรุ่นใหม่ไทยบางส่วนไม่เรียนต่อคือข้อใด
ก. ขาดแรงจูงใจทางสังคม
ข. ปัญหาการเงินและภาระครอบครัว
ค. ไม่เห็นคุณค่าของการศึกษา
ง. ต้องการทำงานต่างประเทศ
เฉลย: ข
เหตุผล: ข้อมูลชี้ว่าปัจจัยหลักคือการเงินและครอบครัว ไม่ใช่ทัศนคติลบต่อการศึกษา
ข้อกังวลสำคัญของระบบอุดมศึกษาไทยคืออะไร
ก. จำนวนครูน้อย
ข. การแข่งขันสูง
ค. คุณภาพและค่าใช้จ่าย
ง. ระยะเวลาเรียนสั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: คุณภาพและค่าเล่าเรียนเป็นข้อกังวลอันดับต้น
Trifactor ที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานประกอบด้วยข้อใด
ก. เงิน เวลา อำนาจ
ข. รายได้ ความหมายของงาน ความเป็นอยู่ที่ดี
ค. ประสบการณ์ การศึกษา เครือข่าย
ง. เงิน เทคโนโลยี ความมั่นคง
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็น 3 ปัจจัยหลักตามผลสำรวจ
เหตุใดคนรุ่นใหม่ไทยจึงกังวลการเงินระยะสั้นมากกว่าระยะยาว
ก. ขาดความรู้การลงทุน
ข. รายได้สูงเกินไป
ค. ค่าครองชีพสูงและรายได้ไม่สมดุล
ง. ระบบภาษีสูง
เฉลย: ค
เหตุผล: ค่าครองชีพเป็นความกังวลอันดับ 1
บทบาทของ AI ต่อการทำงานคือข้อใด
ก. ลดการจ้างงานทั้งหมด
ข. เพิ่มภาระงาน
ค. เพิ่มประสิทธิภาพและลดงานซ้ำซ้อน
ง. ใช้เฉพาะงานวิจัย
เฉลย: ค
เหตุผล: AI ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่ม productivity
ข้อใดสะท้อนแนวโน้มตลาดแรงงานปัจจุบันมากที่สุด
ก. ปริญญาสำคัญที่สุด
ข. อายุงานเป็นหลัก
ค. ทักษะจริงสำคัญกว่าปริญญา
ง. ต้องทำงานราชการเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: นายจ้าง 81% เน้น skill-based hiring
หากผู้บริหารต้องการพัฒนาหลักสูตร ควรเน้นสิ่งใด
ก. เพิ่มทฤษฎี
ข. เพิ่มค่าเล่าเรียน
ค. เชื่อมโยงตลาดงานและฝึกปฏิบัติจริง
ง. ลดเทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: ปัญหาหลักคือไม่สอดคล้องตลาดงาน
การที่คนรุ่นใหม่ปฏิเสธองค์กรที่ค่านิยมไม่ตรง สะท้อนอะไร
ก. ขาดความอดทน
ข. เน้นรายได้เท่านั้น
ค. ให้ความสำคัญด้านจริยธรรมและคุณค่า
ง. ไม่ต้องการทำงาน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการเลือกงานตามค่านิยมและ purpose
แนวทางแก้ปัญหาความเครียดของบุคลากรควรเป็นอย่างไร
ก. เพิ่มชั่วโมงงาน
ข. ลดเงินเดือน
ค. สนับสนุนสุขภาพจิตและ work-life balance
ง. เพิ่มการแข่งขัน
เฉลย: ค
เหตุผล: ความเครียดสูง ต้องจัดการ wellbeing
หากครูต้องเตรียมนักเรียนสู่อนาคต ควรเน้นสิ่งใด
ก. ท่องจำเนื้อหา
ข. สอบแข่งขัน
ค. ทักษะดิจิทัล Soft Skills และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ง. การเรียนเฉพาะในห้องเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: โลกงานต้องการทักษะจริงและการปรับตัว