
เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายผลักดันโครงการส่งเสริมโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ซึ่งเป็นนโยบายแก้ปัญหาเชิงรุกเด็กหลุดออกจากระบบ เพื่อคืนโอกาส สร้างอนาคตให้เด็ก และแก้ปัญหาระยะยาวให้ประเทศ ตามนโยบายรัฐบาลที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และตั้งเป้าตัวเลขเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นศูนย์นั้น
ขณะนี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้เร่งการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว เพราะจะตามเด็กที่หลุดระบบการศึกษาให้มาเข้าเรียนให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 นี้ เนื่องจากเป็นนโยบายที่ รมว.ศธ.ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สรุปสถิติการดำเนินโครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่หลุดจากระบบ 67,132 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็กที่มีอายุระหว่าง 5-18 ปี อยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยติดตามตัวพบ 45,123 คน กำลังติดตาม 9,850 คน และกลับเข้าระบบการศึกษาแล้ว 389 คน ซึ่งในจำนวนที่นำเข้าระบบการศึกษานั้นยอมรับยังเป็นจำนวนตัวเลขที่น้อยอยู่ เนื่องจากกระบวนการพาน้องกลับมาเรียนเมื่อค้นพบเด็กแล้วจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุ และโรงเรียนปิดภาคเรียนจึงยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการเรียน
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับสถิติจำนวนนักเรียนที่สามารถตามกลับมาได้
มีสาเหตุที่ต้องหลุดระบบการศึกษาไป เช่น
จบการศึกษาภาคบังคับและไม่ประสงค์เข้าเรียนต่อ จำนวน 5,375 คน
ความจำเป็นทางครอบครัว 4,041 คน
ผู้ปกครองมีรายได้น้อยไม่พอเพียง 1,687 คน เป็นต้น
ส่วนนักเรียนที่ไม่สามารถติดตามได้มีสถิติสาเหตุ เช่น
ย้ายถิ่นที่อยู่ 4,324 คน
ความจำเป็นทางครอบครัว 852 คน
ระบุสาเหตุไม่ได้ 3,860 คน เป็นต้น
ทั้งนี้ ในวันที่ 20 เม.ย.นี้ ตนจะประชุมกับผู้รับชอบโครงการดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานองค์กรหลัก ศธ. เพื่อติดตามการแก้ปัญหาและการส่งต่อผู้เรียนว่ามีการดำเนินการไปมากน้อยแค่ไหน หรือมีปัญหาอุปสรรคใดในการปฏิบัติงานบ้าง รวมถึงได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ไปค้นหาวิธีการพาน้องกลับมาเรียนที่ทำได้ดีเยี่ยม โดยจะนำมาเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นๆได้ดำเนินการต่อไป



รองเลขาธิการ กพฐ. เร่งตามติดโครงการพาน้องกลับมาเรียน ให้ทันก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ ปีการศึกษา 2565 ติดตามตัวพบแล้ว 45,123 คน มั่นใจเด็กหลุดระบบการศึกษาเป็นศูนย์
ที่มา ; เดลินิวส์ 19 เมษายน 2565
สรุปสาระสำคัญ
บทความกล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบาย “พาน้องกลับมาเรียน” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างเชิงรุก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ “เด็กหลุดระบบเป็นศูนย์” ภายใต้แนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการติดตามเด็กอายุ 5–18 ปีที่หลุดจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 67,132 คน พบตัวแล้ว 45,123 คน อยู่ระหว่างติดตาม 9,850 คน และนำกลับเข้าสู่ระบบแล้ว 389 คน ซึ่งยังถือว่าน้อย เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์สาเหตุรายบุคคล และอยู่ในช่วงปิดภาคเรียน
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบ ได้แก่ จบการศึกษาภาคบังคับและไม่ประสงค์เรียนต่อ ความจำเป็นทางครอบครัว และปัญหาความยากจน ขณะที่กลุ่มที่ติดตามไม่ได้ส่วนใหญ่เกิดจากการย้ายถิ่นที่อยู่ และไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ สพฐ.เตรียมประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความก้าวหน้า แก้ไขอุปสรรค และพัฒนากลไกการส่งต่อผู้เรียน พร้อมมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาค้นหาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเพื่อนำไปขยายผลทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2565
ข้อสอบ
ข้อ 1 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการให้โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” เกิดผลอย่างยั่งยืนมากที่สุด ควรให้ความสำคัญกับขั้นตอนใดเป็นลำดับแรก
ก. เร่งรับเด็กกลับเข้าสู่ชั้นเรียนโดยเร็ว
ข. วิเคราะห์สาเหตุการหลุดระบบเป็นรายบุคคล
ค. รายงานตัวเลขต่อหน่วยงานต้นสังกัด
ง. จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุก
ข้อ 2 จากข้อมูลในบทความ ตัวชี้วัดใดสะท้อน “ข้อจำกัดเชิงระบบ” ของการดำเนินนโยบายมากที่สุด
ก. จำนวนเด็กที่กลับเข้าสู่ระบบยังน้อย
ข. เด็กจำนวนหนึ่งไม่ประสงค์เรียนต่อ
ค. ช่วงเวลาปิดภาคเรียน
ง. การย้ายถิ่นที่อยู่ของครอบครัว
ข้อ 3 หากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องเลือก “พื้นที่ต้นแบบ” ตามข้อสั่งการ สพฐ. เกณฑ์ใดเหมาะสมที่สุด
ก. พื้นที่ที่มีเด็กหลุดระบบมากที่สุด
ข. พื้นที่ที่ติดตามเด็กได้ครบทุกคน
ค. พื้นที่ที่มีวิธีแก้ปัญหาตามสาเหตุได้หลากหลาย
ง. พื้นที่ที่ใช้งบประมาณต่ำที่สุด
ข้อ 4 จากบทความ แนวคิดใดเป็น “หัวใจเชิงนโยบาย” ของโครงการพาน้องกลับมาเรียน
ก. การเพิ่มอัตราการเข้าเรียน
ข. การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา
ค. ความเสมอภาคและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ง. การกระจายอำนาจทางการศึกษา
ข้อ 5 หากเป็นครูผู้ช่วยในพื้นที่ที่มีเด็กย้ายถิ่นจำนวนมาก แนวทางใดสอดคล้องบทเรียนจากบทความมากที่สุด
ก. รอคำสั่งจากส่วนกลาง
ข. ประสานฐานข้อมูลกับหน่วยงานท้องถิ่น
ค. ลดภาระงานด้านเอกสารในโรงเรียน
ง. ปรับแผนการสอนในชั้นเรียน
คลิกเฉลย >>>