สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M442_กำชับเขตฯ ตรวจเยี่ยมสม่ำเสมอช่วยสร้างโรงเรียนคุณภาพ

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่จังหวัดพัทลุง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พัทลุง เขต 2 ที่โรงเรียนบ้านท่านางพรหม (ธนาคารกรุงเทพ 8) อำเภอเขาชัยสน และ ที่โรงเรียนมิตรมวลชน 1 อำเภอป่าบอน โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน ร่วมให้การต้อนรับและนำชมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ซึ่งทั้ง 2 โรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาล 2-ประถมศึกษาปีที่ 6

น.ส.ตรีนุชกล่าวว่า โรงเรียนบ้านท่านางพรหม เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียน 122 คน แต่ก็สามารถทำเป็นโรงเรียนคุณภาพได้ เพราะมีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงกับชุมชน และท้องถิ่นให้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการจัดหาทรัพยากรที่ขาดแคลนร่วมกัน และถึงแม้จะมีปัญหาขาดแคลนครู มีครูไม่ครบชั้น แต่ก็ยังจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังสามารถเพิ่มรายวิชาในการจัดการเรียนการสอนได้ โดยผู้บริหารเปิดโอกาสให้ครูรุ่นใหม่ ใช้เทคนิคการสอนแบบใหม่ๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ไม่น่าเบื่อ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการเรียนการสอนที่ให้เด็กมีความสุขกับการมาโรงเรียน ส่งผลให้คะแนนการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ได้คะแนน 100 เต็ม ซึ่งอยู่ในระดับที่ดีมาก

ส่วนเรื่องของโภชนาการซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญ โดยที่ผ่านมาได้อนุมัติเพิ่มงบอาหารกลางวันแบบขั้นบันได ใช้งบกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท วันนี้ได้มาเห็นว่าโรงเรียนสามารถจัดอาหารให้เด็กได้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ทำให้เด็กมีสุขภาพดี ขอชื่นชม ผู้บริหารและครูของโรงเรียนที่สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือโรงเรียนนี้มีจุดแข็งตรงที่ มีชุมชนและภาคเอกชน เป็นเครือข่าย ช่วยพัฒนาการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ” น.ส.ตรีนุชกล่าว

น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า ส่วนโรงเรียนมิตรมวลชน 1  มีนักเรียน 43 คน และด้วยจำนวนนักเรียนไม่ถึงเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด ทำให้ไม่สามารถมีตำแหน่งผู้บริหารได้ แต่ทางเขตพื้นที่ฯได้จัดให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาข้างเคียง ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน จากศักยภาพผู้บริหารและความร่วมมืออันดียิ่งจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ชุมชน ภาคประชาสังคม และมีกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เป็นระบบ ส่งผลให้โรงเรียนแห่งนี้ สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพแก่เด็กในพื้นที่ และยังสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่แก่กลุ่มชาติพันธุ์มานิ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขาบรรทัดที่เชื่อมต่อระหว่างตรัง-พัทลุง ให้สามารถปรับตัวเข้ากับวิถีโลกปัจจุบันได้ด้วย 

ดิฉันได้เน้นย้ำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ลงพื้นที่สถานศึกษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้พบปะพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน ได้รับทราบปัญหาต่างๆ ในการจัดการศึกษาของโรงเรียนในพื้นที่ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะ ให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาให้โรงเรียนอย่างตรงจุด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชุมชน พื้นที่ จังหวัด และในภาพรวมของประเทศต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศต่อไป

ซึ่งในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กนั้น สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ โดยใช้แนวทางโรงเรียนคุณภาพ คือ มีการนำนักเรียนมาเรียนรวม มีการจัดแผนงานร่วมกับโรงเรียนเครือข่าย ในการใช้ทรัพยากรใช้ร่วมกัน  มีการสร้างความพร้อมด้านอาคารสถานที่ ครุภัณฑ์การศึกษา รวมถึงสนับสนุนจ้างครูภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ที่จะสร้างเสริมคุณภาพทางวิชาการ มีการสร้างทักษะอาชีพให้นักเรียน ด้วยกิจกรรมต่างๆ หลากหลาย และขอให้เขตพื้นที่ฯและโรงเรียนพิจารณาจุดแข็งของบริบทในพื้นที่และชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สามารถพัฒนาเป็น Soft Power มาบูรณาการในการเรียนการสอน ซึ่งมีหลายโรงเรียนทำได้ดี และขอให้มีการจัดเก็บข้อมูลความสำเร็จในการดำเนินงาน เพื่อนำมาใช้วัดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการยกระดับโรงเรียนคุณภาพ เพื่อขยายผลคุณภาพการศึกษาสู่นักเรียนของโรงเรียนเครือข่ายต่อไปด้วย” น.ส.ตรีนุชกล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 9 มิถุนายน 2566 

ข่าวเกี่ยวกัน

จุดยืน'ศธ.' 'ตรีนุช'ย้ำเด็กทุกคนต้องได้เรียน แม้ไร้สัญชาติ

จากกรณีที่โรงเรียนในพื้นที่ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการนำเด็กกลุ่มไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และไม่มีสัญชาติไทย จำนวน 124 คน จากพื้นที่ภาคเหนือ เข้ามาเรียนในโรงเรียน เพื่อเพิ่มจำนวนเด็กนักเรียน และเพิ่มการของบประมาณหรือไม่นั้น

ล่าสุดวันที่ 8 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.66 ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง (สพป.อ่างทอง) ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอ่างทอง (พมจ.อ่างทอง) , นายอำเภอป่าโมก , มูลนิธิวัดสระแก้ว , กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) , สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง , บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดอ่างทอง (ตม.) และสถานีตำรวจภูธรป่าโมก ลงพื้นที่ตรวจสอบที่โรงเรียนดังกล่าว พบว่า ได้มีการนำเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนในโรงเรียนจริง ซึ่งการคัดกรองเด็กพบว่า จากจำนวน 124  คน มีสัญชาติไทย จำนวน 7 คน ส่วนที่เหลืออีก 117 คน ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร และไม่มีสัญชาติไทย

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทาง พมจ.ได้เข้ามาให้ความคุ้มครองเด็กกลุ่มนี้ โดยนำเด็กผู้หญิงพักนอนในโรงเรียนดังกล่าว และเด็กผู้ชายพักนอนในมูลนิธิวัดสระแก้ว และในปัจจุบันได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนแบบคละชั้น โดยให้เด็กกลุ่มนี้ทุกคน ซึ่งมีความแตกต่างทางอายุ เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยเริ่มเรียนตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2566 ที่มูลนิธิวัดสระแก้ว สอนโดยครูกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายจังหวัดอ่างทอง เพื่อแก้ปัญหาในเบื้องต้นก่อน

"กระทรวงศึกษาธิการ มีจุดยืนว่า เด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ต้องได้รับการศึกษา ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ส่วนเรื่องการตรวจสอบว่าเด็กกลุ่มนี้เข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องหรือไม่นั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นทราบว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับการนำเด็กเข้ามาหลายส่วน โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ , สพฐ.และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้ประสานและให้ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มที่" น.ส.ตรีนุช กล่าว 

ที่มา ; แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

ศธ.ยอมรับภาระงานมาก เร่งบรรจุ‘ครูผู้ช่วย’ทดแทน-เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง  

12 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า กรณีนักวิชาการออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าขณะนี้กำลังเกิดปัญหาครูที่ตั้งใจทำงาน ทยอยลาออก สาเหตุเพราะทนระบบไม่ไหว ต้องแบกภาระอื่น ทำให้ไม่มีเวลาทุ่มเทกับงานสอน ทำหมดแพชชั่น เลิกเคารพตัวเอง โดยขอให้ ศธ. เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น ยอมรับว่าปัจจุบันครูทำงานค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เจอความท้าทายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานสอนแล้ว ยังต้องร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในการให้ความเรื่องสุขภาพ ยังไม่นับภัยอื่นๆที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ 

ดังนั้นที่ผ่านมาจึงพยายามแก้ไขปัญหา โดยพยายามคืนครูกลับสู่ห้องเรียน เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง เข้ามาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงานของครู โดยได้กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เข้าไปดูแลความเหมาะสม โดยขอให้เร่งจัดสรรอัตราดังกล่าวให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนก่อนเป็นลำดับแรก” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า ศธ. เข้าใจสภาพปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยได้ ตรงนี้ ยิ่งทำให้เกิดความขาดแคลน ส่งผลให้ครูทำงานหนักยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงได้เร่งให้มีการจัดสอบครูผู้ช่วย โดยจะมีการสอบในวันที่ 24-25 มิถุนายน นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เชื่อว่าเมื่อจัดสอบและบรรจุเรียบร้อยแล้ว ก็จะช่วยผ่อนคลายภาระงานของครูได้มากขึ้น เป็นการคืนครูสู่ห้องเรียนได้ส่วนหนึ่ง ศธ. พยายามแก้ปัญหานี้ในทุกมิติ แต่เนื่องจากมีองคาพยพค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ในหลายส่วน ทั้งการปรับระบบการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ มาเป็นการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว9/2564) หรือเกณฑ์ PA (Performance Agreement) ซึ่งจะมีการประเมินที่สอดคล้องกับลักษณะภาระงานของครู ประเมินผ่านระบบออนไลน์ ลดการทำเอกสาร เป็นต้น 

เรื่องดังกล่าวคงต้องใช้เวลา ดังนั้นจากนี้คงเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารงาน สิ่งที่ตนพยายามดำเนินการมาตลอด คือ การคืนครูสู่ห้องเรียน เพราะเป้าหมาย สำคัญคือ คุณภาพของผู้เรียน ปัญหาสำคัญคือ ภาระงานของครูที่มาก แน่นอนที่สุดคือ เรื่องงบประมาณ ที่จะมาดูแลบุคลากร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครูในการทุ่มเทการทำงานดูแลนักเรียน รวมถึงต้องดูแลเรื่องการจัดสรรอัตราครูธุรการ ภารโรง เพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระงานอื่นๆ ของครูให้น้อยลง โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566 

สรุปสาระสำคัญ 

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดพัทลุง ได้แก่ โรงเรียนบ้านท่านางพรหม และโรงเรียนมิตรมวลชน 1 เพื่อติดตามการจัดการเรียนการสอนและแก้ปัญหาขาดแคลนครู พบว่าทั้งสองโรงเรียนสามารถสร้างคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านความร่วมมือของชุมชน ภาคเอกชน และโรงเรียนเครือข่าย แม้มีข้อจำกัดด้านจำนวนนักเรียนและทรัพยากร โดยโรงเรียนบ้านท่านางพรหมโดดเด่นด้านการเชื่อมโยงชุมชน ใช้นวัตกรรมการสอน และดูแลโภชนาการเด็ก ส่วนโรงเรียนมิตรมวลชน 1 ใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเข้มแข็ง รวมถึงรองรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ให้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม รัฐมนตรีเน้นย้ำให้เขตพื้นที่ลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ใช้แนวทางโรงเรียนคุณภาพ การรวมกลุ่มใช้ทรัพยากรร่วมกัน และบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็น Soft Power พร้อมชี้ว่าศธ. พยายามแก้ภาระงานครู การขาดแคลนครู และเร่งบรรจุครูผู้ช่วย เพื่อเพิ่มคุณภาพผู้เรียนในภาพรวมของประเทศ 

ข้อสอบ

ข้อ 1.จากกรณีการยกระดับโรงเรียนขนาดเล็กในพัทลุง ปัจจัยใดที่สะท้อนแนวคิด “โรงเรียนคุณภาพ” ได้ดีที่สุด
ก. การสร้างอาคารเรียนใหม่เพื่อรองรับผู้เรียน
ข. การใช้ทรัพยากรและบุคลากรจากโรงเรียนเครือข่ายร่วมกัน
ค. การเพิ่มจำนวนครูประจำชั้นให้ครบทุกระดับ
ง. การจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อดึงดูดนักเรียนเพิ่ม

ข้อ 2. ความสำเร็จของโรงเรียนบ้านท่านางพรหม สะท้อนบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในด้านใดโดดเด่นที่สุด
ก. การใช้อำนาจบริหารแบบรวมศูนย์
ข. การเปิดโอกาสให้ครูรุ่นใหม่สร้างนวัตกรรมการสอน
ค. การควบคุมการใช้งบประมาณแบบเข้มงวด
ง. การเพิ่มวิชาการสอนตามคำสั่งเขตพื้นที่การศึกษา

ข้อ 3. กรณีโรงเรียนมิตรมวลชน 1 ที่ไม่มีตำแหน่งผู้บริหารประจำ สะท้อนแนวคิดการบริหารเชิงระบบในข้อใด
ก. การใช้ผู้บริหารจากสถานศึกษาอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน
ข. การลดค่าใช้จ่ายของรัฐในโรงเรียนขนาดเล็ก
ค. การควบรวมโรงเรียนโดยอัตโนมัติ
ง. การกระจายอำนาจสู่ชุมชนให้ดูแลโรงเรียนเอง

ข้อ 4. จากนโยบาย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” การรองรับเด็กชาติพันธุ์มานิของโรงเรียนมิตรมวลชน 1 ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญใด
ก. ความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา
ข. การควบคุมงบประมาณของรัฐ
ค. การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเชิงเศรษฐกิจ
ง. การเพิ่มจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ภูเขา

ข้อ 5. การแก้ปัญหาภาระงานครูของ ศธ. โดยเพิ่มอัตราธุรการและภารโรง สอดคล้องกับหลักบริหารทรัพยากรบุคคลด้านใด
ก. การเพิ่มบทบาทครูให้ทำงานหลากหลาย
ข. การย้ายภาระงานที่ไม่ใช่งานสอนออกจากครู
ค. การเพิ่มการประเมินผลครูให้เข้มข้นขึ้น
ง. การบังคับให้โรงเรียนใช้เทคโนโลยีแทนครู
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น