
การเรียนรู้ในปัจจุบันนั้นทำได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นเรียนสดแบบตัวต่อตัวหรือผ่านระบบออนไลน์ และเรียนด้วยวิดีโอผ่านออนไลน์ มีทั้งได้ปริญญาหรือได้ใบประกาศอีกด้วย จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีนั้นเข้ามามีบทบาททางการศึกษาเป็นอย่างมาก
วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องเทคโนโลยีที่เข้ามาผสมผสานกับการศึกษา โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับการเรียนการสอนนั้น สามารถช่วยให้ผู้เรียนเรียนได้เข้าใจมากขึ้น ช่วยพัฒนาการแก้ปัญหา และยังเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย
เทคโนโลยีนั้นมีความจำเป็นต่อการศึกษาในโลกอนาคตอย่างมาก เพราะเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และยังเป็นเครื่องมือเพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถ เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงทักษะในอนาคตอีกด้วย โดยปัจจุบันจะมี 5 เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มทักษะ คือ
1.tech-enabled immersive learning เป็นเทคโนโลยีเสมือนที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็น VR (virtual reality) เป็นการสร้างโลกเสมือนจริง โดยผู้ใช้จะต้องใส่แว่นตาเพื่อที่จะได้เข้าไปยังโลกเสมือนจริง ในการเรียนเป็นช่างประกอบต่าง ๆ สามารถนำเทคโนโลยี VR เข้ามาใช้งาน เช่น การประกอบรถยนต์ ประกอบรถไฟ ประกอบเครื่องบิน เป็นต้น
ก่อนที่เราจะไปประกอบกับของจริงที่มีชิ้นส่วนราคาแพง ผู้เรียนสามารถฝึกในโรงเรียนโลกเสมือนจริงนี้จนชำนาญก่อนแล้วจึงไปทำกับของจริงได้ แล้วยังมีเทคโนโลยี AR (augmented reality) เป็นการผสานโลกแห่งความจริงและโลกเสมือนจริงเข้าด้วยกัน โดยใช้ผ่านเครื่องมืออย่างมือถือ iPad หรือ tablet อย่างที่เราเห็นจากการเล่นเกม Pokemon Go ที่ผู้ใช้จะต้องยกมือถือเพื่อตามหาสิ่งของต่าง ๆ ในเกม
ซึ่งในประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร.เนาวนิตย์ สงคราม อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่มีการนำเทคโนโลยี AR มาใช้สำหรับท่องเที่ยวเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในสถานที่ต่าง ๆ ที่เมื่อส่องมือถือขึ้นไปแล้วจะขึ้นทางภาพและเสียงเพื่อเล่าประวัติสถานที่นั้น เพื่อการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
2.e-Learning มีอัตราใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างสูงโดยเฉพาะในวิกฤต COVID-19 ได้มีการเติบโตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนสำหรับนักเรียน นักศึกษาทั่วไป หรือการเรียนเพื่อเพิ่มทักษะในการทำงาน (reskills) การ reskills ของพนักงานนั้นมีความจำเป็นอย่างสูงในโลกธุรกิจปัจจุบัน เพราะธุรกิจนั้นจะต้องปรับตัวให้ทันกับการ disruption ของเทคโนโลยี ด้วยความสามารถของอีเลิร์นนิ่งนั้น มีความสะดวกเข้าเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา และค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าเรียนตัวต่อตัวแบบดั้งเดิมอีกด้วย
และยังมีกลุ่มการเรียนแบบโฮมสกูล คือ การศึกษาโดยที่ครอบครัวสามารถจัดการศึกษาให้ลูก ๆ ได้เอง ในปัจจุบันนั้นมีอัตราเพิ่มมากขึ้น ด้วยเครื่องมือที่สะดวกและหลากหลายทั้งฟรีและเสียเงิน เช่น ZOOM, Google Classroom ทำให้เกิดความแพร่หลาย และยังมีสถาบันกวดวิชา มหาวิทยาลัย และองค์กรต่าง ๆ ที่เปิดหลักสูตรออนไลน์ ให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจ แล้วเมื่อเรียนจบก็ได้รับใบประกาศนียบัตรหรือแม้กระทั่งได้ปริญญาเลยทีเดียว เช่น Coursera, Udemy, MasterClass และ Skilllane ที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท
3.blockchain technology บล็อกเชนมีประโยชน์มากมายที่สามารถนำมาใช้ในการศึกษาได้ โดยเทคโนโลยี blockchain นำมาใช้ใน massive open online courses (MOOCs) และ e-Portfolios ได้ โดยเฉพาะการออกใบรับรอง ประกาศนียบัตร และใบปริญญาในการเรียนหลักสูตรออนไลน์ เพราะเทคโนโลยี blockchain สามารถนำไปยืนยันใบรับรองว่าเป็นของแท้ เพื่อนำไปสมัครงานบริษัทต่าง ๆ ได้อีกด้วย
4. AI-enabled adaptive learning การเรียนรู้แบบปรับเหมาะเฉพาะผู้เรียน ด้วยเทคโนโลยี AI ที่มีความสามารถนำมาปรับใช้กับการเรียนรู้แบบปรับให้เหมาะสมกับผู้เรียนแบบเรียลไทม์ โดยระบบการสอนและการทดสอบจะปรับให้เหมาะสมกับผู้เรียนโดยอัตโนมัติ และยังปรับให้ยากขึ้นตามความเหมาะสม เสมือนเป็นการฝึกนักกีฬาไปแข่งโอลิมปิก ด้วยพลังของเครื่องประมวลผลระบบคลาวด์ และอุปกรณ์ที่ผู้เรียนใช้งานในปัจจุบันมีคุณภาพสูง จึงทำให้เทคโนโลยีนี้มีการพัฒนาขึ้นไปสูงมาก
5.gamification for education เกมิฟิเคชั่นคือการนำรูปแบบ และองค์ประกอบของเกมที่มีบริบทของความสนุก ความยาก และความมันส์ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ เช่น Minecraft เป็นเกมการสร้างบ้าน สถานที่ อาวุธต่าง ๆ ด้วยการใช้จินตนาการสร้างสรรค์ผ่านเกม ทำให้ผู้เรียนฝึกความสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นเกมที่ครูใช้บ่อยที่สุด เกม Socrative นำเสนอคุณลักษณะ “การแข่งขันในอวกาศ” ที่จะเปลี่ยนแบบทดสอบให้กลายเป็นเกมการแข่งขัน เกม Knowre นำกลไกการเล่นเกม (และการเรียนรู้แบบปรับตัว) มาสู่บทเรียนคณิตศาสตร์ และยังมี ClassDojo ช่วยให้คุณครูสร้างวัฒนธรรมห้องเรียนเชิงบวกได้โดยการส่งเสริมเหล่านักเรียน และสื่อสารกับผู้ปกครอง จะเห็นได้ว่าเมื่อเรียนผ่านเกมนั้น ผู้เรียนจะมีความสนุกสนานพร้อมทั้งได้เรียนรู้ไปในเวลาเดียวกันอีกด้วย
จะเห็นได้ว่าด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน สามารถนำมาใช้ในการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้มากที่สุด เทคโนโลยีจะเข้ามาใช้ในการศึกษาได้ก็ต่อเมื่อมีการนำมาประยุกต์เข้ามาอยู่ในกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสม นอกเหนือจากการที่มีเทคโนโลยีที่ดีแล้วนั้น ผู้เรียนยังต้องมีการกำกับตนเอง มีแรงจูงใจ และมีการควบคุมการเรียนได้ดีอีกด้วย
ที่มา ; คอลัมน์ นอกรอบ ดร.ขจรพงษ์ พูลสวัสดิ์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม 2564
ข่าวเกี่ยวกัน
ทำอย่างไรเมื่อลูก 'เรียนออนไลน์' แต่กลายเป็นเครียดทั้งบ้าน
วันที่ 28 สิงหาคม 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ บริษัท ทูลมอโร จำกัด จัดเสวนาออนไลน์ ‘ลูกหลานเรียนออนไลน์ จะสื่อสารอย่างไรให้เข้าใจ’ ภายใต้โครงการ คุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน ปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ให้ครอบครัวรู้วิธีการสื่อสารเชิงบวกกับเด็กระหว่างเรียนออนไลน์ช่วงโควิด-19
นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ทำให้เด็กต้องเรียนออนไลน์ตามแผนการสอนของโรงเรียน ซึ่งผู้ปกครองอาจต้องพบอุปสรรคโดยเฉพาะ ปัญหาเด็กขาดสมาธิและรู้สึกกดดันกับการเรียนผ่านจอ
"จึงเป็นความท้าทายของผู้ปกครองที่ต้องมีทักษะสื่อสารและวิธี เลี้ยงลูกเชิงบวก ให้เหมาะสมกับเด็กยุคนี้ สสส. จึงเดินหน้าโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อความสะดวกสำหรับผู้ปกครอง โดยจะมีพ่อแม่อาสา นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ กระบวนกร นักพัฒนาเด็กและครอบครัว ร่วมดำเนินงานเป็นผู้นำกลุ่มระหว่างเรียนด้วยจำนวน 60 คน"
เรียนออนไลน์ เครียดทั้งบ้าน
จากการติดตามผลกระทบช่วงเรียนออนไลน์ของเด็กไทย พบสาเหตุเบื้องลึกที่ทำให้เครียดกันทั้งบ้าน คือ
1.เด็กถูกปล่อยให้เรียนออนไลน์เพียงลำพังซึ่งเป็นเรื่องยาก ไม่สอดคล้องกับพัฒนาการของช่วงวัย
2.เด็กและผู้ปกครองสื่อสารกันน้อยลงเพราะใช้เวลากับโลกออนไลน์มากขึ้น
3.ผู้ปกครองขาดทักษะสมัยใหม่ในการเลี้ยงดูเด็กโดยเฉพาะการเลี้ยงลูกเชิงบวกส่งผลให้การสื่อสารไม่ได้ผล
"สาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียด และไม่มีความสุข ส่งผลเสียต่อพัฒนาการทั้งร่างกาย จิตใจ และสมองของเด็ก โครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน มุ่งพัฒนาห้องเรียนออนไลน์ในรูปแบบ “กลุ่มพ่อแม่” เพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้และฝึกทักษะการเลี้ยงลูกในยุคใหม่ภายใต้การสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มพ่อแม่อาสาที่ผ่านการเรียนด้วยตัวเองและพบว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้น โดย สสส. มุ่งหวังให้ครอบครัวเป็นพื้นที่สุขภาวะสำหรับสมาชิกทุกวัยเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ในอนาคต"
Online Support Group
สถานการณ์โควิด-19 ผู้ปกครองมีความเครียดและความกังวลต่อเรื่องรายได้ที่ลดลง ภาระหน้าที่ต่าง ๆ แถมต้องแบ่งเวลามาช่วยดูแลลูกเรื่องการเรียนมากขึ้น ภาวะที่ผู้ปกครองต้องแบกรับความเครียดและความกดดันที่มากขึ้น มีแนวโน้มทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าบุตรหลานมีพฤติกรรมที่ไม่ได้ดั่งที่ผู้ปกครองคาดหวัง โครงการคุณเปลี่ยนลูกเปลี่ยน ที่ทำร่วมกับ สสส. เป็นปีที่ 2
จึงนำเสนอการสอนทักษะการสื่อสารเชิงบวกในรูปแบบออนไลน์ ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบ Online Support Group ใช้เวลาเรียน 7 วัน เพื่อให้ผู้ปกครองมีวิธีจัดการอารมณ์ได้ดีเมื่อต้องเจอเหตุการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง และมีวิธีการสื่อสารในสิ่งที่ต้องการกับบุตรหลานตามหลักการสื่อสารเชิงบวกอย่างถูกต้อง เพื่อส่งเสริมสัมพันธภาพและลดความรุนแรงในครอบครัว
จากการดำเนินงานที่ผ่านมาปัจจุบันมีผู้ร่วมเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์กว่า 4,200 คน สำหรับผู้ปกครองที่สนใจเข้ากลุ่มเรียนรู้ก็สามารถเรียนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยหลักสูตรในปีที่ 2 เน้นการสื่อสารระหว่างเด็กกับผู้ปกครองเรื่องการเรียนออนไลน์ของเด็ก เพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้โดยที่ไม่มีพฤติกรรมเชิงลบต่อกัน โดยหลักสูตรแบ่งช่วงอายุเด็ก 2 กลุ่ม คือ เด็กประถม อายุ 7-12 ปี และเด็กวัยรุ่น อายุ 13-18 ปี
ทั้ง 2 หลักสูตรจะช่วยเรื่องการดูแลเด็กที่ไม่มีสมาธิเรียนออนไลน์ รวมถึงการแก้ปัญหาเด็กติดจอที่แอบเล่นเกมระหว่างเรียนออนไลน์ โดยเปิดรับสมัครผู้ปกครองจำนวน 600 คน จากนั้นจะคัดเลือกผู้ปกครอง 100 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมทางแอปพลิเคชั่นไลน์แล้วนำทักษะที่ได้เรียนรู้ไปปฏิบัติจนเกิดผลดีมาพัฒนาเป็นผู้ปกครองอาสา เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้ปกครองคนอื่นๆ เลี้ยงลูกเชิงบวกกันในวงกว้าง
ความรู้พื้นฐานผู้ปกครอง รับมือลูกเรียนออนไลน์
เด็กต้องเรียนออนไลน์เป็นเวลานาน ผู้ปกครองต้องมีความรู้พื้นฐาน ดังนี้
1. จัดสถานที่ให้เด็กมีสมาธิในการเรียนรู้
2. จัดตารางเรียนให้เด็กมีโอกาสผ่อนคลาย เช่น ออกกำลังกาย เล่นโซเชียลมีเดียได้ แต่ต้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง/วัน
3. ดูแลการบ้านของเด็ก ถ้าเป็นเด็กเล็กหรือเด็กประถม ผู้ปกครองต้องใส่ใจมากกว่าเด็กมัธยมที่ส่วนใหญ่สามารถดูแลรับผิดเองได้
4. ทำใจยอมรับว่าการเรียนออนไลน์มีข้อจำกัดสำหรับเด็กบางคน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาจไม่เหมือนกับอยู่ที่โรงเรียน
5. ผู้ปกครองต้องจัดตารางพ่อแม่ให้มีเวลาพักผ่อน หรือปล่อยวางจากสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดในการเลี้ยงเด็ก และที่สำคัญต้องใช้พฤติกรรมเชิงบวกกับลูก ซึ่งจะช่วยให้หลายครอบครัวผ่านปัญหาเรียนออนไลน์ได้ ที่สำคัญต้องสร้างวงจรพฤติกรรมเชิงบวกให้กับเด็ก โดยลดคำบ่น เพิ่มคำชม และไม่สื่อสารแบบประชดประชัน เพื่อทำให้เด็กสัมผัสถึงความรัก ความห่วงใย
พ่อแม่อาสา นำความรู้ต่อยอด ส่งต่อ
ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนี้ ส่วนมากต้องการนำองค์ความรู้มาพัฒนาตัวเองเพื่อปรับใช้ในการเลี้ยงดูลูกๆ และส่วนตัวสนใจเรื่องการสื่อสารเชิงบวกกับเด็กๆ เป็นพิเศษอยู่แล้ว หลังจากการเรียนก็ได้ผันตัวเองมาเป็น ‘พ่อแม่อาสา’ นำความรู้มาต่อยอด และส่งต่อให้กับพ่อ แม่ ผู้ปกครองหลายๆ คน ได้แก่ การจัดการอารมณ์ผู้ปกครองเพื่อเป็นพื้นฐานในการปรับพฤติกรรมเด็ก
เทคนิกการใช้ I-Message เพื่อสื่อสารและรับฟังเด็กเชิงบวก และการให้คำชม เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกยินดีทุกครั้ง ซึ่งการใช้องค์ความรู้เหล่านี้ทำให้ลูกสามารถเรียนออนไลน์ได้อย่างมีสมาธิ โดยไม่รู้สึกกดดันหรือถูกบังคับจากผู้ปกครอง เพราะมีตารางเวลาชีวิตที่ชัดเจน จึงอยากให้พ่อแม่ทุกคนมาเข้าร่วมโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยนด้วยกัน เพราะความรู้และคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทุกคนสามารถนำไปใช้ในชีวิตได้จริง
สสส. ร่วมมือเพจดัง เดินหน้าโครงการ 'คุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน' ปี 2 เหตุครอบครัวเครียดหนักช่วงลูก 'เรียนออนไลน์' ชวนผู้เชี่ยวชาญและพ่อแม่อาสา ขยายห้องเรียนผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ แนะวิธี 'เลี้ยงลูกเชิงบวก' สร้างบรรยากาศเรียนออนไลน์ให้ลูก
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ
ข่าวเกี่ยวกัน
‘เรียนออนไลน์’ กับ 7 ปัญหาสุขภาพที่เด็กไทยต้องเจอ แก้ยังไงดี
เมื่อการ "เรียนออนไลน์" ของเด็กไทย อาจไม่ได้ประสิทธิภาพอย่างใจหวัง แถมยังส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจของเด็กมากกว่าที่คิด โดยมีผลสำรวจจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ออกมายืนยันว่า นอกจาก "เด็กยุคโควิด" จะต้องพบเจอกับทั้งปัญหาเรียนไม่ทัน การบ้านเยอะจนทำไม่ทัน และปัญหาการสอบแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวลเช่นกันก็คือ ปัญหาด้านสุขภาพ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ชวนไปส่องเสียงสะท้อนของเด็กยุคโควิด ว่าต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพด้านไหนบ้าง? แล้วผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ในแวดวงการศึกษาจะเสนอแนวทางแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร?
เด็กไทยยุคโควิด มีอาการเนือยนิ่ง 79.0% และเครียดสูง 74.9%
มีผลสำรวจของศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ผลกระทบสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการ "เรียนออนไลน์" ของเด็ก เป็นประเด็นที่ยังไม่ถูกพูดถึงมากนัก และเมื่อทำการสำรวจเพิ่มเติม ก็ได้ทราบถึงเสียงสะท้อนจากเด็กๆ ที่เรียนจากที่บ้าน ว่าพวกเขาต้องปรับเวลาชีวิตใหม่หมด ตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน ผลสำรวจในช่วงเดือนที่ผ่านมา พบว่า 7 อันดับปัญหาทางสุขภาพในช่วงเรียนอยู่ที่บ้านของเด็กๆ ได้แก่
1. ปวดตา ปวดเมื่อย ปวดหลัง เพราะนั่งนาน เนือยนิ่ง 79.0%
2. เครียดและกังวลใจ โดยเฉพาะเด็กที่เตรียมขึ้น ม.1 ม.4 หรือเข้ามหาวิทยาลัย 74.9%
3. การบ้านเพิ่มขึ้น ทำให้พักผ่อนและนอนน้อยลง 71.6%
4. เบื่อหน่ายไม่อยากเรียน 68.3%
5. มีกิจกรรมทางด้านร่างกาย ออกกำลังกายน้อยลง 58.0%
6. สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ ขาดสมาธิ 57.2%
7. รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา 56.0%

"เรียนออนไลน์" ทำเด็กไทยออกกำลังกายน้อยลง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้การ "เรียนออนไลน์" ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กไทยก็คือ เด็กออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง โดยในมิติทางพฤติกรรมสุขภาพของเด็กไทยในยุคโควิดนั้น พบว่า เด็กๆ ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเหมือนเคย รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ กินไม่เป็นเวลา ฯลฯ เหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ต้องปรับเปลี่ยน
องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าต้องขยับให้ได้อย่างน้อยวันละ 60 นาที ในภาวะปกติเด็กไทยทำได้ 26% แต่พอมีช่วงโควิด ล็อกดาวน์ สถิติการเคลื่อนไหวออกกำลังกาย ลดลงเหลือประมาณ 17% โดยรวมตัวเลขค่อนข้างน่ากลัว ซึ่งจะส่งผลในระยะยาว ส่วนวิธีปรับพฤติกรรมในเรื่องนี้ ต้องให้ทั้งผู้ปกครองและครูผู้สอนช่วยกันปรับเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับเด็ก เช่น
1. ในมุมของผู้ปกครอง เวลาสอนลูกทำการบ้าน อาจเอาการบ้านมาผนวกกับกิจกรรม พยายามให้เด็กขยับร่างกาย แบ่งเวลาอกกำลังกาย ทำกายบริหารด้วยกัน
2. ในมุมของครู อาจเพิ่มกิจกรรมในระหว่างเรียน ให้เด็กเรียนโดยไม่ต้องนั่งเรียนอย่างเดียว เปลี่ยนรูปแบบการสอน ให้เล่นเกม ให้ลุกนั่ง ขยับ มีช่วงพักเบรกให้เด็กพัก หรือเดินไปเข้าห้องน้ำ เป็นต้น
แพทย์แนะวิธีลดความเครียดช่วง "เรียนออนไลน์"
ผศ.พญ.แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ รองผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และกุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก ให้ความเห็นว่า "เด็กยุคโควิด" เป็นเด็กที่ต้องปรับตัวอย่างหนัก พวกเขาต้องการความเข้มแข็งทางใจ เรื่องนี้ให้เด็กทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ครูและผู้ปกครองต้องยื่นมือเข้ามา ช่วยให้เขาลดความเครียดลง ให้ความอบอุ่น สื่อสารพูดคุยกับเด็ก ซึ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจได้
ส่วนวิธีแก้ปัญหาสุขภาพของเด็กๆ ในช่วง "เรียนออนไลน์" คุณหมอมีข้อแนะนำว่า นอกจากเครื่องมือในการทำกิจกรรมแล้ว พ่อแม่และครูต้องปฏิสัมพันธ์ต่อเด็กในเชิงบวก เช่น
1. พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ในด้านการเรียนรู้และในด้านการดูแลสุขภาพตนเอง
2. พ่อแม่มีหน้าที่จัดสิ่งแวดล้อมในบ้าน เพื่อให้ลูกดูแลสุขภาพได้ เช่น มีเชือกกระโดด มีจักรยาน
3. คุณครูต้องสอดแทรกเรื่องสุขภาพในการเรียนการสอน
4. ต้องมีนโยบายการจัดตารางเรียนให้เหมาะสม
5. จัดการระบบสื่อ
ช่วงนี้ถือเป็นเป็นช่วงเวลาแห่งการปรับตัวของทุกๆ ฝ่าย ทั้งตัวเด็กเองที่ต้องเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ คุณครูก็ต้องปรับตัวกับการสอนออนไลน์ และพ่อแม่ก็ต้องปรับตัวไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน และจับมือกันก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันให้ได้
แหล่งข้อมูล :
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ
ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการศึกษา ทำให้เกิดรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งเรียนออนไลน์ เรียนแบบผสมผสาน และการเรียนรู้ผ่านสื่อดิจิทัล เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความเข้าใจ พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ โดยมีเทคโนโลยีสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1) การเรียนรู้เสมือนจริง (VR/AR) ช่วยฝึกทักษะเชิงปฏิบัติก่อนลงสนามจริง 2) e-Learning ที่ยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และลดต้นทุน 3) Blockchain ใช้รับรองวุฒิและใบประกาศนียบัตรให้ตรวจสอบได้ 4) AI adaptive learning ปรับการเรียนตามผู้เรียนแบบรายบุคคล 5) Gamification ใช้เกมเป็นสื่อกระตุ้นการเรียนรู้ให้สนุกและมีส่วนร่วม
อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีต้องควบคู่กับการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม และผู้เรียนต้องมีวินัย แรงจูงใจ และการกำกับตนเองด้วย ขณะเดียวกัน การเรียนออนไลน์ยังส่งผลกระทบต่อเด็กไทย เช่น ความเครียด ปัญหาสุขภาพ การขาดสมาธิ และการเคลื่อนไหวลดลง จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากครูและผู้ปกครองในการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ใช้การสื่อสารเชิงบวก และส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี เพื่อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพและเกิดสุขภาวะที่ดีในครอบครัวและผู้เรียน
ข้อใดสะท้อน “เป้าหมายหลัก” ของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษาได้ดีที่สุด
ก. ลดภาระงานครู
ข. เพิ่มความสนุกในการเรียนเท่านั้น
ค. เพิ่มความเข้าใจและพัฒนาทักษะผู้เรียน
ง. ลดค่าใช้จ่ายสถานศึกษาอย่างเดียว
เฉลย: ค
เหตุผล: เทคโนโลยีมุ่งพัฒนาการเรียนรู้ทั้งความเข้าใจ ทักษะคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงความสนุกหรือลดต้นทุน
เทคโนโลยีใดเหมาะกับการฝึกทักษะก่อนลงปฏิบัติงานจริง เช่น การประกอบเครื่องบิน
ก. Blockchain
ข. VR
ค. AI Adaptive
ง. e-Learning
เฉลย: ข
เหตุผล: VR ใช้จำลองสถานการณ์เสมือนจริงเพื่อฝึกทักษะก่อนลงมือจริง
ข้อใดเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของ e-Learning
ก. ต้องเรียนพร้อมครูเท่านั้น
ข. จำกัดเวลาเรียน
ค. เรียนได้ทุกที่ทุกเวลาและต้นทุนต่ำ
ง. ใช้ได้เฉพาะมหาวิทยาลัย
เฉลย: ค
เหตุผล: e-Learning มีความยืดหยุ่นสูงและลดต้นทุนการเรียนรู้
Blockchain ในการศึกษามีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. สร้างเกมการเรียน
ข. ตรวจสอบและยืนยันใบรับรอง
ค. สอนแบบปรับระดับอัตโนมัติ
ง. จำลองสถานการณ์เสมือน
เฉลย: ข
เหตุผล: Blockchain ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของวุฒิและใบประกาศ
AI adaptive learning มีลักษณะเด่นอย่างไร
ก. สอนเหมือนกันทุกคน
ข. ปรับเนื้อหาตามผู้เรียนแบบเรียลไทม์
ค. ใช้เฉพาะเกม
ง. ไม่ใช้ข้อมูลผู้เรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: AI ปรับระดับการเรียนให้เหมาะกับความสามารถของผู้เรียน
Gamification ส่งผลต่อผู้เรียนอย่างไร
ก. ทำให้การเรียนแข่งขันและสนุกขึ้น
ข. ลดการมีส่วนร่วม
ค. ทำให้ผู้เรียนไม่ต้องคิด
ง. ใช้แทนครูทั้งหมด
เฉลย: ก
เหตุผล: Gamification ใช้องค์ประกอบเกมเพิ่มแรงจูงใจและการมีส่วนร่วม
ปัญหาหลักของการเรียนออนไลน์ที่พบบ่อยคือข้อใด
ก. ผู้เรียนมีเวลาว่างมากเกินไป
ข. ขาดสมาธิและความเครียดเพิ่ม
ค. ไม่มีเทคโนโลยี
ง. ครูไม่ต้องสอน
เฉลย: ข
เหตุผล: งานวิจัยพบเด็กเครียดและสมาธิลดลงจากการเรียนออนไลน์
แนวทางสำคัญของผู้ปกครองในการสนับสนุนการเรียนออนไลน์คือข้อใด
ก. ปล่อยให้เรียนตามลำพัง
ข. เพิ่มการลงโทษ
ค. จัดสภาพแวดล้อมและใช้การสื่อสารเชิงบวก
ง. ลดเวลาเรียนทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: สภาพแวดล้อมและการสื่อสารเชิงบวกช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพ
ข้อใดเป็นผลกระทบด้านสุขภาพจากการเรียนออนไลน์
ก. การนอนหลับดีขึ้น
ข. ออกกำลังกายเพิ่ม
ค. ปวดตา ปวดหลัง และเนือยนิ่ง
ง. สมาธิเพิ่มขึ้นทุกคน
เฉลย: ค
เหตุผล: การนั่งหน้าจอนานทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายด้าน
แนวทางแก้ปัญหาการเรียนออนไลน์ที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. ใช้เทคโนโลยีแทนครูทั้งหมด
ข. เพิ่มเวลาเรียนให้มากขึ้น
ค. ความร่วมมือระหว่างครู ผู้ปกครอง และผู้เรียน
ง. งดการเรียนออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดสมดุลและประสิทธิภาพการเรียนรู้