สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M274_สภาไฟเขียวคืนอำนาจบริหารบุคคลให้เขตพื้นที่การศึกษา

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ จ.พังงา น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า หลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ผ่านการลงมติเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องเสนอร่างพ.ร.บ.นี้ไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณา ถ้าวุฒิสภาพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะสามารถนําขึ้นทูลเกล้าฯประกาศราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า สำหรับสาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มี 4 เรื่องหลักๆ คือ

           1.ให้อํานาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ. ) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา

          2.การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง

          3.ให้มี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา โดยจํานวน องค์ประกอบ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กําหนด

4. นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น กศจ. ยังคงมีอํานาจและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้เดิม ตามคําสั่งคสช. ที่ 19/2560 เช่น อํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการกําหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการจัดการศึกษา, เป็นศูนย์กลางการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาในภาพของจังหวัดทุกระดับและทุกประเภท รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนาสถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบ ที่หลากหลาย , การให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัด ตลอดจนการยุบรวมเลิกสถานศึกษาหรือ แม้กระทั่งการจัดตั้งศูนย์การเรียนที่เป็นอํานาจของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม 

การแก้ไขคําสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาและให้การปฏิบัติงานของบุคลากรทุกฝ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเป้าหมาย ซึ่งดิฉันจะไม่รอให้การพิจารณากฎหมายแล้วเสร็จก่อน โดยจะมีการประชุม ก.ค.ศ.เพื่อเตรียมพร้อมออกหลักเกณฑ์และวิธีการได้มา ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะ ก.ค.ศ.ต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ขณะเดียวกันจะเตรียมความพร้อมในการรองรับบทบาทใหม่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสพท. ให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับใหม่ด้วย 

ส่วนรายละเอียดจะแก้ไขอย่างไร สำหรับการทุจริตปัญหาทุจริตเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นปัญหาในอดีต จะมาดูรายละเอียดและกำหนดเพิ่มเติม เพื่อให้ปัญหาต่างๆที่เคยเกิดขึ้น และทำให้ช่องว่างจุดต่างๆเหล่านั้นหายไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

มติชนออนไลน์ วันที่ 24 มิถุนายน 2565 

ร่าง พรบ.แก้ไขเพิ่มเติม คำสั่ง หัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ 

 

เกี่ยวข้องกัน

คืนอำนาจ สพท. ‘ตั้ง-ย้าย’ ปมการเมือง เหตุใกล้ ‘เลือกตั้ง’ ดึงครูเป็นฐานเสียง 

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีสาระสำคัญคือ ให้อํานาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ. ) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูฯ ในเขตพื้นที่ฯ ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้มีอํานาจสั่งบรรจุฯ นั้น มองว่าการคืนอำนาจบริหารงานบุคคลให้เขตพื้นที่ฯ ทำให้ศึกภายใน ศธ.สงบลงได้ เพราะที่ผ่านมาเขตพื้นที่ฯ และ กศจ.มีปัญหาขัดแย้งกันมาหลายปี เมื่อสงบศึกได้ จะทำให้ทุกฝ่ายกลับมาตั้งหน้าตั้งตากันทำงานอย่างจริงจังเสียที 

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า มองว่าการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เป็นการเมือง ต้องการจะหาเสียง เพราะใกล้เวลาเลือกตั้งแล้ว แต่อย่าลืมว่า คสช.เป็นผู้ที่ออกคำสั่งย้ายอำนาจการบริหารงานบุคคลออกจากเขตพื้นที่ฯ มาให้ กศจ.จึงทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งมาเป็นเวลานานหลายปี ดังนั้น เมื่อ คสช.เป็นผู้ริเริ่ม ต้องหาทางจบปัญหาด้วยตัวเอง  ทั้งนี้ ต้องมาตั้งคำถามด้วยว่าการแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 นั้น สมเหตุสมผล และแก้ไขปัญหาการศึกษาได้จริงหรือไม่ 

ผู้เกี่ยวข้องต้องนำบทเรียนจากอดีตที่มีการทุจริตเรียกรับเงิน ดังนั้น ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ให้เกิดการความยุติธรรม ทำให้เห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะไม่ทำให้วงการวิชาชีพครูมัวหมอง ที่สำคัญคือครูต้องได้รับความเป็นธรรม และทำให้การบริหารงานบุคคลมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อย่าให้มีเสียงสะท้อนการเรียกรับเงินกลับมาอีก มองว่าการคืนอำนาจให้เขตพื้นที่ฯ เป็นการส่งสัญญาณที่ดี เพราะในหลักการ ผู้บังคับบัญชาควรได้แต่งตั้งโยกย้ายผู้ใต้บังคับบัญชาของตน แต่เมื่อเขตพื้นที่ฯ ได้รับอำนาจคืนมา ก็ควรใจกว้าง ต้องมีคณะกรรมการที่พิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเหมาะสม เพื่อให้ครูได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ถ้ากำหนดคณะกรรมการรูปแบบเดิม อาจจะเกิดปัญหาทุจริตเรียกรับเงินขึ้นได้” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า เมื่อ กศจ.คืนอำนาจการบริหารงานบุคคลแล้ว กศจ.ควรกลับมาทำหน้าที่เดิมคือ ทำแผนยุทธศาสตร์การศึกษาของจังหวัด และทำหน้าที่บูรณาการการศึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศธ. กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งจะทำให้การศึกษาที่เคยขัดแย้งกันจะดีขึ้น และจะทำให้การทำงานตามนโยบายของส่วนกลางดีขึ้น เพราะมีการบูรณาการร่วมกัน 

ด้าน ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) กล่าวว่า ไม่ควรมองว่าอำนาจบริหารงานบุคคลเป็นของใคร แต่ควรตั้งคำถามว่าเมื่ออำนาจการบริหารงานบุคคลไปอยู่ที่ใครแล้ว คุณภาพการศึกษาดีขึ้นหรือไม่ ที่ผ่านมามีแต่แย่งอำนาจการบริหารงานบุคคล แต่ไม่เคยดูว่าคุณภาพการศึกษาของนักเรียนดีขึ้นหรือไม่ เช่น โรงเรียนในเขตพื้นที่ฯ หลายแห่ง นักเรียนลดลง ทั้งที่นำโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยไปรวมกับโรงเรียนใกล้เคียง แต่เขตพื้นที่ฯ กลับไม่เข้าไปช่วยเหลือ ถ้าเขตพื้นที่ฯ คำนึงถึงคุณภาพการศึกษา จะเร่งแก้ไข แต่การที่ปล่อยไว้ให้โรงเรียนอยู่ตามสภาพ สะท้อนว่าเขตพื้นที่ฯ คำนึงถึงแต่อำนาจของตน 

ดร.เอกชัยกล่าวต่อว่า หากอำนาจการบริหารงานบุคคลอยู่ใน กศจ.มีข้อดีคือ กศจ.เกลี่ยครูไปในโรงเรียนที่ขาดแคลนได้ ตนกังวลว่าเมื่ออำนาจการบริหารงานบุคคลกลับไปเขตพื้นที่ฯ ถ้าเขตพื้นที่ฯ ไม่อนุมัติ ครูจะไม่สามารถย้ายไปช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลน จึงเกิดคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ต้องการสร้างคุณภาพการศึกษาให้กับเด็ก หรือต้องการอำนาจการบริหาร มองว่าคุณภาพเด็กที่พูดถึงกันนั้น เป็นเพียงวาทกรรม ไม่มีเจตนาที่จะลงมือทำ และพัฒนาเด็กอย่างจริงจัง 

มองว่าอำนาจการบริหารงานบุคคลจะไปอยู่ที่ใครก็ได้ แต่ขอให้องค์ประกอบของคณะกรรมการที่พิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย มีตัวแทนของเขตพื้นที่ฯ และตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาเป็นกรรมการในอัตราที่เท่าๆ กัน เป็นต้น มองว่าถ้าอำนาจบริหารงานบุคคลอยู่ที่ กศจ.จะเป็นพื้นฐานการกระจายอำนาจของส่วนกลางไปที่จังหวัด แต่เมื่ออำนาจการบริหารงานบุคคลไปอยู่ที่เขตพื้นที่ฯ จะกลายเป็นว่าอำนาจนี้กลับไปอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทันที มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการเมือง ที่ต้องการดึงครูเป็นฐานเสียง แต่ก็ควรคำนึงถึงคุณภาพเด็กเป็นหลัก” ดร.เอกชัย กล่าว 

คืนอำนาจ สพท. ‘ตั้ง-ย้าย’ ปมการเมือง เหตุใกล้ ‘เลือกตั้ง’ ดึงครูเป็นฐานเสียง หวั่น ‘ทุจริต-เรียกรับเงิน’ วนกลับมาอีก 

มติชนออนไลน์ วันที่ 28 มิถุนายน 2565 

ข่าวเกี่ยวกัน

จี้สกัดทุจริต ‘แต่งตั้ง-ย้าย’ เบ็ดเสร็จ ‘อดิศร’ แนะ รมว.ศธ.เร่งทำหลังคืนอำนาจ สพท.

 

คำสั่ง คสช.ดังกล่าว ออกมาเพื่อแก้ปัญหาทุจริต โดยกล่าวหาว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ทุจริตสอบบรรจุแต่งตั้งครู และผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึง ทุจริตโยกย้ายข้าราชการครู และผู้บริหารสถานศึกษา จึงได้ยุบ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ไป และมอบอำนาจการบริหารงานบุคคลให้ กศจ.โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน 

แต่ในข้อเท็จจริงนั้น การทุจริตสอบบรรจุ และโยกย้าย เกิดขึ้นกับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ บางแห่งเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการทุจริตทั้งประเทศ เมื่อให้อำนาจการบริหารงานบุคคลแก่ กศจ.ในช่วงแรกสามารถแก้ไขปัญหาทุจริตได้ เพราะไม่มีใครกล้า แต่ปัญหานี้ไม่ได้หมดไป เพระปัจจุบันเริ่มมีปัญหาทุจริตเกิดขึ้นแล้ว” ผศ.ดร.อดิศรกล่าว  

ผศ.ดร.อดิศรกล่าวอีกว่า การวางโครงสร้างทางการศึกษาต้องมีเป้าหมาย คือการทำงานต้องมีประสิทธิภาพ ถ้าจะแก้ปัญหาทุจริตโดยรื้อทำใหม่ทั้งหมด คือเผาบ้านไล่หนู ไม่ใช่การแก้ปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นในองค์กรนั้นๆ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาใหม่ และท้ายสุดจะวนกลับมาปัญหาเดิม ฉะนั้น ในเชิงของโครงสร้างการบริหารองค์กร โดยเฉพาะครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามกฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กำหนดไว้ว่าต้องการให้บริหารจัดการในรูปแบบของการกระจายอำนาจไปที่โรงเรียน และเขตพื้นที่ฯ เมื่อกฎหมายวางโครงสร้างไว้เช่นนั้น เขตพื้นที่ฯต้องมีอำนาจเป็นผู้บังคับบัญชา ทั้งในเรื่องการบริหารงานวิชาการ และการบริหารงานบุคคล ที่ต้องมีอำนาจให้คุณให้โทษในการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย และเลื่อนขั้นเงินเดือน ถ้าเขตพื้นที่ฯไม่มีอำนาจเหล่านี้อยู่ จะทำให้การบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ 

เมื่อเอาอำนาจบริหารงานบุคคลของเขตพื้นที่ฯไปให้ กศจ.ที่เป็นหน่วยงานกลาง เท่าที่ผมทราบข้อมูล กศจ.บางแห่ง ทำแต่เรื่องบริหารงานบุคคล แต่งตั้ง โยกย้ายเท่านั้น ไม่ได้ทำงานตามยุทธศาสตร์ที่ส่วนกลางวางไว้ ดังนั้น ผมเห็นด้วยที่จะให้อำนาจการบริหารงานบุคคลกลับไปอยู่ที่เขตพื้นที่ฯจะได้อยู่ถูกที่ถูกทางตามโครงสร้างของการบริหาร แต่ไม่เห็นด้วยทั้งหมด เพราะ ศธ.จะต้องจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตด้วย โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่ต้องกำกับ และมีบทลงโทษจริงจัง ผมมองว่าการแก้ไขปัญหานี้ ทำอย่างไรก็ไม่จบ ควรจะหาทางแก้ไขปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จ โดยกำหนดผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาด้วย” ผศ.ดร.อดิศรกล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีมติเห็นชอบให้แก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ออกมาเวลานี้ เป็นการหาเสียงทางการเมืองหรือไม่ นายอดิศรกล่าวว่า เป็นประเด็นที่นำมาวิเคราะห์ได้ แต่เท่าที่ติดตามข่าว พบว่าพรรคฝ่ายค้านเอง ก็ออกมาเรียกร้อง และขับเคลื่อนเรื่องนี้เช่นกัน จึงไม่มั่นใจว่าเป็นการหาเสียงหรือไม่  

 

สรุปสาระสำคัญ 

กระทรวงศึกษาธิการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 ว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา สาระสำคัญคือการ “คืนอำนาจการบริหารงานบุคคล” ด้านการบรรจุ แต่งตั้ง และโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) กลับไปให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ระดับเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้ง ภายใต้ความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ.
ขณะเดียวกัน กศจ.ยังคงบทบาทด้านการกำหนดยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาในระดับจังหวัด นักวิชาการมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและกังวล โดยฝ่ายสนับสนุนเห็นว่าจะช่วยลดความขัดแย้งและทำให้การบริหารสอดคล้องโครงสร้างการกระจายอำนาจ ส่วนฝ่ายกังวลชี้ความเสี่ยงการทุจริต การเมืองแทรกแซง และตั้งคำถามว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้จริงหรือไม่ จึงเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงคุณภาพการศึกษาเป็นเป้าหมายหลัก
 

ข้อสอบ 

ข้อ 1 วัตถุประสงค์หลักของการแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือข้อใด
ก. เพิ่มอำนาจส่วนกลางในการควบคุมโรงเรียน
ข. คืนอำนาจบริหารงานบุคคลให้เขตพื้นที่การศึกษา
ค. ยกเลิกบทบาท กศจ.ทั้งหมด
ง. ลดจำนวนข้าราชการครูในระบบ

ข้อ 2 หากร่าง พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ ผู้ใดจะเป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูในเขตพื้นที่
ก. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ข. ประธาน กศจ.
ค. ผู้อำนวยการ สพท. หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ.
ง. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ข้อ 3 ข้อกังวลสำคัญของนักวิชาการต่อการคืนอำนาจให้เขตพื้นที่ฯ คือประเด็นใด
ก. งบประมาณไม่เพียงพอ
ข. คุณสมบัติครูไม่ตรงสาย
ค. ความเสี่ยงการทุจริตและการเรียกรับเงิน
ง. การขาดเทคโนโลยีดิจิทัล

ข้อ 4 หากพิจารณาตามหลักการกระจายอำนาจทางการศึกษา เหตุผลใดสนับสนุนการคืนอำนาจให้เขตพื้นที่ฯ มากที่สุด
ก. เขตพื้นที่ฯ ใกล้ชิดโรงเรียนและผู้ใต้บังคับบัญชา
ข. เขตพื้นที่ฯ มีงบประมาณมากกว่า
ค. เขตพื้นที่ฯ ไม่ต้องตรวจสอบจากหน่วยอื่น
ง. เขตพื้นที่ฯ ทำงานแทนส่วนกลางได้ทั้งหมด

ข้อ 5 หากผู้บริหารต้องการลดความเสี่ยงทุจริตภายใต้กฎหมายใหม่ แนวทางใดเหมาะสมที่สุด
ก. รวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่บุคคลเดียว
ข. ใช้คณะกรรมการชุดเดิมทั้งหมด
ค. กำหนดหลักเกณฑ์โปร่งใส มีหลายภาคส่วนร่วมพิจารณา
ง. ชะลอการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งหมด

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น