
สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดำเนินการขับเคลื่อนตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการมาโดยตลอด ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสมรรถนะของผู้เรียน การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และความปลอดภัยภายในโรงเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะทางด้านวิชาการ ควบคู่ไปกับร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงมีสุขภาพดี
ตามที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายผลักดันโครงการส่งเสริมโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ซึ่งเป็นนโยบายแก้ปัญหาเชิงรุกเด็กหลุดออกจากระบบ เพื่อคืนโอกาส สร้างอนาคตให้เด็ก และแก้ปัญหาระยะยาวให้ประเทศ ตามนโยบายรัฐบาลที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และตั้งเป้าตัวเลขเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นศูนย์ และได้มอบหมายให้นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เร่งการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง
ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องให้การศึกษากับผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน แต่เนื่องจากในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ผ่านมา ทำให้ผู้เรียนจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ การศึกษาระดับมัธยมศึกษา การศึกษาระดับอาชีวศึกษา และการศึกษาตามอัธยาศัย จึงได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา "พาน้องกลับมาเรียน" โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทั้ง 12 หน่วยงาน จนสามารถตามเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาให้มาเข้าเรียนทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
ในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำโดย นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้สรุปสถิติการดำเนินโครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดพบว่ามีจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่หลุดจากระบบ 67,132 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็กที่มีอายุระหว่าง 5-18 ปีอยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยติดตามตัวพบแล้ว 49,538 คน กำลังติดตาม 5,689 คน และกลับเข้าเรียนในระบบการศึกษาแล้ว 21,573 คน สำหรับสถิติจำนวนนักเรียนที่สามารถตามกลับมาได้มีสาเหตุที่ต้องหลุดจากระบบการศึกษาไป เช่น จบการศึกษาภาคบังคับและไม่ประสงค์เข้าเรียนต่อ มีความจำเป็นทางครอบครัว ผู้ปกครองมีรายได้น้อยไม่พอเพียง หรือได้รับผลกระทบจากภัยต่างๆ เป็นต้น ส่วนนักเรียนที่ไม่สามารถติดตามได้มีด้วยกันหลายสาเหตุ เช่น ย้ายถิ่นที่อยู่ มีความจำเป็นทางครอบครัว หรือระบุสาเหตุไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งหลังจากเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 แล้ว สพฐ. ได้ประชุมกับผู้รับชอบโครงการดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อติดตามการแก้ปัญหาและการส่งต่อผู้เรียนว่ามีการดำเนินการไปมากน้อยแค่ไหน หรือมีปัญหาอุปสรรคใดในการปฏิบัติงานบ้าง รวมถึงได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ไปค้นหาวิธีการพาน้องกลับมาเรียนที่ทำได้ดีเยี่ยม โดยจะนำมาเป็นต้นแบบให้เขตพื้นที่อื่นๆ ได้ดำเนินการต่อไป
โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญเป็นการป้องกันเด็กออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพทุกคน โดย สพฐ. พร้อมให้การส่งเสริมเด็กที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ให้ได้รับการศึกษาอย่างน้อยจนจบการศึกษาภาคบังคับ และได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมถึงการฝึกอบรมอาชีพและพัฒนาฝีมือเพื่อการมีอาชีพมีงานทำต่อไป
อีกหนึ่งนโยบายที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องของความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาเปิดภาคเรียนที่จัดการเรียนการสอนแบบ On-Site ในห้องเรียนปกติด้วยแล้ว ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังให้กับนักเรียนและบุคลากรทางศึกษามากขึ้น โดยเรื่องความปลอดภัยได้ถูกกำหนดให้เป็นวาระแรกใน 7 วาระเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะหากสถานศึกษาไม่มีความปลอดภัยแล้ว จะไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพให้แก่ผู้เรียนได้ และยังส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาของไทย รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม
ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา สพฐ. ได้พัฒนาระบบการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยขึ้น ใช้ชื่อว่าศูนย์ “MOE SAFETY CENTER” โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นแอปพลิเคชันในการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัย และได้พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการให้มีความรู้ มีความเข้าใจในการใช้งานระบบ เพื่อรับแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยที่มีผลต่อนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์
2) ภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ
3) ภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์
4) ภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายและจิตใจ
ซึ่งความเสี่ยงความไม่ปลอดภัยเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดรวมถึงให้ความสำคัญกับการอบรมครูผู้สอนให้มีความรู้ มีทักษะที่จะนำไปสื่อสารกับเด็กในวัยเรียน ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยแบบคู่ขนานกัน
สำหรับการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยผ่านศูนย์ MOE SAFETY CENTER สามารถแจ้งเหตุได้ 4 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชัน MOE Safety Center, เว็บไซต์ http://www.MOESafetyCenter.com, แอปพลิเคชัน LINE @MOESafetyCenter หรือที่ Call Center 0 2126 6565 ซึ่งทาง สพฐ. ได้ขยายแนวทางปฏิบัติงาน ช่วยให้ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยง และความรุนแรง แก้ไขได้ถึงแหล่งต้นตอของปัญหา มีการติดตามความคืบหน้า มีความเป็นธรรมและโปร่งใสแก่ทุกฝ่าย โดยมีการรายงานการแก้ไขปัญหาแบบ Real-time ที่สำคัญได้เก็บเป็นฐานข้อมูล Big-Data ที่จะนำมาวางแผนและกำหนดนโยบายการพัฒนาสถานศึกษาและด้านความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่ เพื่อขยายผลในการป้องกัน ปลูกฝัง ปราบปราม รวมถึงการสร้างทักษะให้ผู้เรียนมีความสามารถในการดูแลตนเองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ได้อีกด้วย
โดยที่ผ่านมามีผู้แจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยกับทางศูนย์ MOE SAFETY CENTER ทั้งในส่วนของภัยทะเลาะวิวาท ภัยจากยานพาหนะ ภัยไซเบอร์ ภาวะทางจิต ยาเสพติด การล่วงละเมิดทางเพศ การล่อลวง ภัยจากอาคารเรียนหรือสิ่งก่อสร้าง เป็นต้น ซึ่งทุกกรณีได้มีการติดตามตรวจสอบทันที กรณีใดที่ยังไม่แล้วเสร็จก็จะมีการติดตามความคืบหน้าและการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยกรณีที่ร้ายแรง เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ การล่อลวง จะเป็นกรณีที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หากมีครูถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิด จะต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ซึ่งหากพบว่าผิดจริง ก็จะมีการลงโทษขั้นรุนแรงตามระเบียบของข้าราชการอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจาก 8 กระทรวง และ 2 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี ในการลงนามความร่วมมือในโครงการ “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” เพื่อดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างรอบด้านในทุกมิติ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ มีความสุข นำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งเชื่อได้ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับการศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ สิ่งที่ สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการจะทำอย่างต่อเนื่องต่อไปก็คือ การนำเด็กด้อยโอกาสและเด็กที่หลุดออกนอกระบบ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รวมถึงดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา และพัฒนาครูที่เป็นหัวใจสำคัญอยู่ใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุด ให้เป็นครูที่มีคุณภาพ ทำให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู ตลอดจนยกระดับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อก้าวสู่ประเทศไทยยุคดิจิทัลที่มีขีดความสามารถแข่งขันทัดเทียมระดับนานาชาติได้ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 31 พ.ค. 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโลกที่ไม่เหมือนเดิม
ความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ ลดคนทำงาน บ้างตกงาน เหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องหาทางเข้าไปจัดการในการแก้ไขปัญหากันต่อไป เด็กที่เข้าเรียน ม.1 เมื่อจบ ม.6 ไปจะต้องจบไปท่ามกลางสภาพความเสี่ยงของพ่อแม่ที่อาจจะต้องตกงาน เขาอาจจะต้องจบไปในสภาพที่พ่อแม่ต้องย้ายไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหางานทำ การช่วยเหลือเด็กภายใต้สถานการณ์ของสังคมที่ค่อนข้างจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก สิ่งที่สำคัญมากในการดำเนินงานคือ “ข้อมูลเชิงสถานการณ์” ทั้งที่เป็นสถานการณ์ในปัจจุบัน และภาพในอนาคต รวมถึงข้อมูลตัวเลขที่สำคัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือตัวเลขของน้อง ๆ ที่อยู่ภาวะที่ยากจนและด้อยโอกาสทางการศึกษา
หากติดตามความเคลื่อนไหวในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า กสศ. หรือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พยายามนำเสนอแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญเด็กนอกระบบการศึกษา ผ่านโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยได้มีการเชื้อเชิญกลุ่มผู้บริหารจากจังหวัดต่างๆ ทั้งสิ้น 44 จังหวัดเพื่อมาร่วมกันขบคิด หากลไกในการช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา โดยข้อมูลทั้งที่เป็นสถานการณ์ และข้อมูลที่เป็นตัวเลข จะช่วยให้คณะทำงานระดับจังหวัด สามารถกำหนดประเด็นและคิดโจทย์ได้อย่างแม่นยำ
ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า Keyword ของโครงการนี้คือ “นวัตกรรม” ซึ่งนวัตกรรมจะถูกสร้างขึ้นก็ต่อเมื่อวิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ทำไม่ได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น คนที่ชอบกินเนื้อแดดเดียวแล้วจะทำให้ติดฟันเราจะใช้ไหมขัดฟันไปเรื่อย ๆ บางครั้งขัดแล้วออกไม่หมด ต้องใช้ตัวฉีดน้ำเข้าไป เราจึงใช้วิธีการแบบใหม่ในการนำชิ้นเนื้อนั้นออก นี่คือตัวอย่างนวัตกรรม เมื่อแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ได้ ต้องคิดค้นวิธีการใหม่ เช่นเดียวกับเรื่องจัดการศึกษา ที่เรายังคงใช้วิธีการเดิม แก้ปัญหาเดิม ผลที่ออกมาก็คือไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งจำเป็นต้องหาวิธีการใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตามความน่าเป็นห่วงของสถานการณ์ปัญหาตอนนี้เราเจอโจทย์เก่า ภายใต้โลกที่มีแต่ความไม่สงบและความไม่แน่นอน
“ภายใต้โจทย์ที่เราจะต้องเจอ เราจะรับมือกับมันอย่างไร แม้ว่าโจทย์ใหญ่จะเหมือนกัน ข้อเสนอของผมซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับจังหวัดที่กำลังจะดำเนินงานโครงการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจะทำให้ท่านเข้าใจปัญหา เข้าใจลูกหลานของท่าน เข้าใจจังหวัด และเข้าใจระบบของท่าน”
ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจส่งผลกับการศึกษา ความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ ลดคนทำงาน เหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องหาทางเข้าไปจัดการในการแก้ไขปัญหา ผลกระทบที่ชัดเจนและเห็นภาพมากที่สุดคือ สภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ส่งผลต่อกลุ่มคนที่เปราะบางค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่น เงิน 500 บาท ที่หายไปจากครอบครัวที่มีรายได้ 4-5 หมื่นบาท กับเงิน 500 บาท ที่หายไปจากครอบครัวที่มีรายได้ไม่ถึง 6,500 บาท สร้างผลกระทบต่างกันมหาศาล แม้ว่าเงินจะถูกสะกิดออกเพียงนิดเดียวแต่สำหรับคนที่เขาลำบาก เงิน 500 บาท ที่หายไปนั้นเขามองว่าเป็นจำนวนที่มาก ซึ่งถ้าประเทศไทยโชคดีจะฟื้นตัวภายในปี 2567-2568 แต่ก็ไม่ได้ความว่าสภาพเศรษฐกิจจะกลับไปดีขนาดนั้นและใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง นั่นหมายความว่า การจัดการศึกษาในอีก 5 ปี เป็นหนทางที่ยากลำบาก เด็กที่เข้าเรียน ม.1 เมื่อจบ ม.6 ไปเขาจะต้องจบไปท่ามกลางสภาพความเสี่ยงของพ่อแม่ที่อาจจะต้องตกงาน เขาอาจจะต้องจบไปในสภาพที่พ่อแม่ต้องย้ายไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหางานทำ
สถานการณ์ดังกล่าว สอดคล้องกับตัวเลขที่ ณัฐชา ก๋องแก้ว นักวิชาการฝ่ายนวัตกรรมข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้จำนวนนักเรียนยากจนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มยากจนพิเศษ ก่อนโควิดมีไม่ถึง 1 ล้านคน วิกฤติโควิดทำให้ตัวเลขนักเรียนยากจนสูงขึ้นกว่า 1.2 ล้านคน นอกจากนี้ เรายังพบว่ารายได้เฉลี่ยครัวเรือนของนักเรียนมีแนวโน้มที่จะลดลง ยิ่งไปกว่านั้นสมาชิกในครัวเรือนอายุประมาณ 15-65 ปี หรือวัยแรงงานว่างงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนักเรียนยากจนหรือยากจนพิเศษ คือนักเรียนที่อยูในครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีการวัดรายได้ทางอ้อมผ่านสถานะครัวเรือน 8 ด้าน คือ
1. การมีภาวะพึ่งพิง อาทิ พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว มีคนว่างงาน ผู้สูงอายุ
2. การอยู่อาศัย อยู่กับเจ้านายหรืออาศัยผู้อื่น หรือเช่าอยู่
3. ลักษณะที่อยู่อาศัย พื้นบ้าน/หลังคา/ฝาบ้านทำจากวัสดุอะไรบ้าง
4. ที่ดินทำกิน
5. แหล่งน้ำดื่ม
6. แหล่งไฟฟ้า
7. ยานพาหนะในครัวเรือน
8. ของใช้ในครัวเรือน
โดยระบบฐานข้อมูลของ กสศ. ที่เรียกสั้นๆ ว่า iSEE ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ครอบคุลมจำนวนประชากรเด็กและเยาวชนของ กสศ. สามารถแสดงผลในรูปแบบของจังหวัดต่างๆ ทำให้ทุกจังหวัดสามารถเข้าไปดูได้ว่าในแต่ละจังหวัดมีความเหลื่อมล้ำ หรือมีขนาดของความเหลื่อมล้ำของเด็กยากจนหรือครัวเรือนยากจนมากน้อยแค่ไหน
“ข้อมูลใน iSEE มีความแม่นยำสูง เพราะเป็นข้อมูลที่ได้รับความอนุเคราะห์มาจากครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เกิดจากการสำรวจในพื้นที่ และนำไปบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เช่น ทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงศึกษาธิการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ณัฐชา กล่าว
นอกจากความแม่นยำของข้อมูล ความสำคัญอีกประการของกลุ่มข้อมูลเหล่านี้คือ การชี้เป้าเด็กนอกระบบการศึกษา เป็นข้อมูลเด็กที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาที่ถูกเชื่อมกับข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ เพื่อชี้เป้าและเป็นแนวทางในการค้นหาว่าเด็กคนไหนที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ 20 จังหวัดเดิม ได้ทำงานกับกลุ่มนี้ มีการนำข้อมูลเพิ่มเติมไว้ใน iSEE ด้วย
ดร.เกียรติอนันต์ ให้ทัศนะว่า ในแง่ของการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ มีเด็ก 2 กลุ่มที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ เด็กที่อยู่กับที่ และ เด็กที่มีการปรับตัว กล่าวคือ กลุ่มเด็กที่มีการปรับตัวจะมีการเคลื่อนย้ายสถานศึกษาไปเรื่อยๆ เด็กจะหางานทำ ดังนั้น “การจัดการศึกษาในพื้นที่” อาจต้องทำในสองรูปแบบคือ สำหรับคนในจังหวัด และคนจากต่างพื้นที่ที่เข้ามาทำมาหาเลี้ยงชีพในจังหวัดของเรา ซึ่งก็พาลูกหลานเข้ามาด้วย แต่ละจังหวัดจะมีวิธีการจัดการศึกษาอย่างไร โจทย์จะวนเวียนอย่างนี้ไปอีกราว 5 ปี เพราะฉะนั้นการศึกษาในอีก 5 ปี คือเด็กที่เข้าเรียน ม.1 เมื่อจบ ม.6 ไปเขาจะต้องจบไปท่ามกลางสภาพความเสี่ยงของพ่อแม่ที่อาจจะต้องตกงาน เขาอาจจะต้องจบไปในสภาพที่พ่อแม่ต้องย้ายไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหางานทำ เหล่านี้คือโจทย์และปัญหาที่รอไม่ได้
และไม่เฉพาะแค่การทำให้เด็กในอีก 5 ปีข้างหน้าสามาถหลุดพ้นจากความเสี่ยงข้างต้น กระบวนการพัฒนากลุ่มเหล่านี้ก็ต้องตามให้ทันโลกที่หมุนเร็วขึ้นกว่าเดิม “โลกที่หมุนเร็วอาชีพยิ่งเปลี่ยน” ดร.เกียรติอนันต์ ระบุก่อนอธิบายเพิ่มว่า ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ ก็คือเด็กคนนั้นอยู่ริมทะเล ครอบครัวมีอาชีพประมง ถ้าเราสร้างเด็กโดยยึดอาชีพเป็นตัวตั้ง เราจะสร้างเด็กให้เป็นชาวประมงนั้นอย่างไร แต่เราต้องนึกภาพว่าเด็กจะมีอาชีพชาวประมงแบบนี้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ทุกวันนี้จีนเลี้ยงกุ้งกร้ามกรามโดย AI การทำประมงตั้งแต่คัดกุ้ง ให้อาหาร ส่งขาย ครบทุกกระบวนการโดยใช้คน 0 คน เพราะฉะนั้นถ้าเราสร้างเด็กเป็นชาวประมงแบบเดิม ไทยจะไปสู้อะไรกับเขา
“กุญแจสำคัญในการทำงานเพื่ออยู่ให้รอดคือ เราต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อเสริมทักษะเดิมที่เรามีอยู่” ดร.เกียรติอนันต์ สรุป “อันนี้คือโจทย์ที่สำคัญ บางอาชีพใช้เทคโนโลยีง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อนเข้าไปช่วยได้ เช่น การเป็นเกษตรกรที่ถ่ายรูปเก่ง ขายเก่ง เกษตรกรที่หามุมดีๆ คิด Caption ดีๆ ขายแคนตาลูปแป๊บเดียวหมด เพื่อนำออกมาสู่ช่องทางการขาย สิ่งเหล่านี้เรียกว่าเทคโนโลยี เป็นต้น การสร้างนวัตกรรมต้องใช้ร่วมกับคน โดยที่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มความเก่ง ชีวิตเขาถึงดีขึ้นได้”
ณ วันนี้ ระดับโลกเขาไม่พูดกันแล้วว่า อาชีพไหนจะรุ่ง อาชีพไหนจะร่วง แต่ทุกอาชีพจะร่วงหมดเพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราคิด
ข้อมูล : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
ที่มา ; salika
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินนโยบายตามกระทรวงศึกษาธิการเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยเฉพาะโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ที่มุ่งแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบ ภายใต้นโยบายรัฐบาล “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ตั้งเป้าลดเด็กหลุดให้เป็นศูนย์ ซึ่งได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กจำนวนมากออกนอกระบบการศึกษาทั้งสายสามัญ อาชีวะ และการศึกษานอกระบบ
สพฐ. ร่วมมือกับ 12 หน่วยงานตาม MOU เพื่อติดตามและนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบ พบเด็กหลุดกว่า 67,132 คน ติดตามได้และกลับเข้าเรียนแล้วจำนวนหนึ่ง พร้อมวิเคราะห์สาเหตุ เช่น ความยากจน ปัญหาครอบครัว การย้ายถิ่น และภัยพิบัติ
ด้านความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการกำหนดเป็นวาระเร่งด่วน โดยจัดตั้งศูนย์ MOE Safety Center รับแจ้งเหตุ 4 ด้าน ได้แก่ ความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ์ และผลกระทบต่อสุขภาพกายใจ พร้อมใช้ระบบดิจิทัลและ Big Data เพื่อบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และบูรณาการความร่วมมือ 8 กระทรวงและ 2 หน่วยงานผ่านโครงการ SAFE
ทั้งนี้ การพัฒนาการศึกษาต้องเชื่อมโยงกับบริบทเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะพร้อมต่ออนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน
เป้าหมายสำคัญที่สุดของโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนครูในโรงเรียน
ข. ลดความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์การเรียน
ค. นำเด็กหลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่การศึกษา
ง. เพิ่มงบประมาณสถานศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: โครงการมุ่งแก้ปัญหาเด็กนอกระบบและนำกลับเข้าสู่การศึกษาโดยตรง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุดในบทความคือข้อใด
ก. การเปลี่ยนหลักสูตร
ข. ปัญหาเศรษฐกิจและโควิด-19
ค. การขาดเทคโนโลยี
ง. จำนวนโรงเรียนไม่เพียงพอ
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าผลกระทบโควิดและเศรษฐกิจเป็นสาเหตุหลัก
การดำเนินงานโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ใช้แนวทางสำคัญใด
ก. การแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข. การบูรณาการความร่วมมือหลายหน่วยงาน (MOU)
ค. การสอบคัดเลือกนักเรียนใหม่
ง. การลดชั่วโมงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้ความร่วมมือ 12 หน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาแบบบูรณาการ
ศูนย์ MOE Safety Center มีหน้าที่หลักคือข้อใด
ก. จัดอบรมครู
ข. รับสมัครนักเรียน
ค. รับแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา
ง. จัดทำหลักสูตรใหม่
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นระบบแจ้งเหตุและจัดการความปลอดภัยในโรงเรียน
ภัยที่ MOE Safety Center ครอบคลุม “4 ด้าน” ไม่รวมข้อใด
ก. ภัยจากความรุนแรง
ข. ภัยจากอุบัติเหตุ
ค. ภัยจากการแข่งขันทางวิชาการ
ง. ภัยจากการละเมิดสิทธิ์
เฉลย: ค
เหตุผล: ไม่มี “การแข่งขันทางวิชาการ” อยู่ในประเภทภัย
แนวคิดสำคัญของการใช้ Big Data ในระบบความปลอดภัยคืออะไร
ก. เพิ่มคะแนนโรงเรียน
ข. ใช้เก็บข้อมูลเพื่อวางแผนและแก้ปัญหาเชิงนโยบาย
ค. ใช้ลดจำนวนครู
ง. ใช้สอบนักเรียนออนไลน์
เฉลย: ข
เหตุผล: Big Data ใช้เพื่อวิเคราะห์ วางแผน และปรับนโยบาย
การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา “เชิงพื้นที่” หมายถึงข้อใด
ก. ใช้มาตรฐานเดียวทั้งประเทศ
ข. ให้โรงเรียนเอกชนดำเนินการ
ค. แก้ปัญหาตามบริบทพื้นที่จริง
ง. ใช้การสอบกลางประเทศ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการแก้ปัญหาตามบริบทของแต่ละจังหวัด
แนวคิดของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับ “นวัตกรรม” ในบทความคืออะไร
ก. ใช้วิธีเดิมแก้ปัญหาเดิม
ข. เพิ่มจำนวนครู
ค. ต้องใช้วิธีใหม่เมื่อวิธีเดิมไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ง. ลดงบประมาณการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: นวัตกรรมเกิดเมื่อวิธีเดิมไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ข้อใดสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจกับการศึกษาได้ดีที่สุด
ก. เศรษฐกิจไม่ส่งผลต่อการศึกษา
ข. รายได้ครัวเรือนส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษา
ค. การศึกษาไม่เกี่ยวกับรายได้
ง. โรงเรียนเป็นตัวกำหนดเศรษฐกิจ
เฉลย: ข
เหตุผล: รายได้ครัวเรือนมีผลต่อการออกจากระบบการศึกษาโดยตรง
แนวทางสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคตตามบทความคือข้อใด
ก. ลดการใช้เทคโนโลยี
ข. เน้นการท่องจำ
ค. ใช้เทคโนโลยีเสริมทักษะและปรับตัวต่อโลกเปลี่ยนเร็ว
ง. ลดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการใช้เทคโนโลยีและทักษะเพื่อรองรับโลกอนาคต