สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ปัญหาการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล อยู่ที่เด็กหลุดโฟกัสต่างหาก

บทความโดย วรเชษฐ แซ่เจีย 

โทรศัพท์มือถือได้กลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 32+ ที่อยู่ติดตัวคนทุกช่วงวัย สำคัญพอ ๆ กับคอมพิวเตอร์และสัญญาณ Wi-Fi และยิ่งหลังจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ยิ่งทำให้อุปกรณ์ดิจิทัลชิ้นนี้ทวีความสำคัญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม ความสำคัญย่อมมาพร้อมกับความกังวลทั้งจากพ่อแม่ผู้ปกครอง และครูผู้สอนว่ามันได้กลายเป็นปัจจัยที่ขัดขวางการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน

 

ใคร ๆ ก็ว่าโทรศัพท์เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้
         

ภาครัฐหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลการศึกษาทั่วโลกเริ่มดำเนินการจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน เช่น ในสหรัฐอเมริกา จีน และฝรั่งเศส เรียกได้ว่าโทรศัพท์มือถือเป็นความกังวลร่วมของคนจำนวนไม่น้อย อย่างไรก็ตามการบังคับใช้กฎดังกล่าวในบริบทห้องเรียนจริงคงพบกับความยากลำบาก และแม้การห้ามนำโทรศัพท์มือถือมาใช้ในห้องเรียนจะช่วยให้นักเรียนกลับมาโฟกัสได้จริง แต่ธรรมชาติการเรียนรู้และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป อาจทำให้การแบนไม่ได้ส่งผลแต่ด้านบวกเท่านั้น         

ภายหลังจากการเรียนออนไลน์มาอย่างน้อย 1 ปีการศึกษา ก็ทำให้พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ทั้งทักษะการอ่านเขียนและคิดคำนวณที่ถดถอยลง ทักษะการสืบค้นข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในแง่ของการใช้คล่อง แต่อาจจะยังคัดกรองไม่ได้ และยิ่งไปกว่านั้นคือสมาธิจดจ่อของนักเรียนหายไปอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งทำให้กระแสความต้องการแบนการใช้โทรศัพท์มือถือหรือกระทั่งห้ามนำมาโรงเรียนกลับมาเป็นที่ถกเถียงกันอีกครั้ง ...แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวอุปกรณ์จริงหรือ?

 

มองมุมใหม่ ให้เห็นปัญหาจากความวอกแวก (Distraction)
         

แท้ที่จริงแล้ว การมีอยู่ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ไม่ได้ทำให้นักเรียนเกิดปัญหาก้มหน้าก้มตาเล่นสิ่งที่อยู่ใต้โต๊ะแต่อย่างใด กล่าวคือโทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นปัญหาในตัวเอง แต่เป็นอาการวอกแวก หรือหลุดโฟกัสไปจากบทเรียนจากการเล่นมือถือต่างหากที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ในห้องเรียน เพราะเมื่อมีสิ่งที่ต้องจดจ่อพร้อมกันสองทาง สมองก็ยากที่จะแบ่งความสนใจไปหาทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันได้         

คุณครูหลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า multitasking หรือการทำงานตั้งแต่สองกิจกรรมขึ้นไปในเวลาเดียวกัน เช่น การฟังเพลงไปทำงานไป การขับรถไปคุยไป อย่างไรก็ตาม Michael Rich กุมารแพทย์จาก Harvard Medical School เสนอว่าเราไม่ได้ทำสองกิจกรรมพร้อมกัน แต่เป็นการสลับโฟกัสไปมาระหว่างกิจกรรมอย่างรวดเร็ว จนทำให้ไม่อาจใส่ใจกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งได้เต็มร้อย นั่นสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะไม่มีโทรศัพท์มือถือในห้องเรียนแล้วก็ตาม หากบทเรียนไม่ดึงดูดมากพอ หรือไม่ได้ออกแบบมาให้นักเรียนโฟกัสได้อย่างเต็มที่ นักเรียนก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เพราะนักเรียนก็คง multitask กับกิจกรรมอย่างอื่นได้อยู่ดี ฉะนั้น ปัญหาจึงอยู่ที่การออกแบบเนื้อหา-กิจกรรม-การประเมินอย่างไรให้สมบูรณ์และครบวงจรการเรียนรู้ต่างหาก 3

 

แนวทางจัดการการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างสร้างสรรค์
         

1. ออกแบบบทเรียนใหม่ให้เหมาะกับวัยผู้เรียน เมื่อรู้ว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ของที่อยู่ในมือนักเรียนเพียงอย่างเดียว เช่นนี้แล้ว คุณครูก็สามารถมองนักเรียนในมุมใหม่ มองหาความสนใจของพวกเขาและนำมาเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน นอกจากนั้น คุณครูยังสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความหมาย ยากและท้าทาย จนนักเรียนจดจ่อกับงานตรงหน้า ไม่หลงไปกับ notification บนโทรศัพท์มือถืออีกต่อไป
         

2. กระตุ้นการใช้โทรศัพท์มือถือในฐานะเครื่องมือการเรียนรู้ ดังที่คุณครูผู้อ่านน่าจะทำอยู่แล้วในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ที่อนุญาตให้นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน เช่น สแกน QR Code เพื่ออ่านเนื้อหาที่เตรียมไว้ เล่นเกมใน Kahoot ตอบคำถามบน Quizziz รวมไปถึงการใช้เพื่อการค้นข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำกิจกรรม นอกจากกิจกรรมเหล่านี้แล้ว ยังมีความเป็นไปได้ในการทำให้โทรศัพท์มือถือเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนได้อีกมากมาย รอให้คุณครูค้นพบ เช่น การเช็กอินความรู้สึกก่อนเริ่มเรียน และการใช้เป็นเครื่องมือบันทึกการเรียนรู้ (ที่มากกว่าถ่ายรูปสไลด์ประกอบการบรรยาย)
         

3. ฟังเสียงเด็ก-ผู้ปกครองก่อนบังคับใช้กฎ ในกรณีที่คุณครูในโรงเรียนของท่านเห็นตรงกันว่าสถานการณ์ที่ทำให้นักเรียนในห้องเกิดความวอกแวก คือ พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ระหว่างการเรียน และจำเป็นจะต้องใช้กฎนี้ อย่าลืมสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองให้ชัดเจน ว่ากฎดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับนักเรียนอย่างไร และจะเกิดอะไรขึ้นหากมีการฝ่าฝืนกฎ ทั้งนี้ การลงโทษควรสมเหตุสมผลกับการกระทำที่เกิดขึ้น และคุณครูสามารถเปิดกว้างให้นักเรียนมีส่วนร่วมทั้งการจัดการเทคโนโลยีของตนเองจนเป็นข้อตกลงร่วมได้         

การอนุญาตให้ใช้หรือไม่ใช้โทรศัพท์มือถือที่กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญมากที่จะช่วยให้คุณครู ผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงผู้ใหญ่ใกล้ตัวเด็กทุกคน ถึงการมีอยู่และจัดการการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนและบุตรหลาน ขนาดผู้ใหญ่หลายคนระหว่างทำงานหรือเข้าร่วมประชุมสำคัญยังแอบหยิบขึ้นมาใช้ได้เลย ฉะนั้นการยกเลิกหรือห้ามเด็ก ๆ ใช้ไปเลยโดยที่ไม่ถามไถ่กันอาจไม่สามารถการันตีว่าเป็นผลดีเสมอไปก็ได้

 

แหล่งอ้างอิง

The Derek Bok Center for Teaching and Learning, Harvard University. (n.d.). Devices in the classroom. Retrieved 15 September, https://bokcenter.harvard.edu/technology-and-student-distraction

Klain, A. (2022, March 22). Cellphones in schools: A huge nuisance and a powerful teaching tool. EducationWeek. 
https://www.edweek.org/technology/cellphones-in-schools-a-huge-nuisance-and-a-powerful-teaching-tool/2022/03

Lamb, A. (2023, March 13). Do phones belong in school?. The Harvard Gazette. 
https://news.harvard.edu/gazette/story/2023/03/experts-see-pros-and-cons-to-allowing-cellphones-in-class

Rose, S., & Taylor, J. (2022, June 21). For schools, accepting student mobile phone use may be a better approach than banning them. The Conversation. 
https://theconversation.com/for-schools-accepting-student-mobile-phone-use-may-be-a-better-approach-than-banning-them-183163

Said, S. (2023, January 4). 4 ways to reduce smartphone distractions. Edutopia. 
https://www.edutopia.org/article/personal-devices-use-in-the-classroom/

 

ที่มา ; EDUCA

สรุปสาระสำคัญ 

บทความชี้ให้เห็นว่าโทรศัพท์มือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการเรียนรู้ โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 แต่ก็สร้างความกังวลว่าเป็นอุปสรรคต่อการเรียน หลายประเทศจึงพยายามจำกัดการใช้ในโรงเรียน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่ตัวอุปกรณ์ แต่คือ “ความวอกแวก” หรือการเสียสมาธิจากการสลับความสนใจ (multitasking) ซึ่งทำให้ผู้เรียนไม่สามารถจดจ่อได้เต็มที่ แม้ไม่มีโทรศัพท์ หากบทเรียนไม่น่าสนใจ ผู้เรียนก็อาจเสียสมาธิกับสิ่งอื่นอยู่ดี ดังนั้นหัวใจสำคัญคือการออกแบบการเรียนรู้ให้ดึงดูด มีความหมาย และท้าทาย

บทความเสนอแนวทาง 3 ประการ ได้แก่ (1) ออกแบบบทเรียนให้สอดคล้องกับความสนใจและวัยของผู้เรียน (2) ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น การสแกน QR Code เล่นเกมการศึกษา หรือค้นคว้าข้อมูล (3) รับฟังความคิดเห็นนักเรียนและผู้ปกครองก่อนกำหนดกฎ พร้อมสื่อสารเหตุผลและผลกระทบอย่างชัดเจน สุดท้าย การห้ามใช้โทรศัพท์โดยสิ้นเชิงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่ควรเน้นการบริหารจัดการการใช้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาระสำคัญที่สุดของบทความคือข้อใด
ก. โทรศัพท์มือถือเป็นอันตรายต่อเด็ก
ข. ควรแบนโทรศัพท์มือถือในโรงเรียน
ค. ปัญหาอยู่ที่การจัดการความสนใจ ไม่ใช่อุปกรณ์
ง. นักเรียนควรใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นว่าปัญหาหลักคือ “ความวอกแวก” ไม่ใช่ตัวมือถือ

 

ข้อ 2

แนวคิด multitasking ตามบทความหมายถึงอะไร
ก. การทำหลายงานได้พร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ข. การสลับความสนใจอย่างรวดเร็ว
ค. การใช้เทคโนโลยีหลายชนิด
ง. การทำงานเป็นทีม

เฉลย: ข
เหตุผล: อธิบายว่าเป็นการสลับโฟกัส ไม่ใช่ทำพร้อมกันจริง

 

ข้อ 3

หากครูต้องการลดการใช้มือถือในห้องเรียน ควรทำสิ่งใดก่อน
ก. ยึดโทรศัพท์ทั้งหมด
ข. ลงโทษทันที
ค. ออกกฎโดยไม่ต้องอธิบาย
ง. สื่อสารและรับฟังความคิดเห็น

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความเน้นการมีส่วนร่วมและการสื่อสาร

 

ข้อ 4

ข้อใดเป็นแนวทางใช้มือถืออย่างสร้างสรรค์
ก. ปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ต
ข. ใช้เล่นเกมทั่วไป
ค. ใช้ตอบคำถามผ่าน Kahoot
ง. ห้ามใช้ทุกกรณี

เฉลย: ค

เหตุผล: เป็นตัวอย่างการใช้เพื่อการเรียนรู้

 

ข้อ 5

หากบทเรียนไม่น่าสนใจ จะเกิดผลอย่างไร
ก. นักเรียนตั้งใจมากขึ้น
ข. นักเรียนไม่ใช้มือถือ
ค. นักเรียนเกิดสมาธิสูง
ง. นักเรียนเสียสมาธิแม้ไม่มีมือถือ

เฉลย: ง
เหตุผล: ชี้ว่าปัญหาไม่ใช่อุปกรณ์อย่างเดียว

 

ข้อ 6

เหตุผลที่หลายประเทศจำกัดการใช้มือถือคืออะไร
ก. ลดค่าใช้จ่ายโรงเรียน
ข. ป้องกันความวอกแวกในการเรียน
ค. ส่งเสริมเทคโนโลยี
ง. เพิ่มผลสอบทันที

เฉลย: ข
เหตุผล: เนื่องจากกังวลเรื่องสมาธิผู้เรียน

 

ข้อ 7

บทบาทครูตามบทความควรเป็นอย่างไร
ก. ผู้ควบคุมเข้มงวด
ข. ผู้สั่งการเพียงอย่างเดียว
ค. ผู้ออกแบบการเรียนรู้
ง. ผู้ห้ามใช้เทคโนโลยี

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการออกแบบกิจกรรมที่ดึงดูด

 

ข้อ 8

การใช้มือถือเช็กอินความรู้สึกก่อนเรียนสะท้อนแนวคิดใด
ก. การลงโทษ
ข. การวัดผลปลายภาค
ค. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
ง. การจำกัดเทคโนโลยี

เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน

 

ข้อ 9

ข้อใดเป็นการตัดสินใจเชิงบริหารที่เหมาะสม
ก. แบนมือถือทันทีทุกระดับ
ข. ให้ใช้โดยไม่มีข้อจำกัด
ค. ออกนโยบายร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ง. ไม่ต้องมีกฎใด ๆ

เฉลย: ค
เหตุผล: สอดคล้องกับแนวคิดมีส่วนร่วม

 

ข้อ 10

หากครูต้องการแก้ปัญหาสมาธินักเรียน ควรเน้นสิ่งใดมากที่สุด
ก. เพิ่มการบ้าน
ข. ลดเวลาเรียน
ค. ออกแบบกิจกรรมที่ท้าทาย
ง. ห้ามใช้มือถือ

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าการออกแบบการเรียนรู้คือหัวใจสำคัญ

 
 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น