สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เด็กไทยมีศักยภาพสูงแต่ขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี

SALIKA ได้รับเกียรติจาก ดร.อภิชาติ ประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี หรือ OKMD

ในอดีต เคยรับบทผู้อำนวยการหลักสูตร S-Curve ในพื้นที่ EEC ในการจัดการฝึกอบรมบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และนักเรียน นิสิต นักศึกษา จำนวน 3 หลักสูตรคือ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 

ถาม: จากประสบการณ์ในต่างประเทศ ทั้งจากการศึกษาเล่าเรียน การไปดูงาน และการทำงานในต่างประเทศ อยากให้ ดร.อภิชาติ เปรียบเทียบสภาพการจัดการเรียนรู้ของไทยกับต่างประเทศ

ตอบ: ในต่างประเทศ ผมว่าเด็กๆ เขาคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้นะครับ เริ่มตั้งแต่ของเล่นของเด็กๆ เขาจะมีของเล่นที่ป็นของเล่นที่สร้างปัญญาต่างๆ เยอะมาก แม้แต่ในระบบโรงเรียน เขาก็นำสิ่งเหล่านี้เข้าไปใช้นะครับ ไม่ว่าจะนำไปใช้ในการเรียนการสอน นำไปใช้ในการทำกิจกรรม ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เช่น การใช้ประโยชน์จากระบบ Automation การเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของ Robotics การเรียนรู้เกี่ยวกับ A.I. ว่ามันสามารถเรียนรู้และช่วยเหลืองานเราได้อย่างไร เหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา เป็นการเรียนรู้จากการได้เห็นและได้ใช้จริง สำหรับเมืองไทย ความที่หลักสูตรของเราค่อนข้างจะเปลี่ยนช้า แตกต่างจากต่างประเทศที่หลักสูตรมีความยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนไปได้ตามสมัยและความจำเป็นในการเรียนรู้ของเด็ก แต่หลักสูตรของเรามันค่อนข้างฟิตและฟิก ทำให้ปรับเปลี่ยนให้ทันโลกได้ช้ากว่า นี่คืออุปสรรคที่เป็นตัวดึงให้เด็กไทยไม่สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ได้ ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราก็มีข้อจำกัดในด้านงบประมาณและบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ 

ถาม: เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรครับ

ตอบ: ผมคิดว่าเราจะไปแก้โครงสร้างหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการคงไม่ใช่เรื่องที่จะทำง่ายๆ แต่เราอาจจะส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ภายในโรงเรียนได้ ผมอยากยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น คือที่ญี่ปุ่น ในระดับโรงเรียนเขาจะมีชุมนุม ที่ให้เด็กๆ เข้าร่วมเป็น Community เล็กๆ แล้วสร้างกิจกรรมแข่งขันกันระหว่างชุมนุมของแต่ละโรงเรียนในตำบล ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา หรือวิชาการ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ คือญี่ปุ่น เขาส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เข้าร่วมแข่งขันในทางสร้างสรรค์ เริ่มตั้งแต่ระดับท้องถิ่น คือตำบล มาอำเภอ มาจังหวัด และมาภูมิภาค ของเราไม่ค่อยจะมีการแข่งขันแบบนี้ที่จริงจังเลย ของญี่ปุ่นเค้าเริ่มกันตั้งแต่ระดับอนุบาล มาประถม มามัธยม มามหาวิทยาลัย เขาจะมีการตั้งทีมชุมนุมในโรงเรียนหรือชมรมต่างๆ จนมันกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วนะครับ คือถ้าเราผลักดันการเรียนรู้ให้ขึ้นถึงระดับวัฒนธรรมแบบของญี่ปุ่นได้ เราก็จะเห็นพัฒนาการได้ไม่ยาก คือวัฒนธรรมตรงนี้มันจะช่วยขับเคลื่อนการเรียนรู้ของเด็กๆ กระตุ้นเด็กให้รักการเรียนรู้ ทำให้เด็กพัฒนาตัวเองตลอดเวลาและก้าวทันโลกได้ 

ถาม: ในช่วงท้ายอยากให้ฝากถึงน้องๆ คนรุ่นใหม่ที่กำลังสนใจ S-Curve

ตอบ: เท่าที่ผมทำงานมา ที่ OKMD ผมคิดว่า เด็กไทยมีศักยภาพสูง แต่ขาดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี สาเหตุจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในโรงเรียนใหญ่ๆ ผมคิดว่าเขาก็มีหลักสูตรหรือกิจกรรมการสอนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่ว่าในระดับโรงเรียนขนาดเล็ก ผมคิดว่าเรายังมีความจำเป็นที่ต้องผลักดันหลักสูตรหรือกิจกรรมแบบนี้เข้าไป 

ที่ผ่านมาเราพยายามที่จะออกไปทำกิจกรรม ออกไปสร้างหลักสูตรฝึกอบรม S-Curve ให้กับเด็กในหลายๆ พื้นที่ให้เด็กได้มีโอกาสรู้จักคำว่า A.I. คำว่า Robotics คำว่า IoT ว่ามันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และจะนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไร 

สุดท้ายนี้ ผมอยากให้เด็กๆ หรือน้อง ๆ คนรุ่นใหม่ เกิดวัฒนธรรมความอยากเรียนรู้ ให้รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน และอยากให้มีการส่งเสริมจากภาครัฐเกี่ยวกับ S-Curve ให้เชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญของ S-Curve กับการพัฒนาประเทศ โดยเริ่มจากการพัฒนาคน ซึ่งก็คือเด็กๆ หรือน้องๆ คนรุ่นใหม่นั่นเองครับผม 

Jakkrit Siririn 

ที่มา ; SALIKA

สรุปสาระสำคัญ 

บทสัมภาษณ์สะท้อนความแตกต่างของการจัดการเรียนรู้ระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ โดยต่างประเทศมีการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ของเล่นเชิงปัญญา การเรียนรู้ระบบ Automation หุ่นยนต์ (Robotics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งในและนอกห้องเรียน ทำให้เด็กคุ้นเคยกับเทคโนโลยีและสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง ขณะที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดจากหลักสูตรที่ปรับเปลี่ยนช้า มีลักษณะตายตัว รวมถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้การเรียนรู้ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

แนวทางแก้ไขไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนหลักสูตรทั้งหมด แต่สามารถส่งเสริมกิจกรรมในโรงเรียน เช่น การจัดชุมนุมและการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ตามแนวทางประเทศญี่ปุ่น ที่พัฒนาเด็กผ่านชมรมและการแข่งขันตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ จนกลายเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้

นอกจากนี้ยังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี โรงเรียนขนาดใหญ่มีความพร้อมมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก จึงควรผลักดันกิจกรรม S-Curve เช่น AI, Robotics และ IoT ให้เข้าถึงทุกพื้นที่ พร้อมปลูกฝังวัฒนธรรม “รักการเรียนรู้” ให้เด็กไทยเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต และเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ข้อสอบ

ข้อ 1

ข้อใดสะท้อนความแตกต่างของการเรียนรู้ต่างประเทศกับไทยได้ชัดเจนที่สุด
ก. ต่างประเทศเน้นท่องจำมากกว่าไทย
ข. ไทยมีการใช้ AI มากกว่าต่างประเทศ
ค. ต่างประเทศเน้นเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ส่วนไทยยังพึ่งหลักสูตรตายตัว
ง. ไทยไม่มีการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์

เฉลย: ค
เหตุผล: ข้อความชี้ว่าต่างประเทศเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ขณะที่ไทยยังติดหลักสูตรที่ยืดหยุ่นน้อย

ข้อ 2

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การศึกษาไทยปรับตัวช้าคือข้อใด
ก. หลักสูตรมีความยืดหยุ่นสูง
ข. หลักสูตรค่อนข้างตายตัวและเปลี่ยนแปลงช้า
ค. นักเรียนไม่สนใจเรียน
ง. ครูไม่มีการสอนเลย

เฉลย: ข
เหตุผล: ต้นเหตุหลักคือโครงสร้างหลักสูตรที่ปรับตัวช้า

ข้อ 3

แนวทางแก้ปัญหาที่ผู้ให้สัมภาษณ์เสนอคือข้อใด
ก. ปิดโรงเรียนขนาดเล็ก
ข. ลดรายวิชาวิทยาศาสตร์
ค. เพิ่มการสอบระดับชาติ
ง. ส่งเสริมกิจกรรมชุมนุมและการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์

เฉลย: ง
เหตุผล: เน้นกิจกรรมเสริมในโรงเรียนตามแนวทางญี่ปุ่น

ข้อ 4

แนวคิดของประเทศญี่ปุ่นที่นำมาเป็นตัวอย่างเน้นเรื่องใด
ก. การเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ
ข. การสร้างวัฒนธรรมการแข่งขันผ่านชมรม
ค. การลดกิจกรรมเด็ก
ง. การเรียนแบบท่องจำ

เฉลย: ข
เหตุผล: ญี่ปุ่นใช้ชมรมและการแข่งขันสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้

ข้อ 5

บทบาทของกิจกรรม S-Curve คืออะไร
ก. ลดจำนวนครู
ข. เพิ่มการสอบแข่งขัน
ค. สร้างความเข้าใจ AI, Robotics และ IoT
ง. เน้นการท่องจำเนื้อหา

เฉลย: ค
เหตุผล: S-Curve มุ่งให้เด็กเข้าใจเทคโนโลยีสมัยใหม่

ข้อ 6

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหมายถึงอะไร
ก. เด็กทุกคนเรียนเท่ากัน
ข. โรงเรียนใหญ่และเล็กเข้าถึงทรัพยากรเท่ากัน
ค. โรงเรียนขนาดเล็กเข้าถึงเทคโนโลยีได้น้อยกว่า
ง. ไม่มีครูในโรงเรียนเมือง

เฉลย: ค
เหตุผล: โรงเรียนเล็กขาดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี

ข้อ 7

เหตุใดการเปลี่ยนหลักสูตรจึงทำได้ยาก
ก. ไม่มีนักเรียน
ข. ระบบโครงสร้างซับซ้อน
ค. ไม่มีงบประมาณเลย
ง. ไม่มีเทคโนโลยี

เฉลย: ข
เหตุผล: การเปลี่ยนหลักสูตรเกี่ยวข้องกับโครงสร้างระบบการศึกษา

ข้อ 8

ผลลัพธ์ที่ต้องการจากการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้คืออะไร
ก. การแข่งขันลดลง
ข. นักเรียนสอบตกมากขึ้น
ค. นักเรียนเลิกเรียน
ง. ผู้เรียนรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เฉลย: ง
เหตุผล: มุ่งสร้าง lifelong learning

ข้อ 9

บทบาทของภาครัฐที่ควรดำเนินการคืออะไร
ก. ยกเลิกเทคโนโลยี
ข. ลดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์
ค. ส่งเสริม S-Curve เชื่อมกับการพัฒนาประเทศ
ง. ลดงบการศึกษา

เฉลย: ค
เหตุผล: รัฐควรเชื่อมเทคโนโลยีกับการพัฒนาประเทศ

ข้อ 10

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องปลูกฝังในเยาวชนคืออะไร
ก. ความอยากเรียนรู้
ข. การแข่งขันสูงสุด
ค. การสอบให้ได้คะแนน
ง. การหลีกเลี่ยงเทคโนโลยี

เฉลย: ก
เหตุผล: หัวใจคือการสร้าง “ความอยากเรียนรู้” อย่างต่อเนื่อง

 
 

ความเห็นของผู้ชม