สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ผอ. โรงเรียนเป็น “ตัวกลาง”และ”กล่องดำ” การปฏิรูปการศึกษา

คำว่า"ปฎิรูปการศึกษา"เป็นเรื่องที่พูดกันมาหลายปี หลังการยึดอำนาจของ คสช.มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาการปฎิรูปการศึกษาขึ้น เพื่อกำหนดแผนและแนวทางว่าประเทศไทยจะต้องดำเนินการปฎิรูปการศึกษาในรูปแบบไหน อย่างไร แต่วันเวลาผ่านไปหลายปี จนรัฐบาลชุดปัจจุบันใกล้ครบวาระ และกำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเร็วๆนี้ แต่การปฎิรูปการศึกษาที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักการพัฒนาประเทศ  กลับยังไม่บังเกิดผลที่เป็นรูปธรรมทางใดทางหนึ่ง  

ล่าสุด ดร.รัตนา แซ่เล้า เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและวิจัย มูลนิธิเอเชีย ประเทศไทย ได้เขียนบทความเรื่อง"จะปฏิรูปการศึกษาไทย ต้องให้ ผอ. โรงเรียนเป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงนโยบายรัฐสู่เด็ก"โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

กล่าวได้ว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจดูแลหลักสูตรการศึกษา ได้ให้อิสระกับโรงเรียนในการจัดการเรียนการสอนโดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และกลายเป็นหัวใจหลักของการปฏิรูปการศึกษาไทย ยังเป็นดัง “ภาพฝัน” เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงภาครัฐยังคงต้องดิ้นรนแสวงหาความมุ่งมั่นทางนโยบายการเมืองและงบประมาณก้อนใหญ่มาใช้เพื่อคงไว้ซึ่งคำว่า “ปฏิรูปการศึกษา” ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงปรากฏชัด ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่อยู่ในส่วนกลาง และโรงเรียนยังคงเน้นการเรียนการสอนแบบท่องจำ   

มูลนิธิเอเชีย ประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย (DFAT) เชื่อมั่นว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นหนทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะกับดักรายได้ปานกลาง การให้อำนาจและอิสระกับโรงเรียนจัดทำหลักสูตรที่ยืดหยุ่นตามความต้องการของเด็กจะช่วยพัฒนาเด็กไทยและประเทศไทยได้มากกว่า 

ผู้อำนวยการโรงเรียน” หรือ “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” จึงมีบทบาทสำคัญ เป็นดัง “กล่องดำทางการศึกษา” หรือ “ตัวกลาง” ระหว่างความต้องการปฏิรูปการศึกษาของภาครัฐ ต้อง “รับ” และ “ตีความ” นโยบาย และ “แปลง” “ถ่ายทอด” เป็นแผนปฏิบัติการสำหรับจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน ผู้อำนวยการที่ “ประสบความสำเร็จ” จะต้องสามารถปรับแก้ไขและเสริมสร้างกระบวนการเรียนการสอนให้ได้ตามเป้าหมายการศึกษาของชาติและสอดรับกับความต้องการเรียนรู้ของเด็ก เรียกได้ว่าจะต้องมีบทบาทเป็น “ผู้นำทางวิชาการ” ตามทฤษฎีตั้งแต่ช่วงปี 2523 โดยศาสตราจารย์ ดร.ฟิลิป ฮาลิงเจอร์ (Professor Philip Hallinger) นักการศึกษาและที่ปรึกษาอาวุโสของโครงการวิจัย มูลนิธิเอเชีย ซึ่งต่อมาอีกราว 40 ปี ความคาดหวังให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาจะต้องมีบทบาทเป็นผู้นำทางวิชาการนี้จึงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ 

ความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้อำนวยการโรงเรียนเกิดขึ้นได้ ด้วยการกำหนดทิศทางของโรงเรียน จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ และปรับปรุงพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ผู้นำทางวิชาการจะต้องกำหนดทิศทางวัฒนธรรมของโรงเรียน จัดระเบียบการดำเนินงาน และกำกับติดตามให้ความช่วยเหลือการศึกษาของเด็กให้มีความก้าวหน้า รวมทั้งปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความสำเร็จ โดยยึดถือให้ความต้องการเรียนรู้ของเด็กเป็นศูนย์กลาง 

จากโครงการวิจัยของมูลนิธิเอเชีย เรื่อง “จากความท้าทาย สู่คุณภาพการศึกษาของประเทศไทย : กฎระเบียบ การบริหารทรัพยากร และความเป็นผู้นำ” ที่มุ่งทำความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นผู้นำทางวิชาการและความสำเร็จของนักเรียน พบว่าโครงสร้างที่ฝังแน่นในระบบการศึกษาเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการปฏิรูปการศึกษาไทย ทั้งการรวมศูนย์อำนาจที่ชัดเจน ทรัพยากรทางการศึกษาที่ถูกจำกัด รวมถึงแนวความคิดที่ผิดพลาดเกี่ยวกับภาวะผู้นำ มูลนิธิเอเชีย จึงเผยแพร่ผลการวิจัยนี้ออกสู่สาธารณชน ด้วยความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร มูลนิธิอานันทมหิดล และบริษัท อสมท (จำกัด) มหาชน ผ่านโครงการรณรงค์ “โรงเรียนดีมีทุกที่” เพื่อแสวงหาและนำเสนอ “ตัวอย่างผู้นำทางวิชาการ” จากโรงเรียนทั่วประเทศ ในรูปแบบสารคดีการศึกษา ออกอากาศผ่านทางรายการ “1 ในพระราชดำริ” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี ในช่วงค่ำคืนวันอาทิตย์ต่อเนื่องมาตลอดทั้งปี 2565 

สารคดีนี้ช่วยผลักดันให้เกิดการทบทวนถึงบทบาทของผู้อำนวยการโรงเรียนอย่างรอบด้าน มูลนิธิเอเชีย เห็นสมควรจะนำ “เสียงสะท้อน” หรือ “ความคิดเห็น” โดยตรงจากเด็กนักเรียนมาร่วมพิจารณาด้วย จึงประสานความร่วมมือกับสถานทูตออสเตรเลียและสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการประกวดเรียงความภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา ในหัวข้อ “ครูใหญ่ในใจเรา” ขึ้น ทำให้ได้รับเรียงความกว่า 3,300 ฉบับ จากเกือบ 270 โรงเรียนทั่วประเทศ ที่สามารถสรุปได้เป็น 

5 สิ่งที่เด็กนักเรียนไทยอยากได้ จากผู้อำนวยการโรงเรียน” นั่นคือ

 1. เด็กให้ความสำคัญกับผู้อำนวยการโรงเรียนเทียบเท่าพ่อแม่ เห็นว่า ผู้อำนวยการเป็นดัง “พ่อแม่คนที่สอง” และยกย่องให้โรงเรียนเป็น “บ้านหลังที่สอง” พบตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างความรักในแบบพ่อแม่และผู้อำนวยการสถานศึกษา เช่น ใจดี ใจกว้าง มอบความรัก มองโลกแง่บวก จริงใจ อ่อนโยน มาหานักเรียนด้วยสายตาอ่อนโยนดังสายตาของแม่ที่มองลูก สร้างความรู้สึกปลอดภัยให้แก่เด็ก ความเปรียบที่เกิดขึ้นนี้มีลักษณะเฉพาะในบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทย แตกต่างจากงานวิจัยระดับนานาชาติ 

2. เด็กต้องการให้ผู้อำนวยการใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนนานมากขึ้น นักเรียนจะประทับใจมากหากผู้อำนวยการยืนต้อนรับพวกเขา หน้าประตูโรงเรียนในยามเช้า ก่อนเข้าเรียนและเดินตรวจตรารอบโรงเรียน มีเวลาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ในโรงเรียน บริหารจัดการและปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ตกแต่งห้องเรียนและปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม ผู้อำนวยการที่เข้างานเช้า อยู่โรงเรียนนาน ร่วมกิจกรรมต่างๆ ย่อมได้รับความรัก ความประทับใจ 

3. ผู้อำนวยการจะต้องมีวิสัยทัศน์และเป็นแบบอย่างให้แก่ครูในโรงเรียน สมฐานะ “กัปตัน” คือหัวหน้าหรือผู้นำโรงเรียน นักเรียนเห็นว่าผู้อำนวยการเป็นดัง “หัวหน้าครู” สามารถแนะแนวและให้คำปรึกษาด้านการสอนแก่คณะครูได้ นอกจากนั้น ผู้อำนวยการจะต้องปฏิบัติตน “เป็นแบบอย่าง” ในฐานะผู้นำ จะต้องทำงานหนัก มีวินัย อดทนอดกลั้น เก่งรอบด้าน และทันสมัย จะต้องนำพาบุคลากรในโรงเรียน ทั้งครูและนักเรียนได้ ตัวอย่างเช่น

ครูใหญ่เปรียบเสมือน “นายท้ายเรือ” ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมเรือให้แล่นไปตามทิศทาง ไม่ให้ออกนอกลู่ทางตามกระแสน้ำแต่จะคอยควบคุมเรือให้แล่นไปข้างหน้าอย่างสง่างามและปลอดภัย” (จาก ด.ญ.พิชญา สาผิว โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม) 

4. ผู้อำนวยการจะต้องสร้างโอกาส ส่งเสริมให้เกิดพื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียน พบความกระตือรือร้นของเด็กในการเข้าร่วมกิจกรรมใหม่ๆ นอกเหนือไปจากกิจกรรมตามหลักสูตรการศึกษาปกติ
"ผอ.โรงเรียน ต้องมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรและให้การสนับสนุนในกิจกรรมทุกด้านที่นักเรียนสนใจ และมีความสามารถในด้านนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ด้านกีฬา ด้านศิลปะ หรือแม้แต่กิจกรรมอาสา ควรสนับสนุนทุกสิ่งที่นักเรียนสนใจและมีความสามารถในด้านนั้น เพราะมิได้ส่งผลดีต่อนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลประทบให้สถานศึกษานั้นเป็นสถานศึกษาที่มีนักเรียนที่เก่งและมีคุณภาพ” (จาก น.ส.วรรณวิษา ส่วยหาญ โรงเรียนขามแก่นนคร)
 

5. เด็กต้องการให้ผู้อำนวยการมีความยุติธรรม ไร้อคติ ช่วยยุติความรุนแรงและการกลั่นแกล้ง (Bullying) ภายในโรงเรียน การกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นปัญหาสำคัญ ผู้อำนวยการเป็นผู้นำในการเคารพสิทธิ สร้างความเข้าใจ ยอมรับในความแตกต่างและมีมนุษยธรรมต่อกันภายในโรงเรียน ผู้อำนวยการต้องเป็นกลาง เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของเด็ก สนับสนุน สร้างความมั่นใจให้เด็กทุกคนเชื่อมั่นและ “เป็น” ตนเอง อีกทั้งยังต้องปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ให้ความเท่าเทียม และเป็นประชาธิปไตย รับผิดชอบและอุทิศตนเพื่อโรงเรียน ตัวอย่างเช่น

ครูใหญ่ในใจของฉันคงเป็นคนที่เข้าถึงง่าย ไม่ยึดถือในตำแหน่งสูงๆ ของตนเอง ทำให้นักเรียนกล้าที่จะเข้าหาและพูดคุยด้วย ก็ได้แค่ยอมรับฟังในทุกๆความแตกต่างชองนักเรียนไม่ว่านักเรียนจะเป็นใคร เพศไหน ฐานะใดก็ตาม…ท่านไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกๆ คน แค่ท่านรับฟังและนำไปพิจารณา ก็เพียงพอแล้ว” (จาก น.ส.มนัสนันท์ ขานด่อน โรงเรียนสารคามพิทยาคม)

ข้อนี้แสดงให้เห็นความคาดหวังว่าผู้อำนวยการจะเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตบนพื้นฐานของการเคารพในความแตกต่างหลากหลาย พวกเขาต้องการการดูแลเอาใจใส่ด้วยความเท่าเทียมและเคารพในความต่างของเพศสภาพ ศาสนา เชื้อชาติ ชนชั้น และ “ตัวตนอันเป็นอัตลักษณ์” ของแต่ละบุคคล ผู้อำนวยการสถานศึกษาจึงควรเป็นผู้นำในการแสดงถึงการเคารพ และความเข้าใจในอัตลักษณ์และเสรีภาพของเด็ก นอกจากนั้น นักเรียนยังคาดหวังให้ผู้อำนวยการรับฟังปัญหาความทุกข์ของพวกเขา และเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้นในโรงเรียน 

เสียงความคิดความต้องการของเด็กๆ ทั้ง 5 ข้อนี้ดังชัดเจน สะท้อนถึงผู้อำนวยการ “ในฝัน” “ในอุดมคติ” ที่จะเป็นพลังสำคัญในโรงเรียนและในชีวิตของพวกเขา แต่การจะไปถึงฝั่งฝันนั้นกลับถูกขัดขวางด้วยหลายปัจจัย เช่น การขาดแคลนงบประมาณ แม้กระทั่งสำหรับหลักสูตรการเรียนการสอนตามปกติ และโอกาสในการไต่เต้าเลื่อนขั้นทางวิชาชีพ บีบให้ผู้อำนวยการจำเป็นต้องใช้ความพยายามและเวลานอกโรงเรียนในการสร้างเครือข่ายระดมทุน พรากเวลาที่ผู้อำนวยการควรจะใช้พัฒนาโรงเรียนไปอย่างน่าเสียดาย 

"ผลการศึกษานี้จึงช่วยให้เห็นภาพสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทย เด็กต้องการมีผู้อำนวยการที่ยุติธรรม มีภาวะผู้นำทางวิชาการ เป็นผู้นำโรงเรียน และสร้างพื้นที่สำหรับแสวงหาความรู้มากยิ่งขึ้น กลายเป็นความท้าทายของเหล่าผู้กำหนดนโยบายการศึกษาที่จะต้องทำความปรารถนาเหล่านี้ให้เป็นจริง ภาครัฐจะทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้? จะทำอย่างไรเพื่อกำกับดูแลโครงสร้างที่สนับสนุนให้เกิดภาวะผู้นำทางวิชาการ และจะทำอย่างไรให้ระบบของโรงเรียนช่วยเหลือดูแลผู้นำเหล่านั้นได้? เริ่มต้นค้นหาคำตอบได้จากการรับฟังเสียงความคิดความต้องการของเด็กๆ ข้างต้น"บทรายงานสรุป 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 13 กุมภาพันธ์ 2566

สรุปสาระสำคัญ

บทความกล่าวถึงความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาไทย ที่ดำเนินมานานหลายปี แต่ยังไม่เกิดผลเชิงรูปธรรม แม้มีนโยบายและคณะกรรมการระดับชาติ ปัญหาหลักยังคงอยู่ ได้แก่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การรวมศูนย์อำนาจการบริหาร และการเรียนการสอนแบบท่องจำ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มุ่งให้โรงเรียนมีอิสระและยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เกิดจริง มูลนิธิเอเชียและภาคีเสนอว่าผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นตัวกลางสำคัญในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ ต้องเป็นผู้นำทางวิชาการ กำหนดทิศทางโรงเรียน จัดสภาพแวดล้อม และพัฒนาการเรียนรู้ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง งานวิจัยพบว่าโครงสร้างระบบและทรัพยากรจำกัดเป็นอุปสรรค เด็กนักเรียนสะท้อนความคาดหวังต่อผู้อำนวยการ 5 ด้าน ได้แก่ ความเป็นเหมือนพ่อแม่ การอยู่โรงเรียนและใกล้ชิดนักเรียน วิสัยทัศน์และเป็นแบบอย่าง การส่งเสริมกิจกรรม และความยุติธรรมไร้อคติ อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการยังถูกจำกัดด้วยงบประมาณและภาระงาน บทความสรุปว่าการปฏิรูปที่แท้จริงต้องเริ่มจากการรับฟังเสียงเด็ก สนับสนุนภาวะผู้นำทางวิชาการ และปรับโครงสร้างระบบการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ปัญหาสำคัญที่สุดของการปฏิรูปการศึกษาไทยตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดเทคโนโลยีการเรียนรู้
ข. การขาดครูในโรงเรียนชนบท
ค. ความเหลื่อมล้ำและการรวมศูนย์อำนาจ
ง. การขาดนักเรียนที่มีคุณภาพ

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าปัญหาหลักคือความเหลื่อมล้ำและการรวมศูนย์อำนาจ

 

ข้อ 2

บทบาทสำคัญของผู้อำนวยการโรงเรียนตามบทความคือข้อใด
ก. ผู้ตรวจสอบงบประมาณ
ข. ตัวกลางแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ
ค. ผู้กำหนดหลักสูตรระดับชาติ
ง. ผู้ประเมินครูรายบุคคล

เฉลย: ข
เหตุผล: ผอ. ทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายรัฐไปสู่ห้องเรียน

 

ข้อ 3

แนวคิด “ผู้นำทางวิชาการ” เน้นสิ่งใดมากที่สุด
ก. การบริหารงบประมาณ
ข. การควบคุมวินัยนักเรียน
ค. การพัฒนาการเรียนรู้ผู้เรียน
ง. การจัดซื้ออุปกรณ์โรงเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการพัฒนาการเรียนการสอนและผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

 

ข้อ 4

ข้อใดสะท้อนความคาดหวังของนักเรียนต่อผู้อำนวยการได้ถูกต้องที่สุด
ก. เน้นงานเอกสารเป็นหลัก
ข. อยู่แต่ในสำนักงาน
ค. เป็นผู้นำที่ยุติธรรมและใกล้ชิดนักเรียน
ง. เพิ่มจำนวนข้อสอบกลาง

เฉลย: ค
เหตุผล: นักเรียนต้องการผู้นำที่ยุติธรรมและเข้าถึงได้

 

ข้อ 5

ข้อใดไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษา
ก. การรวมศูนย์อำนาจ
ข. ทรัพยากรจำกัด
ค. แนวคิดผู้นำไม่เหมาะสม
ง. นักเรียนมีความสามารถสูงเกินไป

เฉลย: ง
เหตุผล: ไม่ได้เป็นปัญหาเชิงระบบตามบทความ

 

ข้อ 6

บทบาท “ตัวกลาง” ของผู้อำนวยการหมายถึงอะไร
ก. ทำหน้าที่สอนแทนครู
ข. แปลงนโยบายรัฐเป็นการปฏิบัติในโรงเรียน
ค. สร้างข้อสอบมาตรฐาน
ง. ควบคุมการเงินโรงเรียนเท่านั้น

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นผู้เชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติจริง

 

ข้อ 7

ข้อใดเป็นความต้องการของนักเรียนด้านกิจกรรม
ก. ลดกิจกรรมนอกหลักสูตร
ข. เน้นการสอบเท่านั้น
ค. สนับสนุนกิจกรรมหลากหลาย
ง. จำกัดกิจกรรมกีฬา

เฉลย: ค
เหตุผล: นักเรียนต้องการพื้นที่พัฒนาศักยภาพหลากหลาย

 

ข้อ 8

การแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนควรเน้นอะไร
ก. เพิ่มบทลงโทษอย่างเดียว
ข. ความยุติธรรมและการรับฟัง
ค. ลดจำนวนนักเรียน
ง. เพิ่มการบ้าน

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นความยุติธรรม ไร้อคติ และรับฟังนักเรียน

 

ข้อ 9

อุปสรรคสำคัญของผู้อำนวยการโรงเรียนคือข้อใด
ก. มีอำนาจมากเกินไป
ข. งบประมาณและภาระงานจำกัด
ค. ครูทำงานเกินเวลา
ง. นักเรียนขาดความสนใจ

เฉลย: ข
เหตุผล: ถูกจำกัดด้วยงบประมาณและงานนอกโรงเรียน

 

ข้อ 10

แนวทางปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญที่สุดตามบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มข้อสอบระดับชาติ
ข. ลดจำนวนโรงเรียน
ค. รับฟังเสียงเด็กและพัฒนาผู้นำโรงเรียน
ง. เพิ่มงานเอกสารครู

เฉลย: ค
เหตุผล: แก่นสำคัญคือการรับฟังเด็กและเสริมภาวะผู้นำทางวิชาการ

ความเห็นของผู้ชม

 เห็นด้วยทุกแนวทางการพัฒนา แต่เชื่อหรือไม่ว่า เคยปฏิบัติมาแล้ว แต่ระบบไม่เอื้อต่อการปฏิบัติ กลายเป็นแกะดำในระบบ ระบบที่อุ้ยอ้าย การบริหารและการนำนโยบายไปปฏิบัติไม่สอดคล้องกันทุกระดับ มุ่งเน้นในผลลัพธ์ที่ไม่ใช่ในตัวนักเรียน ฯลฯ
 2/20/2023 4:44:59 PM |  วรวุฒิ
 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับบทความนี้อย่างยิ่ง ในถานะผู้อำนวยการคนหนึ่ง แต่อยากเพิ่มเติมแนวคิดด้านความเข้าใจการให้อภัยให้โอกาสและเติมเต็มความรักความเมตตากับให้กับทุกคนเห็นอกเห็นใจอดทนรับรู้รับฟังทุกๆปัญหา และ ทบทวนด้านการสื่อสารสองทางให้มากด้วยค่ะ
 2/22/2023 3:46:06 PM |  สุพัคสรา
 แสดงความคิดเห็น