
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงาน “การพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย: การวิเคราะห์ช่องว่าง อุปสรรค และทางเลือกเชิงนโยบาย” ซึ่งจัดทำโดย สศช. ร่วมกับยูนิเซฟ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งมีข้อค้นพบว่า ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยด้อยคุณภาพ ทิ้งกลุ่มเปราะบางหลายกลุ่ม การฝึกอบรมไม่เกิดประโยชน์หรือตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน และทรัพยากรมนุษย์ไม่สามารถสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ ได้มากเท่าที่ควร
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ภาพรวมของทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เกิดถึงอายุ 18 ปี มีระดับผลิตภาพ เพียงร้อยละ 61 ในขณะที่ OECD อยู่ในระดับ 85% ซึ่งไทยตามหลังประเทศที่มีรายได้สูง รายได้ปานกลางระดับบนอีกหลายประเทศ และในอีก 5 ปี ไทยจะแพ้เวียดนามแน่นอน ถ้าไม่เปลี่ยนอะไร รายงานฉบับนี้ศึกษาตั้งแต่เด็กปฐมวัยจนถึงระดับหลังการศึกษามหาวิทยาลัย
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ในระดับปฐมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับ ในเชิงปริมาณ ไทยจัดได้ดี 90-98% แต่ในเชิงคุณภาพของปฐมวัยพบปัญหาทุพโภชนาการและการเจริญเติบโตล่าช้า อายุ 0-5 ปี มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ร้อยละ 12.86 ผอมแห้ง ร้อยละ 6.18 เด็กในเมืองน้ำหนักเกินร้อยละ 9.25 เด็กไทยมีพัฒนาการที่สมส่วนร้อยละ 79.2 สำหรับการศึกษาภาคบังคับ ม.1-ม.3 ในเชิงปริมาณทำได้ถึงร้อยละ98 แต่ในเชิงคุณภาพเกิดช่องว่างมาก โดยเฉพาะทักษะขั้นพื้นฐานและวิชาการที่ล่าช้า ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน พบมีนักเรียน ป.2 เพียงร้อยละ 42 มีทักษะการอ่านและการคำนวณที่เหมาะสม ส่วนร้อยละ 68 ต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งหมด ส่วนนักเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับ ม.3 ร้อยละ 9 และร้อยละ 15 พัฒนาการอ่านและคำนวณยังอยู่แค่ระดับ ป.2 เท่านั้น ประกอบกับ โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นตามลำดับ มีโรงเรียนขนาดเล็กร้อยละ 54 หรือ 29,313 แห่ง หรือเด็ก 1.8 ล้านคนที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก และมีคะแนนเฉลี่ยต่ำมาก เด็กไทยจำนวนไม่น้อยขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ม.ปลาย พบว่ามีเด็กเรียนต่อ ม.ปลาย ร้อยละ 59.4 OECD ต่ำกว่าเกณฑ์อยู่ที่ร้อยละ 86 แสดงความมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาตอน ม.ปลายมากที่สุด คือ ร้อยละ 40.6 โดยพบว่าคนยากจนหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด ร้อยละ 62 และคนฐานะดีหลุดเพียงร้อยละ 16
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการสอดคล้องกันระหว่างการศึกษาและอาชีพ พบว่า ร้อยละ 56 มีคุณวุฒิไม่สอดคล้องกับความต้องการอาชีพ โดยค่าเฉลี่ยของ OECD อยู่ที่ร้อยละ 32 จะพบว่าไม่สอดคล้อง และการตกงานในสาขาสังคมศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ และวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ การพัฒนาทักษะอัพสกิล รีสกิล โดยไทยถือเป็นประเทศที่ฝึกอบรมมากที่สุด แต่ประชากรที่ทำงานมีเพียงร้อยละ 2.66 ที่มีการฝึกอบรมเพิ่ม ขณะที่ ODCE ต้องการให้มีค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 58.98 สะท้อนว่าการฝึกอบรมไม่ได้ประโยชน์ ทำให้เกิดผลกระทบต่อตลาดแรงงานเพียงเล็กน้อย ฝึกอบรมแล้วมีงานทำเพิ่ม ร้อยละ 39.4
นายสมพงษ์ กล่าวว่า วิกฤตทักษะขั้นพื้นที่ฐานของเด็กไทย ร้อยละ 64.7 มีปัญหาทักษะการอ่านออกเขียนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 74.1 มีทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 30.3 ทักษะทางอารมณ์และสังคมต่ำกว่าเกณฑ์ และยังพบ เด็กกลุ่ม NEET ที่ไม่ได้อยู่ในการทำงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม ที่อายุ 15–24 ปี เยอะขึ้นตามลำดับ
“ข้อค้นพบเหล่านี้ สะท้อนว่าตัวเลขเชิงคุณภาพเราตกทุกตัว ทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เกิด-18 ปี วัยทำงานตั้งแต่ 18-59 ปี จะพบว่าทรัพยากรมนุษย์ของเราได้ตัวเลขต่ำกว่าเกณฑ์ ทักษะไม่ดี การฝึกอบรมไม่เกิดผล มองว่า เครื่องยนต์การศึกษาเราติดๆขัดข้อง ด้อยคุณภาพ ล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์เด็ก ครอบครัว ชุมชน และตลาดแรงงานอย่างมีนัยยะสำคัญ อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) อ่านรายงานเล่มดี ว่าข้อเท็จจริงในโลกการศึกษาในประเทศวิกฤต ทั้งนี้ในที่ประชุมมีข้อเสนอแนะว่า การแก้ไข ต้องแก้ไขระบบการคุ้มครองทางสังคมกับกลุ่มคนเปราะบาง ที่จะต้องดูปัจจัยทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา สังคม การมีอาชีพ ครอบครัว และชุมชน ที่ผ่านมาเราพูดเรื่องการฝึกอบรมที่มีงานดีขึ้นประมาณ 30% ดังนั้น อาจจะต้องตั้งหน่วยงานดูการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและความสนใจของผู้เรียนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ควรมีการปฏิรูปการจัดทรัพยากรที่ต้องยืดหยุ่นไปตามสภาพความจำเป็น และปัญหาของกลุ่มคนระดับล่าง ควรมีการปรับหลักสูตร เน้นสมรรถนะ หลักสูตรว่าสอดคล้องกับตลาดมากน้อยแค่ไหน เน้นแก้ไขปัญหาเรื่องจิตสังคม งานนี้ท้าทายรัฐบาลชุดนี้และชุดหน้าอย่างยิ่ง ถ้ายังไม่ทำอะไรเด็กไทยในอนาคตไม่มีทางแข่งขันกับชาติใดในโลกได้ ”นายสมพงษ์ กล่าว.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดรายงาน‘การพัฒนาทุนมนุษย์ในไทย’พบตกทุกด้าน คาดอีก5ปีแพ้เวียดนาม จี้ศธ.-อว.เร่งแก้
ที่มา ; มติชนวันที่ 6 สิงหาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
การปฎิรูปการศึกษาไทยในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืน: ปัญหา ทัศนคติ และแนวทางปฏิบัติ
ปรับปรุงจากบทสัมภาษณ์สถานีวิทยุโทรทัศน์เเห่งประเทศไทย NBT เผยเเพร่เมื่อ 18 กรกฎาคม 2568
บทนำ
ระบบการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในปัจจุบันยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการที่ขัดขวางศักยภาพของระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติของภาครัฐ ปัญหาด้านหลักสูตร การผลิตและพัฒนาครู ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ตลอดจนการปรับตัวต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนภาพรวมของปัญหา พร้อมทั้งเสนอแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของศตวรรษที่ 21 และหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
1. ทัศนคติของรัฐต่อการศึกษา: การลงทุนใน “คน” คือหัวใจ
นโยบายของรัฐบาลไทยในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการก่อสร้างในเชิงกายภาพ มากกว่าการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งควรเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมล้วนแล้วแต่มีการลงทุนในระบบการศึกษาที่แข็งแรง รัฐจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติ และมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนในการ “สร้างคน” เป็นวาระแห่งชาติ
2. ปัญหาหลักสูตร: เน้นเนื้อหาแต่ไม่เกิดสมรรถนะ
หลักสูตรการศึกษาของไทยในปัจจุบันยังเน้นการเรียนแบบแยกรายวิชาโดยมีเนื้อหาจำนวนมาก ซึ่งมักขาดการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ตัวอย่างชัดเจนคือการเรียนภาษาอังกฤษตลอด 12 ปี แต่ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่สามารถจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนใช้ภาษาได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน จึงควรมีการออกแบบหลักสูตรที่เน้น “สมรรถนะ” และ “การนำไปใช้จริง” แทนการยึดติดกับเนื้อหาที่มากเกินจำเป็น
3. การผลิตและพัฒนาครู: ปรับแนวคิดและโครงสร้าง
ระบบการผลิตครูยังไม่สอดคล้องกับความต้องการในภาคสนาม ควรมีการวางแผนกำลังคนโดยผลิตครูซึ่งควรเป็นระบบปิดในสัดส่วนที่พอดีต่อความต้องการจริง และเปิดช่องทางให้บุคคลภายนอกที่มีศักยภาพเข้าสู่วิชาชีพได้ นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง ทั้งครูรุ่นใหม่และครูปัจจุบัน ผ่านการฝึกอบรมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ และการสนับสนุนการศึกษาต่อในระดับสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ
4. การเรียนรู้แบบ Active Learning: จากครูเป็นผู้สอนสู่ครูเป็นโค้ช
รูปแบบการเรียนรู้ควรเปลี่ยนจากการสอนแบบครูเป็นศูนย์กลาง (Chalk and Talk) ไปสู่ “Active Learning” ที่หลากหลาย เช่น การเรียนรู้แบบกลุ่ม การคิดวิเคราะห์ การจำลองสถานการณ์ และการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-Based Learning) หรือการเรียนรู้ที่ตั้งอยู่บนปัญหา (Problem-Based Learning) ตลอดจนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flip the Classroom) ที่ช่วยพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะ “การคิดสร้างสรรค์” และ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”
5. ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา: ความไม่เท่าเทียมเชิงโอกาส
ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนชนบทยังเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะในเรื่องของบุคลากรและทรัพยากรการเรียนรู้ การจัดสรรงบประมาณแบบ “เท่ากันหมด” ไม่สะท้อนความจำเป็นที่แตกต่างกัน จึงควรปรับวิธีการจัดสรรให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยควรเริ่มด้วยงบพื้นฐานที่ทุกโรงควรได้รับตามความจำเป็นพื้นฐาน งบค่าใช้จ่ายรายหัว เเละงบเพิ่มในอัตราส่วนที่จำเป็นหรือ extra เพื่อให้เด็กทุกประเภทมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
6. แนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ: เทคโนโลยีและระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นแนวทางหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงครูคุณภาพและสื่อการเรียนรู้จากโรงเรียนที่มีความพร้อมมากกว่า พร้อมกันนี้ควรมีการพัฒนาระบบ “ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank)” และ “ระบบสมุดพกประจำตัวนักเรียน” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเปิดโอกาสให้สามารถโอนย้ายหน่วยกิตระหว่างระบบ สามัญ อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาได้อย่างยืดหยุ่น
7. AI และเทคโนโลยี: โอกาสใหม่ของการศึกษา
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อวิชาชีพครู แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีศักยภาพสูง ครูต้องปรับบทบาทจากผู้สอนเป็น “โค้ช” และ “ผู้อำนวยความสะดวก” ในการเรียนรู้ โดยใช้ AI เช่น ChatGPT หรือ Generative AI เพื่อช่วยออกแบบการสอน วิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน และส่งเสริมการเรียนรู้เฉพาะบุคคล
8. ตัวอย่างจากสิงคโปร์: การลงทุนในทักษะดิจิทัล
นโยบายของสิงคโปร์ที่มอบงบประมาณสำหรับการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัย เป็นตัวอย่างที่ดีในการสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต รัฐบาลไทยควรศึกษาและปรับใช้ในบริบทของตนเอง โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในทักษะอนาคต เช่น เทคโนโลยี AI และสื่อดิจิทัล
9. การลดภาระครู: คืนเวลาให้ครูสอน
ภาระงานของครูในปัจจุบันถูกซ้ำเติมด้วยโครงการต่างๆ ที่มีมากเกินความจำเป็น ควรมีการปรับลดและคัดกรองโครงการให้เหลือเฉพาะที่จำเป็นจริง เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลากับการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่
10. ทิศทางหลักสูตรใหม่: สู่ระบบที่ยืดหยุ่นและเน้นสมรรถนะ
หลักสูตรใหม่ของประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีในการลดเนื้อหาและเพิ่มกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยเริ่มจากชั้นประถมศึกษาในช่วงต้น พร้อมเปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถปรับใช้ได้ตามบริบท การออกแบบให้มีเนื้อหาหลักบังคับร่วมกัน และเปิดพื้นที่ให้นำเสนอเนื้อหาเฉพาะถิ่นหรือความสนใจของผู้เรียนได้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพ
บทสรุป
การยกระดับระบบการศึกษาไทยให้สามารถตอบโจทย์ศตวรรษที่ 21 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งทัศนคติของผู้นำนโยบาย การปรับหลักสูตร การพัฒนาครู การใช้เทคโนโลยี และการลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเรียนรู้จากตัวอย่างความสำเร็จของประเทศอื่น หากมีเจตจำนงทางการเมืองและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การปฏิรูปการศึกษาย่อมเป็นไปได้ และจะนำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนาอย่างแท้จริง
ที่มา ; fb กมล รอดคล้าย
สรุปสาระสำคัญ
รายงาน “การพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย” โดย สศช. ยูนิเซฟ และ TDRI พบว่าคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ไทยต่ำในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะด้านการศึกษา เด็กไทยอายุ 0–5 ปี มีปัญหาทุพโภชนาการและพัฒนาการล่าช้า ระดับประถมและมัธยมมีช่องว่างด้านทักษะพื้นฐาน ร้อยละ 68 ของนักเรียน ป.2 อ่าน–คำนวณต่ำกว่าเกณฑ์ โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นและมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ เด็ก ม.ปลาย หลุดจากระบบการศึกษาสูงถึงร้อยละ 40.6 โดยเฉพาะกลุ่มยากจน นอกจากนี้คุณวุฒิการศึกษายังไม่สอดคล้องกับอาชีพจริงถึงร้อยละ 56 การฝึกอบรมแรงงานไม่ตอบโจทย์ตลาด ร้อยละ 64.7 ของเยาวชนมีปัญหาการอ่านออกเขียนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ และทักษะดิจิทัลยังอ่อนแอ รายงานชี้ว่าระบบการศึกษาไทย “ล้าสมัย” และ “ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน” พร้อมเสนอให้รัฐเร่งปฏิรูประบบคุ้มครองทางสังคม ปรับหลักสูตรให้เน้นสมรรถนะ พัฒนาทักษะใหม่อย่างมีระบบ และลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในอนาคต
แนวข้อสอบ
ข้อใด ไม่ใช่ ปัญหาหลักที่พบในรายงาน “การพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทย”?
ก. เด็กไทยทุพโภชนาการและพัฒนาการล่าช้า
ข. ระบบการฝึกอบรมแรงงานได้ผลดีต่อการจ้างงาน
ค. นักเรียนจำนวนมากมีทักษะพื้นฐานต่ำกว่าเกณฑ์
ง. เด็ก ม.ปลาย หลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก
เฉลย: ข
จากรายงานดังกล่าว รัฐควรดำเนินการในแนวทางใดจึงจะช่วยยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ได้ดีที่สุด?
ก. เพิ่มปริมาณครูโรงเรียนขนาดเล็กให้ทั่วถึง
ข. ปรับหลักสูตรให้เน้นสมรรถนะและทักษะชีวิต
ค. ลดการลงทุนในด้านการศึกษาเพื่อลดงบประมาณ
ง. มุ่งส่งเสริมเฉพาะการศึกษาระดับอุดมศึกษา
เฉลย: ข