สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ต้นไม้ 58 ชนิด ใช้ค้ำประกันเงินกู้ กับสถาบันการเงินได้

ภายหลังการประชุมครม.สัญจร ครั้งที่ 5/2561 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2561 ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ 

โดย พณ.เสนอว่า เนื่องจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ได้เตรียมการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการขับเคลื่อนระบบการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งในส่วนของระบบการจัดการทรัพยากรและชุมชน จะผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ยืนต้นมูลค่าสูงในที่ดินกรรมสิทธิ์ เพื่อการออมและการสร้างมูลค่าของเศรษฐกิจ ซึ่ง พณ. พิจารณาแล้วเห็นว่าการนำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจดังกล่าว สามารถกระทำได้โดยการออกเป็นกฎกระทรวงตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ที่บัญญัติให้หลักประกันได้แก่  ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนั้น เพื่อกำหนดให้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่าสามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้นั้น

ล่าสุด นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ระบุว่า รัฐบาลเปิดทางให้นำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ โดยกำหนดว่าจะต้องเป็นต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า จำนวน 58 ชนิด ที่สามารถนำมาเป็นทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวก และมีโอกาสในการประกอบธุรกิจมากขึ้น

สำหรับต้นไม้ที่มีค่าสามารถนำมาค้ำประกันเงินกู้ได้ จำนวน 58 ชนิด ประกอบด้วย 

1.สัก 2.พะยูง 3.ชิงชัน 4.กระซิก 5.กระพี้เขาควาย 6.สาธร 7.แดง 8.ประดู่ป่า 9.ประดู่บ้าน 10.มะค่าโมง 11.มะค่าแต้ 12.เคี่ยม 13.เคี่ยมคะนอง 14.เต็ง 15.รัง 16.พะยอม 17.ตะเคียนทอง 18.ตะเคียนหิน 19.ตะเคียนชันตาแมว 20. ไม้สกุลยาง 21.สะเดา 22.สะเดาเทียม 23.ตะกู 24.ยมหิน 25.ยมหอม 26. นางพญาเสือโคร่ง 27.นนทรี 28.สัตบรรณ 29.ตีนเป็ดทะเล 30.พฤกษ์

31.ปีบ 32.ตะแบกนา 33.เสลา 34.อินทนิลน้ำ 35.ตะแบกเลือด 36.นากบุด 37.ไม้สกุลจำปี 38.แคนา 39.กัลปพฤกษ์ 40.ราชพฤกษ์ 41.สุพรรณิการ์ 42.เหลืองปรีดียาธร 43.มะหาด 44.มะขามป้อม 45.หว้า 46.จามจุรี 47.พลับพลา 48.กันเกรา 49.กระทังใบใหญ่ 50.หลุมพอ 51.กฤษณา 52.ไม้หอม 53.เทพทาโร 54.ฝาง 55.ไผ่ทุกชนิด 56.ไม้สกุลมะม่วง 57.ไม้สกุลทุเรียน และ58.มะขาม

 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ

สรุปสาระสำคัญ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้ “ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ” เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่จำกัดเฉพาะทรัพย์สินรูปแบบเดิม แนวคิดนี้สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศด้านสังคมที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นมูลค่าสูงในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อเป็นการออมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้ไม้ยืนต้นจำนวน 58 ชนิด เช่น สัก พะยูง ประดู่ มะค่า ไผ่ และไม้เศรษฐกิจอื่น ๆ ตามบัญชีท้ายกฎหมายสวนป่า สามารถใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ นโยบายนี้ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนปลูกต้นไม้ที่มีมูลค่าในระยะยาว

โดยรวม มาตรการนี้เป็นการขยายขอบเขตของทรัพย์สินที่ใช้ค้ำประกันให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทย สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่า ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

 

ข้อสอบปรนัย

ข้อ 1 วัตถุประสงค์หลักของกฎกระทรวงนี้คือข้อใด
ก. เพิ่มภาษีจากทรัพยากรธรรมชาติ
ข. ขยายประเภททรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน
ค. ลดจำนวนต้นไม้เศรษฐกิจ
ง. ควบคุมการปลูกป่า
เฉลย: ข เพราะต้องการเพิ่มทางเลือกในการใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน

 

ข้อ 2 การดำเนินนโยบายนี้สอดคล้องกับแนวคิดใดมากที่สุด
ก. การรวมศูนย์อำนาจ
ข. การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหนัก
ค. การเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง
ง. การลดบทบาทภาครัฐ
เฉลย: ค เน้นเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน

 

ข้อ 3 ข้อใดเป็นผลลัพธ์โดยตรงต่อประชาชน
ก. เสียภาษีเพิ่ม
ข. เข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น
ค. ต้องขายที่ดิน
ง. ลดรายได้
เฉลย: ข เพราะใช้ต้นไม้ค้ำประกันเงินกู้ได้

 

ข้อ 4 การกำหนดไม้ 58 ชนิดมีจุดประสงค์หลักใด
ก. จำกัดสิทธิประชาชน
ข. สร้างมาตรฐานทรัพย์สิน
ค. เพิ่มความยุ่งยาก
ง. ลดการแข่งขัน
เฉลย: ข เพื่อให้มีเกณฑ์ชัดเจน

 

ข้อ 5 หากผู้บริหารสถานศึกษาจะประยุกต์ใช้ ควรเน้นเรื่องใด
ก. การปลูกไม้เศรษฐกิจในโรงเรียน
ข. การขายไม้ทันที
ค. การลดพื้นที่สีเขียว
ง. การเลิกกิจกรรมเกษตร
เฉลย: ก ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างมูลค่า

 

ข้อ 6 ข้อใดสะท้อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ก. ตัดไม้ขายทันที
ข. ปลูกไม้ระยะยาวสร้างมูลค่า
ค. ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง
ง. เน้นกำไรระยะสั้น
เฉลย: ข สอดคล้องเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

 

ข้อ 7 ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นคือข้อใด
ก. ราคาต้นไม้ผันผวน
ข. คนไม่ปลูกต้นไม้
ค. ไม่มีที่ดิน
ง. ไม่มีธนาคาร
เฉลย: ก ส่งผลต่อมูลค่าหลักประกัน

 

ข้อ 8 หากต้องตัดสินใจปล่อยกู้ ธนาคารควรพิจารณาอะไร
ก. ความสูงของต้นไม้
ข. มูลค่าทางเศรษฐกิจและความเสี่ยง
ค. สีของใบ
ง. จำนวนกิ่ง
เฉลย: ข เป็นหลักการบริหารความเสี่ยง

 

ข้อ 9 นโยบายนี้ช่วยเศรษฐกิจฐานรากอย่างไร
ก. เพิ่มหนี้สิน
ข. เพิ่มรายได้และโอกาสลงทุน
ค. ลดการผลิต
ง. ปิดกิจการ
เฉลย: ข สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

 

ข้อ 10 หากเกิดการใช้สิทธิ์ไม่เหมาะสม ควรแก้ปัญหาอย่างไร
ก. ยกเลิกนโยบาย
ข. เพิ่มมาตรการกำกับดูแล
ค. ห้ามปลูกต้นไม้
ง. ปิดธนาคาร
เฉลย: ข เพื่อควบคุมและรักษาประโยชน์ระบบ

ความเห็นของผู้ชม