สมาชิกเข้าสู่ระบบ

โลกหลังยุคใหม่ อนาคตทางการศึกษาและปัญญาของชาติ

ในโลกหลังยุคใหม่ (Post-modernization) ทุกประเทศต่างพยายามสร้างกระบวนทัศน์การพัฒนาภายใต้ปริเขตของการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ มิติของสังคม สิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด คือ จะทำอย่างไรหรือจะมีวิธีการใดที่จะทำให้สภาพการณ์ของประเทศตนเอง “มีความเป็นเลิศ” ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองการปกครอง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม รวมทั้งด้านการศึกษาด้วย เพราะการจัดการศึกษาในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ความสลับซับซ้อนของสังคมมีมากขึ้นตามลำดับ องค์ความรู้/ข้อความรู้ต่างถูก “ผลิต” ขึ้นมาใหม่ หรือบางครั้งก็นำความรู้เดิมมาผลิตซ้ำ (reproduction) บนฐานของการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตามถือได้ว่ามี “การต่อยอด” ในความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์ความรู้/ข้อความรู้นั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

ในทิศทางเดียวกัน ปัจจัยแห่งชาติที่ดีงาม คือ การมีการศึกษาและการเรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองทั้งในด้านความสามารถในการรับรู้และผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งที่มีประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม การศึกษาเป็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและมวลประชาชนที่จะช่วยกันผลักดันให้รัฐชาติมีความเจริญงอกงามและทันสมัยในทุกมิติ กล่าวตามความเป็นจริงอำนาจทางการศึกษา ก็คืออำนาจของประชาชนในชาติด้วยเช่นกัน เพราะการศึกษาเป็นผลสะท้อนของความต้องการของคนในรัฐชาติที่จะต้องมีลักษณะ “สองมือ สติปัญญา และปฏิภาณ” การศึกษาเป็นกระบวนการที่ได้ชื่อว่าเป็นการสั่งสอนไม่ใช่เป็นสภาพแวดล้อมที่กำหนดตาม “ความคิดเห็น” ของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากเป็นความพร้อมในการที่จะยึดมั่นให้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมต่างหาก 

ลักษณะของสังคมโลกยุคใหม่

1.เป็นสังคมที่ไร้ขีดจำกัดของข้อมูลข่าวสาร (Unlimited Information Society) เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านและมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกลุ่มคน องค์กรมากยิ่งขึ้น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตลอดจนสารสนเทศมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ การไร้ขีดจำกัดของข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างดี 

2.เป็นสังคมฐานการเรียนรู้ (Learning-Based Society) โลกหลังยุคใหม่ถือว่าเป็นยุคที่มีการขับเคลื่อนด้วยสื่อทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านความรู้ต่างๆ (Innovative knowledge) ผู้คนในยุคนี้มีการได้อิงแอบและสัมผัสกับข้อมูลมากมายยิ่งขึ้น และเป็นผลที่ทำให้ผู้คนสามารถนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการดำเนินงานต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น อนึ่ง ลักษณะของสังคมยุคนี้จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงแบบฉับไว จนบางครั้งทำให้เกิดสภาพสังคมที่ตื่นตระหนก (Awaken Society) ได้

3.เป็นสังคมแบบย่อส่วน (Condensed Society) ด้วยความเป็นโลกาภิวัตน์อริยะ อิทธิพลของการสื่อสารที่ก้าวไกลทั้งระบบดาวเทียม ระบบดิจิทัล และระบบอื่นๆ อีก ทำให้โลกมีสภาพที่แคบลง การไหล่บ่าและการผสมรวมของวัฒนธรรมเป็นไปอย่างรวดเร็วและกลมกลืน นอกจากนี้ การไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารมีช่องทางหลากหลายยิ่งขึ้น มีลักษณะทั่วถึงกันอย่างไร้ทิศทาง ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยง (Interconnectedness) ประเทศต่างๆ ในโลกมีความใกล้ชิดกันมากกว่าสังคมในยุคที่ผ่านมา เช่น มีผลิตภัณฑ์ (products) ที่สามารถส่งถึงกันและสามารถใช้ได้ในเวลาเดียวกัน มีความรวดเร็วในการขนส่งที่สะดวกสบาย ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่น่าเป็นห่วงของสังคมยุคนี้ประการหนึ่ง คือ ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งสามารถส่งถึงกันได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน 

อนาคตทางการศึกษาของชาติ

มีนักคิดนักเขียนหลายสำนักที่พยายามผลักดันการศึกษาให้เน้นความเป็นอัตลักษณ์ไทย (Thainess) มากยิ่งขึ้น จนลืมมองถึงสภาวการณ์ของโลก (Global Phenomena) ที่มีการปรับเปลี่ยนด้วยกระแสของการพัฒนา คนในรัฐชาติต้องยอมรับว่าอนาคตทางการศึกษาจะมีผลกระทบมาจากสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมการเมืองการปกครองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีผลมาจากการที่เราไม่ได้มองภาพอนาคตไว้ล่วงหน้า ซึ่งหมายถึงการขาดการวางแผนที่ดี การบริหารจัดการที่รอบคอบ ฉะนั้น การศึกษาของชาติที่ผ่านมาจึงมีลักษณะที่แก้ “ปัญหาเฉพาะหน้า” เท่านั้น 

อนาคตทางการศึกษาของชาติที่ควรตระหนักและใส่ใจนั้น ต้องดำเนินการดังนี้

1.การศึกษาจำเป็นต้องศึกษาถึงปริบทของสังคมในอนาคตทุกมิติ (Future Oriented) เพราะจะสามารถเลือกและคัดสรรแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม และที่สำคัญกลมกลืนกับสภาพสังคมได้เป็นอย่างดี

2.อย่าให้ระบบการศึกษา “เกาะติด/ยึดติด” อดีตจนถึงปัจจุบันจนเกินไป (Over concerns) จนกลายเป็นเครื่องบั่นทอนการพัฒนาที่ก้าวหน้าของรัฐชาติ อนาคตทางการศึกษาของชาติต้องมองดูการจัดการศึกษาของต่างประเทศที่ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และการใช้ทักษะชีวิต/ทักษะทางสังคมได้ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องนำมาดัดแปลงและต่อยอดได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ได้หมายความว่า “ลอกของเขา” มาทั้งหมด มิฉะนั้นจะถูกตราบาป (Label) ตกเป็นอาณานิคมทางความคิดของชาติอื่นได้

3.อนาคตทางการศึกษาต้องสร้างสังคมที่จากเดิมเป็นสังคมไมตรีสัมฤทธิ์ (Affiliate Society) ให้เป็นสังคมสัมบูรณ์สัมพันธ์ (Absolute Society) กล่าวคือ การศึกษาต้องนำพาให้สังคมไทยนิยมความถูกต้อง เคารพในความถูกต้อง ความเป็นเอกศักดิ์ของแต่ละบุคคล เชื่อในความสามารถที่แตกต่างกัน ตลอดจนตระหนักถึง “การลดหลั่น” ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

4.อนาคตทางการศึกษาของรัฐชาติที่ควรใส่ใจอีกประการหนึ่ง คือ ระบบการบริหารจัดการที่ต้องมีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ที่ผ่านมาส่วนมากจะเห็นเพียงแค่เป็น “วาทกรรมอำพราง” มีการกระจาย
การปฏิบัติ (Action) ที่เน้นผลแห่งการกระทำสู่การพัฒนาแบบองค์รวม กล่าวคือ มีทั้งด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ชัดเจนและที่สำคัญสามารถตรวจสอบได้ อนึ่ง การบริหารจัดการต้องมีการเน้นหลักคุณธรรมและความถูกต้อง (Morality and Rightness) การศึกษาที่ดีต้องสอนให้ผู้เรียนเป็น “คนลักษณะ 360 องศา” คือมองให้รอบคอบและครอบคลุมทุกมิติทั้งสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ สิ่งที่เป็นบทเรียนในอดีต และสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

5.อนาคตทางการศึกษาของประเทศต้องสร้างและให้โอกาสทางการเรียนรู้ให้กับทุกคนในรัฐชาติที่มีสัญชาติไทย (Thai Nationality) โดยเฉพาะการออกกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ (Compulsory Education) “แบบฟรีทั้งหมด” ในทุกอย่างที่รัฐต้อง (Must) สามารถดำเนินการได้แบบอารยประเทศ
อนาคตทางการศึกษาของชาติมิใช่สิ่งที่เพ้อฝันแต่ประการใด หากรัฐมีความมุ่งมั่น แกร่งกล้า (Courage) และมีศรัทธาอันดีงาม ก็คงไม่ไกลเกินความจริงที่คนของชาติทั้งประเทศจะได้เป็นที่มีลักษณะ “หูตาสว่าง” เพื่อความเข้าใจในโลกและรัฐที่ถูกต้อง
 

การศึกษาไทยควรทำอย่างไรในโลกหลังยุคใหม่

ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งรัฐชาติที่มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้ ถึงแม้บางครั้งจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองบ้างก็ตาม แต่สิ่งนี้ คือ อีกหนึ่งเส้นทางของการพัฒนาประเทศที่รัฐชาติที่พยายามทำให้เกิด “ความหมายที่ดี” (The meaningfulness) ต่อสังคมของตนเองและสังคมโลก เพื่อการ “กระทำ” (Action) อีกแบบหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนา แต่อย่างไรก็ตามในสมัยโลกหลังยุคใหม่นี้การศึกษาไทยควรมีวิภาษวิธีทางการศึกษา (A Dialectic Approach) ดังต่อไปนี้

1.การศึกษาไทยต้องให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มากขึ้น โดยเฉพาะคนในท้องถิ่นชนบท มีการเพิ่มระยะเวลาการศึกษาเพื่อประชาชน รัฐต้องให้มีการขยายช่วงระยะเวลาที่ยาวออกไปของการศึกษาภาคบังคับ (Compulsory Education) สิ่งหนึ่งที่รัฐต้องทำ คือการเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้นโดยการลดทอนเวลาในสถานศึกษา แต่เพิ่มคุณค่าในการแสวงหาความรู้ของผู้เรียนให้มากขึ้น แต่ถึงอย่างไรผู้สอนต้องเป็นบุคคลที่จะต้องมีความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้นตามสถานการณ์ขอความรู้ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2.เนื้อหาของทุกกระบวนวิชาควรจัดการศึกษาแบบ “ความคิดรวบยอดเป็นฐาน (Conceptual-Based)” มากกว่า “เนื้อหาเป็นหลัก (Contents-Based)” ต้องฝึกผู้เรียนให้มีฐานคิด/คติที่เป็นกรอบและความคิดรวบยอดแต่มิใช่สอนให้คิดนอกกรอบแบบไร้ทิศทางกล่าวคือ ต้องให้ผู้เรียนมีความคิดที่แตกฉานมิใช่แตกตื่นกับข้อความรู้ใหม่ที่เกิดจากการพัฒนา เนื้อหาในทุกกระบวนวิชาต้องสามารถเป็นองค์ความรู้/ข้อความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงานได้ เนื้อหาที่จัดให้ผู้เรียนนั้นต้องมีการจัดวางให้เหมาะสมกับปริบทของท้องถิ่นด้วย แต่มิใช่การสร้าง “วาทกรรมอำพราง” ในหลักสูตรท้องถิ่นแต่อย่างใด

3.การศึกษาไทยในยุคนี้ต้องมีการผนวกรวมบูรณาการศาสตร์และศิลป์เข้าให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างถ่องแท้ กล่าวคือ มีศาสตร์สาขาที่หลายหลาก โดยเฉพาะวิชาที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของชาติ ความดีงามของสังคมโลกมนุษยชาติบนพื้นฐานของความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชน การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เป็นต้น

4.การศึกษาไทยต้องให้ความสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกกระบวนวิชา โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางปัญญา (Intellectual Technology) ของผู้สอนที่จะต้องถ่ายทอดสู่ผู้เรียน ผู้เขียนเชื่อว่า “ถ้าครูเก่ง ผู้เรียนเก่ง” แต่ในทางกลับกันปริบทของการจัดการเรียนรู้และในมณฑลความรู้ปัจจุบัน อาจพบสภาพ “ผู้สอนรู้น้อยกว่าผู้เรียน” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางการศึกษาที่ทับซ้อนอย่างเห็นได้ชัดในหลายสถาบันทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งที่มีการหยิบยกวาทกรรมเชิงการเรียนรู้มาเป็นบทตั้ง (Thesis) “ฝึกให้ผู้เรียนนำเสนอ” โดยผู้สอนไม่ได้เตรียมตัวสอนหรือถ่ายทอดความรู้เลย เอาผลงานของผู้เรียนมาใช้และใช้เทคโนโลยีทางอำนาจที่มากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงอยากได้ผู้สอนต้องตระหนักถึงการค้นคว้า เสาะแสวงหาความรู้ที่ใหม่และทันสมัยอยู่เสมอ มิใช่อิงแอบกับฐานคติเดิมที่มีมาช้านาน โดยปราศจากการศัลยกรรมความคิดของตนเองให้ใหม่เลย

5.การศึกษาไทยต้องยกมาตรฐานของตนเองสู่มาตรฐานที่ต่างชาติยอมรับได้ กล่าวคือ ไม่ต้องคาดหวังถึง World Class ให้เหมือนกับประเทศที่มีระบบการบริหารจัดการศึกษาที่ดีและมีมายาวนาน แต่อยากให้หันมาพิจารณาไตร่ตรองถึงมาตรฐานทางด้านเนื้อหา มาตรฐานทางด้านวิชาการ ที่ผู้เรียนมีความลุ่มลึกในเนื้อหาวิชาที่ตนเองเลือกเรียน หรือการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ผู้เขียนสามารถมีความสุขในการเรียนรู้ในแต่ละวัน (Total Learning Happiness) สิ่งนี้ก็ถือว่าเข้าถึงแก่นแกนของการศึกษาที่แท้จริง และสามารถเรียกได้ว่า มาตรฐานการศึกษาที่ควรเป็นและชัดเจนยิ่งนัก

6.การศึกษาไทยต้องมีการเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะทุกองค์กรจะต้องหนุนนำให้ทุกคนได้เกิดสภาวะในจิตใจที่ต้องเข้าถึงการเรียนในทุกๆ ระบบอย่างลงตัวมิใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือความรับผิดชอบแบบ “จอมปลอม”

7.การศึกษาไทยต้องสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการทางด้านสังคมและทางด้านเศรษฐกิจได้ ด้วยสภาพที่มีการแข่งขันที่รุนแรงทั้งการผลิตสินค้าและการบริการ ฉะนั้น การศึกษาไทยต้องก้าวไปสู่ความเป็นพลวัตให้ได้ (Dynamic Change) ความรู้ที่ต้องป้อนให้แก่ผู้เรียน คือสถานการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆ ของสังคมโลก ฝึกให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ต่างๆ และหาวิธีวิทยาในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องตลอดจนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นพลโลกที่แท้จริง 

ปัญญาของชาติ : Thailand Model

ปัญญาของชาติหรือคนของชาติ ถือว่าเป็นพลังคุณค่าที่จะช่วยสร้างฐานรากของการพัฒนาชาติได้ในปริบทที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น 

ปัญญาของชาติควรมีลักษณะอย่างน้อยดังนี้

1.Technology คนของชาติจะต้องมีการเรียนรู้เทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการผนวกรวมกับเทคโนโลยีร่วมสมัย (Comtemporary Technology) รวมทั้งเทคโนโลยีพื้นบ้านเพื่อสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในรัฐที่ส่วนมากประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรมด้วย

2.Hospitality ความโอบอ้อมอารี ที่ทุกคนในชาติจะเพิกเฉยไม่ได้ ด้วยความแก่งแย่งทางสังคมมีมากขึ้น รวมทั้งการขยายตัวของสังคมเมืองสู่สังคมชนบทที่รวดเร็ว การแผ่ซ่านของความเห็นแก่ตัวของผู้คนทวีคูณมากขึ้น จึงทำให้ภาพของผู้คนที่มีความโอบอ้อมอารีค่อนข้างลดลง ฉะนั้นทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และองค์กรอิสระต้องช่วยกัน “พยุง” สังคมไทยให้กลับมาเหมือนเดิม ทุกภาคส่วนต้องมีการเข้าถึงการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันมากขึ้น ปัญญาของชาติจะต้องถูกขัดเกลาให้เป็นผู้ที่มีจิตใจที่สมานฉันท์และแบ่งปัน (Harmony and Sharing)

3.Academic Pursuit ปัญญาของชาติจะต้องเป็นคนที่มีความรู้ที่ชัดเจนในสาขาหรือในศาสตร์ที่ตนเองได้ศึกษาเล่าเรียนมา เกษตรกรก็ต้องได้รับการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์แห่งวิชาชีพของตนเอง ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ในสาขาอาชีพอื่นๆ ก็ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ที่ผ่านมา ผู้คนในชาติส่วนมากมีความรู้แบบกระจัดกระจายจึงเข้าข่ายที่เรียกว่า “รู้กว้าง แต่ไม่ลึก” สุดท้ายขาดความเชี่ยวชาญ หายนะต่างๆ จึงตามมา

4.Internationalization คนไทยหรือปัญญาของชาติจะต้องก้าวไปให้ทันกับสภาวะที่ทันสมัย (Modernity) ตลอดจนการได้รับการเรียนรู้สังคมที่แตกต่างทั้งใกล้และไกลมากขึ้น ซึ่งรัฐอาจจะมีการบรรจุวิชา International Education หรือ Peace Education หรือกระบวนวิชาพหุวัฒนธรรมลงไปตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา

5.Localism คนไทยหรือปัญญาของชาติ ต้องความสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคนในภูมิภาคประชาคมอาเซียนให้มากขึ้นกว่านี้ อะไรที่สามารถจะเป็นศูนย์กลางในการทำประโยชน์เพื่อคนส่วนรวมได้ต้องเสนอตนเองเพื่อดำเนินการกระทำ และต้องพยายามให้คนในชาติมีความรู้สึกรักในภราดรภาพแห่งภูมิภาคเดียวกันเห็นความแตกต่างที่หลายหลากเป็นข้อดีของการพัฒนาร่วมกัน (Advantage of the Co-development)

6.Accountability on Ethics ความโปร่งใสในจริยธรรมและสามารถตรวจสอบได้ ปัญญาของชาตินั้นต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรมที่ดีงามถูกต้องตามครรลอง และเป็นบุคคลที่ทำงานด้วยความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง ปราศจากการประจบเจ้านายในงาน มีความสามารถในการทำงานเป็นทีมได้เป็นอย่างดีรวมทั้งจะต้องมีภาวะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาในมิติที่ดีงาม และผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร

7.Nationalism คนไทยหรือปัญญาของชาติ ต้องมีความภาคภูมิใจในชาตินิยมมากขึ้นกว่าเดิม การชื่นชมและชื่นชอบวัฒนธรรมอื่นเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ถ้าปราศจากการส่งเสริมให้รักสิ่งที่ดีงามของตนเอง ก็จะทำให้ชาติ “ผุกร่อน” (Decay) และเสื่อมลงไปได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้ การจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนปัญญาของชาติต้องมีการส่งเสริมให้ผู้เรียนที่จะเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคตให้ความรักและศรัทธาในบรรพบุรุษที่ได้ “สร้างบ้านแปงเมือง” จนมีความเป็นปึกแผ่นมาได้ถึงปัจจุบันนี้ด้วย

8.Democracy คนไทยหรือปัญญาของชาติ ต้องมีความเข้าใจถึงแก่นแกนในฐานคติของระบอบประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้ ตลอดจนมีการพัฒนาคุณค่าการปกครองในอุดมคติที่ดีงามต่อระบอบที่เห็นคุณค่าของเสียงส่วนน้อย ที่สามารถนำมาพิจารณาเป็นแนวทางเพื่อการพัฒนาที่ดีได้ในอนาคต นอกจากนี้ คนในชาติต้องรู้ถึงหลักการและแนวปฏิบัติที่ถูกต้องบนพื้นฐานทาง “จริยธรรมประชาธิปไตย (Democratic Morality)” เพื่อก้าวไปสู่สภาวะประชาธิปไตยที่ยั่งยืน (Democracy Sustainability) 

บทสรุป

การศึกษาไทยในโลกหลังยุคใหม่นี้ การศึกษาต้องฝึกผู้เรียนให้เข้าใจถึงความเป็นมนุษยชาติ (Humanism in Education) และต้องสามารถพัฒนาจิตสำนึกของผู้เรียนในการค้นคว้าหาความรู้ตลอดเวลารวมทั้งต้องพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นบุคคลแห่งการเสาะหาความรู้เพื่อบูรณาการศาสตร์ (A Search for Integration) มีความสามารถในการหยั่งรู้ว่าสิ่งไหนต้องทำ สิ่งไหนควรทำ และทำอะไรให้กับรัฐชาติได้บ้าง (Education for a capacity of discernment) รวมทั้งต้องฝึกให้เด็กไทยมีฐานคติการพัฒนาด้านจิตวิญญาณทางวิทยาศาสตร์ (To Develop Scientific Spirit) ถ้าการศึกษาไทยสามารถทำได้เพียงแค่ที่กล่าวมานี้ คงจะเป็นสายธาราอีกหนึ่งสายที่ทำให้เด็กไทยสามารถยืนอยู่ในสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุข และที่สำคัญสามารถดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ไทยไว้ได้อย่างงดงาม 

จะเห็นได้ว่าการศึกษาของรัฐชาติที่ผ่านมาเป็นการปะทะผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียมากกว่าจุดแห่งการพัฒนาที่ล้มเหลวจึงเกิดขึ้นให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ฉะนั้น อนาคตทางการศึกษาและปัญญาของชาติที่ต้องเป็นการให้ประชาชนหรือผู้คนในชาติได้เข้าถึงความรู้ที่ถูกต้องและวิถีชีวิตที่ดีงาม การศึกษาและปัญญาของชาติต้องเป็นจิตสำนึกเดียวกันในทิศทางที่สะท้อนการดำรงอยู่ของสังคมได้ 

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้อนาคตทางการศึกษาและปัญญาของชาติจะต้องดำเนินไป “เพื่อการศึกษาเอง เพื่อประชาชน และเพื่อรัฐชาติ (For Education itself, For People and For the Nation)” คงจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนในความหมายของมันอยู่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ อนาคตทางการศึกษาของชาติต้องมีความสถาพรและยั่งยืนอย่างแน่นอน

บทความโดย : ธงชัย สมบูรณ์ 

มติชนออนไลน์ วันที่ 31 ธันวาคม 2560

สรุปสาระสำคัญ

บทความ กล่าวถึง การศึกษา ใน โลก หลัง ยุคใหม่ ที่ เผชิญ การเปลี่ยนแปลง อย่าง รวดเร็ว และ ซับซ้อน ใน ทุก มิติ ของ สังคม ประเทศ จำเป็น ต้อง พัฒนา ความเป็นเลิศ โดย อาศัย องค์ความรู้ ใหม่ การต่อยอด ความรู้ เดิม และ การเรียนรู้ ตลอดชีวิต สังคมโลก มี ลักษณะ เป็น สังคมข้อมูล ไร้ขีดจำกัด สังคมฐาน การเรียนรู้ และ สังคม ที่ เชื่อมโยง กัน อย่าง แน่นแฟ้น ส่งผล ให้ การศึกษาไทย ต้อง ปรับตัว จาก การ แก้ปัญหา เฉพาะหน้า ไปสู่ การ วางแผน อนาคต การจัดการศึกษา ควร เน้น ความคิดรวบยอด การ บูรณาการ ศาสตร์ เทคโนโลยี และ ทักษะชีวิต รวมทั้ง สร้าง ผู้เรียน ให้ คิด วิเคราะห์ และ ปรับตัว ได้ ดี นอกจากนี้ ต้อง กระจาย อำนาจ การบริหาร ยึด คุณธรรม โปร่งใส และ สร้าง โอกาส การเรียนรู้ ตลอดชีวิต แก่ ประชาชน ปัญญาของชาติ ควร ประกอบด้วย เทคโนโลยี ความโอบอ้อมอารี ความเชี่ยวชาญ ความเป็นสากล การยึดโยง ท้องถิ่น จริยธรรม และ ประชาธิปไตย เพื่อ พัฒนา ประเทศ อย่าง สมดุล ระหว่าง อัตลักษณ์ ไทย และ ความเป็นสากล การศึกษาไทย จึง ต้อง มุ่ง สร้าง มนุษย์ ที่ มี วิทยาศาสตร์ ใน จิตใจ คิด รอบด้าน และ มี ความรับผิดชอบ ต่อ สังคม และ รัฐชาติ อย่าง ยั่งยืน โดยต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การคิดเชิงระบบ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาครูผู้สอน และการสร้างผู้เรียนให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมีวิจารณญาณ และสามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุขบนพื้นฐานของอัตลักษณ์ไทยและความเป็นพลโลก ซึ่ง เป็น เป้าหมาย สำคัญ ของ การ ปฏิรูป การศึกษา ยุคใหม่ ที่ มุ่ง ความยั่งยืน และ ความสมดุล ของ สังคม รวมทั้ง การสร้าง ระบบการศึกษา ที่ ตรวจสอบได้ และ มี ธรรมาภิบาล เพื่อ พัฒนา ประเทศ อย่าง ต่อเนื่อง อย่าง แท้จริง ใน ระยะยาว และ ยั่งยืน ตาม หลักการศึกษา โลกใหม่ อย่าง เหมาะสม ที่สุด ได้

ข้อสอบ

ข้อ 1

แนวคิดสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มจำนวนสถานศึกษา
ข. การพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องโลกยุคใหม่
ค. การเน้นการท่องจำเป็นหลัก
ง. การลดบทบาทเทคโนโลยี

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นการปรับการศึกษาให้สอดคล้องโลกเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การท่องจำหรือเพิ่มสถานศึกษา

ข้อ 2

ลักษณะสำคัญของสังคมโลกยุคใหม่ตามบทความคือข้อใด
ก. สังคมปิดข้อมูล
ข. สังคมเกษตรกรรม
ค. สังคมข้อมูลไร้ขีดจำกัด
ง. สังคมไร้เทคโนโลยี

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าเป็น Information Society ที่เข้าถึงข้อมูลได้กว้างขวาง

ข้อ 3

แนวทางการจัดการศึกษาที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. เน้นเนื้อหาเป็นหลัก
ข. เน้นความคิดรวบยอด
ค. เน้นการสอบแข่งขัน
ง. เน้นการท่องจำสูตร

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเสนอ Conceptual-Based มากกว่า Content-Based

ข้อ 4

เหตุใดต้องมีการบูรณาการศาสตร์ในการศึกษา
ก. เพื่อลดรายวิชา
ข. เพื่อเพิ่มความซับซ้อน
ค. เพื่อเชื่อมโยงความรู้สู่การใช้จริง
ง. เพื่อเน้นวิชาวิทยาศาสตร์เท่านั้น

เฉลย: ค
เหตุผล: การบูรณาการช่วยให้ใช้ความรู้ในชีวิตจริงได้

ข้อ 5

“การเรียนรู้ตลอดชีวิต” มีความสำคัญเพราะเหตุใด
ก. ลดภาระครู
ข. ทำให้เรียนจบเร็ว
ค. รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก
ง. ลดงบประมาณรัฐ

เฉลย: ค
เหตุผล: โลกเปลี่ยนเร็ว ต้องเรียนรู้ต่อเนื่อง

ข้อ 6

การบริหารการศึกษาที่ดีควรมีลักษณะใด
ก. รวมศูนย์อำนาจ
ข. เน้นคำสั่ง
ค. โปร่งใสและตรวจสอบได้
ง. ไม่ต้องมีการประเมิน

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นธรรมาภิบาลและตรวจสอบได้

ข้อ 7

“ปัญญาของชาติ” ควรมีคุณลักษณะใดสำคัญที่สุด
ก. เก่งเฉพาะด้านเดียว
ข. มีคุณธรรมและความรู้เชี่ยวชาญ
ค. เน้นแข่งขันอย่างเดียว
ง. ไม่ต้องมีจริยธรรม

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นทั้งความรู้ ความเชี่ยวชาญ และจริยธรรม

ข้อ 8

เหตุใดต้องผสมผสานอัตลักษณ์ไทยกับความเป็นสากล
ก. เพื่อเลียนแบบต่างชาติ
ข. เพื่อรักษาเอกลักษณ์และพัฒนาไปพร้อมโลก
ค. เพื่อลดวัฒนธรรมไทย
ง. เพื่อปิดกั้นโลกภายนอก

เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องสมดุลระหว่างไทยและโลก

ข้อ 9

บทบาทของครูในยุคใหม่ตามบทความคือข้อใด
ก. ผู้สอนเนื้อหาอย่างเดียว
ข. ผู้ออกแบบการเรียนรู้
ค. ผู้ควบคุมชั้นเรียน
ง. ผู้ประเมินผลเท่านั้น

เฉลย: ข
เหตุผล: ครูต้องออกแบบการเรียนรู้ในยุคเปลี่ยนแปลง

ข้อ 10

เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาในบทความคือข้อใด
ก. การแข่งขันทางวิชาการ
ข. การสร้างคนเก่งอย่างเดียว
ค. การพัฒนาคนอย่างยั่งยืนและมีความสุข
ง. การเพิ่มคะแนนสอบ

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความสุข และยั่งยืน

 
 

ความเห็นของผู้ชม