สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ครม.เห็นชอบขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมฯ 7 ปี

20 มกราคม 2569 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรึว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีของวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2569 ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ซึ่งถือเป็นความต่อเนื่องในการดำเนินการของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด 

รมว.ศธ. กล่าวว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 จะสิ้นผลใช้บังคับในวันที่ 30 เมษายน 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้มีมติเห็นชอบขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.ดังกล่าว ออกไปอีก 7 ปี พร้อมได้ร่าง พ.ร.ฎ. และดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ทั้งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย การรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ เรียบร้อยแล้ว 

การขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ออกไปอีก 7 ปี ก็เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมให้มีการพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมา มีการจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปแล้วทั้งสิ้น 20 แห่ง โดยจัดตั้งในปี 2562 จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ เชียงใหม่ ระยอง กาญจนบุรี สตูล และจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) ส่วนในปี 2565 จัดตั้งอีก 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ จันทบุรี ตราด ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน สงขลา สระแก้ว สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และอุบลราชธานี และปี 2567 จัดตั้งอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์” รมว.ศธ.กล่าว 

ขณะที่นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 หลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดนวัตกรรมการศึกษากว่า 6,375 รูปแบบ มีสถานศึกษานำร่องใน 20 พื้นที่ รวมกว่า 1,755 แห่ง และได้รับความเห็นชอบจากผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก 7 ปี เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงระบบอย่างครบวงจร

ที่มา : ศธ. 360 องศา

สรุปสาระสำคัญ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีก 7 ปี ตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากกฎหมายเดิมจะสิ้นสุดผลบังคับใช้ในวันที่ 30 เมษายน 2569 การขยายเวลาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้การดำเนินงานพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีความต่อเนื่อง และก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลเชิงระบบอย่างแท้จริง

ก่อนเสนอ ครม. ได้มีการดำเนินการตามกระบวนการนโยบายอย่างรอบคอบ ได้แก่ การเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา การยกร่างพระราชกฤษฎีกา และการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่จริง

 

สาระสำคัญของการขยายเวลา คือการเปิดโอกาสให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปัจจุบันมีการจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาแล้ว 20 พื้นที่ มีสถานศึกษานำร่องกว่า 1,755 แห่ง และเกิดนวัตกรรมทางการศึกษามากกว่า 6,375 รูปแบบ โดยคาดว่าพระราชกฤษฎีกาจะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาและมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาเกิดผลลัพธ์เชิงระบบอย่างยั่งยืน

แนวข้อสอบ

ข้อ 1

เหตุผลหลักที่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คือข้อใด
ก. ต้องการเพิ่มจำนวนพื้นที่นวัตกรรมให้ครบทุกจังหวัด
ข. พระราชบัญญัติเดิมกำลังจะสิ้นสุดผลบังคับใช้
ค. ต้องการปรับโครงสร้างหน่วยงานด้านการศึกษา
ง. เพื่อลดงบประมาณด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เฉลย: ข
เหตุผล: พ.ร.บ.เดิมจะสิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน 2569 จึงจำเป็นต้องขยายเวลา

 

ข้อ 2

กระบวนการใดสะท้อนหลักธรรมาภิบาลในการขยายเวลาใช้บังคับกฎหมายฉบับนี้มากที่สุด
ก. การเร่งเสนอ ครม. เพื่อให้ทันกำหนดเวลา
ข. การมอบหมาย สพฐ. เป็นผู้ดำเนินการ
ค. การรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน
ง. การจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมเพิ่มทันที

เฉลย: ค
เหตุผล: การรับฟังความคิดเห็นเป็นหัวใจของความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม

 

ข้อ 3

สาระสำคัญเชิงนโยบายของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มุ่งเน้นเรื่องใดเป็นหลัก
ก. การแข่งขันด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ข. การกระจายอำนาจและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ค. การรวมศูนย์การบริหารหลักสูตร
ง. การเพิ่มอำนาจส่วนกลางในการควบคุมคุณภาพ

เฉลย: ข
เหตุผล: พื้นที่นวัตกรรมเปิดโอกาสให้หลายภาคส่วนร่วมจัดการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

 

ข้อ 4

ข้อมูลใดสะท้อนว่า “การขยายเวลา 7 ปี” มีความจำเป็นเชิงระบบ
ก. มีการตั้งพื้นที่นวัตกรรมครบทุกภูมิภาค
ข. มีสถานศึกษานำร่องจำนวนมากและนวัตกรรมจำนวนสูง
ค. มีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มขึ้นทุกปี
ง. มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เฉลย: ข
เหตุผล: จำนวนสถานศึกษาและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นแสดงว่ายังต้องใช้เวลาเพื่อเห็นผลครบวงจร

 

ข้อ 5

ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา การขยายเวลาใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ควรถูกนำไปใช้เชิงปฏิบัติอย่างไร
ก. ปฏิบัติตามคำสั่งส่วนกลางเท่านั้น
ข. รอแนวทางจากหน่วยงานต้นสังกัดก่อนเสมอ
ค. ใช้เป็นโอกาสพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะกับบริบทพื้นที่
ง. เน้นรักษาระเบียบแบบแผนเดิมของโรงเรียน

 

เฉลย: ค
เหตุผล: เจตนารมณ์ของพื้นที่นวัตกรรมคือการเปิดพื้นที่ให้สถานศึกษาปรับใช้ตามบริบท

ข้อสอบปรนัยยากมาก (10 ข้อ)

ข้อ 1

เหตุผลเชิงนิติศาสตร์ที่ “จำเป็นต้อง” ตราพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คือข้อใด
ก. เพื่อเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหารด้านการศึกษา
ข. เพื่อหลีกเลี่ยงการตรากฎหมายใหม่
ค. เพื่อรักษาความต่อเนื่องของผลทางกฎหมายเมื่อกฎหมายเดิมใกล้สิ้นผล
ง. เพื่อรองรับการจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมเพิ่มเติมทันที

เฉลย: ค
เหตุผล: หากไม่ขยายเวลา จะเกิดสุญญากาศทางกฎหมาย ส่งผลให้การดำเนินงานที่อาศัยฐาน พ.ร.บ. ขาดความชอบด้วยกฎหมาย

 

ข้อ 2

การดำเนินการรับฟังความคิดเห็นหลายรูปแบบก่อนเสนอ ครม. สะท้อนหลักใดมากที่สุด
ก. หลักความคุ้มค่า
ข. หลักความเสมอภาค
ค. หลักการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส
ง. หลักการกระจายอำนาจ

เฉลย: ค
เหตุผล: การรับฟังความคิดเห็นเป็นกลไกสำคัญของธรรมาภิบาล ไม่ใช่เรื่องงบประมาณหรือโครงสร้างอำนาจ

 

ข้อ 3

หากไม่มีการขยายเวลาใช้ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ผลกระทบใด “รุนแรงที่สุด” ต่อสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรม
ก. โครงการใหม่ไม่สามารถเริ่มได้
ข. นวัตกรรมที่ทำอยู่จะถูกตรวจสอบเข้มขึ้น
ค. การดำเนินการเดิมอาจขาดฐานกฎหมายรองรับ
ง. งบประมาณสนับสนุนจะลดลง

เฉลย: ค
เหตุผล: ปัญหาหลักคือความชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกระทบทั้งผู้บริหารและหน่วยงานต้นสังกัด

 

ข้อ 4

แนวคิด “ความเสมอภาค” ตามเจตนารมณ์ของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา หมายถึงข้อใด
ก. นักเรียนทุกพื้นที่ต้องเรียนเหมือนกัน
ข. ทุกโรงเรียนได้รับงบประมาณเท่ากัน
ค. นักเรียนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบท
ง. โรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมได้รับสิทธิพิเศษเหนือพื้นที่อื่น

เฉลย: ค
เหตุผล: ความเสมอภาคทางการศึกษา ≠ ความเหมือน แต่คือความเหมาะสมและเป็นธรรม

 

ข้อ 5

ข้อมูล “6,375 นวัตกรรม / 1,755 สถานศึกษานำร่อง” ถูกใช้สนับสนุนเหตุผลใดในการขยายเวลา
ก. ความสำเร็จเชิงปริมาณ
ข. ความจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ
ค. การเกิดผลลัพธ์เชิงระบบที่ต้องใช้เวลา
ง. การขยายอำนาจหน่วยงานส่วนกลาง

เฉลย: ค
เหตุผล: ตัวเลขสะท้อนความก้าวหน้า แต่ยังต้องใช้เวลาเพื่อให้เกิดผลเชิงคุณภาพอย่างครบวงจร

 

ข้อ 6

ในมุมผู้บริหารสถานศึกษา การขยายเวลาใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ “เพิ่มความเสี่ยง” ด้านใดมากที่สุด
ก. ความเสี่ยงด้านงบประมาณ
ข. ความเสี่ยงด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ค. ความเสี่ยงด้านการบริหารเชิงดุลพินิจ
ง. ความเสี่ยงด้านการร้องเรียนจากผู้ปกครอง

เฉลย: ค
เหตุผล: อิสระมากขึ้นหมายถึงความรับผิดและการใช้ดุลพินิจที่ต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น

 

ข้อ 7

เหตุใดการกำหนดให้ พ.ร.ฎ. มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 จึงมีนัยสำคัญ
ก. เป็นวันเริ่มปีงบประมาณใหม่
ข. เป็นวันถัดจากวันสิ้นผลบังคับใช้กฎหมายเดิม
ค. เป็นวันเปิดภาคเรียน
ง. เป็นวันตามมติ ครม.

เฉลย: ข
เหตุผล: เพื่อไม่ให้เกิดช่วงว่างทางกฎหมายระหว่างกฎหมายเดิมกับกฎหมายที่ขยายเวลา

 

ข้อ 8

บทบาทของผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรม “แตกต่าง” จากโรงเรียนทั่วไปมากที่สุดในด้านใด
ก. การปฏิบัติตามคำสั่งส่วนกลาง
ข. การบริหารหลักสูตรตามมาตรฐานชาติ
ค. การออกแบบและขับเคลื่อนนวัตกรรมเชิงพื้นที่
ง. การควบคุมวินัยนักเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: พื้นที่นวัตกรรมเน้นบทบาทผู้นำเชิงออกแบบระบบ ไม่ใช่เพียงผู้ปฏิบัติตาม

 

ข้อ 9

หากผู้บริหาร “รอความชัดเจนทุกเรื่องจากส่วนกลาง” ภายใต้กฎหมายนี้ จะส่งผลอย่างไร
ก. ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
ข. สอดคล้องเจตนารมณ์พื้นที่นวัตกรรม
ค. ทำให้นวัตกรรมขาดพลังและความยืดหยุ่น
ง. เพิ่มความโปร่งใสในการบริหาร

เฉลย: ค
เหตุผล: กฎหมายนี้ออกแบบมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัดสินใจเชิงบริบท ไม่ใช่รอคำสั่งทั้งหมด

 

ข้อ 10

สาระสำคัญสูงสุดที่กรรมการสอบต้องการเห็นจากผู้บริหารที่เข้าใจ พ.ร.บ. นี้ คือข้อใด
ก. การจำรายละเอียดปีและจำนวนจังหวัดได้
ข. การปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
ค. การเชื่อมโยงกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติจริงอย่างมีเหตุผล
ง. การอ้างอิงมติ ครม. ได้ครบถ้วน

 

เฉลย: ค
เหตุผล: ระดับ ผอ.–รอง ผอ. ต้องคิดเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงท่องจำข้อเท็จจริง