
จากกาณี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลโดยการสำรวจของ กสศ. พบว่า ตัวเลขนักเรียนยากจนทั่วประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาสูงถึง 1.9 ล้านคน มาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก สังเกตได้จากรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษลดต่ำลงมากจาก 1,289 บาทช่วงก่อนโควิด-19 มาเป็น 1,094 บาทต่อครัวเรือนเมื่อปี 2564
ทำให้นักเรียนยากจนและยากจนพิเศษมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกเทอมจาก 994,428 คนเมื่อปี 2563 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,244,591 คนในภาคเรียนที่ 1 ปี 2564 และเมื่อลงลึกเรื่องตัวเลข ยังพบว่า นักเรียนที่ไม่เรียนต่อ หรือ นักเรียนยากจนพิเศษ หลุดจากการศึกษาสูงถึง 43,060 คน จาก 54,842 คน หรือ 4.67% โดยหลุดจากระบบการศึกษาสูงสุดในชั้น ม.3, ป.6 และชั้นอนุบาล ตามลำดับ
เมื่อลงลึกถึงตัวเลขสถิติ เหตุผลของการหลุดจากการศึกษาของเด็กยากจนพิเศษในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 คือ
· รายได้ของครอบครัวลดลง คิดเป็นจำนวน 87.81% ของเด็กที่หลุดการศึกษา
· ต้องแบกรับภาระอื่นและแบ่งเบาภาระทงเศรษฐกิจแก่ญาติพี่น้อง 38.33% และ
· พ่อแม่ ผู้ปกครองตกงาน และถูกพักงานชั่วคราว จึงเป็นที่มาที่คำว่า “ช่วยแม่ทำงาน” “รายได้ลดลง” “ขายของไม่ได้” ถูกขึ้นมาเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญจากการสำรวจแบบ focus group ของ กสศ. จากกลุ่มตัวอย่าง
นอกจากนี้ กสศ. ยังได้วิเคราะห์ข้อมูลของนักเรียนทุนเสมอภาคในพื้นที่ 29 จังหวัดที่ประสบปัญหาในการเรียนช่วงโควิด-19 พบว่ามีนักเรียนที่เจอปัญหาในการเรียนออนไลน์ถึง 271,888 คน ทั้งจากการที่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งไม่มีไฟฟ้า
ความช่วยเหลือที่นักเรียนและผู้ปกครองต้องการได้รับ 3 อันดับแรก ได้แก่
· ค่าครองชีพและของจำเป็น 71.45%
· อาหารเช้า/อาหารกลางวัน 35.28%
· ค่าเดินทาง 28.79%
ที่สำคัญที่สุดยังพบว่า เด็กเยาวชนจากครัวเรือนยากจน และยากจนพิเศษ ส่วนใหญ่หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนที่จะมีโอกาสศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า โดยไม่ได้เข้าเรียนปริญญาตรีสูงถึง 94.7%
จากกรณีดังกล่าว สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจของแสนสิริที่มีเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือสังคม และให้ความสำคัญในเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมความเท่าเทียม รวมถึงเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือเด็กอย่างยั่งยืน จนได้รับเกียรติเป็นพันธมิตรที่ลงนามกับองค์การยูนิเซฟ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กต่อเนื่องในตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา
โดยร่วมกันผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครอง ปกป้องสิทธิ และพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กมากกว่า 17 โครงการ อาทิ แคมเปญ “IODINE PLEASE” ผลักดันการแก้ปัญหาภาวะขาดสารไอโอดีนในเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาระดับประเทศมานานกว่า 50 ปีได้สำเร็จ, โครงการ Best Start หกปีแรกของชีวิต คือ หกปีทองของเด็ก ที่ต่อยอดสู่โครงการ “The Good Space” หรือ “พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก” ที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างของแสนสิริ รวมถึงโครงการอื่น ๆ ที่มุ่งเน้นในด้านการพัฒนาความเป็นอยู่ สร้างความตระหนักในด้านสิทธิเด็กและเยาวชนในประเทศไทย ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา และกีฬา รวมทั้งการให้ความช่วยเหลืออย่างไร้พรมแดนต่อเด็กในประเทศไทยและเด็กทั่วโลก และโครงการ Zero Dropout
เป้าหมายของโครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน คือ การวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ระยะยาว 3 ปี ครอบคลุมการพัฒนาในทุกด้าน ทั้งการเข้าถึงคุณภาพการศึกษาและความยั่งยืน พร้อมตั้งเป้าให้เด็กต้องอยู่ในระบบการศึกษาในช่วงวัยภาคบังคับ (ป.1-ม.3) และเด็กที่ถึงเกณฑ์ต้องพร้อมเข้าเรียน ป.1 ได้ 100%
โดยมีแผนดำเนินการเริ่มตั้งแต่ปี 2565 นำร่องใน 3 อำเภอ ได้แก่ สวนผึ้ง จอมบึง และบ้านคา จากนั้นในปี 2566 จะขยายไปอีก 4 อำเภอ และในปี 2567 อีก 3 อำเภอ เพื่อช่วยเหลือทั้งเด็กปฐมวัย และเด็กนอกระบบกว่า 11,200 คนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาในจังหวัดราชบุรีให้เป็นศูนย์ รวมทั้งสนับสนุนทุนทรัพย์ให้เด็กได้เตรียมความพร้อมก่อนเข้าระบบการศึกษา (อัตรา 4,000 บาทต่อคน) จากนั้นจึงส่งต่อสู่กลไกของจังหวัดสานต่อการทำงานในระดับพื้นที่ ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป
โดยในวันที่ 21 กันยายน 2566 นายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริได้ดำเนินโครงการ ZERO DROPOUT เด็กทุกคนต้องได้เรียน ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 3 ปี (เริ่มตั้งแต่ปี 2565-2567) นำร่องแห่งแรกที่จังหวัดราชบุรี ให้เป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างกลไกการเปลี่ยนแปลงการศึกษาระดับประเทศ ช่วยเด็กหลุดจากการศึกษาเป็น “ศูนย์” ในปี 2567 ภายใต้การดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสมัชชาการศึกษาราชบุรี ร่วมด้วยแสนสิริที่สนับสนุนเงินทุนในโครงการจำนวน 100 ล้านบาท
ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 2 โดยได้เห็นความคืบหน้าและความสำเร็จตามแผนงานที่วางไว้ อย่างเช่นการสร้างโมเดลการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เพื่อเป็นตัวเลือกทางการศึกษาแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ ตลอดจนการเปิดพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้ตอบโจทย์ชีวิต และการมอบทุนสนับสนุนเยาวชน การศึกษาทางเลือกให้กับน้องเยาวชนและเด็กชาติพันธุ์ในพื้นที่
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจุดประกายให้ทุกคนมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในการช่วยลงมือและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน การสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางการศึกษาให้เยาวชนในพื้นที่ และขับเคลื่อนราชบุรีโมเดล ให้เป็นจังหวัดต้นแบบนวัตกรรมการศึกษาของประเทศ ผ่านความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาให้เยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคและยั่งยืน
นายสมัชชากล่าวต่อว่า ความคืบหน้าพันธกิจโครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน สามารถลดจำนวนเด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา รวมไปถึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้วให้สามารถได้รับการศึกษาและพัฒนาให้มีทักษะการทำงานในโลกยุคใหม่ ได้แล้วจำนวน 9,311 คน จากทั้งหมด 10 อำเภอ
และล่าสุดคือโมเดลการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งปัจจุบันเริ่มต้นแล้วใน 12 โรงเรียน ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และมีแผนสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อขยายไปทุกเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดราชบุรี พื้นที่การเรียนรู้รูปแบบใหม่นี้ เอื้อให้โรงเรียนจัดการศึกษาได้ 3 รูปแบบ ได้แก่
1.การศึกษาในระบบ ซึ่งเป็นหลักสูตรทั่วไปตามโรงเรียน
2.การศึกษานอกระบบ มีความยืดหยุ่นขึ้นด้วยเนื้อหาหลักสูตรสอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม และ
3.การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ
ทั้ง 3 รูปแบบ สามารถเทียบโอนผลการเรียนที่สะสมไว้ในระหว่างการเรียนรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ รวมถึงจากการเรียนรู้นอกระบบ ตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน รวมถึงการสร้างศูนย์การเรียนรู้ สร้างโอกาส พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนร่วมจัดการศึกษาได้อย่างเต็มที่ ออกแบบการเรียนรู้เป็นรายคน (Personalized Learning) มีความยืดหยุ่นทั้งเวลา รูปแบบ และเงื่อนไขการเข้าเรียน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุของผู้เรียน สามารถเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยได้ มีความร่วมมือกับสถานประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่หรือเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อไปฝึกงาน เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่มีกรอบของห้องเรียนหรือโรงเรียน เรียนได้ทุกที่ ทั้งที่บ้าน ชุมชน ธรรมชาติ และแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เช่น Mobile School
แสนสิริเผย “ราชบุรีโมเดล” ดึงเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาได้เกือบ 1 หมื่นคน จาก 10 อำเภอ พร้อมขับเคลื่อนปีที่ 2 ผลักดันโมเดล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และศูนย์การเรียนรู้ สร้างโอกาส ตั้งเป้าภายในปี 2567 เด็กหลุดจากการศึกษาเป็นศูนย์
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 กันยายน 2566
บทความสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทย โดยข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า มีนักเรียนยากจนเสี่ยงหลุดจากระบบสูงถึง 1.9 ล้านคน สาเหตุหลักมาจากปัญหาเศรษฐกิจ โดยรายได้ครัวเรือนลดลงต่อเนื่องในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้จำนวนเด็กยากจนเพิ่มขึ้น และมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก โดยเฉพาะระดับ ม.3 ป.6 และอนุบาล ปัจจัยสำคัญคือรายได้ครอบครัวลดลง การต้องช่วยทำงาน และผู้ปกครองตกงาน อีกทั้งยังพบปัญหาการเข้าถึงการเรียนออนไลน์ เช่น ขาดอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และไฟฟ้า
ความช่วยเหลือที่ต้องการมากที่สุด ได้แก่ ค่าครองชีพ อาหาร และค่าเดินทาง ขณะเดียวกัน เด็กยากจนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเรียนต่อระดับสูง โดยถึง 94.7% ไม่ได้เรียนระดับอุดมศึกษา
ภาคเอกชน เช่น แสนสิริ ร่วมมือกับยูนิเซฟและ กสศ. ดำเนินโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ผ่าน “ราชบุรีโมเดล” ที่พัฒนารูปแบบการศึกษา 3 ระบบ ได้แก่ ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย พร้อมแนวคิดการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นและเฉพาะบุคคล รวมถึงความร่วมมือทุกภาคส่วน เป้าหมายคือให้เด็กทุกคนอยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับและลดการหลุดออกจากระบบให้เป็นศูนย์
สาเหตุหลักที่ทำให้นักเรียนหลุดจากระบบการศึกษาคือข้อใด
ก. ขาดแรงจูงใจในการเรียน
ข. ปัญหาครอบครัวแตกแยก
ค. ปัญหาทางเศรษฐกิจ
ง. หลักสูตรไม่ทันสมัย
เฉลย: ค
เหตุผล: ข้อมูลชี้ชัดว่ารายได้ครัวเรือนลดลงเป็นปัจจัยหลัก (87.81%)
ระดับชั้นใดมีอัตราการหลุดจากระบบสูงที่สุด
ก. ม.6
ข. ม.3
ค. ป.4
ง. ม.1
เฉลย: ข
เหตุผล: ม.3 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจึงมีความเสี่ยงสูง
ข้อใดสะท้อน “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. นักเรียนเรียนออนไลน์ไม่เข้าใจ
ข. นักเรียนไม่มีอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต
ค. ครูสอนไม่ครบเนื้อหา
ง. นักเรียนไม่ทำการบ้าน
เฉลย: ข
เหตุผล: การขาดโอกาสเข้าถึงทรัพยากรคือแก่นของความเหลื่อมล้ำ
แนวคิด “Zero Dropout” มุ่งเน้นสิ่งใด
ก. เพิ่มคะแนนสอบ
ข. ลดจำนวนครู
ค. ให้เด็กทุกคนอยู่ในระบบการศึกษา
ง. ปรับหลักสูตรใหม่
เฉลย: ค
เหตุผล: เป้าหมายคือไม่ให้เด็กหลุดจากระบบ
รูปแบบ “1 โรงเรียน 3 ระบบ” มีจุดเด่นสำคัญคืออะไร
ก. ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
ข. เน้นสอบแข่งขัน
ค. ยืดหยุ่นและตอบสนองผู้เรียนรายบุคคล
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: รองรับความแตกต่างของผู้เรียน
หากผู้บริหารโรงเรียนต้องแก้ปัญหาเด็กเสี่ยงหลุด ควรทำสิ่งใดก่อน
ก. เพิ่มการบ้าน
ข. ลงโทษนักเรียน
ค. สำรวจข้อมูลรายบุคคล
ง. ปรับอาคารเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากข้อมูลเชิงลึก
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนสะท้อนแนวคิดใด
ก. การแข่งขัน
ข. การกระจายอำนาจ
ค. การมีส่วนร่วม (Collaboration)
ง. การควบคุม
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้ความร่วมมือหลายภาคส่วนแก้ปัญหา
ข้อใดเป็นความช่วยเหลือที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุด
ก. คอมพิวเตอร์
ข. ค่าอาหารและค่าครองชีพ
ค. หนังสือเรียน
ง. ชุดนักเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นความต้องการอันดับ 1 (71.45%)
แนวคิด Personalized Learning เหมาะกับสถานการณ์ใดมากที่สุด
ก. นักเรียนเก่งทุกคน
ข. นักเรียนมีพื้นฐานเท่ากัน
ค. นักเรียนมีความแตกต่างหลากหลาย
ง. โรงเรียนขนาดเล็ก
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นตอบโจทย์รายบุคคล
หากต้องขยาย “ราชบุรีโมเดล” ให้สำเร็จทั่วประเทศ ปัจจัยใดสำคัญที่สุด
ก. งบประมาณเพียงพอ
ข. ความร่วมมือทุกภาคส่วน
ค. จำนวนครูเพิ่มขึ้น
ง. เทคโนโลยีทันสมัย
เฉลย: ข
เหตุผล: ความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือเชิงระบบ