สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ปรับสร้างองค์กรสถาบันการศึกษาให้เปลี่ยนแปลงก้าวทันโลก

เมื่อวิเคราะห์ถึงกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงองค์กร-สถาบันการศึกษา ในฐานที่เป็นแกนสำคัญของภารกิจการพัฒนาคน-ทรัพยากรมนุษย์และบุคลากร ที่มีคุณค่า-ความหมายต่อเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และความก้าวหน้าของประเทศในปัจจุบัน คงต้องมีมิติที่เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาหลากมิติ ตั้งแต่แนวคิด-ทิศทางการบริหารจัดการ ความเป็นผู้นำ การสร้างการเรียนรู้ หลักสูตรเนื้อหาสาระ การจัดการสภาพแวดล้อมการศึกษา ไปจนถึงความรับผิดชอบต่อการมีงานทำ-มีอนาคตของคนที่ออกจากระบบการศึกษาและการฝึกอบรมต่างๆ ฯลฯ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะพบว่าสภาพการศึกษา-การพัฒนาบุคลากรวันนี้ เผชิญกับปัญหาอุปสรรคที่สุมทับมากมายจนน่าวิตกว่า ประเทศจะก้าวหน้าไปข้างหน้าเช่นไรในสภาวะการศึกษาและสภาพแวดล้อมที่ปรับตัวได้ยากยิ่งนี้ 

ประการแรก หากเริ่มจากการมองถึง ระบบระเบียบราชการ ที่เป็นแก่นแกนกลไกที่มัดตราสังบุคลากร องค์กรและสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ ไว้ จะพบว่า กลไกอำนาจของระบบราชการ” นั้นเป็นอุปสรรคปัญหาที่ใหญ่ที่สุด-มากที่สุด-ซับซ้อนที่สุด ระบบราชการเป็นแนวคิดทิศทางที่สถาปนาขึ้นจากฐานคิดที่มุ่งใช้อำนาจกำกับจัดการครอบงำระบบทั้งมวลที่สืบต่อกันมายาวนาน ก่อรูปจากฐานคิดที่ล้าหลัง-เกือบจะตัดขาดจากโลกแวดล้อม เป็นระบบที่กระด้าง-ขาดความยืดหยุ่นปรับตัวให้เท่าทันโลก ยึดกฎกติกาที่ตั้งไว้เป็นศูนย์กลาง ฯ เป็นสภาวะของระบบระเบียบที่โยงใยซ้อนทับกันอยู่ใต้สายบังคับบัญชาแนวดิ่งยาวยืด-ผูกพันกับหลายหน่วยงานย่อย มีโครงข่ายเชื่อมโยงปิดทับ-กำกับด้วยบทลงโทษ-ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์-จองจำทุกสิ่ง-ทุกความเคลื่อนไหวไว้ใต้ฐานอำนาจตามลำดับชั้น ตามโครงครอบของระบอบราชการ นี่คือตัวตนอันไร้จิตวิญญาณและสติปัญญาของระบอบราชการ 

กลไกอำนาจเยี่ยงนี้ เป็นขั้วตรงข้ามกับการประดิษฐ์คิดสร้าง-การรังสรรค์นวัตกรรม ฯลฯ การทำงานในภาคปฏิบัติตามระบบนี้เป็นคู่ขนานที่อยู่ตรงกันข้ามกับการปรับตัวให้เท่าทันโลก มันจะเคลื่อนไหวตามทิศทางอำนาจและการบังคับบัญชามากกว่าที่จะพัฒนากลไกการปรับตัว ฯ นี่คืออุปสรรคที่หนักหนาสาหัสยิ่ง จำเป็นต้องรื้อสร้างระบบใหม่ให้เปิดทางสัมผัสกับความก้าวหน้า โดยเฉพาะในมิติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะความรู้-การปรับตัวให้เท่าทันโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว-ต่อเนื่องปัจจุบัน 

ฐานคิด-แนวปฏิบัติของระบบราชการที่สืบทอดจากกรอบแนวคิดอำนาจนิยม ที่เป็นผลิตผลของยุคการปกครองดั้งเดิม แม้เคยปรับสู่การจัดองค์กรสมัยใหม่-การมุ่งใช้ความสามารถและแรงงานคน (Labor intensive) ที่เป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่เมื่อผ่านกาลเวลามาถึงวันนี้มันกลายเป็นโลกใบเก่าที่กาลเวลาเคลื่อนผ่านไปยุคโมโนล็อก อนาล็อก ฯ ไปแล้ว มันแปลกแยกแตกต่างจากโลกดิจิทัลวันนี้แบบที่เกือบจะเป็นโลกคนละใบเลยทีเดียว! ทั้งในความเคลื่อนไหว-สื่อสาร-เศรษฐกิจ-สังคม-การดำเนินชีวิต ฯ ปรากฏการณ์ความเปลี่ยนสู่สังคมดิจิทัลนี้ ทำให้การปรับตัวไม่ได้และการดำรงอยู่ของระบบราชการที่มากด้วยอำนาจ-อิทธิพล กลายเป็นตัวปัญหา-อุปสรรคที่หนักอึ้งที่จำเป็นต้องแก้ไข-ปรับสร้างใหม่ให้เข้าสู่โหมดของโลกดิจิทัล-ทันโลก ไม่เช่นนั้นความเคลื่อนไหว-การทำงานใต้ระบบราชการจะสร้างความสูญเปล่ามหาศาลขึ้นทุกมิติ ทั้งเรื่องงบประมาณ ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรเวลา สังคมแวดล้อมของคุณภาพชีวิต รวมทั้งคุณค่าและมูลค่าที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนผู้คนและบ้านเมืองสู่อนาคต 

ระบบแซนด์บ๊อกซ์ (sandbox) ที่เป็นความพยายามที่จะฝ่าวิกฤตวงล้อมนี้ ซึ่งได้หยิบขึ้นมาใช้ก็มีคอขวดที่คับแคบจำกัดอยู่พอสมควร ยังไม่ช่วยให้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่กระจ่างชัดนัก สิ่งที่ต้องการจริงคือ การรื้อสร้างทลายระบบที่เก่าครึเป็นปัญหาอุปสรรคลง รื้อสร้างให้เกิดวงจรใหม่ที่เปิดกว้างรับการปรับตัวเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า 

ประเด็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญอีกประการ คือ การจัดการองค์กร ความเป็นผู้นำ และความคิดฝังลึกในบุคลากร!  ความรู้-วิทยาการยุคเก่าได้ปลูกฝังหล่อหลอมเป็นคัมภีร์ความคิด-ครอบงำอ้างอิงใช้ในการจัดองค์กร-การบริหารองค์กร-และความเป็นผู้นำองค์กรไว้แบบฝังลึก! กรอบความคิดจากการครอบงำของวิทยาการหรือสิ่งที่เรียกว่าความรู้ดังกล่าวได้กำกับกับความคิด-ทิศทางการปฏิบัติไว้แน่น การบริหารจัดการองค์กร ความเป็นผู้นำ จึงเคลื่อนไปตามกรอบคิดฝังลึกที่ชี้นำนั้นๆ ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อวิธีการ-กระบวนการ-การประเมินติดตามผล-และการกำกับภาคปฏิบัติ ที่มีต่อองค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาและระบบการศึกษาไทยไว้อย่างแน่นหนาอึดอัด 

การศึกษาไทยเป็นระบบรวมศูนย์-สั่งการจากบนลงล่าง-เน้นการใช้อำนาจกำกับควบคุม ไม่เน้นการปรับตัวสร้างความก้าวหน้าเปลี่ยนแปลง ฯ องค์กรและสถาบันการศึกษาจึงสร้างภาระให้ตัวเองด้วยกิจกรรมจิปาถะและพิธีกรรมมากมาย เน้นความสัมพันธ์กับบุคคลและระบบอุปถัมภ์-มีกติกาเป็นกฎบัตรฟอกย้อม! คนทำงานจำนวนมากมีภาระงานที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์คิดสร้างความรู้ การปรับสร้างตำรา-ความคิด-ทักษะให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้า เน้นการปลูกฝังสอนสั่งที่สืบทอดตามการบริหารจัดการ-และความรู้จากบทเรียน-ตำราเดิม ๆ ที่สืบต่อกันมา ฯ สภาพความเคลื่อนไหวที่ว่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความคิด-วิธีการ-และความเป็นผู้นำ ที่วิ่งวนในเขาวงกตของความคิด-ความรู้เก่าๆ นี้ ยากที่ผู้คนจะหลุดออกจากพิธีกรรม-การครอบงำของความคิดฝังลึก ที่มันกลืนกลายเป็นความเชื่อมากกว่าที่จะเป็นความรู้! เมือกยางของมันติดตรึงเป็นตัวตน-วิธีคิดที่ยากจะก้าวพ้นมาได้ ฯ สภาพที่ตกวนอยู่นี้เป็นปัญหาอุปสรรคที่หนักอึ้ง! ส่งผลให้กระบวนระบบในการบริหารจัดการการศึกษา ยากที่จะก้าวข้าม-ปรับตัวเปลี่ยนแปลงสู่โลกใหม่ได้ หรือออกจากสภาพแวดล้อมที่กักขังอยู่ลำบากยิ่ง! 

นอกจากแก่นปัญหาสองเรื่องที่กล่าวข้างต้นแล้ว ความเคลื่อนไหวของบุคลากรในสถาบันการศึกษาวันนี้ ส่วนใหญ่ยังหมกอยู่ในความคิด-พื้นที่ที่คุ้นชิน ฝังตัวอยู่ในคอมฟอร์ท โซน ที่รู้สึกปลอดภัย หนักยิ่งกว่านั้นบางคน-บางกลุ่มยังสำคัญตนผิดว่า เป็นผู้รู้ดีที่สุด-ทำถูกที่สุดแล้ว ฯ ทำให้การบริหารจัดการขององค์กร-สถาบันหลายแห่งต้องใช้เวลามากแก้ปัญหาวัวพันหลักที่พอกมาแต่อดีต มากกว่าจะพัฒนาขับเคลื่อนตัวเอง-องค์กรสู่อนาคต มีเพียงคนน้อยนิดเท่านั้นที่ลงมือทำ มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง-ปรับตัวสร้างมุมมองใหม่ มุ่งปรับตัวในทิศทางเดียวกับความก้าวหน้าของประเทศ ซึ่งภาพรวมที่ว่านี้นับเป็นชะตากรรมที่น่าตระหนกว่า ความก้าวหน้าในบ้านเมืองจะเกิดได้อย่างไรภายใต้กรอบคิด-ความเคลื่อนไหวขององค์กร-สถาบันการศึกษาที่เป็นอยู่นี้ 

จากปัญหาโดยรวมดังกล่าว หากขบคิดถึงทางออก-การจัดการใหม่ที่ปรับสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ฝ่าข้ามโลกเก่าสู่โลกใหม่-ปรับฐานคิดและปฏิบัติการใหม่ ปฐมบทแรกของปฏิบัติการนี้คือ การแสวงหาพันธมิตรที่อยู่นอกกรอบมิติการครอบงำจากระบบระเบียบทั้งหลาย เพื่อผูกโยงขึ้นเป็นเครือข่ายที่จะช่วยฉุดดึงสถาบันออกจากโลกที่หดหู่อับเฉา สร้างความเคลื่อนไหวขององค์กร-สถาบันและผู้คนในแบบ “Think Globally Act Locally” ที่เป็นฉันทามติ-ยุทธศาสตร์ปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมของประชาคมโลกในการจัดการระบบ-ระเบียบสิ่งแวดล้อมโลกใหม่จากการประชุมความร่วมมือที่กรุง ริโอ เดอ จาเนโร ช่วงรอยต่อปลายศตวรรษที่ 20 ในชื่อแผนปฏิบัติการที่ 21 หรือที่โลกรู้จักดีว่า AGENDA 21 

องค์กร-สถาบันการศึกษาและพันธมิตร ต้องร่วมกันวางกรอบปฏิบัติการจากการปรับแนวคิดใหม่ เริ่มด้วยการทำความเข้าใจสภาพจริงของโลกที่กำลังเปลี่ยนไปร่วมกัน กรณีนี้ องค์กร-สถาบันการศึกษา ต้องแสวงหา-เชื่อมประสานพันธมิตรจากภาคการประกอบการ-ภาคอุตสาหกรรม ร่วมคิดสร้างความเข้าใจถึงบริบทการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต สังคม เศรษฐกิจ การงาน และโลกแวดล้อมที่กำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัล จัดการออกแบบสิ่งแวดล้อม-ปรับแลนด์สเคป-กระบวนการปฏิบัติ ที่จะปฏิบัติการไปถึงฝั่งที่วางไว้ กำหนดเป้าหมายปลายทางการพัฒนาคน-ปรับฐานความรู้-พัฒนาวิชาการ-ระบบระเบียบ-และผลลัพธ์ร่วมกัน และเริ่มลงมือทำกิจกรรมที่ทำได้-สัมผัสจับต้องได้ โดยทั้งสองฝ่ายต้องฝ่าทุกอุปสรรคปัญหาที่เผชิญอยู่ไปด้วยกัน กรณีนี้อุตสาหกรรม เอส เอ็น ซี กับพันธมิตรที่เป็นเครือข่าย 12 สถาบันการศึกษาได้สร้างประสบการณ์นี้ขึ้นแล้ว 

กระบวนการก้าวออกจากโลกเก่าของระบบการศึกษาต้องจัดปรับให้ คน-ความคิด-การบริหารจัดการองค์กร ปรับตัวเป็นพื้นที่การเรียนรู้และร่วมการจัดการความรู้ สร้างประสบการณ์จริงที่สัมผัสจับต้องได้จากผู้ประกอบการ-องค์กรพันธมิตร ปรับสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่และการสื่อสารที่เข้าถึงความรู้ตามทิศทางการศึกษาแบบ 4.0 ทั้งมิติการปรับสร้างคนรองรับงานและการปั้นสร้างผู้ประกอบการยุคใหม่ ซึ่งแนวปฏิบัติ-ความเคลื่อนไหว-เป้าหมาย ฯ ต้องมีรูปธรรมจริงที่ร่วมกันสร้างประสบการณ์-การเรียนรู้-พัฒนา-และจัดการทุกปัญหาก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนจากกรอบโครงเก่า-สู่วงจรใหม่ ที่เป็นวงจรการเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่ที่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน ลดความสูญเสียสูญเปล่าทางการบริหารจัดการและการสร้างคน ฯ กรอบความคิดในการขับเคลื่อนที่เห็น ภาพรวม” (Think Globally) กับ ปฏิบัติการจริง” (Act Locally) จะเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ที่ช่วยปลดปล่อยตัวตนและองค์กรจากความล้าหลัง ช่วยขจัดภาระและบรรดากิจกรรมจิปาถะให้พ้นจากความคิดและเส้นทางงาน ก่อประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์สูงในการใช้ทรัพยากร-งบประมาณ มีเป้าหมายปลายทางชัดเจนไม่สะเปะสะปะ บนฐานประสบการณ์จริงไปด้วยกัน  นี่คืออีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่เป็นหนทางที่จะหลุดพ้นจากบริบทเดิม ๆ เก่าๆ ที่หดหู่ซึมเศร้าของระบบการศึกษาไทย!! 

ที่มา ;  salika

สรุปสาระสำคัญ

บทความชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาองค์กรและสถาบันการศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และประเทศ แต่ปัจจุบันระบบการศึกษาไทยเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะ “ระบบราชการแบบรวมศูนย์” ที่ยึดอำนาจตามลำดับชั้น ขาดความยืดหยุ่น และไม่สอดคล้องกับโลกดิจิทัล ส่งผลให้เกิดความล่าช้า สูญเสียทรัพยากร และขัดขวางนวัตกรรม อีกทั้งแนวคิดและภาวะผู้นำยังถูกครอบงำด้วยกรอบความรู้เดิม ทำให้การบริหารจัดการ การเรียนการสอน และการประเมินผลไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ บุคลากรจำนวนมากยังติดอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (comfort zone) และวัฒนธรรมอุปถัมภ์ ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลง องค์กรจึงเน้นกิจกรรมเชิงพิธีกรรมมากกว่าสร้างองค์ความรู้ใหม่ ส่งผลให้ระบบการศึกษาไม่สามารถพัฒนาคนให้ตอบโจทย์อนาคตได้

ทางออกคือการ “รื้อสร้างระบบใหม่” โดยเปิดรับความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและเครือข่ายภายนอก ปรับแนวคิดสู่ “Think Globally, Act Locally” พัฒนาการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ และกำหนดเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน การเปลี่ยนผ่านนี้จะช่วยลดความสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ และนำพาการศึกษาไทยก้าวสู่ความยั่งยืนในโลกยุคใหม่

ข้อสอบ

ข้อ 1 ปัญหาหลักของระบบการศึกษาไทยตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดงบประมาณสนับสนุน
ข. ระบบราชการรวมศูนย์ขาดความยืดหยุ่น
ค. ขาดครูที่มีคุณภาพ
ง. ขาดเทคโนโลยีสมัยใหม่
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นว่าระบบราชการแบบรวมศูนย์เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด

ข้อ 2 ลักษณะเด่นของระบบราชการที่เป็นอุปสรรคคืออะไร
ก. การกระจายอำนาจ
ข. การเน้นนวัตกรรม
ค. การควบคุมตามลำดับชั้น
ง. การทำงานแบบเครือข่าย
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบราชการเน้นอำนาจและสายบังคับบัญชาแนวดิ่ง

ข้อ 3 เหตุใดระบบราชการจึงไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน
ก. ใช้เทคโนโลยีมากเกินไป
ข. ยึดแนวคิดยุคอนาล็อก
ค. เน้นการแข่งขันสูง
ง. เปิดโอกาสให้เอกชนมาก
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบเดิมล้าหลัง ไม่ทันโลกดิจิทัล

ข้อ 4 ปัญหาของภาวะผู้นำในองค์กรการศึกษาคืออะไร
ก. ขาดอำนาจตัดสินใจ
ข. ถูกครอบงำด้วยกรอบความคิดเดิม
ค. มีความเป็นอิสระมากเกินไป
ง. ขาดบุคลากรสนับสนุน
เฉลย: ข
เหตุผล: ผู้นำยึดติดความรู้เดิม ทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง

ข้อ 5 “Comfort Zone” ส่งผลอย่างไร
ก. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ข. ลดความขัดแย้งในองค์กร
ค. ทำให้ไม่เกิดการพัฒนา
ง. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
เฉลย: ค
เหตุผล: ทำให้บุคลากรไม่กล้าเปลี่ยนแปลง

ข้อ 6 แนวคิด Think Globally, Act Locally หมายถึงอะไร
ก. คิดระดับประเทศ ทำระดับโลก
ข. คิดภาพรวมโลก ปฏิบัติในพื้นที่จริง
ค. ทำงานเฉพาะในองค์กร
ง. ใช้เทคโนโลยีระดับโลกเท่านั้น
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นเข้าใจภาพใหญ่และลงมือทำในบริบทพื้นที่

ข้อ 7 แนวทางแก้ปัญหาที่สำคัญคือข้อใด
ก. เพิ่มการสอบแข่งขัน
ข. รื้อสร้างระบบและสร้างเครือข่ายพันธมิตร
ค. ลดจำนวนครู
ง. เพิ่มกฎระเบียบ
เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องปรับระบบและเชื่อมโยงภาคส่วนอื่น

ข้อ 8 การร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมมีประโยชน์อย่างไร
ก. เพิ่มรายได้โรงเรียน
ข. ลดภาระงานครู
ค. เชื่อมการเรียนรู้กับโลกจริง
ง. เพิ่มการแข่งขัน
เฉลย: ค
เหตุผล: ทำให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับความต้องการจริง

ข้อ 9 ข้อใดสะท้อนปัญหาเชิงวัฒนธรรมองค์กร
ก. การใช้เทคโนโลยีต่ำ
ข. การยึดระบบอุปถัมภ์
ค. การขาดงบประมาณ
ง. การขาดอาคารเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: วัฒนธรรมอุปถัมภ์ขัดขวางความก้าวหน้า

ข้อ 10 ผลลัพธ์ของการปรับระบบใหม่คืออะไร
ก. เพิ่มภาระงาน
ข. ลดนวัตกรรม
ค. เพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืน
ง. ลดความร่วมมือ
เฉลย: ค
เหตุผล: การปรับระบบช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มผลสัมฤทธิ์

ความเห็นของผู้ชม