
เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้ออก แถลงการณ์กรุงเทพฯ พ.ศ. 2565 ที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนและการพลิกโฉมการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยแถลงการณ์ดังกล่าวจะมุ่งการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย การฟื้นฟูการเรียนรู้ และความต่อเนื่องของการเรียนรู้ การกลับเข้าเรียนในโรงเรียนอย่างปลอดภัย การพลิกโฉมการศึกษาและระบบการศึกษา การเรียนรู้และทักษะเพื่อชีวิต การทำงาน และการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาครูรุ่นใหม่ให้ที่มีทักษะสูง การพลิกโฉมการศึกษาด้วยระบบดิจิทัล การวางแผน การกำกับดูแล และการติดตามผล
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า การปิดโรงเรียนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกทำให้ความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษามีความรุนแรงมากขึ้น และวิกฤตการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนกลุ่มเปราะบางอย่างที่สุด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องเปิดเรียนและกำหนดกลยุทธ์การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนทุกคนจะตามทันกับการเรียนรู้ที่สูญเสียไป ซึ่งในกลุ่มประเทศเหล่านี้จะร่วมสร้างหลักประกันการกลับเข้าเรียนและการรักษาผู้เรียนทุกคนอย่างปลอดภัยในโรงเรียน รวมถึงการสร้างกลยุทธ์ฟื้นฟูการเรียนรู้ โดยใช้มาตรการติดตามและแก้ไขที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและเตรียมพร้อมสำหรับแรงกระแทกในอนาคตที่จะต้องมีการปฏิรูประบบแบบองค์รวมมีองค์ประกอบเชื่อมโยงกันในเรื่องนโยบาย วางแผน และการจัดหาเงินทุน ส่วนหลักสูตร สื่อการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนการสอนควรเป็นแบบครอบคลุม เพื่อสะท้อนความต้องการทางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ครูคือหัวใจของการปรับเปลี่ยนการศึกษา
ดังนั้นระบบการศึกษาจึงต้องปรับแนวคิดใหม่ในเรื่องวิชาชีพครูและเปลี่ยนบทบาทของครูและนักการศึกษาจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้และการสร้างทักษะจึงต้องมีการปฏิรูปมาตรฐานการสอนและฝึกอบรมนวัตกรรมให้แก่ครู ส่วนการพลิกโฉมการศึกษาด้วยระบบดิจิทัลต้องเป็นการเข้าถึงการศึกษาออนไลน์แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
“กลุ่มรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกขอให้ยูเนสโกติดตามถ้อยแถลงฉบับนี้ด้วยการจัดตั้งโครงการในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิกในการฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอยและการปรับเปลี่ยนทางการศึกษา พวกเราจะนำเสนอถ้อยแถลงฉบับนี้ โดยถือเป็นข้อเสนอแนะที่สำคัญจากภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกต่อที่ประชุมสุดยอดเพื่อการปรับเปลี่ยนทางการศึกษา ซึ่งสำนักเลขาธิการสหประชาชาติจะจัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือน ก.ย.นี้ต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว
รมว.ศธ.เผย ประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประกาศแถลงการณ์กรุงทพฯ ปี 65 พร้อมชงยูเนสโกหนุนฟื้นฟูการเรียนถดถอยหลังโควิด
ที่มา ; เดลินิวส์ 13 มิถุนายน 2565
UNESCO และรัฐมนตรีด้านการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้ประกาศ “แถลงการณ์กรุงเทพฯ พ.ศ. 2565” เพื่อฟื้นฟูและพลิกโฉมการศึกษาหลังวิกฤตโควิด-19 โดยมุ่งเน้นการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย การฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ถดถอย และการสร้างความต่อเนื่องทางการศึกษาให้ผู้เรียนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปิดโรงเรียน ซึ่งส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงขึ้น
สาระสำคัญของแถลงการณ์ คือ การปฏิรูประบบการศึกษาแบบองค์รวม ทั้งด้านนโยบาย การวางแผน งบประมาณ หลักสูตร สื่อการเรียนรู้ และกระบวนการจัดการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อทักษะชีวิต การทำงาน และการพัฒนาที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ “ครู” ในฐานะหัวใจของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา โดยปรับบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ พร้อมพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมและดิจิทัล อีกทั้งผลักดันการเข้าถึงการศึกษาออนไลน์อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และไม่เสียค่าใช้
จ่าย เพื่อเตรียมระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับวิกฤตในอนาคต
สาระสำคัญที่สุดของ “แถลงการณ์กรุงเทพฯ พ.ศ. 2565” คือข้อใด
ก. การเพิ่มการแข่งขันทางการศึกษาระหว่างประเทศ
ข. การลดบทบาทของเทคโนโลยีในห้องเรียน
ค. การฟื้นฟูและพลิกโฉมการศึกษาหลังวิกฤตโควิด-19
ง. การยกเลิกการเรียนออนไลน์ทั้งหมด
ข้อ 2
หากโรงเรียนแห่งหนึ่งพบว่านักเรียนกลุ่มเปราะบางมีผลสัมฤทธิ์ต่ำลงหลังสถานการณ์โควิด ผู้บริหารควรดำเนินการใดสอดคล้องกับบทความมากที่สุด
ก. จัดสอบแข่งขันเพื่อคัดแยกผู้เรียน
ข. เน้นการเรียนออนไลน์เฉพาะนักเรียนเก่ง
ค. จัดระบบติดตามและฟื้นฟูการเรียนรู้รายบุคคล
ง. ลดเวลาเรียนทุกระดับชั้นลงเท่ากัน
ข้อ 3
ข้อใดสะท้อน “บทบาทครูยุคใหม่” ตามบทความได้ชัดเจนที่สุด
ก. ครูเป็นผู้บรรยายเนื้อหาตามหนังสือเรียน
ข. ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้
ค. ครูเป็นผู้ควบคุมระเบียบวินัยเพียงอย่างเดียว
ง. ครูเป็นผู้ประเมินผลปลายภาคเท่านั้น
ข้อ 4
การดำเนินงานข้อใดสอดคล้องกับแนวคิด “การศึกษาที่เท่าเทียม” มากที่สุด
ก. เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนเข้าถึงการเรียนออนไลน์ฟรี
ข. จำกัดสิทธิ์การใช้สื่อดิจิทัลเฉพาะนักเรียนเก่ง
ค. จัดการเรียนรู้เฉพาะในเมืองใหญ่
ง. ลดงบประมาณด้านเทคโนโลยีการศึกษา
ข้อ 5
เหตุใดบทความจึงกล่าวว่าต้อง “ปฏิรูประบบการศึกษาแบบองค์รวม”
ก. เพราะต้องการลดจำนวนครูในระบบ
ข. เพราะปัญหาการศึกษาเกี่ยวข้องหลายองค์ประกอบเชื่อมโยงกัน
ค. เพราะต้องการใช้หลักสูตรเดียวทั้งโลก
ง. เพราะต้องการยกเลิกการเรียนในห้องเรียน
คลิกเฉลย >>>