สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เทคโนโลยี ในฐานะปัจจัยคู่ของความยั่งยืน

เทคโนโลยี ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน หมายถึง วิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ เช่น ใช้ในอุตสาหกรรม 

ในบริบทความยั่งยืนระดับองค์กร เทคโนโลยีมีบทบาทที่เป็นได้ทั้งปัจจัยความยั่งยืนโดยตัวเอง และเป็นปัจจัยที่สร้างให้เกิดความยั่งยืนของกิจการ จึงเรียกว่าเป็นปัจจัยคู่ของความยั่งยืน หรือ Twin Factor of Sustainability 

เทคโนโลยีในฐานะที่เป็นปัจจัยความยั่งยืนในตัวเอง หมายถึง การได้มาและมีอยู่ของเทคโนโลยี จะมีผลกระทบทางตรงต่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม ที่สามารถคำนวณเป็นฟุตพรินต์ปริมาณก๊าซเรือนกระจก ฟุตพรินต์ปริมาณการใช้น้ำ หรือฟุตพรินต์ปริมาณการใช้พลาสติก ฯลฯ โดยองค์กรสามารถใช้ประเมินและจัดระดับว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีความยั่งยืน (Technology as Sustainability) มากน้อยเพียงใด 

ข้อมูลตัวอย่างจากกระทรวงพลังงานสหรัฐ ระบุว่า ศูนย์ข้อมูล (Data Center) มีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากถึง 10-50 เท่าของการใช้ไฟฟ้าต่อพื้นที่ใช้สอยเมื่อเทียบกับอาคารพาณิชย์ทั่วไป ขณะที่การใช้น้ำในการระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูล พบว่า ปริมาณการใช้น้ำสำหรับศูนย์ข้อมูลของกูเกิล ที่เปิดเผยเมื่อปลายปี ค.ศ. 2022 มีปริมาณสูงถึง 1.7 ล้านลิตรต่อวัน เป็นต้น 

ตามข้อเสนอแนะในภาคการกำหนดมาตรฐานโทรคมนาคมของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU-T L.1480) นิยามให้ฟุตพรินต์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการได้มาและมีอยู่ของเทคโนโลยี คือ ผลอันดับแรก (First Order Effect) ที่จัดเป็นผลกระทบทางตรง 

สำหรับเทคโนโลยีในฐานะปัจจัยที่สร้างให้เกิดความยั่งยืนของกิจการ หมายถึง การใช้งานเทคโนโลยีที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกิจกรรมในองค์กร ในทางที่เกิดเป็นผลกระทบเชิงบวกหรือผลกระทบเชิงลบ อันส่งผลต่อความยั่งยืนของกิจการโดยรวม โดยองค์กรสามารถใช้ตัดสินใจว่าเป็นเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (Technology for Sustainability) มากน้อยเพียงใด 

การเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นผลอันเกิดจากการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว อาจก่อให้เกิดการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (จากกิจกรรมเดิมที่ยุติหรือลดลง) หรือไปเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจก (จากกิจกรรมใหม่ที่เพิ่มขึ้น หรือจากกิจกรรมเดิมที่แก้ไขเพิ่มเติม) โดยพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจริง หรือที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งคือ ผลอันดับสอง (Second Order Effect) ที่จัดเป็นผลกระทบทางอ้อม 

ตัวอย่างการใช้งานอีคอมเมิร์ซโซลูชัน จะก่อให้เกิดผลอันดับสองที่เป็นบวกจากปริมาณการเดินทางที่ลดลงของลูกค้ามายังร้านค้า แต่ก็ไปเพิ่มผลอันดับสองที่เป็นลบจากปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้นเพื่อส่งมอบสินค้าไปยังลูกค้า รวมถึงไปเพิ่มภาระด้านบรรจุภัณฑ์และการบำบัดของเสีย เป็นต้น 

นอกเหนือจากต้นทุนทางเทคโนโลยีที่องค์กรต้องคำนึงถึงและส่งผลต่อบรรทัดสุดท้ายที่เป็นกำไรสุทธิ (Net Profit) แล้ว การพิจารณาถึงผลรวมของ First Order และ Second Order Effect จะช่วยให้องค์กรหยั่งรู้ถึงมูลค่าเชิงบวกสุทธิ (Net Positive) ซึ่งเป็นมูลค่าแฝงเพิ่มเติมจากกำไรสุทธิ ที่นำไปใช้ประเมินความคุ้มค่าของการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น 

ตัวอย่างโครงการเทคโนโลยีที่หากบริษัทมีการลงทุน จะมียอดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน First Order Effect เพิ่มขึ้น 41 tCO2e ขณะที่ยอดการลดก๊าซเรือนกระจกใน Second Order Effect จากกิจกรรมที่ลดลง มีจำนวน 426 tCO2e คิดเป็นผลรวมของ First Order และ Second Order Effect สุทธิที่ลดลงได้ 385 tCO2e เมื่อใช้ราคาคาร์บอนอ้างอิงของตลาดคาร์บอนภาคบังคับในสหภาพยุโรปที่ 66 ยูโร/ tCO2e หรือคิดเป็น 2,600 บาท/ tCO2e กิจการจะมีมูลค่าเชิงบวกสุทธิเพิ่มจากกำไรสุทธิอีก 1 ล้านบาท 

นอกจากนี้ หากมีการพิจารณา ผลอันดับขั้นสูง (Higher Order Effect) ซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมระยะยาวของผลอันดับสอง ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการบริโภค รูปแบบการดำเนินชีวิต และระบบค่านิยมร่วมด้วย เช่น ความนิยมในการบริโภคสินค้าสีเขียวเพิ่มขึ้น จะเปิดโอกาสให้องค์กรเติบโตจากอุปสงค์หรือขนาดตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยคำนวณเป็นตัวเลขมูลค่าศักย์เชิงบวกสุทธิ (Net Positive Potential) ที่ชี้ได้ว่าโครงการเทคโนโลยีดังกล่าวควรค่าแก่การลงทุนจริงมากน้อยเพียงใด 

ตัวอย่างร้านอาหารเก่าแก่ที่หันมาใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์และระบบเดลิเวอรี ก่อให้เกิดผลซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทางของลูกค้าแต่ละรายมายังร้านอาหาร (Second Order Effect) แล้ว ยังส่งผลให้สามารถขยายตลาดและรับลูกค้าในระบบเดลิเวอรีได้เพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมสั่งอาหารออนไลน์เติบโตขึ้น (Higher Order Effect) ทำให้ร้านมียอดขายและกำไรเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องขยายหน้าร้านหรือเสียค่าเช่าพื้นที่เพิ่มจากเดิม 

จะเห็นว่า การพิจารณาผลกระทบทางตรงที่เป็น First Order Effect โดยมุ่งลดฟุตพรินต์ปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการได้มาและมีอยู่ของเทคโนโลยี มิใช่คำตอบสุดท้ายของเรื่องความยั่งยืน แต่เป็นการใช้ข้อมูล Second Order และ Higher Order Effect จากการใช้งานเทคโนโลยีที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกิจกรรมในองค์กรและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในทางที่เกิดเป็นผลบวกสุทธิ (Net Positive) ต่างหาก ที่จะตอบโจทย์ความยั่งยืนได้อย่างครบถ้วน 

ที่มา ; ฐานเศรษฐกิจ

สรุปสาระสำคัญ 

เทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ ในบริบทความยั่งยืนระดับองค์กร เทคโนโลยีเป็น “ปัจจัยคู่ของความยั่งยืน” (Twin Factor of Sustainability) กล่าวคือ เป็นทั้งปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความยั่งยืนโดยตรง และเป็นเครื่องมือสร้างความยั่งยืนให้กิจการ

ในฐานะปัจจัยโดยตรง (Technology as Sustainability) เทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้น้ำ และพลังงาน ซึ่งวัดได้เป็นฟุตพรินต์ โดยผลกระทบนี้เรียกว่า First Order Effect (ผลกระทบทางตรง) ตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลใช้พลังงานและน้ำสูงมากเมื่อเทียบกับอาคารทั่วไป

ในฐานะปัจจัยสร้างความยั่งยืน (Technology for Sustainability) เทคโนโลยีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานขององค์กร เกิดผลกระทบทั้งบวกและลบ เรียกว่า Second Order Effect (ผลกระทบทางอ้อม) เช่น อีคอมเมิร์ซช่วยลดการเดินทางแต่เพิ่มการขนส่งและบรรจุภัณฑ์

หากพิจารณา Higher Order Effect จะมองผลกระทบระยะยาวต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและตลาด เช่น ความนิยมสินค้าสีเขียวเพิ่มขึ้น ทำให้องค์กรเติบโตได้มากขึ้น การประเมินรวมทั้งสามระดับช่วยให้องค์กรเห็น “มูลค่าเชิงบวกสุทธิ (Net Positive)” เพื่อการตัดสินใจลงทุนเทคโนโลยีอย่างแม่นยำและยั่งยืนมากขึ้น

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

แนวคิด “Twin Factor of Sustainability” หมายถึงข้อใด
ก. เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือผลิต
ข. เทคโนโลยีมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
ค. เทคโนโลยีเป็นทั้งปัจจัยสร้างและปัจจัยส่งผลต่อความยั่งยืน
ง. เทคโนโลยีใช้เฉพาะลดต้นทุนองค์กร
เฉลย: ก (ผิด → ถูกคือ ค)
เหตุผล: แนวคิดนี้เน้น 2 บทบาทของเทคโนโลยีทั้งผลกระทบและการสร้างความยั่งยืน

 

ข้อ 2

First Order Effect คืออะไร
ก. ผลกระทบทางอ้อมจากพฤติกรรมผู้บริโภค
ข. ผลกระทบทางตรงจากการมีและใช้เทคโนโลยี
ค. ผลกำไรสุทธิขององค์กร
ง. ผลกระทบระยะยาวของตลาด
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นผลกระทบโดยตรง เช่น พลังงาน น้ำ และคาร์บอนฟุตพรินต์

 

ข้อ 3

ข้อใดเป็นตัวอย่าง Second Order Effect
ก. การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล
ข. การปล่อยคาร์บอนจากการผลิตเครื่องจักร
ค. การลดการเดินทางของลูกค้าเพราะอีคอมเมิร์ซ
ง. การสร้างโรงงานใหม่
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นผลจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยี

 

ข้อ 4

Higher Order Effect เกี่ยวข้องกับสิ่งใดมากที่สุด
ก. ต้นทุนการผลิตโดยตรง
ข. การใช้พลังงานในโรงงาน
ค. การซ่อมบำรุงระบบ
ง. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและโครงสร้างตลาดระยะยาว
เฉลย: ง
เหตุผล: เป็นผลกระทบเชิงระบบและระยะยาวต่อสังคมและตลาด

 

ข้อ 5

การประเมิน Net Positive มีเป้าหมายเพื่ออะไร
ก. ลดต้นทุนแรงงาน
ข. วัดผลกระทบสุทธิจากทุกระดับของเทคโนโลยี
ค. เพิ่มจำนวนพนักงาน
ง. ลดจำนวนโครงการ
เฉลย: ก (ผิด → ถูกคือ ข)
เหตุผล: ใช้ดูผลรวมทั้งบวกและลบของเทคโนโลยีต่อความยั่งยืน

 

ข้อ 6

ข้อใดสะท้อน Technology as Sustainability
ก. ใช้ AI เพิ่มยอดขาย
ข. การใช้ศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานสูง
ค. การเปิดร้านออนไลน์
ง. การลดจำนวนลูกค้า
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมจากเทคโนโลยี

 

ข้อ 7

ข้อใดเป็นตัวอย่างผลบวกของ Second Order Effect
ก. เพิ่มขยะพลาสติก
ข. เพิ่มการใช้ไฟฟ้า
ค. ลดการเดินทางของลูกค้า
ง. เพิ่มการปล่อยคาร์บอนจากโรงงาน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นผลเชิงบวกจากการเปลี่ยนวิธีดำเนินกิจกรรม

 

ข้อ 8

แนวคิดสำคัญของบทความนี้คืออะไร
ก. เทคโนโลยีมีแต่ผลกระทบลบ
ข. เทคโนโลยีควรถูกหลีกเลี่ยง
ค. เทคโนโลยีมีแต่ผลกระทบทางการเงิน
ง. การประเมินเทคโนโลยีต้องดูหลายมิติของความยั่งยืน
เฉลย: ง
เหตุผล: ต้องพิจารณาทั้ง First, Second และ Higher Order Effect

 

ข้อ 9

ข้อใดเป็นตัวอย่าง First Order Effect เชิงลบ
ก. การขยายตลาดออนไลน์
ข. การลดค่าเช่าร้าน
ค. การใช้พลังงานสูงของ Data Center
ง. การเพิ่มยอดขาย
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม

 

ข้อ 10

เหตุใด Higher Order Effect จึงสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน
ก. ทำให้ต้นทุนลดลงทันที
ข. ช่วยประเมินศักยภาพตลาดและพฤติกรรมระยะยาว
ค. ลดจำนวนพนักงาน
ง. เพิ่มภาษีองค์กร
เฉลย: ข
เหตุผล: ช่วยมองอนาคตและโอกาสเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน