สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M472_ปลัดศธ. สั่งผู้ตรวจฯ-ศธจ.-ศธภ. ทำงานเชิงรุก

นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักปลัดศธ. ว่า ที่ประชุมได้หารือเตรียมการบริหารงบประมาณ 2567 โดยให้ใช้งบปี 2566 ไปพลางก่อน  และให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เรียงลำดับความสำคัญของงบประมาณว่าจะนำไปใช้ในประเด็นไหน อย่างไร ส่วนปี2568 ก็ขอให้เริ่มจัดทำคำของบประมาณในช่วงเดือนธันวาคม 2566 ถึงเดือนมกราคม 2567 ทั้งนี้ตนได้กำชับให้ ศธจ. และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) บริหารงบประมาณใน 2 มิติ คือ บริหารงบดำเนินงานปกติที่ทางส่วนกลางจัดสรรไปให้ ขณะเดียวกันให้ศธจ. จัดทำโครงการที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพราะแต่ละจังหวัดจะมีบริบทที่แตกต่างกับ บางจังหวัดอยู่ในพื้นที่ความมั่งคง บางจังหวัดอยู่ในพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือบางจังหวัดอยู่ในพื้นที่นวัตกรรม เป็นต้น 

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้หารือการขับเคลื่อนโยบายในส่วนของศธจ. ศธภ. และผู้ตรวจราชการศธ. ที่จะต้องมีความสอดรับกัน โดยในส่วนของผู้ตรวจฯจะต้องปรับบทบาทมาทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ไม่ใช่การตรวจติดตามการทำงานเชิงนโยบายอย่างเดียว แต่จะต้องลงไปเป็นผู้ขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ รวมถึงให้ไปดูรายละเอียดเรื่องการมอบหมายงานตามลำดับชั้น เนื่องจากปัจจุบันสายบังคับบัญชา ยังไม่มีความสอดรับกัน โดยศธจ. และศธภ.ขึ้นตรงกับสำนักงานปลัดศธ.  แต่ ศธจ.กลับไม่ได้เป็นสายบังคับบัญชาของศธภ.และผู้ตรวจฯ จากนี้สำนักงานปลัดศธ. จะต้องมอบอำนาจในการบริหารจัดการลงไปให้กับผู้ตรวจฯ และศธภ. ว่าสามารถบริหารจัดการเรื่องของคนและงบประมาณได้ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ได้เต็มศักยภาพ 

จากนี้สำนักงานปลัดศธ. จะต้องดูเรื่องการมอบหมายอำนาจบางส่วน ให้ผู้ตรวจฯ และศธภ. เพื่อให้จะสามารถขับเคลื่อนการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยผมได้ย้ำว่า  การมอบหมายงานครั้งนี้ เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ ไม่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะเรื่องการบังคับบัญชา ให้ผู้ตรวจฯ และศธภ. สามารถบริหารจัดการจังหวัดที่ตัวเองดูแลในแต่ละคลัสเตอร์ได้ เพราะตอนนี้สายบังคับบัญชายังไม่สอดรับกัน ศธจ. และศธภ. ขึ้นกับสำนักปลัดศธ. แต่ ศธจ. กลับไม่ได้ขึ้นตรงกับศธภ. และผู้ตรวจฯ ดังนั้นหากจะทำงานเชิงรุก สำนักงานปลัดศธ. ก็ต้องมอบอำนาจในการบริหารจัดการลงไปให้กับผู้ตรวจฯ และศธภ. ว่าสามารถบริหารจัดการเรื่องของคนและงบประมาณได้อย่างเหมาะสม” ปลัดศธ. กล่าว 

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนการแต่งตั้ง ศธภ. ซึ่งได้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) กำหนดตำแหน่งที่มีอัตราเงินเดือนมาให้ แบ่งเป็นศธภ. 12 อัตรา รองศธภ. 12 อัตรานั้น ที่ผ่านมาได้มีการหารือกับพล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ( ศธ.) เบื้องต้นคิดว่า จะยังคงตำแหน่งศธภ. 6 อัตรา และรองศธภ. 6 อัตรา เท่าที่ได้แต่งตั้งในปัจจุบัน ส่วนที่เหลือจะขอดูภาระงานก่อนว่า จำเป็นต้องตั้งเพิ่มหรือไม่  โดยขณะนี้กำลังหาช่องทางว่า จะนำอัตรากำลังที่แขวนไว้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการศธ. เองก็มีทิศทางที่จะดำเนินการ โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาเส้นทางการเจริญเติบโตที่สอดรับกับภาระงานของแต่ละตำแหน่ง  โดยเฉพาะสายบริหารเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต  ขณะเดียวกันอาจจะเปิดช่องให้หน่วยงานอื่น เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา( สพท.) ผู้อำนวยการกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)จังหวัด เข้าสมัครมาเป็นรองศธภ. และศธภ.ได้ แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปโดยรัฐมนตรีว่าการศธ. ขอให้ไปศึกษา เส้นทางความก้าวหน้าของแต่ละองค์กรหลักทุกแท่ง เพราะมองว่า ทุกองค์กรล้วนอยู่ในกำกับดูแลของศธ. ดังนั้นก็น่าที่จะมีช่องทางการเติบโตข้ามหน่วยงานได้ 

มติชนออนไลน์ วันที่ 24 ตุลาคม 2566 

สรุปสาระสำคัญ 

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยหลังการประชุมผู้บริหารสำนักปลัด ศธ. เกี่ยวกับการบริหารงบประมาณปี 2567 โดยให้ทุกหน่วยงานใช้งบปี 2566 ไปก่อน และให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) จัดลำดับความสำคัญการใช้งบ รวมทั้งเริ่มจัดทำคำของบปี 2568 ตั้งแต่ธันวาคม 2566–มกราคม 2567 พร้อมกำชับให้ศธจ. และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) บริหารงบ 2 มิติ คือ งบดำเนินงานตามส่วนกลาง และโครงการตามบริบทพื้นที่ ซึ่งอาจแตกต่างกัน เช่น พื้นที่มั่นคง พื้นที่เหลื่อมล้ำ หรือพื้นที่นวัตกรรม

ที่ประชุมยังหารือเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ โดยให้ผู้ตรวจราชการ ศธ. ปรับบทบาทจากการตรวจติดตาม มาเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนงานเชิงรุก พร้อมแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องของสายบังคับบัญชา ซึ่งแม้ ศธจ. และศธภ. จะขึ้นตรงต่อสำนักปลัด ศธ. แต่กลับไม่ได้อยู่ในสายบังคับบัญชาซึ่งกันและกัน จึงเตรียมมอบอำนาจให้ผู้ตรวจฯ และศธภ. บริหารคนและงบประมาณในคลัสเตอร์ได้มากขึ้น 

นอกจากนี้ยังพิจารณาตำแหน่งศึกษาธิการภาค ว่าจะคงไว้ 6 อัตรา หรือเพิ่มตามภาระงาน รวมทั้งอาจเปิดให้ผู้บริหารจากหน่วยงานอื่นสมัครได้ เพื่อให้เส้นทางความก้าวหน้าครอบคลุมทุกแท่งภายใต้ ศธ.

ข้อสอบ 

1. หากเป็นผู้บริหาร ศธจ. การจัดลำดับความสำคัญงบประมาณปี 2567 ควรยึดหลักใดมากที่สุดตามแนวนโยบายที่กำชับ? 

ก. ความเร่งด่วนตามความต้องการครูและบุคลากรของส่วนกลาง
ข. ความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และปัญหาเฉพาะจังหวัด
ค. การเพิ่มจำนวนโครงการนวัตกรรมเพื่อแสดงผลงาน
ง. การใช้งบเท่ากันทุกกลุ่มงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

2. การมอบอำนาจให้ผู้ตรวจฯ และศธภ. บริหารคนและงบประมาณ มีเป้าหมายแก้ปัญหาหลักใด?

ก. ลดระยะเวลาอนุมัติโครงการของส่วนกลาง
ข. แก้ความไม่สอดรับของสายบังคับบัญชาในพื้นที่
ค. เพิ่มอำนาจต่อรองงบประมาณระหว่างจังหวัด
ง. กระจายงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไปทุกคลัสเตอร์เท่า ๆ กัน

3. หากผู้ตรวจราชการยังทำงานแบบตรวจติดตามเชิงรับ จะเกิดผลกระทบใดต่อเป้าหมายการบริหารพื้นที่ตามนโยบายใหม่มากที่สุด?

ก. งบดำเนินงานจะหมดเร็วกว่าที่ควร
ข. ข้อมูลเชิงประจักษ์จะมีความคลาดเคลื่อน
ค. การขับเคลื่อนเชิงรุกในพื้นที่จะไม่เกิดขึ้น
ง. จังหวัดจะไม่สามารถจัดทำคำของบประมาณปี 2568 ได้

4. สมมติว่ามีจังหวัดหนึ่งเป็นพื้นที่นวัตกรรมและมีความเหลื่อมล้ำสูง การบริหารงบสองมิติของศธจ. ควรมุ่งเน้นวิธีใดที่สุด?

ก. ใช้งบดำเนินงานส่วนกลางตามมาตรฐาน และออกแบบโครงการเฉพาะพื้นที่เพื่อลดเหลื่อมล้ำ
ข. ลดงบดำเนินงานลงเพื่อนำไปใช้กับนวัตกรรมทั้งหมด
ค. กระจายงบเท่า ๆ กันระหว่างทุกโรงเรียนเพื่อความเท่าเทียม
ง. ส่งงบส่วนใหญ่ให้กับโรงเรียนขนาดใหญ่เพื่อเป็นแกนหลัก

5. การพิจารณาจำนวนอัตรา ศธภ. และรองศธภ. ตามภาระงาน มีนัยสำคัญเชิงนโยบายในข้อใดมากที่สุด?

ก. ป้องกันความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคุ้มค่าการใช้งบประมาณ
ข. เพิ่มโอกาสให้บุคลากรระดับจังหวัดได้เลื่อนตำแหน่งเร็วกว่าปกติ
ค. ลดอำนาจของผู้ตรวจราชการ ศธ. เพื่อถ่วงดุลระบบ
ง. สร้างแรงจูงใจให้โรงเรียนแข่งขันด้านผลงานมากขึ้น
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น