
นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักปลัดศธ. ว่า ที่ประชุมได้หารือเตรียมการบริหารงบประมาณ 2567 โดยให้ใช้งบปี 2566 ไปพลางก่อน และให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เรียงลำดับความสำคัญของงบประมาณว่าจะนำไปใช้ในประเด็นไหน อย่างไร ส่วนปี2568 ก็ขอให้เริ่มจัดทำคำของบประมาณในช่วงเดือนธันวาคม 2566 ถึงเดือนมกราคม 2567 ทั้งนี้ตนได้กำชับให้ ศธจ. และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) บริหารงบประมาณใน 2 มิติ คือ บริหารงบดำเนินงานปกติที่ทางส่วนกลางจัดสรรไปให้ ขณะเดียวกันให้ศธจ. จัดทำโครงการที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพราะแต่ละจังหวัดจะมีบริบทที่แตกต่างกับ บางจังหวัดอยู่ในพื้นที่ความมั่งคง บางจังหวัดอยู่ในพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือบางจังหวัดอยู่ในพื้นที่นวัตกรรม เป็นต้น
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้หารือการขับเคลื่อนโยบายในส่วนของศธจ. ศธภ. และผู้ตรวจราชการศธ. ที่จะต้องมีความสอดรับกัน โดยในส่วนของผู้ตรวจฯจะต้องปรับบทบาทมาทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ไม่ใช่การตรวจติดตามการทำงานเชิงนโยบายอย่างเดียว แต่จะต้องลงไปเป็นผู้ขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ รวมถึงให้ไปดูรายละเอียดเรื่องการมอบหมายงานตามลำดับชั้น เนื่องจากปัจจุบันสายบังคับบัญชา ยังไม่มีความสอดรับกัน โดยศธจ. และศธภ.ขึ้นตรงกับสำนักงานปลัดศธ. แต่ ศธจ.กลับไม่ได้เป็นสายบังคับบัญชาของศธภ.และผู้ตรวจฯ จากนี้สำนักงานปลัดศธ. จะต้องมอบอำนาจในการบริหารจัดการลงไปให้กับผู้ตรวจฯ และศธภ. ว่าสามารถบริหารจัดการเรื่องของคนและงบประมาณได้ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ได้เต็มศักยภาพ
“จากนี้สำนักงานปลัดศธ. จะต้องดูเรื่องการมอบหมายอำนาจบางส่วน ให้ผู้ตรวจฯ และศธภ. เพื่อให้จะสามารถขับเคลื่อนการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยผมได้ย้ำว่า การมอบหมายงานครั้งนี้ เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ ไม่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะเรื่องการบังคับบัญชา ให้ผู้ตรวจฯ และศธภ. สามารถบริหารจัดการจังหวัดที่ตัวเองดูแลในแต่ละคลัสเตอร์ได้ เพราะตอนนี้สายบังคับบัญชายังไม่สอดรับกัน ศธจ. และศธภ. ขึ้นกับสำนักปลัดศธ. แต่ ศธจ. กลับไม่ได้ขึ้นตรงกับศธภ. และผู้ตรวจฯ ดังนั้นหากจะทำงานเชิงรุก สำนักงานปลัดศธ. ก็ต้องมอบอำนาจในการบริหารจัดการลงไปให้กับผู้ตรวจฯ และศธภ. ว่าสามารถบริหารจัดการเรื่องของคนและงบประมาณได้อย่างเหมาะสม” ปลัดศธ. กล่าว
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนการแต่งตั้ง ศธภ. ซึ่งได้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) กำหนดตำแหน่งที่มีอัตราเงินเดือนมาให้ แบ่งเป็นศธภ. 12 อัตรา รองศธภ. 12 อัตรานั้น ที่ผ่านมาได้มีการหารือกับพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ( ศธ.) เบื้องต้นคิดว่า จะยังคงตำแหน่งศธภ. 6 อัตรา และรองศธภ. 6 อัตรา เท่าที่ได้แต่งตั้งในปัจจุบัน ส่วนที่เหลือจะขอดูภาระงานก่อนว่า จำเป็นต้องตั้งเพิ่มหรือไม่ โดยขณะนี้กำลังหาช่องทางว่า จะนำอัตรากำลังที่แขวนไว้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการศธ. เองก็มีทิศทางที่จะดำเนินการ โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาเส้นทางการเจริญเติบโตที่สอดรับกับภาระงานของแต่ละตำแหน่ง โดยเฉพาะสายบริหารเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ขณะเดียวกันอาจจะเปิดช่องให้หน่วยงานอื่น เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา( สพท.) ผู้อำนวยการกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)จังหวัด เข้าสมัครมาเป็นรองศธภ. และศธภ.ได้ แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปโดยรัฐมนตรีว่าการศธ. ขอให้ไปศึกษา เส้นทางความก้าวหน้าของแต่ละองค์กรหลักทุกแท่ง เพราะมองว่า ทุกองค์กรล้วนอยู่ในกำกับดูแลของศธ. ดังนั้นก็น่าที่จะมีช่องทางการเติบโตข้ามหน่วยงานได้
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 24 ตุลาคม 2566
สรุปสาระสำคัญ
นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยหลังการประชุมผู้บริหารสำนักปลัด ศธ. เกี่ยวกับการบริหารงบประมาณปี 2567 โดยให้ทุกหน่วยงานใช้งบปี 2566 ไปก่อน และให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) จัดลำดับความสำคัญการใช้งบ รวมทั้งเริ่มจัดทำคำของบปี 2568 ตั้งแต่ธันวาคม 2566–มกราคม 2567 พร้อมกำชับให้ศธจ. และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) บริหารงบ 2 มิติ คือ งบดำเนินงานตามส่วนกลาง และโครงการตามบริบทพื้นที่ ซึ่งอาจแตกต่างกัน เช่น พื้นที่มั่นคง พื้นที่เหลื่อมล้ำ หรือพื้นที่นวัตกรรม
ที่ประชุมยังหารือเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ โดยให้ผู้ตรวจราชการ ศธ. ปรับบทบาทจากการตรวจติดตาม มาเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนงานเชิงรุก พร้อมแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องของสายบังคับบัญชา ซึ่งแม้ ศธจ. และศธภ. จะขึ้นตรงต่อสำนักปลัด ศธ. แต่กลับไม่ได้อยู่ในสายบังคับบัญชาซึ่งกันและกัน จึงเตรียมมอบอำนาจให้ผู้ตรวจฯ และศธภ. บริหารคนและงบประมาณในคลัสเตอร์ได้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังพิจารณาตำแหน่งศึกษาธิการภาค ว่าจะคงไว้ 6 อัตรา หรือเพิ่มตามภาระงาน รวมทั้งอาจเปิดให้ผู้บริหารจากหน่วยงานอื่นสมัครได้ เพื่อให้เส้นทางความก้าวหน้าครอบคลุมทุกแท่งภายใต้ ศธ.
ข้อสอบ
ก. ความเร่งด่วนตามความต้องการครูและบุคลากรของส่วนกลาง
ข. ความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และปัญหาเฉพาะจังหวัด
ค. การเพิ่มจำนวนโครงการนวัตกรรมเพื่อแสดงผลงาน
ง. การใช้งบเท่ากันทุกกลุ่มงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
2. การมอบอำนาจให้ผู้ตรวจฯ และศธภ. บริหารคนและงบประมาณ มีเป้าหมายแก้ปัญหาหลักใด?
ก. ลดระยะเวลาอนุมัติโครงการของส่วนกลาง
ข. แก้ความไม่สอดรับของสายบังคับบัญชาในพื้นที่
ค. เพิ่มอำนาจต่อรองงบประมาณระหว่างจังหวัด
ง. กระจายงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไปทุกคลัสเตอร์เท่า ๆ กัน
3. หากผู้ตรวจราชการยังทำงานแบบตรวจติดตามเชิงรับ จะเกิดผลกระทบใดต่อเป้าหมายการบริหารพื้นที่ตามนโยบายใหม่มากที่สุด?
ก. งบดำเนินงานจะหมดเร็วกว่าที่ควร
ข. ข้อมูลเชิงประจักษ์จะมีความคลาดเคลื่อน
ค. การขับเคลื่อนเชิงรุกในพื้นที่จะไม่เกิดขึ้น
ง. จังหวัดจะไม่สามารถจัดทำคำของบประมาณปี 2568 ได้
4. สมมติว่ามีจังหวัดหนึ่งเป็นพื้นที่นวัตกรรมและมีความเหลื่อมล้ำสูง การบริหารงบสองมิติของศธจ. ควรมุ่งเน้นวิธีใดที่สุด?
ก. ใช้งบดำเนินงานส่วนกลางตามมาตรฐาน และออกแบบโครงการเฉพาะพื้นที่เพื่อลดเหลื่อมล้ำ
ข. ลดงบดำเนินงานลงเพื่อนำไปใช้กับนวัตกรรมทั้งหมด
ค. กระจายงบเท่า ๆ กันระหว่างทุกโรงเรียนเพื่อความเท่าเทียม
ง. ส่งงบส่วนใหญ่ให้กับโรงเรียนขนาดใหญ่เพื่อเป็นแกนหลัก
5. การพิจารณาจำนวนอัตรา ศธภ. และรองศธภ. ตามภาระงาน มีนัยสำคัญเชิงนโยบายในข้อใดมากที่สุด?
ก. ป้องกันความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคุ้มค่าการใช้งบประมาณ
ข. เพิ่มโอกาสให้บุคลากรระดับจังหวัดได้เลื่อนตำแหน่งเร็วกว่าปกติ
ค. ลดอำนาจของผู้ตรวจราชการ ศธ. เพื่อถ่วงดุลระบบ
ง. สร้างแรงจูงใจให้โรงเรียนแข่งขันด้านผลงานมากขึ้น
คลิกเฉลย >>>