
วันที่ 8 พ.ย. 64 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ 11 เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง ได้แก่ มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี มหาวิทยาลัยนเรศวร ศูนย์ยวพัฒน์ มูลนิธิรัฐบุรุษฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มูลนิธิสยามกัมมาจล และ 11.สพป. สุรินทร์ เขต 2 จัดเสวนาออนไลน์ “โรงเรียนเปลี่ยนใหม่ ปิด Gap ห้องเรียนยุคโควิด-19 ครั้งที่ 1”
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และประธานอนุกรรมการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ กล่าวว่า Learning Loss ภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Gap ช่องว่างการเรียนรู้ เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยมานาน และมากกว่าที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 แต่หลายฝ่ายไม่รู้ตัว เป็นช่องว่างที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาโดยใช่เหตุ ไม่บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้เต็มศักยภาพ นักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน ถ้าไม่ระวังจะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ และไม่ได้รับการดูแล เป็นช่องว่างที่ต้องปิดเพื่อทำให้อย่างน้อยนักเรียนทุกคนต้องบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ขั้นต่ำ นี่เป็นเป้าหมายที่ไม่เหนือบ่ากว่าแรง ประเทศที่คุณภาพการศึกษาดีทำได้ แต่ไม่ใช่ที่ประเทศไทยทำอยู่ในปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ความเชื่อ และเปลี่ยนระบบ เรื่องนี้เป็นเป้าหมายของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองที่ กสศ.ร่วมกับ สพฐ. ตชด. อปท. สช. และ 11 เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง
“GAP หรือช่องว่าง มีมากกว่า และใหญ่กว่า COVID GAP เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของการศึกษาของเรา ไม่ใช่แค่ประเทศไทย อีกกว่าครึ่งโลกก็เป็น แต่หลายประเทศ รู้ตัวและหาทางแก้ไข ประเทศฟินแลนด์ใช้เวลากว่า 30 ปี จัดระบบที่ให้นักเรียนไม่ว่า อยู่ห่างไกลแค่ไหน แต่ต้องได้รับการศึกษาที่คุณภาพเท่าเทียมกัน เรื่องนี้สามารถทำได้ในประเทศไทย แต่ต้องเป็นนโยบายของไทยขณะนี้ แม้ว่าต้องการให้เท่าเทียม แต่วิธีปฏิบัติสร้างความแตกต่าง สร้างความไม่เท่าเทียม สร้างความด้อยโอกาสให้แก่โรงเรียนที่อยู่ห่างไกล นี่คือปัญหา เช่น ทุกโรงเรียนได้รับงบประมาณแบบเดียวกัน เหมือนกันหมดทั้งประเทศ นโยบายนี้สร้างช่องว่างโดยไม่รู้ตัว ในนามของความหวังดี แต่จริงๆ แล้วคือนโยบายที่ไม่ดี” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว
ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวว่า การเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าครูไม่เรียนรู้จากการทำหน้าที่ของตน นี่คือหัวใจ ในโลกปัจจุบันการศึกษา การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมากทั้งมุมของเด็กและครู ดังนั้นแม้ครูเรียนมาจากสถาบันที่เก่งเท่าไร พอมาทำงาน ความรู้ประสบการณ์เหล่านั้นไม่พอ ต้องเรียนรู้เพิ่ม ต้องเรียนรู้จากการทำหน้าที่ครู ครูต้องเป็นนักเรียน เรียนจากการทำงานในหน้าที่ครู เรียนร่วมกัน ดังนั้นโรงเรียนต้องเป็นชุมชนการเรียนรู้ (learning community) ทั้งของครูและของศิษย์
“ผมเชื่อว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กไม่มีวันเต็ม 100% เด็กแต่ละคนเต็มไม่เท่ากัน ผมเข้าใจว่าขณะนี้โดยเฉลี่ยของเด็กไทยน่าจะไม่ถึง 30% เด็กเก่งอาจไม่ถึง 80-90% แต่จะมีเด็กบางคนอาจได้แค่ 10-20% ไม่ใช่พูดให้ท้อถอย หรือตำหนิใคร แต่ชี้ให้เห็นว่า ครู โรงเรียน มีโอกาสที่จะพัฒนาอีกมากมาย ช่วยกันหาทางเพื่อให้นักเรียน เรียนรู้เต็มศักยภาพยิ่งขึ้น” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว
ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวว่า ถ้าปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนดี หลายครั้งนักเรียนที่หงอย ไร้แรงบันดาลใจ กลายเป็นคนมีชีวิตชีวา เท่ากับว่าครูได้ชุบชีวิตของนักเรียนขึ้นมา กรณีเด็กเกเร ครูก็สามารถช่วยได้โดยการใช้เรื่องของปฏิสัมพันธ์เชิงบวก นอกจากนี้ยังมีช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการใช้ปฏิสัมพันธ์แบบนายกับลูกน้องระหว่างครูกับผู้บริหาร ปฏิสัมพันธ์แบบแนวดิ่ง เชิงอำนาจ เป็นตัวบั่นทอนคุณภาพการศึกษา เป็นคำพูดของนักการศึกษาทั่วโลกที่ทำวิจัยมา และชี้ให้เห็นว่าการสร้างเงื่อนไข กติกา ออกข้อบังคับ ออกหลักสูตรให้ดีอย่างไร แต่ครูไม่เป็นครูผู้ก่อการ ทำงานเพื่อสนองนาย สนองคำสั่ง ระบบการศึกษาไม่มีวันที่มีคุณภาพได้ นี่คือผลการศึกษาวิจัยจากทั่วโลก ดังนั้นความเป็นกัลยาณมิตรระหว่างผู้บริหารกับครู นั้นหมายความว่าปฏิสัมพันธ์เน้นความเป็นแนวราบ ผู้บริหารต้อง Empower ครู ไม่ใช่สั่งการครู ทำให้ครูมีพลังขึ้นมา เพื่อจะทำงานพัฒนา ครูนั้นไม่ใช่เป็นเพียงผู้ทำงานเชิงเทคนิค หรือสอนเท่านั้น แต่เป็นผู้ทำงานพัฒนาในทุกระดับ จนถึงระดับจังหวัดระดับประเทศ ครูเป็นผู้มีส่วนร่วมพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ ไม่ใช่แค่ผู้รอรับคำสั่งจากเบื้องบนเท่านั้น
“ถ้าการศึกษาใดครูไม่เป็นผู้ก่อการ หวังยากมากที่จะทำให้การศึกษานั้นมีคุณภาพสูง หัวใจสำคัญ คือ อยู่ที่ความเป็นผู้ก่อการ (agency) ในระดับปฏิบัติ แต่แน่นอนว่า ระดับนโยบายมีความสำคัญด้วย นโยบายที่ทำให้เกิดขึ้นได้ คือนโยบายแบบ empowerment ความสัมพันธ์แนวราบ” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว
ในช่วงการเสวนาออนไลน์ ในประเด็นการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย จากประสบการณ์เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร CEO Starfish Education หนึ่งในเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) กล่าวว่า โควิด-19 เป็นวิกฤติที่เข้ามาซ้ำซ้อนวิกฤติช่องว่างการเรียนรู้เดิม ดังนั้นเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเองจึงพยายามใช้มาตรการที่ลดช่องว่างการเรียนรู้ให้มากที่สุด เพราะสิ่งที่เรากังวลคือการที่เด็กหลุดออกนอกระบบ การฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss จึงไม่ไช่เพียงด้านวิชาการเท่านั้น ต้องประกอบด้วย 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ด้านวิชาการ 2.ด้านพัฒนาการทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ 3.ทักษะทางสังคม ดังนั้นการเปิดเทอมจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่แผนการสอน สำหรับมาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย มี 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
1.การประเมินสภาพแวดล้อมเด็กและครอบครัวทั้งระบบ ผู้ปกครองและครูสามารถช่วยกันประเมินความพร้อมของเด็กเป็นรายคน เช่น งานวิชาการบางอย่างเด็กเคยทำได้แต่วันนี้กลับทำไม่ได้ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจของครอบครัว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
2.การวางแผนของโรงเรียนทั้งระบบ เพื่อฟื้นฟูการเรียนถดถอย เรื่องนี้ไม่สามารถทำแค่ครูบางคน บางชั้นเรียน เพราะเด็กทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด ดังนั้น ต้องวางแผนระดับโรงเรียน ทั้งระบบงาน มีทีม ทรัพยากร และงบประมาณ
3.สนับสนุนเครื่องมือและการพัฒนาครู เช่น พัฒนาศักยภาพและสนับสนุนเครื่องมือเพื่อประเมินช่องว่างการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับเด็กรายคน และจัดการเรียนการสอนช่วยเด็กๆ ได้ รวมถึงการสร้างสื่อการเรียนรู้
4.การช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคล เพราะสถานการณ์ที่บ้านของเด็กมีความต่างกัน ต้องประเมินเพื่อจัดการเรียนการสอนเป็นรายบุคคล หรืออย่างน้อยที่สุดจัดการเรียนการสอนเป็นรายกลุ่ม เพราะเราไม่สามารถใช้แผนเดียวทั้งห้องเรียนได้ และ
5.การติดตามและปรับปรุง ต้องทำในระยะสั้น ทำไปปรับไป เพื่อให้ทันสถานการณ์
“เราไม่สามารถทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และกลับไปเปิดเทอมตามปกติได้ อยากให้มองเห็นว่ามีอะไรที่จะต้องเติมเต็มเด็กรายบุคคล หรือเติมเต็มสิ่งที่หายไป ต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าโรงเรียนเป็นที่ของเขา ถ้าเด็กดั้นด้นมาโรงเรียนได้แล้ว แต่โรงเรียนกลับไม่ตอบโจทย์ สอนตามแบบแผนปกติ เด็กเรียนไม่รู้เรื่อง ยิ่งซ้ำเติมว่าโรงเรียนไม่ใช่ที่ของเขา โอกาสที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาค่อนข้างมาก เพราะครอบครัวต้องการให้เด็กออกไปช่วยทำงานอยู่แล้ว การช่วยเหลือนั้นต้องยื่นมือไปถึงครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มยากลำบาก ถ้าครอบครัวยากลำบาก การที่เด็กมาโรงเรียน แล้วจะเรียนรู้อย่างมีความสุขคงเป็นไปได้ยาก” ดร.นรรธพร กล่าว
ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวถึงหลายประเทศให้ความสำคัญกับการวัดและประเมินผลเพื่อการพัฒนา (Formative Assessment) เพราะเด็กกลับมาด้วยพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกัน ครูต้องสามารถประเมินรายคนได้ ควรได้รับการติดตามและเยียวยาเป็นรายบุคคลจนพัฒนาการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มีตัวอย่างนโยบายในระดับชาติที่น่าสนใจจำนวนมากเพื่อลดช่องว่างการเรียนรู้ เช่น โครงการ Teach at the Right Level (TRL) ขององค์กร Pratham ในอินเดีย ประเมินความรู้ของเด็กว่าอยู่ที่ระดับไหนเพื่อสอนให้เด็กคนนั้นฟื้นฟูความรู้กลับมา และสร้างอาสาสมัครชุมชน ช่วยสอนเสริมให้เด็กที่เรียนตามไม่ทัน ขณะที่ในเอเชียใต้ แอฟริกา ก็ใช้อาสาสมัครช่วยสอน เพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง ติดตามเพื่อนกลับเข้าห้องเรียน องค์กร BRAC ในบังกลาเทศมีโครงการ Pashe Achhi หรืออยู่ข้างคุณ ช่วยเหลือสนับสนุนดูแลสุขภาพจิต (Psychosocial) โดยการโทรศัพท์ไปคุยเพื่อสำรวจให้กำลังใจ ผู้ดูแลและพ่อแม่เด็กทุกสัปดาห์ สำหรับประเทศที่มีงบประมาณจำนวนมาก เช่น อังกฤษ รัฐบาลตั้งกองทุนงบประมาณ 1 พันล้านปอนด์ ชื่อ educational catch-up initiatives เพื่อให้โรงเรียนได้นำไปใช้ให้มั่นใจว่านักเรียนสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ นอกจากนี้รัฐบาลยังจัดให้มีโครงการ National Tutoring Programme โดยโรงเรียนสามารถจ้างติวเตอร์เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่มีช่องว่างการเรียนรู้ มีการจัด in-house mentor ให้กับกลุ่มนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ยากลำบาก ซึ่งผู้มาเป็น mentor จะต้องผ่านการอบรมเป็นการเฉพาะ รวมถึงกลุ่มนักศึกษาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ขณะที่เวลส์มีการรับสมัครครู และผู้ช่วยสอนเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือนักเรียนและกลุ่มด้อยโอกาส เปราะบางในทุกกลุ่มอายุ
น.ส.มินตรา กะลินตา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ โรงเรียนวัดบ้านไร่ (ประชานุกูล) จ.สมุทรสาคร เครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง กล่าวว่า แม้เด็กนักเรียนจะไม่สามารถมาโรงเรียนได้ แต่การเรียนรู้ไม่มีวันหยุด คุณครูสำรวจความพร้อมของนักเรียนทุกคน ว่ามีความสามารถเรียนในรูปแบบใดได้บ้าง ต้องยอมรับว่าแต่ละครอบครัวมีความหลากหลาย ทั้งชาวไทยและต่างด้าว เช่น ลาว มอญ แต่นักเรียนสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ โรงเรียนจัดการเรียนการสอนตามความพร้อมรายบุคคล ไม่อัดแน่นเนื้อหาในออนไลน์มากเกินไป ต้องทำให้เด็กมีความสุขกับการเรียน หากตึงเครียดมากเราพบว่า ชั่วโมงถัดมานักเรียนจะเริ่มหายไป นอกจากนี้ยังมีคลิปการเรียนการสอนดูย้อนหลังได้ สำหรับกลุ่มที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ผู้ปกครองต้องออกไปทำงาน 1 บ้าน มีโทรศัพท์เพียง 1 เครื่องเท่านั้น.
วงเสวนา ชี้ การศึกษาไทย ปัญหาใหญ่กว่าโควิด เสนอทางออก ชู ครูเป็น ‘ผู้ก่อการ’ ร่วมพัฒนาระบบการศึกษาทุกระดับ แนะ ร.ร.ใช้ 5 มาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอย รับเปิดเทอม
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ย. 2564
บทความกล่าวถึงการเสวนาโรงเรียนพัฒนาตนเองภายใต้ กสศ. มุ่งแก้ปัญหา Learning Loss และ Learning Gap ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและถูกซ้ำเติมจากโควิด-19 ทำให้ผู้เรียนจำนวนมากไม่บรรลุผลลัพธ์ขั้นต่ำอย่างเท่าเทียม สาเหตุจากโครงสร้างและนโยบายที่ไม่คำนึงบริบท จึงต้องปรับวิธีคิด ระบบ และนโยบาย
ครูต้องเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โรงเรียนควรเป็นชุมชนการเรียนรู้ (learning community) และลดความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบแนวดิ่ง เปลี่ยนสู่การบริหารแบบแนวราบที่เสริมพลังครู (empowerment) เพื่อให้ครูเป็น “ผู้ก่อการ” ในการพัฒนาการศึกษา
ด้านผู้เรียนควรได้รับการพัฒนาแบบองค์รวม ทั้งวิชาการ พัฒนาการ และทักษะสังคม พร้อมมาตรการฟื้นฟู 5 ด้าน ได้แก่ ประเมินผู้เรียนรายบุคคล วางแผนทั้งโรงเรียน สนับสนุนครูและเครื่องมือ ช่วยเหลือรายบุคคล และติดตามปรับปรุงต่อเนื่อง
มีตัวอย่างต่างประเทศ เช่น TRL อินเดีย การติวเสริมอังกฤษ และการสนับสนุนชุมชนในบังกลาเทศ โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนา (formative assessment) และลดความเหลื่อมล้ำ
โรงเรียนต้องยืดหยุ่น ใช้ข้อมูลผู้เรียนจริง และสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กอยากอยู่โรงเรียน เพื่อป้องกันการหลุดจากระบบการศึกษา
แนวคิด “Learning Gap” ในบทความหมายถึงข้อใด
ก. การเรียนรู้ล่าช้าเฉพาะช่วงโควิด
ข. ความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ระหว่างผู้เรียน
ค. การขาดแคลนครูในโรงเรียนชนบท
ง. การเรียนออนไลน์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ
เฉลย: ข
เหตุผล: Learning Gap คือช่องว่างความสามารถการเรียนรู้ของผู้เรียนที่แตกต่างกันในระบบ ไม่ใช่เฉพาะช่วงโควิด
สาเหตุสำคัญของ Learning Gap ตามบทความคือข้อใด
ก. นักเรียนไม่สนใจเรียน
ข. ครูไม่มีความรู้
ค. โครงสร้างและนโยบายที่ไม่สอดคล้องบริบท
ง. ขาดเทคโนโลยีเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: ปัญหาเชิงระบบและนโยบายที่ไม่ยืดหยุ่นต่อบริบทเป็นสาเหตุหลัก
บทบาทใหม่ของครูตามแนวคิดในบทความคือข้อใด
ก. ผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง
ข. ผู้สอนเนื้อหาอย่างเดียว
ค. ผู้ก่อการและพัฒนาระบบ
ง. ผู้ประเมินผลปลายทาง
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูต้องเป็น “agency” หรือผู้ก่อการในการพัฒนาการศึกษา
แนวคิด “โรงเรียนเป็นชุมชนการเรียนรู้” หมายถึงข้อใด
ก. ครูสอนแยกกันตามวิชา
ข. ผู้บริหารควบคุมทุกขั้นตอน
ค. ครูและนักเรียนเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
ง. ใช้หลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการเรียนรู้ร่วมกันทั้งครูและผู้เรียน
การบริหารแบบ “แนวราบ” (Empowerment) เน้นสิ่งใด
ก. การสั่งการจากบนลงล่าง
ข. การควบคุมอย่างเข้มงวด
ค. การลดอำนาจครู
ง. การเสริมพลังให้ครูตัดสินใจ
เฉลย: ง
เหตุผล: แนวราบคือการเสริมพลัง ไม่ใช่สั่งการ
ข้อใดเป็น “มาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ 5 ด้าน” ที่ถูกต้อง
ก. เพิ่มเวลาเรียนทุกวัน
ข. ประเมิน-วางแผน-สนับสนุน-ช่วยรายบุคคล-ติดตาม
ค. สอนพิเศษทุกวิชา
ง. ใช้ข้อสอบมาตรฐานเดียว
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็น 5 กระบวนการหลักของ TSQP
การประเมินแบบ Formative Assessment คืออะไร
ก. การสอบปลายภาค
ข. การประเมินเพื่อพัฒนา
ค. การจัดอันดับนักเรียน
ง. การสอบแข่งขันระดับชาติ
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาผู้เรียน ไม่ใช่ตัดสินผล
ตัวอย่างจากประเทศใดใช้การสอนตามระดับความรู้จริงของผู้เรียน
ก. อังกฤษ (TRL)
ข. อินเดีย (TRL)
ค. ฟินแลนด์
ง. ญี่ปุ่น
เฉลย: ข
เหตุผล: โครงการ Teach at the Right Level อยู่ในอินเดีย
แนวทางป้องกันนักเรียนหลุดจากระบบสำคัญที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มการบ้าน
ข. เพิ่มกฎระเบียบ
ค. ทำให้โรงเรียนตอบโจทย์ผู้เรียนรายบุคคล
ง. เพิ่มการสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: การเรียนต้องสอดคล้องบริบทและความต้องการรายคน
ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้บริหารที่เหมาะสมควรเป็นแบบใด
ก. นาย–ลูกน้อง
ข. แนวดิ่งเข้มงวด
ค. แนวราบเชิงกัลยาณมิตร
ง. ควบคุมตามคำสั่งกลาง
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นความร่วมมือและเสริมพลัง ไม่ใช่อำนาจสั่งการ