
ในสมัยก่อนจะมีประโยคที่ว่า ถ้าเรียนสายสามัญไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของความยากจน หรือความจำเป็นอื่นๆ ก็จำใจต้องเลือกเรียนสายวิชาชีพแทน แต่วันนี้ความคิดแบบนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะการศึกษาสายอาชีพนั้น เป็นการสร้างแรงงานที่มีทักษะขั้นกลาง ไปจนถึงขั้นสูง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศไทย ทั้งในเรื่องของกำลังในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม และการเกษตร รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น การศึกษาสายอาชีพ หรือที่เราเรียกกันว่า “อาชีวศึกษา” จึงเป็นมากกว่านโยบายทางเศรษฐกิจ มากกว่านโยบายทางการศึกษา หรือแม้กระทั่งนโยบายแรงงาน แต่เป็นทิศทางของประเทศไทยในการเดินหน้าไปสู่อนาคต
สำหรับผมแล้ว ในการที่การศึกษาสายอาชีพจะเป็นทางรอดของประเทศไทยอย่างแท้จริงได้นั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2-3 เรื่องด้วยกัน
ประเด็นแรกนั้น ผมมองว่า สถาบันการศึกษาสายอาชีพ ต้องสามารถสร้างทักษะขั้นสูงให้แก่นักเรียน หรือนักศึกษา ที่พวกเขานำไปสร้างโอกาส และรายได้ให้แก่ตัวเองได้อย่างแท้จริง หรือถึงขั้นกลายเป็นอาชีพอิสระที่หาเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้อย่างสบาย ซึ่งตรงนี้ก็ไปเชื่อมโยงกับการยกระดับผลิตภัณฑ์ ให้เกิดผลิตภาพ (Productivity) คือ ต้นทุนต่ำ ใช้เวลาไม่มาก แต่ผลตอบแทนสูง และประสิทธิภาพดี อันมาจากการบริหารจัดการอย่างแม่นยำ ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม แล้วรากฐานตรงนี้เองที่จะไปช่วยกระตุ้นศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดเศรษฐกิจระดับทวีป หรือระดับโลกของเราให้ขยับไปข้างหน้าในแบบก้าวกระโดด ซึ่งต้องก้าวกระโดดเท่านั้นนะครับ หมายความว่า ไม่ใช่แค่เก่งกว่า ดีกว่าคนอื่น หรือประเทศอื่นไม่เท่าไหร่ แต่ต้องแซงหน้าไปไกลหลายช่วงตัว
ยิ่งในยุคที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ในหลายภาคส่วนที่ต้องขยับไปพึ่งพานวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามามีบทบาททั้งในภาคอุตสาหกรรม และการเกษตร ตรงนี้เองที่ทำให้เรามองเห็นจุดอ่อนของตัวเองได้อย่างชัดเจนว่าแรงงานส่วนใหญ่ขาดทักษะ และสมรรถนะในการยกระดับผลิตภัณฑ์ เพื่อเอาไปแข่งขันในตลาดเป้าหมายกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ดังนั้น เมื่อแข่งขันไม่ได้ ศักยภาพทางอาชีพเราด้อยกว่า ก็ทำให้สินค้าหรือบริการที่ควรจะสร้างรายได้มหาศาล กลายเป็นแค่ของตกเกรด หรือดีสู้เจ้าอื่นไม่ได้ หรือไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ทำให้การเดินหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจึงติดหล่ม ไม่ไปไหน ส่งผลให้ธุรกิจปิดตัว ชาวบ้านเป็นหนี้ และลิดรอนโอกาสของนักศึกษาจบใหม่ในการมีงานที่เหมาะสมท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นปัญหาเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำตามที่ผมได้อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้นี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เราต้องหันหน้ามาคุยกันว่า จะยกระดับปรับหลักสูตรการศึกษาสายอาชีพอย่างไร ให้สามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะขั้นกลาง หรือสูง เพื่อไปเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดเศรษฐกิจของโลก
ประเด็นความรับผิดชอบที่ผูกขาดเป็นกระทรวงๆ ไป เพราะแต่ละกระทรวงก็จะมีแนวทางและการพัฒนาในรูปแบบของตนกระทรวงศึกษาธิการก็แบบหนึ่ง กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ก็แบบหนึ่ง กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรฯ ก็แบบหนึ่ง แต่วันนี้คิดและทำแบบเดียว ผูกขาดกระทรวงเดียวมันไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในระดับโลกแล้วครับ เพราะทักษะของแรงงานในวันนี้ มันไม่ใช่แค่การผลิตเท่านั้น มีเรื่องของการแปรรูป การตลาดการขาย และอีกมากมายเข้ามาผสมผสานอยู่ในห่วงโซ่ของธุรกิจแทบทุกชนิด ดังนั้น ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาสายอาชีพ ให้สามารถผลิตแรงงานที่มีทักษะสูง ตอบโจทย์การแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้นั้น ความรับผิดชอบทั้งหมดควรต้องตกไปอยู่ที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องมองสถานการณ์ดังกล่าวนี้ให้ชัด ว่าอะไรคือปัญหา และโอกาสจะมาจากอะไร รวมไปถึงความต้องการทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและของโลก ว่ามีแนวโน้มแบบไหน ซึ่งคำตอบที่ได้จะเป็นหมุดหมายอย่างดีในการสร้างแรงงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่เป้าหมายได้อย่างคล่องตัว
การปรับหลักสูตรของการศึกษาสายอาชีพ ควรเป็นนโยบายของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอาจประกาศให้เป็นวาระของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ และเตรียมพร้อมเดินหน้าไปสู่อนาคต ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะการเปลี่ยนแปลงตามที่ผมหมายถึงนั้น ไม่ใช่แค่ดีขึ้น 10-15% แต่ต้องดีแบบก้าวกระโดด 100% หรือ 200% หรือมากกว่านั้น เราจึงจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศเราได้อย่างหมดจด
เพราะถ้าดีขึ้นเพียง 10% ประเด็นเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำของประเทศที่ค่าแรงถูกกว่าเรา ทั้งเขมร หรือพม่า ก็จะกลายเป็นข้อเสียเปรียบของเราทันทีดังนั้น ต้องก้าวกระโดด 100% ขึ้นไป ทำให้การสร้างผลิตภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ และนั่นหมายถึงการยกระดับแรงงานให้มีทักษะระดับกลาง และสูง ซึ่งเชื่อมโยงไปกับการปรับระบบการศึกษาสายอาชีพอย่างจริงจัง การนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน หรือการลงทุนที่มีเป้าหมายระยะยาว ทั้งต่อตัวบุคคล และธุรกิจ รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย อันจะไปตอบคำถามที่ว่า ทำไม “รัฐบาล” จึงต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้
กนก วงษ์ตระหง่าน
ที่มา ;แนวหน้า วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
เกี่ยวข้องกัน
ปฏิรูปครั้งใหญ่! ครม.อนุมัติ‘อว.’ทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์พัฒนากำลังคนขั้นสูง
1 กุมภาพันธ์ 2565 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบตามที่ อว. เสนอเรื่องการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) เพื่อให้จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาใหม่ให้ทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความก้าวหน้าที่รวดเร็วของเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมสูงวัย วิถีชีวิตแบบหลายช่วง หมายความว่า ในอนาคตจากนี้ประชาชนจะใช้ชีวิตหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้เรียงลำดับขั้นจากการเรียนหนังสือ ทำงาน เกษียณจบเป็นขั้นเป็นตอนเพียงเท่านั้นอีกต่อไป แต่อนาคตการเรียนรู้ การทำงาน การใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไป เช่น นักศึกษาเรียนไปสักระยะอาจจะออกไปทำงานหาประสบการณ์ก่อนแล้วกลับมาเรียนต่อจนจบก็ได้ ขณะที่คนสูงอายุกลับมาเรียนใหม่ คนเกษียณแล้ว มาหางานทำใหม่ เป็นต้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ ให้สามารถผลิตและพัฒนากำลังคนที่รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและเกิดการสร้างมาตรฐานอุดมศึกษาในกระบวนทัศน์แบบใหม่
ทั้งนี้ มาตรฐานการอุดมศึกษาของประเทศไทยปัจจุบัน มีข้อจำกัดบางประการต่อการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ เช่น มาตรฐานของผู้สอน หน่วยกิต หลักสูตร ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากำลังคนให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงและให้ทันต่อความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อว.จึงต้องพัฒนาคนหรือบัณฑิตแบบใหม่ เพราะมาตรฐานการจัดการศึกษาแบบเดิมทำให้เราผลิตกำลังคนในรูปแบบใหม่ไม่ทัน จึงต้องจัดทำแซนด์บ็อกซ์ซึ่งจะเป็นหลักสูตรทดลองขึ้นมา สามารถปรับให้ต่างจากการปฏิบัติตามมาตรฐานเดิม เช่น ผู้สอนไม่จำเป็นต้องเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเสมอไป มาจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ ส่วนการเรียนการสอนในรายวิชาบังคับบางวิชาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนในสถานศึกษา แต่สามารถไปเรียนจากการทำงานในสถานประกอบการแทน
“นี่เป็นการทดสอบวิธีการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ หรือแซนด์บ็อกซ์ ดังนั้น การจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา ที่ อว.เสนอ ครม.จะมีทั้งการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่การให้ปริญญา ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษารวมถึงการจัดการศึกษาแบบปริญญาที่มาจากการเทียบโอนการศึกษาและการเรียนรู้ที่ไม่มุ่งปริญญาและการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ เพื่อผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์นโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว
ขณะที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. กล่าวว่า หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ อว.จะให้มหาวิทยาลัยนำเสนอหลักสูตรแนวทางใหม่ของตนมาที่ อว. โดยหลักสูตรนั้นจะต้องตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนขั้นสูงของประเทศและมีระยะเวลาดำเนินการ เพื่อทดสอบว่าสามารถปฏิบัติได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ปัจจุบัน อว.กำลังดำเนินการจัดทำหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ที่จะดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมสมัยใหม่เข้ามาในประเทศร่วมกับ ทปอ. ภาคอุตสาหกรรม บีโอไอและมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาขึ้นมารองรับ ซึ่งหากดำเนินการได้ดีจะกลายเป็นแนวทางใหม่หรือมาตรฐานเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่มากขึ้น
ที่มา ; แนวหน้า วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
บทความสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองต่อ “อาชีวศึกษา” จากทางเลือกของผู้ด้อยโอกาส สู่กลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยอาชีวศึกษามีบทบาทในการสร้างแรงงานทักษะระดับกลางถึงสูง ซึ่งจำเป็นต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการลดความเหลื่อมล้ำ ปัจจัยสำคัญคือการพัฒนาทักษะขั้นสูงให้ผู้เรียนสามารถสร้างรายได้จริง มีผลิตภาพสูง และแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะในยุคหลังโควิด-19 ที่เผยจุดอ่อนด้านทักษะแรงงานไทย
การปฏิรูปต้องไม่จำกัดอยู่เพียงกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ต้องบูรณาการหลายภาคส่วน โดยรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีควรเป็นเจ้าภาพหลัก กำหนดทิศทางให้สอดคล้องกับความต้องการเศรษฐกิจโลก พร้อมยกระดับหลักสูตรอาชีวศึกษาให้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยี และเชื่อมโยงกับภาคการผลิต การตลาด และบริการ
นอกจากนี้ แนวคิด “Sandbox” ทางการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการทดลองรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต และผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงต้องเป็นแบบก้าวกระโดด (100–200%) ไม่ใช่เพียงปรับปรุงเล็กน้อย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างยั่งยืน
ข้อ 1 เหตุผลสำคัญที่อาชีวศึกษามีความสำคัญต่อประเทศคือข้อใด
ก. ลดจำนวนผู้เรียนสายสามัญ
ข. สร้างแรงงานทักษะสูงเพิ่มขีดแข่งขัน
ค. ลดงบประมาณการศึกษา
ง. เพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัย
เฉลย: ข
เหตุผล: อาชีวศึกษามุ่งผลิตแรงงานทักษะที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและการแข่งขัน
ข้อ 2 จุดอ่อนสำคัญของแรงงานไทยที่บทความกล่าวถึงคืออะไร
ก. ขาดแรงงานจำนวนมาก
ข. ขาดเทคโนโลยี
ค. ขาดทักษะและสมรรถนะ
ง. ขาดการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นปัญหาทักษะที่ไม่สามารถแข่งขันได้
ข้อ 3 การพัฒนาผลิตภาพ (Productivity) หมายถึงข้อใด
ก. ผลิตสินค้าได้มากขึ้นอย่างเดียว
ข. ลดต้นทุน เพิ่มผลตอบแทน
ค. ใช้แรงงานมากขึ้น
ง. เพิ่มเวลาในการผลิต
เฉลย: ข
เหตุผล: ผลิตภาพเน้นประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ ผลตอบแทนสูง
ข้อ 4 แนวคิด “ก้าวกระโดด” หมายถึงอะไร
ก. ปรับปรุงเล็กน้อย
ข. เพิ่มขึ้น 10%
ค. เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ง. คงสภาพเดิม
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องพัฒนาแบบรวดเร็วและมาก (100–200%)
ข้อ 5 หน่วยงานใดควรเป็นเจ้าภาพหลักในการปฏิรูป
ก. กระทรวงศึกษาธิการ
ข. กระทรวงแรงงาน
ค. ภาคเอกชน
ง. รัฐบาล/นายกรัฐมนตรี
เฉลย: ง
เหตุผล: ต้องบูรณาการระดับชาติ
ข้อ 6 ลักษณะสำคัญของ Sandbox ทางการศึกษาคือข้อใด
ก. ใช้หลักสูตรเดิม
ข. จำกัดผู้เรียน
ค. ทดลองรูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่น
ง. เน้นทฤษฎี
เฉลย: ค
เหตุผล: เปิดโอกาสให้ปรับรูปแบบการเรียนรู้
ข้อ 7 หากแรงงานไม่มีทักษะเพียงพอ จะเกิดผลอย่างไร
ก. สินค้าคุณภาพสูงขึ้น
ข. แข่งขันได้ดีขึ้น
ค. รายได้เพิ่ม
ง. สินค้าด้อยคุณภาพ แข่งขันไม่ได้
เฉลย: ง
เหตุผล: ส่งผลต่อคุณภาพสินค้าและรายได้
ข้อ 8 การบูรณาการหลายกระทรวงมีความสำคัญเพราะเหตุใด
ก. ลดงบประมาณ
ข. ลดเวลาเรียน
ค. ทักษะเกี่ยวข้องหลายมิติในห่วงโซ่ธุรกิจ
ง. เพิ่มจำนวนครู
เฉลย: ค
เหตุผล: ทักษะครอบคลุมการผลิต การตลาด และบริการ
ข้อ 9 เป้าหมายของการพัฒนาอาชีวศึกษาคืออะไร
ก. เพิ่มผู้เรียน
ข. ผลิตแรงงานราคาถูก
ค. สร้างแรงงานทักษะสูงแข่งขันระดับโลก
ง. ลดการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นศักยภาพระดับสากล
ข้อ 10 แนวคิดใดสอดคล้องกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ก. ลดค่าแรง
ข. เพิ่มภาษี
ค. พัฒนาทักษะแรงงาน
ง. ลดการลงทุน
เฉลย: ค
เหตุผล: การมีทักษะเพิ่มโอกาสรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ