
วันที่ 12 ธันวาคม 2566 KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ได้เผยแพร่รายงาน “เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณโตช้าหากไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง” ในรายงานได้กล่าวถึงการศึกษา โดยเฉพาะคะแนน PISA 2022 ของเด็กไทยที่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี มีใจความว่า
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประกาศคะแนน PISA ของปี 2022 ซึ่งเป็นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนในแต่ละประเทศตามมาตรฐานสากล ผลคะแนน PISA ของไทยในปีล่าสุดเป็นที่น่าตกใจเพราะคะแนนของไทยตกต่ำลงในทุกหมวด ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2012 จำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนในระดับต่ำกว่าคะแนนพื้นฐานที่ผ่านเกณฑ์การทดสอบเพิ่มขึ้นถึง 19% ในหมวดคณิตศาสตร์ 32% ในหมวดการอ่าน และ 19% ในหมวดวิทยาศาสตร์
แม้ว่าคะแนน PISA อาจจะไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพการศึกษาได้ดีที่สุดหรือได้ในทุกมิติ แต่ก็นับว่าเป็นวิธีการวัดผลการเรียนการสอนในเชิงเปรียบเทียบได้ดีระดับหนึ่งตามมาตรฐานสากล ทั้งในมิติของการเปรียบเทียบระหว่างประเทศ และการเปรียบเทียบเพื่อแสดงพัฒนาการของประเทศหนึ่ง ๆ ซึ่งผลการทดสอบคุณภาพการศึกษาของไทยในช่วงที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าไทย “ใช้เงินมากขึ้นกับการศึกษา จำนวนนักเรียนน้อยลง แต่คุณภาพยังพัฒนาไม่ถึงที่สุด”
KKP Research วิเคราะห์ 10 เหตุผลว่าทำไมคุณภาพการศึกษาไทยจึงลดลง รากฐานของปัญหาอยู่ที่ไหน และภาครัฐควรจะดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ?
1.การศึกษาไทยเน้นปริมาณ : งบประมาณด้านการศึกษาของไทยไม่ใช่ปัญหา โดยมีงบอุดหนุนต่อนักเรียน 1 คนที่ระดับประมาณ 20% ของรายได้เฉลี่ยประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศพัฒนาแล้ว แต่มักเป็นการใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ไม่ได้ใช้งานจริง เช่น อุปกรณ์ช่วยการสอนที่ครูอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ หรือการเพิ่มเวลาเรียนให้กับเด็กโดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพการสอนควบคู่กัน
2.การจัดสรรงบประมาณที่ไม่ตรงจุด : ขาดการวิจัยและพัฒนาและการปรับปรุงคุณภาพบุคลากร วิธีการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ คือ จัดสรรงบประมาณตามจำนวนหัว โดยนำงบทั้งหมดหารด้วยจำนวนนักเรียน แล้วให้งบแก่โรงเรียนตามจำนวนนักเรียนทั้งหมด ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบและได้รับเงินอุดหนุนไม่เพียงพอ
3.ครูมีจำนวนไม่เพียงพอ : ครูไทยขาดแคลนกว่า 30,000 คนในโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะการจัดสรรครูที่ขาดประสิทธิภาพ โดยการกำหนดจำนวนครูตามขนาดโรงเรียนทำให้ครูในโรงเรียนเล็กมีภาระหนักเกินความจำเป็น ครู 1 คนต้องรับภาระสอนนักเรียนมากกว่า 1 ห้องเรียนและอาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนครูที่รุนแรงและทำให้คุณภาพโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลตกต่ำลงเรื่อย ๆ
4.ความเหลื่อมล้ำยังสูง : โรงเรียนต่างจังหวัดคุณภาพต่ำ พบว่าคะแนน ONET กรุงเทพฯ สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศประมาณ 23% ในหมวดคณิตศาสตร์ และ 40% ในหมวดภาษาอังกฤษ โรงเรียนใหญ่ในเมืองคุณภาพสูงกว่ามาก ในขณะที่ผลคะแนน PISA ชี้ว่ามีนักเรียนจำนวนมากในไทยที่ไม่ผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ สะท้อนว่านักเรียนสัดส่วนใหญ่ในไทยยังมีคุณภาพที่ต่ำกว่าเกณฑ์และเด็กเก่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมือง
5.คุณภาพครูไม่พร้อม : จากตัวเลขการสำรวจความเพียงพอของบุคลากรในรายงานของ PISA ไทยขาดแคลนบุคลากรที่ผ่านมาตรฐานทั้งในกลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา โดยจากผลสำรวจมีสัดส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนมากเกิน 40% ที่ตอบคำถามว่าขาดแคลนครูที่ได้มาตรฐาน
งานศึกษาของ OECD ยังชี้ให้เห็นว่าคุณภาพครูไทยเป็นปัญหามาจากวิธีการคัดเลือก หลักสูตร และการประเมินผลของครูไทยที่ยังไม่ได้มาตรฐานเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ส่งผลให้ครูไทยอาจขาดความเข้าใจหลักสูตรและสอนตามเป้าหมายของหลักสูตรได้ไม่เต็มที่
6.เงินเดือนครูไม่พอ แรงจูงใจไม่ตรงเป้า : ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศเริ่มต้นจากการกำหนดให้เงินเดือนครูอยู่ในระดับที่แข่งขันได้กับวิชาชีพอื่น ในกรณีของไทยเงินเดือนครูยังไม่สามารถดึงดูดผู้มีศักยภาพระดับสูงที่สุดมาทำสายอาชีพนี้ได้มากนัก แม้ว่ารายได้ครูจะอยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศแล้วก็ตาม
ปัญหาที่สำคัญกว่านั้น คือปัญหาด้านแรงจูงใจ เนื่องจากในการพิจารณาขึ้นเงินเดือน น้ำหนักกว่า 70% คือจริยธรรมและผลการปฏิบัติงานมากกว่าทักษะการสอน ทำให้ครูไทยใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่องานนอกห้องเรียน เช่น การอบรมจากหน่วยงานต่าง ๆ หรือการทำรายงานเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ มากกว่าการพัฒนาคุณภาพการสอน
7. ครูไทยชีวิตแย่ เป็นหนี้สูง : หนี้ของครูเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาท เทียบกับหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยที่ 5 แสนล้านบาทเท่านั้น สะท้อนว่าคุณภาพชีวิตครูไทยค่อนข้างอยู่ภายใต้ข้อจำกัดอย่างน้อยในทางการเงิน เมื่อครูอยู่ภายใต้ภาระหรือข้อกังวลของปัญหาในชีวิตส่วนตัวก็อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการสอนในห้องเรียน
8.ปัญหาของการประเมินผลการศึกษา : แบบทดสอบที่ใช้วัดมาตรฐานการศึกษาของไทยมีข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเรื่องคุณภาพของแบบทดสอบในหลายประเด็น 1) ข้อสอบ ONET ไม่ส่งเสริมให้เกิดการคิดวิเคราะห์ถูกตั้งคำถามว่าหลายข้อไม่มีคำตอบที่ถูกต้องชัดเจน 2) ข้อสอบวัดความถนัดเฉพาะ เช่น PAT ที่ใช้สำหรับการเข้ามหาวิทยาลัยมีปัญหาในเรื่องความยาก การไม่ยึดโยงกับหลักสูตร และมาตรฐานที่ไม่เท่ากันในข้อสอบแต่ละปี ทำให้การสอบวิชาคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยไม่ถึง 50 คะแนนจาก 300 คะแนน ผลักให้นักเรียนต้องหาความรู้เพิ่มเติมจากโรงเรียนกวดวิชาซึ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในไทย
9.โครงสร้างหลักสูตรและการจัดสรรเวลาเรียน หลักสูตรของไทยเน้นการให้เด็กเรียนเยอะแต่บังคับการศึกษาในกลุ่มวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์น้อย มีลักษณะเน้นสอนเนื้อหาให้ครบถ้วนเป็นหลัก เน้นการประเมินผลจากส่วนกลาง และขาดการสอนทักษะใหม่ ๆ เช่น ความรู้ทางการเงิน ทักษะความรู้ด้านดิจิทัล และการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเรียนรู้ เป็นต้น ปัญหาที่เกิดขึ้นยังส่งผลไปถึงการสอนที่ต้องการให้ครบตามเนื้อหาที่เยอะ ทำให้มีการเน้นการท่องจำไม่กระตุ้นให้เห็นความสำคัญและเกิดการคิดวิเคราะห์
10.การศึกษาแบบเก่า ผลิตคนไม่ตรงทักษะที่ต้องการ : โครงสร้างการศึกษาไทยยังเผชิญกับปัญหาผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของตลาดในหลายมิติ
5 เทรนด์โลกกดดันความสามารถแรงงานไทย
โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปในอนาคตจะทำให้แรงงานได้รับแรงกดดันมากขึ้น เร่งความจำเป็นในการพัฒนาการศึกษา ในสถานการณ์ปัจจุบันแม้ไทยจะมีเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็น Thailand 4.0 แต่กลับมีจำนวนนักศึกษาในกลุ่ม STEM ที่ต่ำ ขาดการสนับสนุนด้านการวิจัยอย่างจริงจัง
KKP Research ประเมินว่าแนวโน้มสำคัญอย่างน้อย 5 ข้อที่จะยิ่งสร้างความท้าทายต่อระบบการศึกษาไทยและแรงงานไทยในปัจจุบัน คือ
· การเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีแบบใหม่จะทำให้แรงงานไทยมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น เช่น ขาดทักษะด้านการเขียนโปรแกรม
· การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี Automation ที่จะมาทดแทนงานที่ทำซ้ำ ๆ และงานที่ไม่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ ทำให้แรงงานไทยส่วนหนึ่งไม่สามารถปรับตัวเพื่อหางานใหม่ได้
· ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วที่สุดในอาเซียนทำให้ไทยมีปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต
· Deglobalization กับเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคต่างประเทศ ภาคอุตสาหกรรมไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ
· ประเทศคู่แข่งเริ่มมีการพัฒนาศักยภาพแรงงานได้เหนือกว่าไทย ไทยจะทำอย่างไรต่อไป ?
อย่างไรก็ตาม งานศึกษาของ PISA ชี้ให้เห็นหลายปัจจัยที่มีความสำคัญต่อผลการศึกษาที่ดีขึ้น ซึ่งไม่สามารถสำเร็จได้จากเฉพาะการใช้จ่ายด้านการศึกษาที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มการเข้าถึงการศึกษาในเด็กเล็กซึ่งจะส่งผลบวกต่อความสามารถในการเรียนรู้ในระยะยาวมากกว่า ความทั่วถึงในการสอนของครูที่ควรจะสะท้อนออกมาในแง่ของผลการเรียนของนักเรียนในห้องเรียนเดียวกันที่ไม่ควรแตกต่างกันมาก จำนวนครูที่ได้รับการรับรองมาตรฐานต้องมีจำนวนมากเพียงพอ จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนควรอยู่ในระดับต่ำเพื่อให้เกิดดูแลเอาใจใส่ได้อย่างทั่วถึง และความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาต้องไม่แตกต่างกันมากระหว่างโรงเรียนในเมืองและโรงเรียนห่างไกล
เร่งแก้การศึกษาเพื่อเศรษฐกิจระยะยาว
KKP Research ประเมินว่าไทยยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจังและต้องเร่งดำเนินการ การสนับสนุนการศึกษาไม่สามารถบรรลุได้จากการเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียวแต่ต้องมีการใช้จ่ายที่ตรงจุด ควบคู่ไปกับการพัฒนาเชิงคุณภาพเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน คือ
· แก้ไขปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบ เพิ่มประสิทธิภาพของโรงเรียนขนาดเล็กผ่านการกระจายอำนาจสู่ระดับท้องถิ่น และพิจารณาควบรวมโรงเรียนหากจำเป็น
· ออกแบบกลไกให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพการสอนเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด การประเมินผลในระดับอาจารย์และผู้บริหารการศึกษาต้องยึดโยงกับผลลัพธ์ด้านการศึกษาของนักเรียน
· ปรับปรุงระบบคัดเลือกและเตรียมการสอนบุคลากรที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ
· ปรับปรุงหลักสูตรการสอนให้มีความทันสมัย และระบุถึงวิธีการและเป้าหมายของหลักสูตรอย่างชัดเจน
· การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
KKP วิเคราะห์ 10 เหตุผลทำไมคุณภาพการศึกษาไทยจึงลดลง รากฐานของปัญหาอยู่ที่ไหน? หลังคะแนน PISA เด็กไทยร่วง หากไม่เร่งแก้เศรษฐกิจยิ่งทรุดหนัก เทรนด์โลกเปลี่ยนจะกดดันความสามารถแรงงานไทย ปรับปรุงหลักสูตรการสอนให้มีความทันสมัย และระบุถึงวิธีการและเป้าหมายของหลักสูตรอย่างชัดเจน การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 ธันวาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
ส่องบาดแผลการศึกษาไทย เด็กจบใหม่ว่างงาน
ในยุคปัจจุบันที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ ตอบโจทย์ความต้องการมนุษย์ หรือการสร้าง AI ที่จะมาทำงานแทนแรงงานคน หรือ ChatGPT เป็นต้น ความกังวลจึงตกมาอยู่กับเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องเรียนให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน แต่สิ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนได้ก็ต้องหันกลับมามองที่สถาบันการศึกษาว่ามีความพร้อมมากขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นครูผู้สอน วิชาที่เรียน ที่จะใช้ในการผลิตบุคคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพันธุ์ (สศช.) ระบุสถานการณ์การจ้างงานในไตรมาส 4 ปี 2565 ว่า ผู้ว่างงานที่เป็นเด็กจบใหม่จำนวนกว่า 2.3 แสนคน ว่างงานถึง 64.5% โดยระบุสาเหตุที่ว่างงานว่า หางานแล้วแต่ยังไม่ได้งาน สะท้อนให้เห็นการหางานที่ยากขึ้น ระบุสาเหตุที่ว่างงานว่า หางานแล้วแต่ยังไม่ได้งาน สะท้อนให้เห็นการหางานที่ยากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิเอสซีจีเดินหน้าขยายแนวคิด Learn to Earn เรียนรู้ เพื่ออยู่รอด จัดงาน Learn to Earn : The Forum ร่วมกับทุกภาคส่วนระดับประเทศ นำทัพสร้างวาระแห่งชาติ เพื่อจุดประกายและเปิดมุมมองใหม่ ให้เยาวชนได้เรียนรู้ ปรับตัวแบบ Lifelong learning พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า Learn to Earn เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เพราะยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นทรัพยากรจึงต้องมีความพร้อมเสมอเพื่อความอยู่รอดในการแข่งขันและพัฒนาประเทศ เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา อุตสาหกรรม และสาธารณสุข ซึ่งการจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ พวกเราต้องเตรียมพร้อมแรงงานของชาติให้เก่งทั้งทักษะงาน และทักษะการใช้ชีวิต รัฐบาลจึงเร่งปรับปรุงคุณภาพการศึกษาทุกระดับ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและขจัดความยากจน ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการเรียนการสอน ทำให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานที่จะทำให้เกิดคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้เลี้ยงตนเองได้ พร้อมส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong learning เร่งพัฒนาทักษะทั้ง Hard skill และ Soft skill รวมถึงสร้าง Future skill ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และอาชีพใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ประธานกรรมการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า เป็นเวลากว่า 60 ปี ที่ทางมูลนิธิเอสซีจี ได้ดำเนินงานเพื่อสังคม ลดความเหลื่อมล้ำด้วยการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน จำนวนกว่า 100,000 ทุน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างคนให้เติบโตเป็นทั้งคนเก่งและดี มีน้ำใจ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ที่โลกต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ภาวะโลกร้อน สงคราม ทำให้ส่งผลกระทบในทุกมิติ รวมไปถึงในการศึกษาด้วย ทำให้พบเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือจบมาแล้วไม่มีงานทำ จากสิถิติพบว่ามีจำนวนผู้ว่างงานกว่า 4 แสนคน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้มองเห็นการว่างงานของผู้คนจำนวนมากคือ ทักษะไม่ตอบโจทย์กับตลาด หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานประกอบการได้ ดังนั้นการศึกษาจึงต้องมีการปรับตัว รวมถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การเรียนรู้ไม่จำกัดเพียงในห้องเรียน หรือใบปริญญาไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่ปัจจุบันการศึกษาคือ ผู้เรียน ผู้สอน และผู้ใช้งาน ต้องเรียนรู้และปรับตัวเข้าหากัน
“ทั้งนี้การศึกษาในระบบยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญ แต่ก็สามารถที่จะพัฒนาทักษะเพิ่มได้อย่างไม่สิ้นสุด ดังนั้นจึงต้องมีความพร้อมในกระบวนการ Upskill และ Reskill ให้ทันกับสถานการณ์ได้ตลอดชีวิต ซึ่งทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการผลักดันแนวคิด Learn to Earn ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมขยายไปในวงกว้าง เพราะจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาน้อยลง เมื่อมีอาชีพ มีรายได้ คนในสังคมก็จะพึ่งพาตัวเองได้ และอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน” รุ่งโรจน์ กล่าว
ด้านปัญหาของการศึกษาไทย ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เหตุผลว่า หลักสูตรไม่ตอบโจทย์ แต่นักเรียนกลับต้องเรียนหนัก ครูภาระมาก ขาดงบประมาณ ผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการ ผลิตเกินความต้องการ นักเรียนไม่สนใจเรียนสายอาชีพ ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ทักษะภาษาอังกฤษต่ำ ซึ่งเป็นความท้าทายในการแก้ปัญหาเหล่านี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้อายุ และการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมและเทคโนโลยี การปรับตัวของครูในการสอนช่วงสถานการณ์โควิด-19 อย่างไรก็ตามในสถานการณ์นี้มีเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีกลไกในการติดตามเด็ก ไม่ว่าจะส่วนกลาง เขตพื้นที่การศึกษา แม้ว่าจะสามารถติดตามได้เกือบ 100% แต่ก็พบว่าเด็กอายุเกิน 15 ปี ไม่สามารถที่จะเรียนในภาคบังคับได้ ก็สามารถที่จะเข้าสู่การศึกษาของ กศน.
ในส่วนของนโยบายในการแก้ปัญหาการศึกษา ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ในเบื้องต้นต้องลดภาระครูและบุคลากร เช่น ปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะ โยกย้ายกลับภูมิลำเนา แก้ไขปัญหาหนี้สิน จัดหาอุปกรณ์การและสวัสดิการ และลดภาระนักเรียน ผู้ปกครอง เช่น ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ มีระบบแนะแนวการเรียนและเป้าหมายของชีวิต ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่มและมีการรับรอมาตรฐานวิชาชีพ จัดทำระบบเทียบการศึกษา เพื่อให้เรียนไม่เสียเวลาเรียนในระบบ และมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ อย่าง ม.สวนสุนันทา ที่มีหลักสูตรอีสปอร์ต ซึ่งตอบโจทย์กับยุคสมัยและผู้เรียน ที่อาจจะเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรให้แก่มหาวิทยาลัยอื่นในอนาคต
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในอดีตจะมีการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงใหญ่ของเทคโนโลยีทุกๆ 10 ปี ช่วยให้มีระยะเวลาในการวางแผนลงทุน แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน สิ่งที่กระทบต่อวิถีชีวิตของมนุษย์มากที่สุดคือ Digital Transformation ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ภาคอุตสาหกรรมไม่เคยเจอ จึงกลายเป็น Digital Disruption จึงทำให้อุตสาหกรรม 45 กลุ่มในสภาอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้
ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมจึงมุ่งหน้าที่จะปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยเฉพาะเรื่อง “คน” ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่าง New S-curve หรือ Innovation โดย 3 อันดับทักษะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ คือ 1. ทักษะทางวิศวกรรม 68.8% 2.ทักษะทางดิจิทัล 63.3% และ3. ทักษะทางการวิเคราะห์ข้อมูล 53.7% ซึ่งทั้ง 3 ทักษะมีความต้องการมาก แต่แรงงานยังมีน้อย หากย้อนกลับมาดูปัญหาพื้นฐานต้นทุนมนุษย์ ที่ไม่สามารถปฏิรูปได้อย่างรวดเร็ว ถึงบริษัทใหญ่จะสามารถลงทุนเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีใหม่ๆได้ แต่ปัญหาเดียวที่พบคือ ไม่มีแรงงานคน เมื่อเทียบกับศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์โลกปี 2566 จาก 133 ประเทศ พบว่า ไทยอันดับอยู่ที่ 79 ตกลงมากจากปีที่แล้วที่อยู่ในอันดับ 75 เทียบกับประเทศในแถบเอเชียอย่าง มาเลเซียอันดับที่ 42 เวียดนามอยู่อันดับที่ 75 เป็นต้น
เกรียงไกร ชี้ถึงปัญหาด้านทักษะแรงงานว่า หลังจากที่สถาการณ์โควิด-19 กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประสิทธิภาพแรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียน อย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย แรงงานมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น สวนทางกับไทยที่ยังไม่กลับไปสู่ในระดับก่อนโควิด-19 ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ประเทศไทยกำลังขาดแคลนกำลังคนที่มีทักษาด้านภาษาอังกฤษ และดิจิทัล โดยการจัดอันดับ English Prorcency 2022 จาก 113 ประเทศ ไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 97 ซึ่งต่ำกว่าเกาหลีใต้และมาเลเซีย และด้าน Basic ICT Skills พบแรงงานที่มีทักษะทางด้านนี้เพียง 17% และที่แย่สุดคือ Advanced ICT Skills ที่มีเพียง 1% ซึ่งเป็นปัญหาในปัจจุบัน
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า สำหรับทางออกของปัญหาด้านการผลิตแรงงานให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด หัวใจหลักที่สำคัญ คือ “คน” ซึ่งศักยภาพของคนมีหลายมิติ อย่างเรื่องทักษะ ในจำนวนแรงงานแรงงานในประเทศไทย 100% ในจำนวนนี้มีแรงงานเกษตรกรหรือแรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้ทักษะขั้นสูงเกิน 50% ดังนั้นเป้าหมายที่จะลดความเลื่อมล้ำหรือพัฒนาทักษะความสามารถเพื่อการแข่งขัน หากยกระดับเป้าหมายนี้ได้ ก็จะช่วยแก้โจทย์การขาดแรงงานได้ แต่สภาพความเป็นจริงต้องยอมรับว่า เด็กในครอบครัวยากจนมีโอกาสเข้าเรียนน้อยกว่า ซึ่งผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 20% ของครัวเรือนไทย ที่เข้าเรียนในระดับประถมศึกษา 99 คน สามารถเรียนจนจบมัธยาต้นเหลือเพียง 76 คน จบมัธยามปลายลดลงเหลือ 27 คน และจบมหาวิทยาลัยได้มีเพียง 8 คน
อีกนัยหนึ่งคือผลการศึกษาของผู้ปกครอง หากได้รับการศึกษาในระดับต่ำ อาจจะส่งผลให้บุตรหลานได้รับการศึกษาในระดับต่ำไปด้วย เฉลี่ยถึง 49% ที่อยู่ในระดับประถมศึกษา และมีโอกาสที่จะเรียนต่อในระดับมัธยม 34% ส่วนในระดับอุดมศึกษาเฉลี่ยเพียง 16% ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในการแก้ปัญหาระดับการศึกษา สำหรับความยากจนข้ามรุ่น เพราะหากนักเรียนที่อยู่ในครอบครัวฐานะยากจนมีระดับการศึกษาที่สูงกว่าภาคบังคับ จะช่วยให้สร้างรายได้ที่สูงตามไปด้วย
ดร.ประสาร กล่าวต่อว่า ดังนั้นจุดมุ่งหมายของกสศ. ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด จึงต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่มประชากรยากจนที่สุด 15% ให้ได้รับการศึกษา โดยพบว่านักเรียนระดับอนุบาล-ม.3 ซึ่งเป็นการศึกษาระดับภาคบังคับอยู่ในระบบจำนวน 1.1 ล้านคน นอกระบบอีก 6 แสนคน และในส่วนของประชากรที่เข้าสู่ระบบการศึกษาที่สูงกว่าภาคบังคับตั้งแต่ระดับม.ปลาย-อุดมศึกษาอยู่ในระบบมีเพียง 2 แสนคน ที่ได้ทักษะไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และส่วนที่อยู่นอกระบบมีมากถึง 9 แสนคน กลายเป็นขาดทักษะ ดังนั้นทั้งในระบบและนอกระบบ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ทักษะเพื่อตอบโจทย์ตลาด และมีอาชีพทำ
ที่มา ; ไทยโพสต์ 12 ธันวาคม 2566