
23 มกราคม 2567 / พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2567 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน 6 จังหวัด (ระนอง กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต และสตูล) ณ ศูนย์ราชการจังหวัดระนอง โดยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม



มีมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ คือ การยกเลิกการอยู่เวรรักษาการณ์ของครู ในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ รวมทั้งครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2567 เป็นต้นไป
"ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า ควรยกเลิกการอยู่เวรรักษาการณ์ของหน่วยงานราชการ ซึ่งเกิดจากข้อห่วงใยของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง รมว.ศธ. และ รมช.ศธ. ต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่ครูสตรีในจังหวัดเชียงราย ซึ่งถูกชายบุกเข้ามาทำร้ายในโรงเรียนขณะอยู่เวรกลางวัน และเหตุการณ์ที่นายธวัชชัย ด้วงธรรม ครูโรงเรียนบ้านน้ำพุหินลาด จังหวัดชัยภูมิ ได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งถูกชายบุกเข้ามาทำร้ายภายในบริเวณโรงเรียน"
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้สนับสนุนให้มีการยกเลิกมติ ครม. (6 กรกฎาคม 2542) เว้นในส่วนที่เกี่ยวกับการอยู่เวรรักษาการณ์ของหน่วยงานราชการ
"ศธ.ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของครู นักเรียน นักศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งมติ ครม.ดังกล่าว ผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว ปัจจุบันการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไป โดยให้มีการยกเลิก ยกเว้นให้มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป เช่น จะประสานให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่ช่วยกันสอดส่องดูแลโรงเรียนในชุมชน ตำบล และอำเภอ ในรูปแบบของบวร "บ้าน วัด โรงเรียน" โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่ อาสาสมัครหมู่บ้าน และชุมชน เพื่อสร้างความอุ่นใจ พร้อมเฝ้าระวังเหตุและภัยต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในโรงเรียนโดยคนในพื้นที่เอง
ครม. มีมติยกเลิกการอยู่เวรของครูในโรงเรียน-สถานศึกษาทั่วประเทศ รวมหน่วยงานในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ด้วย
ที่มา ; ศธ.360 องศา
เกี่ยวข้องกัน
ครม.ไฟเขียว ‘ยกเลิกครูอยู่เวร’ มอบ ‘อนุทิน’ ประสาน อปท.-ตำรวจ ช่วยเฝ้า ร.ร.
เมื่อวันที่ 23 มกราคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกการอยู่เวรของครูในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ มีผลวันนี้ (23 มกราคม) ทันที อย่างไรก็ตาม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีความห่วงใยเรื่องความปลอดภัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เมื่อมีกรณีครูถูกทำร้ายระหว่างอยู่เวรในสถานศึกษาก็ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม ครม.เป็นเรื่องแรก โดยที่ประชุม ครม.เห็นพ้องกันว่าควรยกเลิกการอยู่เวรของครู ซึ่งเกิดขึ้นจากมติ ครม.เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และเห็นว่าปัจจุบันมีระบบอื่นที่ทันสมัยอย่างกล้องวงจรปิดสามารถดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนได้ ทั้งนี้
“ที่ประชุม ครม.เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว จึงมีมติให้ยกเลิกการอยู่เวรของครูทั่วประเทศ โดยในส่วนของ ศธ. ขอให้หน่วยงานในพื้นที่ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีส่วนร่วมดูแลโรงเรียนในช่วงที่ไม่มีครูอยู่ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) เตรียมสั่งการให้ อปท.ทั่วประเทศเข้าไปช่วยดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนด้วย
“ส่วนกรณีที่ ศธ.จะเสนอของบจ้างนักการภารโรงกว่า 1.4 หมื่นอัตรานั้น ที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยขอให้ ศธ.ไปจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาในครั้งต่อไป” นายสุรศักดิ์กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 23 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
แม่พิมพ์เฮ! ครม. ยกเลิกครูเวร ที่ผ่านมาสุดกลัว-ภาระหนัก ชี้ มีเวลาพัฒนาการสอนให้น.ร.
เมื่อวันที่ 23 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่โรงเรียนโป่งเกลือ ต.ดอยลาน อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยในวันนี้ทางโรงเรียนยังประกาศให้มีการหยุดเรียนเป็นการชั่วคราวเป็นวันที่สอง ภายหลังเกิดเหตุ นายนิรันดร์ อายุ 38 ปี ได้ก่อเหตุทำร้ายนางอัจราภรณ์ อายุ 41 ปี ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ขณะกำลังเข้าเวรตามลำพังในวันเสาร์ที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยไม่มีพบว่ามีทางคณะครูหรือผู้เกี่ยวข้องอยู่ภายในโรงเรียนแม้แต่คนเดียว แต่ก็พบว่าบริเวณพื้นที่ซึ่งมีร่องรอยการต่อสู้และคราบเลือดของนางอัจราภรณ์ ที่ตกบนพื้นใต้อาคารเรียน 2 ชั้น ได้มีการทำความสะอาดไปหมดแล้วพร้อมที่จะเปิดทำการเรียนการสอนได้ตามปกติ แต่โดยรอบบริเวณโรงเรียนยังคงมีร่องรอยการตัดไม้และกองไม้ที่นายนิรันดร์เป็นผู้ตัดก่อนเกิดเหตุยังคงไม่มีการเก็บหรือตัดไม้เพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการเข้าตรวจสอบที่โรงเรียนจำบอน ต.ดอยลาน อ.เมืองเชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้กันห่างประมาณ 4 กิโลเมตร ยังคงมีการเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ ซึ่งจากการสอบถามคุณครูและนักเรียนส่วนใหญ่ยังคงมีความหวาดวิตกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังต้องจัดการเรียนการสอนตามปกติเพราะไม่อยากให้มีผลกระทบต่อการเรียนของเด็ก ๆ แต่ก็มีการเพิ่มมาตรการป้องกันและดูแลทั้งคณะครูและเด็กนักเรียนอย่างใกล้ชิด
นายพิษณุ พลอยศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านจำบอน กล่าวว่า โรงเรียนบ้านจำบอนเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีครูของโรงเรียนเพียง 10 คน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นครูผู้หญิง แต่ทางโรงเรียนก็ยังคงปฏิบัติตามระบบของกระทรวงศึกษาธิการให้มีการจัดครูเวรดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียนในช่วงวันหยุด แต่ด้วยข้อจำกัดของครูที่น้อย ทำให้จัดครูเข้าเวรได้ครั้งละ 1 คน หากจัดครั้งละหลายคนจะต้องเข้าเวรถี่เกินไป แม้จะเป็นห่วงและวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะนอกจากเป็นครูผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่ ยังมีชุมชนล้อมรอบซึ่งมีกลุ่มที่ติดยาเสพติดในชุมชนหลายคน
นายพิษณุ กล่าวด้วยว่า แต่ที่ผ่านมาทางโรงเรียนก็ประสานทางชุมชนให้ช่วยดูแลพร้อมติตดั้งกล้องวงจรปิดเพื่อเฝ้าระวังภัย แต่ภายหลังเกิดเหตุการณ์ที่โรงเรียนโป่งเกลือ ซึ่งอยู่ข้างเคียงก็ทำให้คณะครูหวาดกลัว ทางโรงเรียนก็ปรับเปลี่ยนให้มีการเข้าเวรครั้งละ 2 คน โดยโชคดีที่ผู้ก่อเหตุไม่ได้มารับจ้างตัดไม้ภายในโรงเรียน ยิ่งทราบว่าการก่อเหตุเพื่อหวังอนาจารทางเพศอีกยิ่งเป็นกังวล แต่พอ ครม.มีมติให้ยกเลิกครูเวรรู้สึกดีใจมาก ที่ทางคณะครูจะมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น และจะได้มีเวลาทุ่มเทในการจัดการศึกษา ซึ่งต้องขอขอบคุณทางกระทรวงและทางรัฐบาลที่เห็นความสำคัญของบุคลากรครู ส่วนการดูแลโรงเรียนอย่างไรต่อไปนั้นก็ต้องดูนโยบายของกระทรวงอีกครั้งหนึ่ง
ด้านน.ส.อารีวรรณ เข้มขัน ครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านจำบอน หนึ่งในครูเวร กล่าวว่า ตนนอกจากมีหน้าที่จัดการเรียนการสอนให้กับเด็กๆ ยังต้องมาเข้าเวรในช่วงวันหยุดเป็นประจำ เพราะครูที่โรงเรียนมีน้อยการหมุนเวรกันมาเข้าเวรจึงถี่กว่าโรงเรียนอื่น ซึ่งการมาเข้าเวรไม่เพียงแค่มานั่งเฝ้า ยังต้องเดินตระเวนดูความเรียบร้อย คอยเปิดอาคารและประตูโรงเรียน และการสอดส่องไม่ให้มีบุคคลอื่นมาลักขโมยหรือทำให้ทรัพย์สินโรงเรียนเสียหาย
น.ส.อารีวรรณ กล่าวว่า ซึ่งการเข้าเวรตามลำพังยิ่งเป็นครูผู้หญิงนั้นรู้สึกหวาดกลัวเหมือนกัน อีกทั้งยังเป็นภาระที่หนักอึ้งสำหรับครู พอเกิดเหตุในโรงเรียนข้างเคียงและเป็นการกระทำเพื่ออนาจารหรือหวังต่อทางเพศก็ยิ่งหวาดกลัวยิ่งขึ้น การที่ ครม.ประกาศยกเลิกครูเวร เป็นสิ่งที่ดียิ่ง นอกจากจะทำให้ทางครูได้มีเวลาในการจัดการเรียนการสอนให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังมีผลดีต่อด้านความปลอดภัย ซึ่งต่อไปนี้ก็ไม่ต้องหวาดกลัวหรือกังวลต่ออันตรายในช่วงการมาเข้าเวรในวันหยุดอีกต่อไป จะได้มีการเวลาพัฒนาการสอนให้กับเด็ก ๆ ได้มากขึ้นด้วย
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 23 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
“เสมา1” ลั่นไม่ถือเป็นความผิด ครูไม่ต้องเข้าเวรโรงเรียนแล้ว
เมื่อวันที่ 24 ม.ค.พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ยกเลิกระเบียบราชการ เมื่อปี 2542 ที่กำหนดให้สถานที่ราชการทุกแห่งต้องจัดให้มีเวรรักษาการณ์ เพื่อดูแลและป้องกันความเสียหายอันจะบังเกิดแก่สถานที่ราชการ โดยการยกเลิกระเบียบดังกล่าว มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาและหน่วยงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นั้น ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตนขอชี้แจงว่าจากนี้ไป สถานศึกษาจะไม่มีการเข้าเวรของครูอีกต่อไปแล้ว โดยการทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสถานศึกษา จะให้อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ทำแทน โดยให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และการไม่เข้าเวรของครูจะไม่มีผลต่อการกระทำผิดทางวินัยด้วย
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ได้ให้นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. มอบหมายศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทุกแห่งเป็นเจ้าภาพในการประสานขอความร่วมมือฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ให้เข้ามาดูแลความปลอดภัยของสถานศึกษา ขณะเดียวกันตนได้ทำหนังสือส่งไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แล้วว่าขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้ามาดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนแทนครู รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่และชุมชนด้วย ซึ่งจะทำคล้ายกับโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ แต่ปรับเปลี่ยนเป็นฝากโรงเรียนไว้กับตำรวจ
ขณะเดียวกันได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งหนังสือสั่งการตามมติครม.เรื่องยกเลิกครูเข้าเวรไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศด้วย นอกจากนี้ในส่วนของการขอคืนอัตรานักการภารโรงนั้น ที่ประชุมครม.ได้รับทราบหลักการสนับสนุนให้จัดสรรนักการภารโรงให้ครบทุกสถานศึกษาในสังกัดสพฐ.ในอัตราที่ยังขาด 12,837 อัตรา อัตราละ 9,000 บาทต่อเดือน ระยะเวลาการจ้างเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2567 รวม 5 เดือน ในวงเงินงบประมาณ 577,665,000 บาท
ต่อข้อถามว่าจากนี้ไปหากไม่มีครูเข้าเวรหากเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินราชการใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า รับผิดชอบอยู่แล้ว ซึ่งความรับผิดชอบจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ซึ่งตนไม่เรื่องนี้ต้องมีผู้อยากให้มองว่าจะตั้งแง่ว่าใครจะต้องรับผิดชอบ แต่อยากให้นึกถึงความปลอดภัยตัวบุคคลเป็นหลัก แม้จะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดแต่กล้องก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการติดตามและตรวจสอบเหตุการณ์ แต่เมื่อมีบุคคลภายนอกเข้ามาประชิดตัวครูถึงในโรงเรียนเหมือนที่เป็นข่าวเกิดขึ้นจำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่ความมั่นงคงเข้ามาดูแลความปลอดภัย ซึ่งประเด็นนี้คือเหตุผลที่ต้องประสานฝ่ายความมั่นคงให้เข้ามาตรวจสอบความปลอดภัยแทน และไม่ใช่เป็นการเพิ่มภาระงานของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้วที่ต้องดำเนินการตรวจสอบความเรียบร้อยในบ้านเมืองอยู่แล้ว
ด้านว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการกพฐ.กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้แจ้งแนวปฎิบัติดังกล่าวให้เขตพื้นที่รับทราบแล้ว และฝากให้เขตพื้นที่ต้องยึดแนวปฎับัติตามมติครม.ที่ยกเลิกครูเข้าเวรด้วย ซึ่งรูปแบบการรักษาความปลอดภัยนั้นจะประสานฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่และชุมชนได้เป็นรั้วโรงเรียนที่มั่นคง
รมว.ศึกษาธิการ แจง มติครม.ยกเลิกครูเข้าเวร ลั่นไม่ถือเป็นความผิด ครูไม่ต้องเข้าเวรโรงเรียนแล้ว ชี้ มีผลในทางปฎิบัติตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ประสานฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ดูแลโรงเรียแทน
ที่มา ; เดลินิวส์ 24 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
‘บิ๊กอุ้ม’ แจงยกเลิกครูเวร ประสาน ตร.-มท.จัดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจตราถี่ขึ้น เดินหน้าของบจ้างนักการภารโรง
เมื่อวันที่ 24 มกราคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหาร ศธ.ว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีคระรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเว้นการอยู่เวรของครูในสังกัด ศธ. ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ รวมถึงสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ทั้งนี้ จากข้อมูลแม้จะมีกล้องวงจรปิดก็ไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ ดังนั้น การให้ครูอยู่เวรนอกราชการก็ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยง ซึ่ง ครม.ได้พิจารณาถึงความเสียหายในชีวิตและร่างกายเป็นสำคัญ ที่จะต้องพยายามรักษาป้องกันไม่ให้เกิดภัยต่อชีวิตและร่างกายของครู ซึ่งมีภาระงานในการสอนหนังสือ
พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวว่า หลังยกเลิกมติดังกล่าว ครม.ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) เข้ามาช่วยดูแล ส่วนที่มีกระแสว่าเป็นการเพิ่มภาระให้ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะเป็นหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองอยู่แล้วในการดูแลความสงบเรียบร้อย เช่น ธนาคาร ร้านทอง ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยดูแลเป็นพิเศษ เพียงแต่อาจจะเพิ่มจุดเน้นเข้ามา ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องการดูแลความปลอดภัยของสถานที่
พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวต่อว่า ในส่วนของ ศธ.ก็ได้มีหนังสือประสานไปที่ ตร.และ มท.เรียบร้อยแล้ว เพื่อบูรณาการดูแลความปลอดภัย ส่วนในระดับจังหวัดก็ได้มอบหมายให้สำนักปลัด ศธ.แจ้งให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ในการเข้ามาดูแล อย่างไรก็ตาม การประสานงานดังกล่าวเพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วขึ้น ทั้งในระดับส่วนกลางและพื้นที่
“ขณะที่ในส่วนของสถานศึกษาก็ได้สั่งการให้มีการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา โดยมีการเชิญตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาหารือมาตรการป้องกันความปลอดภัยให้กับสถานที่ราชการ เพื่อเป็นการรองรับมติดังกล่าว ส่วนเรื่องการอยู่เวร เมื่อ ครม.มีมติดังกล่าวออกมาแล้ว ครูที่ไม่อยู่เวรก็ถือว่าไม่มีความผิดทางวินัย เพราะได้รับการยกเว้นแล้ว จากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็จะต้องไปปรับแก้ระเบียบต่างๆ เพื่อรองรับมติ ครม.
“หากครูจะมาทำงานที่โรงเรียนนอกเวลาราชการก็ให้เป็นไปตามความสมัครใจ โดยขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยส่วนบุคคลด้วย เช่น เข้ามาในห้องทำงานแล้วก็ควรล็อกประตูให้เรียบร้อย มีเพื่อนมาอยู่ด้วย เพราะเราห่วงเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งไม่มีสิ่งที่จะมาทดแทนได้ ไม่เหมือนความเสียหายต่อทรัพย์สินที่บางทียังหาทดแทนได้ อยากให้ประชาชนได้เข้าใจ” พล.ต.อ.เพิ่มพูนระบุ
รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า มติดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติทันที โดยที่ผ่านมาได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาอยู่แล้ว แต่เมื่อมีมติ ครม.เป็นสภาพบังคับ หน่วยงานที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศก็จะต้องดำเนินการด้วยความเข้มข้นมากขึ้น นอกจากนีจะมีการสำรวจโรงเรียนทั่วประเทศว่ามีกล้องวงจรปิดกี่แห่ง ส่วนจะต้องเพิ่มกล้องวงจรปิดให้กับโรงเรียนที่ยังไม่มีหรือไม่นั้น ต้องหารือร่วมกับอีกครั้ง เพราะแม้จะมีกล้องวงจรปิดการมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลก็เป็นสิ่งสำคัญ ช่วยป้องกันไม่ให้เหตุร้ายเกิดขึ้น
รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ขณะที่บางโรงเรียนอยู่ห่างไกล ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต การมีกล้องวงจรปิดก็อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นลักษณะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจเยี่ยม คล้ายโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ เพียงแต่เพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมและชุมชนที่จะต้องช่วยกันดูแลทรัพย์สินของส่วนรวม ส่วนการของบประมาณจัดจ้างธุรการ ภารโรง เพิ่มนั้น ก็เป็นเรื่องที่ยังต้องดำเนินการ เพราะเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าโรงเรียนขนาดเล็กมี “ครูน้อย” หากมีเจ้าหน้าที่อยู่ประจำเข้ามาช่วยดูแลโรงเรียนก็จะเป็นการลดภาระครู คืนครูสู่โรงเรียน เพื่อให้ครูสอนหนังสือได้เต็มที่ โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีธุรการ ภารโรงครบทุกโรงเรียน ซึ่งนายกฯก็รับปากว่าจะดูแลเรื่องนี้ให้
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 24 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
ก้าวไกล จี้ ศธ. ออกเอกสารชัดเจน ยกเลิกครูเวร แนะตั้งงบประจำจ้างภารโรง
แต่สิ่งที่ตนพบจากการได้ตรวจสอบรายงานการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 23 ม.ค. เราไม่พบว่ามีวาระนี้ปรากฏในเอกสาร และไม่พบว่ามีมติการประชุม เราจึงมีข้อสงสัยว่าเป็นเพียงการสนทนาพูดคุยกัน และเห็นดีเห็นงามกันหรือไม่ เพราะไม่มีเอกสารบรรจุในวาระการประชุม ไม่มีบันทึกการประชุม ซึ่งเป็นเพียงคำปรารภหรือคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะไปลบล้างหรือไปยกเลิกมติ ครม.เดิมได้หรือไม่
นายสุรวาทกล่าวต่อว่า หากเรื่องนี้ไม่มีการเสนอเข้าที่ประชุม ครม. และไม่มีในวาระการประชุม ไม่มีมติก็ให้รัฐบาลรีบดำเนินการ เพราะเมื่อมีมติออกมาแล้วจะต้องแก้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติด้วย เพราะคำปรารภ หรือข้อสั่งการของนายกฯ ไม่อาจจะไปล้มล้างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี หรือมติ ครม.ได้ เพราะเป็นความเห็นของนายกฯ คนเดียว ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้พบอยู่บ่อยๆ ที่นายกฯ พูดแล้วจนทำให้มีวาทกรรมหนึ่งที่บอกว่า คิดใหญ่แต่ทำเล็ก แต่เรื่องนี้เราหวังว่าจะพูดใหญ่ทำใหญ่ จึงสนับสนุนให้มีการยกเลิกและให้มีการบริหารจัดการ และให้เทคโนโลยีเข้ามา หรือบุคคลกรที่มีความพร้อมที่จะเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัย เช่น ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งจะต้องเป็นไปด้วยความพร้อมทั้งหมด
“เมื่อวานนี้ (23 ม.ค.) หลังจากที่นายกฯ พูดว่าจะยกเลิกครูเวร ก็มีแต่ความว้าวุ่นสับสนเต็มไปหมด เพราะมีเพื่อนครูหอบเสื่อหอบหมอน หอบปิกนิกจะไปนอนโรงเรียนเมื่อมีข่าวออกมา ทำให้ครูสับสนว่าจริงหรือเปล่าเพราะตามข่าวยกเลิกทันที แต่ ผอ.บอกว่ายัง เพราะต้องรอหนังสือก่อน แต่ก็มีหลายโรงเรียนที่ยกเลิกไปเลย ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลจะต้องทำ ให้เกิดความชัดเจน” นายสุรวาทกล่าว
นายสุรวาทกล่าวต่อว่า ส่วนการเพิ่มนักการภารโรงนั้น ปัจจุบันมีภารโรงประมาณ 1 หมื่นโรงเรียนที่ได้รับค่าจ้างเดือนละ 9 พันบาท ซึ่งต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ หากจะเพิ่มภารโรงก็ต้องเพิ่มอีก 1.2 หมื่นแห่ง โดยที่กระทรวงศึกษาธิการของบกลางมาจ้างภารโรงให้ครบทุกโรงเรียน แต่ภารโรงถือเป็นคนละเรื่องกับเวรยามในการรักษาความปลอดภัย เพียงแต่ภารโรงอาจจะเกื้อกูลทำหน้าที่เวรช่วยครูได้ ซึ่งตนก็เห็นด้วยที่จะมีภารโรงทุกโรงเรียน และเห็นด้วยที่จะใช้งบกลางของปี 2566 โดยใช้เงินจำนวน 1,140 ล้านบาท ในการจ้างภารโรงด้วยอัตราเดือนละ 1 หมื่นบาท
“แต่ในส่วนของพรรคก้าวไกลเห็นว่าควรจะต้องตั้งงบประมาณส่วนนี้ไว้ในงบประมาณปี’67 และ 68 แต่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 67 ที่กำลังพิจารณาอยู่ ไม่มีงบประมาณในการจ้างภารโรงอยู่ จึงขอเรียกร้องว่า ให้แปรญัตติงบส่วนนี้ในงบปี 67 เพื่อมาจัดจ้างภารโรงให้ครบตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.67-30 ก.ย.68 และกระทรวงศึกษาธิการก็นำงบส่วนนี้ไปใส่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี’68 ที่ทางสำนักงบประมาณกำลังจัดทำอยู่ ไม่ใช่พอคิดได้แล้วจะเอาไปใส่ทีหลัง เพราะเรื่องนี้ควรเป็นงบประจำ” นายสุรวาทกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 24 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
บิ๊กอุ้ม’ ให้ประสาน ตร.-มท.ดูแลหลังยกเลิก ‘ครูเวร’ ย้ำไม่ได้เพิ่มภาระตำรวจเพราะเป็นหน้าที่หลัก
เมื่อวันที่ 24 มกราคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหาร ศธ.ว่า ที่ประชุมได้หารือ กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเว้นการอยู่เวรของครูในสังกัด ศธ. ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ รวมถึงสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) เข้ามาช่วยดูแล
ส่วนที่มีกระแสว่า เป็นการเพิ่มภาระให้ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะเป็นหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองอยู่แล้วในการดูแลความสงบเรียบร้อย
พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวต่อว่า ในส่วนของ ศธ.ได้มีหนังสือประสานไปที่ ตร.และ มท.เรียบร้อยแล้ว เพื่อบูรณาการดูแลความปลอดภัย ส่วนในระดับจังหวัด ก็ได้มอบหมายให้สำนักปลัด ศธ. แจ้งให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ในการเข้ามาดูแล อย่างไรก็ตาม การประสานงานดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วขึ้น ทั้งในระดับส่วนกลาง และพื้นที่
“ขณะที่ในส่วนของสถานศึกษา สั่งการให้มีการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา โดยเชิญ ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาหารือ มาตรการป้องกันความปลอดภัยให้กับสถานที่ราชการ เพื่อรองรับมติดังกล่าว ส่วนเรื่องการอยู่เวร เมื่อ ครม.มีมติดังกล่าวออกมาแล้ว ครูที่ไม่อยู่เวรก็ถือว่าไม่มีความผิดทางวินัย เพราะได้รับการยกเว้นแล้ว จากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็จะต้องไปปรับแก้ระเบียบต่างๆ เพื่อรองรับมติ ครม.”
“หากครูจะมาทำงานที่โรงเรียนนอกเวลาราชการ ก็ให้เป็นไปตามความสมัครใจ ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยส่วนบุคคลด้วย เช่น เข้ามาในห้องทำงานแล้ว ก็ควรล็อกประตูให้เรียบร้อย มีเพื่อนมาอยู่ด้วย เพราะเราห่วงเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งไม่มีสิ่งที่จะมาทดแทนได้ ไม่เหมือนความเสียหายต่อทรัพย์สิน ที่บางทียังหาทดแทนได้ อยากให้ประชาชนได้เข้าใจ” พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าว
รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ มติดังกล่าว มีผลในทางปฏิบัติทันที ส่วนจะต้องเพิ่มกล้องวงจรปิดให้กับโรงเรียนที่ยังไม่มีหรือไม่นั้น ต้องหารือร่วมกันอีกครั้ง เพราะแม้จะมีกล้องวงจรปิดการมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลก็เป็นสิ่งสำคัญ ช่วยป้องกันไม่ให้เหตุร้ายเกิดขึ้น ขณะที่บางโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต การมีกล้องวงจรปิดก็อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น การดำเนินการดังกล่าว จะเป็นลักษณะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจเยี่ยม คล้ายโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ เพียงแต่เพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ที่มา ; มติชนออนไลน์ 25 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
โฆษกตร.รับกำลังพลไม่พอดูแลโรงเรียนทั่วปท. ต้องขอความร่วมมืออปพร.-อาสาสมัคร
ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมอบหมายให้ฝ่ายป้องกันปราบปราม ไปประชุมหารือร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกันในการดูแลความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับครู อาจารย์ นักเรียนต่อไป โดยคงมีการหารือการแก้ปัญหาระยะสั้นในการออกตรวจตราของตำรวจ ร่วมกับ อปพร. อาสาสมัครชุมชน หมู่บ้าน รวมทั้งปัญหาระยาวในการเรื่องการติดตั้งกล้อง CCTV การเพิ่มงบประมาณต่างๆ เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมยั่งยืนต่อไป
คงต้องยอมรับว่าตำรวจทั่วประเทศมีเพียง 1,400 กว่าสถานีตำรวจ ขณะที่โรงเรียน สถานศึกษา มีหลายหมื่นแห่ง กำลังตำรวจเพียงหน่วยเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ต้องอาศัยความร่วมมือหลายๆภาคส่วน โดยเฉพาะ อปพร. อาสาสมัครชุมชน หมู่บ้าน ที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย
นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอเรียนให้พี่น้องตำรวจและประชาชนได้ทราบว่า การทำหน้าที่ดังกล่าว ไม่ใช่การไปเข้าเวรประจำโรงเรียนแทนครู ซึ่งรูปแบบแนวทางการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่จะเป็นอย่างไร คงต้องรอความชัดเจนของการประชุมหารือร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตาม หน้าที่การรักษาความสงบเรียบร้อย การดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เป็นหน้าที่โดยตรงของตำรวจอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะสถานศึกษา สถานที่ราชการอื่นๆ แม้กระทั่งบ้านเรือนพี่น้องประชาชน ตำรวจก็ต้องเข้าไปตรวจตราดูแลความเรียบร้อยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในส่วนของสถานศึกษาคงจะมีการกำหนดเพิ่มความเข้มในการดำเนินการ ตามแนวทางที่จะต้องมีการหารือกับกระทรวงศึกษา และกระทรวงมหาดไทยต่อไป เพื่อบูรณาการร่วมปฏิบัติ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 25 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ.แจงแนวทางดูแลความปลอดภัยในร.ร. สั่งเขตฯดูแล ลดการบ้านเด็ก
· การประสานขอความร่วมมือฝ่ายปกครองในพื้นที่ อาทิ ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนทีมงานของกระทรวงมหาดไทย และผู้เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องความปลอดภัยให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
· การประชุมสถานศึกษา หากสถานศึกษาแห่งใดมีศักยภาพในการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือนักการภารโรงอยู่แล้ว ก็สามารถมอบหมายงานในด้านการรักษาความปลอดภัยได้โดยที่ครูไม่ต้องอยู่เวร และทำหน้าที่เพียงกำกับผ่านระบบต่างๆ
· โรงเรียนที่มีกล้อง CCTV ซึ่งครูก็สามารถใช้เครื่องมือนี้ในการรักษาทรัพย์สินทางราชการได้
· กรณีที่เกิดเหตุอื่นๆ เช่น ไฟไหม้ อุบัติภัย สาธารณภัย ก็ต้องขอความร่วมมือจากชุมชน องค์กรท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของโรงเรียนร่วมกัน ช่วยกันดูแลอย่างทั่วถึงด้วย
“นอกจากนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอความร่วมมือในการจัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านเข้าไปดูแลสถานศึกษาแล้ว และในส่วนของ สพฐ.ก็มีข้อสั่งการโดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้สั่งการให้มีหนังสือขอความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนขึ้น และขอขอบคุณอีกครั้งที่แต่ละหน่วยงานต่างดำเนินการในหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี เพื่อร่วมกันดูแลสถานศึกษา ให้นักเรียนและครูมาโรงเรียนอย่างอุ่นใจ ให้นโยบาย ‘เรียนดี มีความสุข’ เกิดขึ้นได้จริง” นายธีร์กล่าว

นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ผอ.สวก. กล่าวว่า นโยบาย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการลดภาระของคุณครูกับการลดภาระของนักเรียน ดังนั้น สพฐ.จึงได้จัดทำแนวทางในการลดการบ้านแล้วเพิ่มการเรียนรู้ให้กับนักเรียน โดยการให้การบ้านที่สอดคล้องกับสภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ก็จะช่วยลดภาระเรื่องการบ้านให้กับนักเรียนได้
ทั้งนี้ หลักสูตรของ สพฐ.จัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ปรับปรุง พ.ศ.2562) ซึ่งช่วงเวลาของการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 รวมวิชาพื้นฐาน วิชาเพิ่มเติม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ในปีการศึกษาหนึ่งรวมกันทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 1,000 ชั่วโมง ในขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเรียนไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมง และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายชั้น ม.4-6 เรียนรวมกัน 3 ปีไม่น้อยกว่า 3,600 ชั่วโมง ในหนึ่งปีการศึกษามี 40 สัปดาห์ หรือ 200 วัน
ดังนั้น ในระดับประถมศึกษา จะใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้โดยเฉลี่ยวันละไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง ในขณะที่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย โดยเฉลี่ยวันละไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งหากดูจากกระแสข่าวในโซเชียล พบว่ามีบางกระแสข่าวสื่อสารว่าเด็กนักเรียนไทยเรียนมากที่สุดในโลก ซึ่งอาจจะมีความคลาดเคลื่อนต่อความเข้าใจของบุคคลทั่วไปเพราะไม่สามารถระบุแหล่งข้อมูลในการจัดเก็บ หรือบางครั้งการนับชั่วโมงก็นับตั้งแต่เวลาที่นักเรียนมาโรงเรียนไปจนถึงสิ้นสุดเวลาเรียนของวันนั้นโดยที่นับรวมช่วงเวลาพักเที่ยงหรือเวลาเบรกด้วย เป็นเวลา 9.5 ชั่วโมง
ซึ่งทางสำนักวิชาการ สพฐ. ก็ได้ลงไปเก็บข้อมูลโดยเอาตารางสอนของแต่ละโรงเรียนจำนวน 15 โรงเรียน มาดูรายละเอียดของการเข้าเรียน และพบว่าเวลาสูงสุดคือ 8 ชั่วโมง 50 นาที โดยนับตั้งแต่เวลาที่เด็กมาโรงเรียนจนถึงเลิกเรียน แต่หากดูเวลาเรียนจริงๆ พบว่าใช้เวลาสูงสุดที่ 7 ชั่วโมง 30 นาที และบางโรงเรียนถ้านับตั้งแต่เวลามาจนกลับ มีเวลาน้อยที่สุดก็คือ 6 ชั่วโมง 45 นาที แต่เวลาเรียนจริงๆ คือ 5 ชั่วโมง 35 นาที ดังนั้น ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดกลางหรือขนาดใหญ่จะมีค่าเฉลี่ยการมาโรงเรียนอยู่ที่ประมาณ 7.8 ชั่วโมง แต่เวลาเรียนจริงอยู่ที่ 6.9 ชั่วโมง ดังนั้น ถ้าเทียบกับต่างประเทศแล้ว ของเราถือว่าไม่ได้สูงที่สุด ซึ่งหลายประเทศก็มีเวลาเรียนใกล้เคียงกับเรา อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นคือ 203 วัน ซึ่งแทบไม่แตกต่างกัน
“ทั้งนี้ สพฐ.เห็นความสำคัญของการลดภาระนักเรียน จึงได้สื่อสารไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในเรื่องของการลดการบ้านเพิ่มการเรียนรู้ ในประเด็น
· การลดการบ้านหรือเพิ่มสิ่งที่จะให้เด็กเรียนรู้ด้วยงานที่คุณครูมอบให้ ถ้าหากภาระงานไหนทำเสร็จในห้องเรียนก็ไม่ต้องให้เด็กไปทำต่อที่บ้าน ให้ทำเสร็จในกิจกรรมที่คุณครูจัดในห้องเรียนได้เลย
· การบ้านคือทักษะที่เด็กต้องไปทำเพิ่ม
ดังนั้นรายวิชาที่จะสามารถให้เป็นการบ้านได้ต้องเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน อย่างเช่น วิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ โดยให้ในปริมาณที่เหมาะสมกับระดับชั้นของนักเรียน และสามารถบูรณาการข้ามกลุ่มสาระรายวิชาได้ โดยเป็นชิ้นงานหรือภาระงานตามความเหมาะสมของวิชา เน้นการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา สามารถเรียนรู้ได้ทั้งในและนอกห้องเรียน พร้อมทั้งเน้นให้เด็กเรียนรู้แบบเชิงรุก Active Learning โดยใช้สถานการณ์จริงในการปฏิบัติและเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังนั้น ในการจัดการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุขและลดภาระของนักเรียน ยังช่วยให้คุณครูจัดการสอนที่เหมาะกับบริบทของโรงเรียนและนักเรียน เป็นการลดภาระครูด้วย ตามนโยบาย ‘เรียนดี มีความสุข’ ของ รมว.ศธ. ที่ต้องการให้นักเรียนและครู มาโรงเรียนอย่างมีความสุข เรียนรู้อย่างสนุกไปด้วยกัน” นายวิษณุกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 25 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
‘คารม’ แจง มติครม.ยกเลิกครูเวรไม่ใช่ให้ตร.เข้าเวรแทนครู แต่เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกัน ย้ำ ครูไม่อยู่เวรไม่มีความผิด
“กรณีที่ครูมีความกังวลว่าไม่อยู่เวรโรงเรียนแล้วจะมีความผิดนั้น ขอให้ครูสบายใจได้ หลังจาก ครม.มีมติ ถือว่าการไม่อยู่เวรของครูไม่มีความผิด แต่หากเป็นความสมัครใจก็สามารถทำได้ แต่ขอให้ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ระมัดระวังเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยในชีวิตไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกโรงเรียน ตามข้อห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ” นายคารมกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 26 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน


สพฐ. ร่อนหนังสือด่วนที่สุด ให้ ร.ร.ทั่วประเทศ ยกเลิกคำสั่ง ‘อยู่เวร’ โดยทันที
จากกรณี ที่มีครูร้องเรียนผ่านเพจดังต่างๆ ว่า แม้จะมติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกเลิกการอยู่เวรของครูในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ มีผลทันที 23 มกราคมที่ผ่าน แต่พบว่าผู้อำนวยการโรงเรียนบางแห่ง กลับไม่ยอมปฏิบัติตาม พร้อมกับหลีกเลี่ยงคำ โดยมีไม่ใช่คำว่า “อยู่เวร” แต่บิดคำพูด และเลี่ยงบาลีใช้คำอื่นแทน เช่น “กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัย” หรือ “มาทำงานค้างคืน 1 วัน” “ใช้คำสั่งให้ครูสอดส่องดูแลเวรกลางคืน” เป็นต้น จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากนั้น
เมื่อวันที่ 27 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหนังสือด่วนที่สุด ถึง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขต เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจในการดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้สถานศึกษาได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 (เรื่อง การปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดเวรรักษาการณ์ประจำสถานที่ราชการ) และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
การดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
1.1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานหลักในพื้นที่ระดับจังหวัด ประสานศึกษาธิการจังหวัด เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อให้ได้ซึ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการและแผนเผชิญเหตุให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 เรื่อง การดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการให้แก่สถานศึกษาในจังหวัดตามบริบทของพื้นที่และความเหมาะสม
1.2 ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่น นอกเหนือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สรุปข้อมูลจำนวนสถานศึกษาในสังกัดเพื่อบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานฝ่ายปกครองและสถานีตำรวจนครบาล เพื่อวางแผนในการดูแลรักษาความปลอดภัยสถานศึกษาให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่และให้สอดคล้องตามข้อ 1.1
การดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการในพื้นที่จังหวัดอื่น
2.1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 เป็นหน่วยงานหลักในพื้นที่ระดับจังหวัด ประสานศึกษาธิการจังหวัด เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เพื่อให้ได้ซึ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการและแผนเผชิญเหตุให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 เรื่อง การดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการให้แก่สถานศึกษาในจังหวัดตามบริบทของพื้นที่และความเหมาะสม
2.2 ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่น นอกเหนือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 ดำเนินการบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานฝ่ายปกครองระดับอำเภอและสถานีตำรวจภูธร เพื่อวางแผนในการดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาในสังกัดให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่และให้สอดคล้องกับแผนระดับจังหวัดตามข้อ 2.1
ให้สถานศึกษายกเลิกคำสั่งอยู่เวรรักษาการณ์ที่สั่งไว้เดิมโดยทันที
ส่วนมาตรการที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ อยู่ระหว่างดำเนินการ หากดำเนินการแล้วเสร็จจะแจ้งให้ทราบต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ.เผยผลสำรวจ พบครูมีภาระที่ไม่ใช่งานสอนกว่า 400 รายการ
ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ประชุมทำความเข้าใจกับผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ถึงประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเว้นการอยู่เวรของครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และหน่วยงานที่มีสถานศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญ และได้ทำหนังสือแจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขตเรียบร้อยแล้ว การยกเว้นครั้งนี้ จะช่วยลดภาระที่ไม่จำเป็นของครูลง ทำให้ครูมีเวลาจัดการเรียนการสอน และมีความปลอดภัยมากขึ้น
“เน้นย้ำเขตพื้นที่ฯ และผู้อำนวยการโรงเรียน ว่าเมื่อยกเว้นให้ครูไม่ต้องอยู่เวร สิ่งที่ดำเนินการ และช่วยกันคิด ว่าใครจะดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากมายของโรงเรียน เมื่อเร็วๆ นี้ ศธ.ได้ทำหนังสือถือกระทรวงหมาดไทย (มท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อขอความร่วมมือให้หน่วยงานต่างๆ บรูณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน เพื่อช่วยกันดูแลทรัพย์สิน ดูแลสถานที่ราชการ หรือบางที่มีความพร้อม อาจติดกล้องวงจรปิด หรือจ้าง รปภ.มาดูแลโรงเรียน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว ขอให้บริหารจัดการตามความพร้อมของโรงเรียนด้วย” ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าว
ว่าที่ ร.ต.ธนุกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สพฐ.พยายามลดภาระครูมาตลอด ที่ผ่านมารับรู้ปัญหาว่าครูในหลายพื้นที่มีเพียง 2-3 คน ทำให้ต้องปฏิบัติหน้าที่มาก ถือเป็นประเด็นปัญหาที่ สพฐ.นำมาออกแบบ และวางแผนแก้ไขมาโดยตลอด การที่ ครม.มีมติยกเลิกครูเวรนั้น ถือเป็นความสำเร็จที่ครูทุกคนได้รับ
“ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.มองว่าขณะนี้ภาระของครูมีจำนวนมาก และมากกว่าการจัดการเรียนการสอน ขณะเดียวกัน สพฐ.คิดอีกหลายโครงการที่จะลดภาระครู เพื่อคืนเวลาสอนให้กับครู คืนเวลาเรียนให้กับนักเรียน จากการสำรวจพบว่าหลายเรื่องที่ไม่ใช่ภาระหลักของครู แต่ครูต้องทำมีกว่า 400 รายการ ขณะนี้ สพฐ.กำลังออกแบบ และค่อยๆ ลดเรื่องเหล่านี้ลง โดยเฉพาะการประกวด การออกแบบ การแข่งขัน การจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ต่อไปจะค่อยๆ ลดลง ซึ่งมั่นใจว่าอนาคตครูจะได้ทำหน้าที่ครูอย่างเต็มที่ นักเรียนจะได้อ่านออกเขียนได้ และคุณภาพการศึกษาของประเทศจะดีขึ้น” ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 29 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
จาก‘ครู’ ไม่ต้องเข้าเวร ” โปลิศ ตอบศธ.“ รอหารือให้ชัดเจนก่อน โรงพักมีแค่พัน แต่ ร.ร.มีหลายหมื่น
จับไปที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผย หลังครม.ยกเลิกมติยกเลิกการอยู่เวรที่โรงเรียนของครูในสังกัด ศธ. ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) , สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดังกล่าวแล้ว
อีกทั้งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) เข้ามาช่วยดูแล แต่การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นส่วนที่มีกระแสว่าเป็นการเพิ่มภาระให้ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนั้น
รมว.ศธ.ออกมาขยายความย้ำให้สังคมยอมรับถึง เพราะเป็นหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง ในการดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่พอมาบอกว่า จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ เหมือนธนาคาร ร้านทอง ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยดูแลเป็นพิเศษ เพียงแต่อาจจะเพิ่มจุดเน้นเข้ามา ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องการดูแลความปลอดภัยของสถานที่
ตรงนี้ อาจทำให้เกิดการมองต่างมุมในเมื่อตำรวจถูกโยงไปเฝ้าร้านทอง ธนาคาร กับการต้องมาดูแลความปลอดภัยของสถานที่ราชการ ซึ่งชาวบ้านธรรมดา ๆ ทั่วไป เข้าใจได้ดีว่า มีความเหมือนในความต่างเหมือนฟ้ากับเหว
แม้จะกล่าวในส่วนของ ศธ. ได้มีหนังสือประสานไปยัง ตร. และ มท. เรียบร้อยแล้ว เพื่อบูรณาการดูแลความปลอดภัย ส่วนในระดับจังหวัดได้มอบหมายให้สำนักปลัด ศธ. แจ้งให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ในการเข้ามาดูแล การประสานงานดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วขึ้น ทั้งในระดับ ส่วนกลาง และพื้นที่
จึงน่าคิดมิใช่น้อยเมื่อ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขานตอบในเรื่องนี้ว่า ได้รับหนังสือขอความร่วมมือจัดเจ้าหน้าที่สายตรวจดูแลความปลอดภัยและติดตั้งตู้แดงประจำสถานศึกษาแล้วของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ซึ่งการดูแลโรงเรียนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่เป็นการอยู่เวรแทนครู
ก็เป็นเหตุเป็นผล เนื่องจากกำลังตำรวจอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกส่วน และ ฝ่ายปกครอง ส่วนแนวทางต้องรอหารือร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน
อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอบรับด้วยไมตรีจิตฟังแล้วยังปลื้มที่ว่า จะมอบหมายให้ฝ่ายป้องกันปราบปราม หารือร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกันในการดูแลความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้ครู อาจารย์ และนักเรียนต่อไป
โดยจะหารือการแก้ปัญหาระยะสั้นในการออกตรวจตราของตำรวจ ร่วมกับ อปพร. อาสาสมัครชุมชน หมู่บ้าน รวมทั้งระยาวในการติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มงบประมาณ เพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่อไป
ต้องยอมรับว่าตำรวจทั่วประเทศมีเพียง 1,400 กว่าสถานีตำรวจ ขณะที่โรงเรียน สถานศึกษา มีหลายหมื่นแห่ง กำลังตำรวจเพียงหน่วยเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วน โดยเฉพาะ อปพร. อาสาสมัครชุมชน หมู่บ้าน ที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย” โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวปิดสำนวน
โดยเน้นชัดว่า การทำหน้าที่ดังกล่าว ไม่ใช่การเข้าเวรประจำโรงเรียนแทนครู ส่วนรูปแบบแนวทางการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่จะเป็นอย่างไร ต้องรอความชัดเจนจากการหารือร่วมกันก่อน
ฟังดูแล้ว ทางออกในเรื่องนี้คงไม่ใช่ง่าย เนื่องจากมีคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการจัดหางบมาจ้างคนอยู่เวรยามสถานที่ราชการ สถานศึกษาที่แตกต่างหลากหลายกันไปตามบริบท
ไหน ๆ ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายนหนุนและฝ่ายค้าน เห็นพ้องต้องกันว่า ให้มีการยกเลิกครูเวร แต่ภารโรง อาจเกื้อกูลทำหน้าที่เวรช่วยครูได้ โดยใช้งบกลางของปี 2566 จำนวน 1,140 ล้านบาท ในการจ้างภารโรงอัตราเดือนละ 1 หมื่นบาทเข้ามาเป็นตัวช่วย
ซึ่งแม้ในส่วนของพรรคก้าวไกล ยังสนับสนุนกระทรวงศึกษาธิการ ควรต้องตั้งงบประมาณส่วนนี้ ไว้ในงบประมาณปี 67 และ 68 ในร่างงบประมาณปี 67 ที่กำลังพิจารณาอยู่นั้นไม่มีงบจ้างภารโรงอยู่
จึงเรียกร้องให้แปรญัตติงบส่วนนี้ในปี 67 เพื่อมาจัดจ้างภารโรงให้ครบ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 67 - 30 ก.ย. 68 เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้นำงบฯ ส่วนนี้ ไปใส่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 68 ที่ทางสำนักงบประมาณกำลังจัดทำอยู่ โดยเป็นงบประจำ
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันในเรื่องการยกเลิกครูอยู่เวร แต่ในช่วงเวลานี้ สพฐ.ทำอย่างไรกับการที่จะต้องมีคนดูแลสถานศึกษา ดังนั้น การจ่ายเป็นค่าตอบแทนแบบทำงานล่วงลาแก่ข้าราชการครู ตามระเบียบราชการของกระทรวงการคลัง น่าจะช่วยแบ่งเบาเรื่องการจัดหางบก้อนโตมาใช้ได้
รัฐบาลเองก็ต้องจัดหางบสำรองจ่ายเพื่อการนี้ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งอำนาจในการอนุมัติให้ใช้จ่ายเป็นของคณะรัฐมนตรี โดยจะไม่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากฝ่ายนิติบัญญัติแต่อย่างใด มิใช่ปล่อยให้เป็นปัญหาค้างท่อรอกระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยืนงงกลางดงปัญหาแต่เพียงลำพัง
อีกทั้ง ทางกระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ.ควรออกระเบียบให้สถานศึกษาร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษาธิการจังหวัด พิจารณาจัดหางบ หรือเป็นตัวกลางการจ้างเหมา รปภ. หรือ ยาม หรือ ค่าตอบแทนแก่ อปพร. อาสาสมัครชุมชน หมู่บ้าน เข้าไปดูแลตามความเหมาะสมไว้ก่อน
หากจะหวังพี่งพาตำรวจในแต่ละพื้นที่เข้าไปดูแล เมื่อดูภาระงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง มีมากมายเอาแค่ปัญหานักเรียน-ครู ก็ได้เห็นคำตอบแล้วว่า ในทางปฏิบัติอย่างที่สั่งการแล้วคาดหวัง บนความน่าจะเป็นไปได้ยากยิ่ง
มองไปที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ยามนี้การจะไปขอร้องใครสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็คงมิได้ง่ายเหมือนอย่างใจนึก แม้ว่าจะมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะมีความสนิทสนมใกล้ชิดกันเพียงใดก็ตาม
"นโปเลียน โบนาปาร์ด" จักรพรรดิฝรั่งเศสผู้พิชิตยุโรป เคยกล่าวว่า "The army marches on its stomach' / 'C'est la soupe qui fait le soldat" แปลว่า กองทัพต้องเดินทัพด้วยท้อง
สอดรับกับสำนวนจีนโบราณว่าไว้...กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ถ้าปล่อยให้เหล่าทหารหิวโหย จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาสู้รบ จึงเป็นความสำคัญ
ที่มา ; EDUNEWSSIAM
สรุปสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ ยกเลิกการอยู่เวรรักษาการณ์ของครูในสถานศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีผลทันที เหตุผลจากความห่วงใยด้านความปลอดภัย หลังเกิดเหตุครูถูกทำร้ายระหว่างปฏิบัติหน้าที่เข้าเวร โดย ครม.เห็นว่าระเบียบเดิมตั้งแต่ปี 2542 ไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน จึงให้ฝ่ายความมั่นคง เช่น ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และชุมชน เข้ามาช่วยดูแลแทนครูในรูปแบบ “ฝากโรงเรียนไว้กับตำรวจ” พร้อมเตรียมของบจ้างนักการภารโรงเพิ่มกว่า 12,000 อัตรา เพื่อดูแลทรัพย์สินสถานศึกษา การไม่เข้าเวรของครูจะ ไม่ถือเป็นความผิดวินัย และเป็นการคืนเวลาให้ครูมุ่งพัฒนาการสอนอย่างเต็มที่ มติดังกล่าวยังสร้างความสบายใจแก่ครูโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและครูหญิงที่เคยต้องอยู่เวรคนเดียว ขณะเดียวกัน ศธ.จะบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อเสริมระบบรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ข้อสอบ
1. มติ ครม.วันที่ 23 มกราคม 2567 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ มีสาระสำคัญอย่างไร
ก. ปรับอัตราเงินเดือนครูทั่วประเทศ
ข. ให้ครูเข้าเวรเฉพาะในโรงเรียนที่มีนักเรียนเกิน 500 คน
ค. ยกเลิกการอยู่เวรของครูทั่วประเทศ เพื่อความปลอดภัย
ง. ย้ายอำนาจดูแลโรงเรียนไปอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย
2. การตัดสินใจยกเลิกครูเวรมีสาเหตุสำคัญจากข้อใด
ก. ความเหน็ดเหนื่อยของครูจากการทำงานนอกเวลา
ข. เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับครูขณะเข้าเวร
ค. การขาดแคลนงบประมาณสำหรับค่าตอบแทนครูเวร
ง. การเปลี่ยนแปลงระบบเทคโนโลยีการศึกษา
3. แนวทางใดสะท้อนการบูรณาการภาคส่วนเพื่อรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาได้ดีที่สุด
ก. ให้ครูหมุนเวรตามเดิมแต่เพิ่มกล้องวงจรปิด
ข. ให้ชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และตำรวจร่วมกันดูแลโรงเรียน
ค. จ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนมาประจำโรงเรียน
ง. ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้เฝ้าเวรแทนครู
4. การไม่เข้าเวรของครูตามมติ ครม.มีผลทางวินัยอย่างไร
ก. ถือเป็นการละเว้นหน้าที่ราชการ
ข. ต้องมีคำสั่งอนุมัติจาก ผอ. โรงเรียนก่อน
ค. ไม่ถือเป็นความผิดทางวินัยราชการ
ง. ต้องรายงานเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง
5. การยกเลิกครูเวรสะท้อนแนวคิดด้านการบริหารบุคลากรทางการศึกษาในข้อใดมากที่สุด
ก. เพิ่มภาระหน้าที่เพื่อฝึกความรับผิดชอบ
ข. ลดภาระงานครู คืนเวลาให้พัฒนาคุณภาพการสอน
ค. ปรับระบบการควบคุมระเบียบวินัยของครู
ง. มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ
คลิกเฉลย >>>